สงครามเมืองทรอย และกลยุทธ์ม้าไม้บันลือโลก | วิชาการ.คอม


สงครามเมืองทรอย และกลยุทธ์ม้าไม้บันลือโลก

สารบัญ

สงครามเมืองทรอย และกลยุทธ์ม้าไม้บันลือโลก

" สงครามเมืองทรอย และกลยุทธ์ม้าไม้บันลือโลก "

สงครามเมืองทรอยเป็นเรื่องที่ถูกบันทึกเอาไว้ในมหากาพย์เรื่อง “อีเลียด” (Iliad) ของมหากวีนาม “โฮเมอร์” (ซึ่งเขาเป็นผู้ประพันธ์มหากาพย์อีกเรื่องคือโอดิสซีย์ (Odyssey) สำหรับคุณผู้อ่านที่สงสัยว่า ม้าไม้ยักษ์แห่งทรอยนั้นมีจริงหรือไม่ เรื่องนี้ก็ยังไม่สามารถตอบฟันธงลงไปได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าไม่มีหลักฐานใดที่สามารถชี้ชัดได้แต่ถ้าจะถามว่าเมืองทรอยนั้นมีจริงหรือเปล่า ตอบได้ชัดเลยว่ามีอยู่จริง เพราะว่ามีการขุดค้นพบซากเมืองที่เชื่อกันว่าจะเป็นเมืองทรอย บริเวณที่ชื่อ ฮิซาร์ลิก ในเมืองคานัคเกล ทางตะวันตกของประเทศตุรกี ซึ่งมีอายุอยู่ในช่วง 1,250 ปีก่อนคริสตกาล โดยเราสามารถเห็นซากกำแพงและหอคอยของเมืองทรอยได้ และปัจจุบันก็มีการสร้างม้าไม้จำลองขนาดยักษ์ขึ้นบริเวณซากเมืองทรอยอีกด้วย

ตำนานแห่งเมืองทรอย อันที่จริง ไม่ใช่จินตนิยาย แต่ที่จริงแล้ว ตามประวัติการตั้งถิ่นฐานของชาวกรีกนั้น ชาวกรีกเผ่าแรก ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในเมืองไมซีนี่ คาบสมุทรกรีซ เมื่อประมาณ 1,500 ปี ก่อนคริสตกาล ต่อมาได้ขยายอำนาจข้ามทะเลไปยังฝั่งเอเชียไมเนอร์หรือ ดินแดนอะนาโตเลีย ซึ่งมีเมืองทรอยเป็นหน้าด่านสำคัญ เมื่อเกิดความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ จึงเกิดการสู้รบที่ยืดเยื้อหลายปี แต่ไม่ใช่เพราะชิงสาวงามเฮเลน ดังที่ปรากฏในมหากาพย์อีเลียดของโฮเมอร์จากการสู้รบในครั้งนั้น ชาวกรีกเผ่า อาเคียนจำนวนหนึ่ง ที่ถูกส่งมาทำสงครามกับเมืองทรอย จึงได้ปักหลักตั้งถิ่นฐานอยู่ใน ดินแดนอะนาโตเลียเสียเลย และก็มีชาวกรีกเผ่าอื่นๆ ตามมาทีหลังอีก เช่น เผ่าอีโอเลียน, ไอโอ-เนียน และคอเรียน เป็นต้นดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยว่า ปัจจุบัน ทำไมหนุ่มๆ สาวๆ ชาวตุรกีส่วนใหญ่ จึงทั้งหล่อและสวยกัน ทั้งนี้ก็เพราะมีเชื้อสาย “เทพบุตรกรีก” ปนอยู่ด้วยนั่นเอง..เมืองทรอยจึงมีอยู่จริง บนฝั่งทะเลใกล้ ๆ ปากช่องแคบดาร์ดะเนลส์ ที่แยกยุโรปกับเอเชียออกจากกัน เช่นเดียวกับช่องแคบบอสฟอรัสทางเหนือของทะเลมาร์มาร่า ซึ่งเป็นเมืองโบราณที่นักโบราณคดีได้ขุดค้นพบ ให้ซากปรักหักพังทั้งหลาย ปรากฏต่อสายตาของคนรุ่นหลังแผนที่ จากกรีซไปก็เดินเรือไกลเหมือนกัน เป็นการใหญ่มากที่จะต้องยกเรือหลายพันลำ ข้ามไปฝั่งทวีปเอเชีย

 

ภาพวาดโครงสร้างเมื่องทรอยในอดีตกลับมาเรื่องของสงครามกันบ้าง ใครจะเชื่อว่าจุดเริ่มต้นแห่งสงครามที่ยิ่งใหญ่นี้เกิดขึ้นเพราะแอปเปิลเพียงผลเดียว โดยจุดเริ่มต้นของสงครามนั้นเริ่มขึ้นเมื่อ เพเลอุส (กษัตริย์แห่งเมอมิดอนส์) และ เธติส (เทพีแห่งทะเล) ได้จัดงานอภิเษกสมรสขึ้น แต่ทั้งคู่กลับไม่ได้เชิญ อีริส (เทพีแห่งความขัดแย้ง) พระธิดาของเทพสูงสุด ซุส มาร่วมงานด้วย เพราะทั้งคู่เกรงว่านางจะทำให้งานมงคลนี้ต้องวุ่นวายได้ กระนั้น เมื่อข่าวนี้รู้ไปถึงหูของ เทพีอีริส เธอจึงรีบไปร่วมงานของทั้งคู่ทันทีด้วยความอาฆาตแค้นเมื่อไปถึงงาน เทพีอีริสจึงเริ่มแผนสร้างความแตกแยกขึ้น ด้วยการโยนแอปเปิลทองคำลงบนโต๊ะ พร้อมกับกล่าวว่า ลูกแอปเปิลทองคำนี้จะเป็นของผู้ที่งดงามที่สุดเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ เทพีเฮรา(มเหสีของเทพซุส) เอเธนา(เทพีแห่งปัญญา) และอโฟรไดต์ (เทพีแห่งความรัก) ซึ่งต่างคิดว่าตัวเองเป็นผู้ที่เลอโฉมที่สุดจึงแย่งกันเป็นเจ้าของแอปเปิลทองคำลูกนั้น พร้อมกับให้เทพซุสมาเป็นผู้ตัดสิน ซึ่งเทพซุสรู้ดีว่าการตัดสินของเขานั้นอาจจะสร้างความเดือดร้อนให้กับตัวเองได้ จึงโยนไปให้ เจ้าชายปารีส แห่งเมืองทรอย เป็นผู้ตัดสินแทนเมื่อรู้ว่าเจ้าชายปารีสจะทำหน้าที่เป็นผู้ตัดสิน เทพีเฮราจึงไปติดสินบนด้วยการสัญญาว่า จะช่วยให้เจ้าชายปารีสมีชัยเหนือกรีก ส่วนเทพีอาเธนาได้ไปสัญญาว่าจะช่วยให้เจ้าชายปารีสครอบครองแผ่นดินทั่วทั้งเอเชียและยุโรป ขณะที่เทพีอโฟรไดต์สัญญาว่าจะมอบหญิงผู้เลอโฉมที่สุดในแผ่นดินให้ เจ้าชายปารีสกำลังฟังข้อเสนอของเทพีทั้ง 3 เรียงจากซ้ายขวาคนที่มีโล่และหอกมุมสุดเป็นอธีน่า คนกลาง อโฟรไดต์ ขวาสุด เฮรา (แม่เลี้ยงใจร้ายของเฮราคลีส ซิน่ะ =,=')หลังจากได้ฟังข้อเสนอของทั้งสามแล้ว เจ้าชายปารีสเลือกที่จะตัดสินให้เทพีอโฟรไดต์เป็นผู้ที่งดงามที่สุด ต่อมาอโฟรไดต์ก็ทำตามสัญญาที่ให้ไว้ ด้วยการพาเจ้าชายปารีสไปพบหญิงผู้งดงามที่สุดซึ่งก็คือ เฮเลน ผู้เป็นธิดาแห่งเทพซุส ปัญหาก็คือ เฮเลนไม่ใช่คนตัวเปล่าเล่าเปลือย แต่นางเป็นถึงมเหสีของ เมเนลอส เจ้าเมืองสปาร์ตาเมื่อไปถึงสปาร์ตา กษัตริย์เมเนลอสต้อนรับเจ้าชายปารีสเป็นอย่างดี แต่ในระหว่างที่เมเนลอสต้องออกจากเมืองเพื่อไปเยี่ยมกษัตริย์นอสซอส เจ้าชายปารีสจึงลงมือลักพาตัวเฮเลนกลับไปยังเมืองทรอย ก่อนจะจัดพิธีอภิเษกขึ้นในภายหลัง ครั้นเมื่อกลับมาและพบว่า พระมเหสีอันเป็นที่รักถูกลักพาตัวไป กษัตริย์เมเนลอสจึงได้รวบรวมสมัครพรรคพวกทั้งหลาย ร่วมกันส่งกองทัพไปยังเมืองทรอยเพื่อล้างแค้นการลักพาตัวนางเฮเลน (ผู้หญิงมีเป็นร้อยเป็นพันไม่เลือก ดันฉกสาวของเจ้าเมืองสปาร์ต้าเข้า  เดี๋ยวก็ได้เจอ this is sparta!! เข้าแล้วจะหนาว)กองทัพอันยิ่งใหญ่ของกรีกที่มีเรือกว่า 1,000 ลำนี้ต้องใช้เวลานานกว่าที่จะไปถึงเมืองทรอยเนื่องจากไม่มีผู้ใดรู้ถึงที่ตั้งอันแน่ชัดของเมืองทรอย อย่างไรก็ตาม สงครามระหว่างกรีกและทรอยนั้นต้องใช้เวลาสู้รบกันยาวนานกว่า 10 ปีด้วยกัน เนื่องจากเมืองทรอยนั้นมีกำแพงเมืองที่แข็งแกร่งยากที่ผู้ใดจะทำลายได้ ด้วยเหตุนี้ ในช่วง 9 ปีแรกของสงครามกองทัพกรีกจึงต้องไปโจมตีทำลายเมืองบริวารทั้งหลายของทรอยให้สิ้น เนื่องจากเมืองเหล่านี้คอยส่งอาหารและอาวุธต่างๆให้กับทรอย

แม้จะทำลายเมืองบริวารจนหมดสิ้นแล้วก็ตาม กองทัพกรีกก็ยังไม่สามารถบุกเข้าไปในเมืองทรอยได้ จนทำให้เหล่านักรบกรีกเริ่มถอดใจ แต่ในยามที่สำคัญเช่นนี้ โอดิสซุสแม่ทัพผู้ปราดเปรื่องของกรีกก็คิดอุบายหนึ่งขึ้นมาได้ ซึ่งเขาสั่งให้สร้างม้าไม้ขนาดมโหฬารขึ้นมา และทำให้ด้านในของม้าไม้นี้กลวงเพื่อที่จะได้นำทหารของกรีกเข้าไปหลบอยู่ด้านในเมื่อการสร้างม้าไม้เสร็จสิ้นแล้ว โอดิสซุสและกษัตริย์เมเนลอสพร้อมทหารแห่งกรีกจึงเข้าไปหลบซ่อนอยู่ภายในม้าไม้ที่สร้างขึ้น ก่อนจะสั่งให้เผาค่ายทิ้ง และให้ทหารแสร้งทำเป็นยกกองทัพเรือกลับไป แถมยังทิ้งทหารชื่อ ซินอน เอาไว้ที่เมืองทรอย เพื่อหลอกล่อให้ชาวทรอยหลงเชื่อ

เมื่อชาวทรอยเห็นกองทัพกรีกถอนทัพไปจนหมดสิ้นแล้ว จึงพากันออกมาดูไม้ยักษ์ที่ตั้งตระหง่าน โดยซินอนได้หลอกชาวทรอยว่า เขานั้นถูกกองทัพกรีกทิ้งเอาไว้ให้หลงทางอยู่เพียงคนเดียว ส่วนม้าไม้นี้เป็นเครื่องหมายแห่งชัยชนะ และเป็นการขอบคุณเทพีอาเธนาที่คอยช่วยเหลือ ซึ่งม้าไม้ตัวนี้จะนำพาโชคลาภให้กับเมืองทรอยในกาลต่อไปชาวทรอยนั้นต่างหลงเชื่อในคำพูดของซินอน และได้ลากม้าไม้ยักษ์นี้เข้าไปภายในเมือง พร้อมกับเฉลิมฉลองในชัยชนะกันอย่างยิ่งใหญ่ จนในคืนพระจันทร์เต็มดวงคืนนั้นเอง เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนชาวทรอยทั่วทั้งเมืองต่างเมาสุราและหมดสติกันแทบทั้งเมือง ซินอนที่รอคอยเวลานี้จึงได้ไปเปิดให้บรรดาทหารของกรีกออกมาจากม้าไม้ ก่อนจะไปเปิดประตูเมือง ให้กองทัพกรีกที่ยกทัพกลับมาเมืองทรอย พากันกรีธาทัพเข้ามากองทัพกรีกจุดไฟเผาเมืองและสังหารชาวทรอยโดยเฉพาะผู้ชายไปเป็นจำนวนมาก และเมื่อสงครามจบลง กรีกได้แบ่งบรรดาผู้หญิงชาวทรอยให้กับทหารและพันธมิตรต่างๆ นำไปเป็นทาส และนั่นก็คือวาระสุดท้ายของเมืองทรอยที่เคยยิ่งใหญ่ทั้งนี้ ในมหากาพย์เรื่อง โอดิสซีย์ ของโฮเมอร์นั้น ก็คือบันทึกเรื่องราวการเดินทางกลับยังมาตุภูมิของ แม่ทัพโอดิสซุส ผู้คิดสร้างม้าไม้เมืองทรอย ภายหลังจากเสร็จสิ้นสงครามเมืองทรอยแล้วนั่นเอง ซึ่งการเดินทางกลับไปยังแผ่นดินเกิดครั้งนี้ต้องฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆมากมาย ทำให้ต้องใช้เวลานานถึง 7 ปีและนี่ก็คือเรื่องราวอัศจรรย์ ที่อาจจะเป็นเพียงเรื่องเล่าในตำนาน หรืออาจจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงก็ได้ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าม้าไม้เมืองทรอยจะมีอยู่จริงหรือไม่ แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ในเรื่องราวทั้งหมดกลับมีคุณค่าน่าเรียนรู้ยิ่งนัก ขึ้นอยู่กับว่าคุณผู้อ่านจะเก็บบทเรียนอะไรจากเรื่องนี้ไปได้บ้างเท่านั้นเองCredit by http://www.suanboard.net

หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา