วิชาการดอทคอม ptt logo

พระพุทธศาสนาเพื่อสังคม : กรณีศึกษาพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธมมฺชโย)

การศึกษาเกี่ยวกับวิธีคิด วิธีปฏิบัติและแนวทางการส่งเสริมพระพุทธศาสนาของ พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (หลวงพ่อธัมมชโย) เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย (โดยสังเขป) นี้เป็นการศึกษาเฉพาะกิจเพื่ออธิบายการทำงานของท่านในมิติของ "พระพุทธศาสนาเพื่อสังคม" (Engage Buddhism)
ผู้เขียน: ศรัณย์ เลิศรักษ์มงคล ชมแล้ว: 19,473 ครั้ง
post ครั้งแรก: Sat 1 January 2011, 7:18 am ปรับปรุงล่าสุด: Sat 1 January 2011, 7:31 am
อยู่ในส่วน: ไม่ได้ระบุว่าให้อยู่ห้องใด
สารบัญ
หน้า : 1 ความนำ
หน้า : 2 ประวัติของพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธมมฺชโย)
หน้า : 3 พบอาจารย์เป็นครั้งแรก
หน้า : 4 เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์และการสร้างวัดพระธรรมกาย
หน้า : 5 การเผยแผ่พระพุทธศาสนาและวิชชาธรรมกาย
หน้า : 6 เผชิญกับอุปสรรคและการถูกโจมตี
หน้า : 7 โครงการที่พระราชภาวนาวิสุทธิ์ส่งเสริมให้วัดพระธรรมกายดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน
หน้า : 8 การตระหนักรู้ในปรากฏการณ์ซึ่งเป็นความทุกข์ของสังคม
หน้า : 9 การทำตนให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับโลก (หรือเข้าไปแก้ปัญหาทางสังคมนั้นๆ)
หน้า : 10 การลงมือกระทำ (หรือการปฏิบัติการรับใช้สังคมเพื่อให้เกิดการพัฒนา)
หน้า : 11 บรรณานุกรม

หน้าที่ 1 - ความนำ

พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธมมฺชโย) เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย (ระหว่างปีพ.ศ.๒๕๑๓-ปัจจุบัน) เป็นพระภิกษุรูปแรกของวัดพระธรรมกาย เป็นผู้ร่วมสร้างและก่อตั้งวัดพระธรรมกายรวมทั้งเป็นผู้ริเริ่มให้มีการดำเนินการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเถรวาทในรูปแบบใหม่ที่ถูกตั้งข้อสังเกตถึงรูปแบบการสอนการปฏิบัติธรรม รูปแบบการเผยแผ่พระพุทธศาสนา การระดมทุน รวมทั้งแนวคิดเรื่อง “นิพพาน” ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ขณะเดียวกันการสรรค์สร้างดังกล่าวถือว่าได้สร้างความก้าวหน้าให้แก่กระบวนการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและกระบวนการพระพุทธศาสนาเพื่อสังคม (Engaged Buddhism) ไม่น้อยเช่นกัน ดังจะได้อธิบายต่อไป




หน้าที่ 2 - ประวัติของพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธมมฺชโย)

ประวัติของพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์  ธมมฺชโย)

พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์  ธมมฺชโย)[1] ถือกำเนิดเมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๗ ที่บ้านคุ้งแม่น้ำเจ้าพระยา ตำบลบ้านแป้ง อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี โดยมีโยมบิดาชื่อ จรรยง สุทธิผล  โยมมารดาชื่อ จุรี สุทธิผล บรรพชาอุปสมบทเมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๑๒ ณ พัทธสีมาวัดปากน้ำภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร โดยมีพระเทพวรเวที (ปัจจุบันดำรงสมณศักดิ์ที่สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ เขตภาษีเจริญ) เป็นพระอุปัชฌาย์   เมื่อวัยเด็กท่านมีความคิดและความสนใจเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม การฝึกสมาธิ และการศึกษาธรรมะมาโดยตลอดเพราะเห็นว่า “ชีวิตในการครองเรือนเป็นชีวิตที่สุขน้อย ทุกข์มาก ไม่มีอิสระ” ทั้งนี้ส่วนหนึ่งมาจากการที่ท่านต้องโยกย้ายที่อยู่ และ มีปัญหาในครอบครัวตั้งแต่เยาว์วัยเรื่อยมา[2]  อย่างไรก็ตามจากการที่ท่านมีความสนใจการปฏิบัติธรรมและ การศึกษาธรรมะดังกล่าวได้เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ท่านได้มาพบกับการปฏิบัติธรรมตามแนววิชชาธรรมกายของหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ในเวลาต่อมา

                ด้วยความที่ท่านมีอุปนิสัยรักการใฝ่หาความรู้และสนใจในเรื่องการปฏิบัติธรรมอย่างยิ่ง แม้ว่าจะประสบกับความยากลำบากในการดำเนินชีวิตเพียงใดก็ตามแต่ท่านก็พยายามเสาะแสวงหาความรู้ในเรื่องดังกล่าวอยู่ตลอดเวลา โดยได้เล่าไว้ในหนังสือ “ เดินไปสู่ความสุข” (หนังสือที่จัดพิมพ์ขึ้นเพื่อรวบรวมสาธุชนที่ศรัทธาในการปฏิบัติธรรมตามแนววิชชาธรรมกายให้มาร่วมกันสร้างวัดพระธรรมกายขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๑๓) ความตอนหนึ่งว่า

“ สนามหลวงเป็นสถานที่ที่อาตมาชอบมากและมักไปบ่อยๆ เดินจากบ้านวัดเลียบด้วยรองเท้าคู่เก่าๆ เสื้อยืดคอกลม กางเกงขาสั้น เงินติดกระเป๋าแค่ดื่มโอเลี้ยงได้แก้วเดียว ไม่มีปัญญาที่จะซื้อหนังสือ แต่ความกระหายอยากรู้อยากเห็นในทุกสิ่งทุกอย่าง ทำให้อดทนเดินมา ยืนอ่านหนังสือตามแผงขายหนังสือข้างคลองหลอด อ่านจนกระทั่งเจ้าของร้านมองหน้า ก็วางเสียที ไปยืนอ่านอีกร้านถัดไป ซึ่งเป็นหนังสือชนิดเดียวกัน พอเจ้าของมองหน้าก็วางอีก วนเวียนอย่างนี้ ตั้งแต่แผงแรก พอมาถึงแผงสุดท้ายก็พอดีจบเล่ม ทำอย่างนี้เป็นปีแม้กระทั่งหนังสือเกี่ยวกับการปฏิบัติกรรมฐานที่มีแต่คนอายุมากเท่านั้นหยิบอ่าน  แต่อาตมาอ่านอย่างใจจดจ่อและทบทวนหลายเที่ยว ยิ่งอ่านยิ่งคล้อยตามเห็นกองทุกข์ทางโลก....”

 

                ในช่วงวัยรุ่น ระหว่างที่ศึกษาอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย[3] นั้นท่านพยายามแสวงหา “คำตอบที่แท้จริง” ของชีวิตเรื่อยมา สิ่งที่เป็นคำถามอยู่ในใจนั้นมีมากมาย เป็นต้นว่า มนุษย์เราเกิดมาทำไม ตายแล้วไปไหน เพราะเหตุใดจึงมีคำกล่าวว่าเรามีกรรมเป็นของตัวเอง บาป-บุญมีจริงหรือไม่ เป็นต้น การที่ท่านมีปรกติคำนึงถึงคำถามในลักษณะนี้อยู่ตลอดเวลานั้นได้ทำให้ท่านกลายเป็นวัยรุ่นที่ต่างไปจากเพื่อนในวัยเดียวกัน ในช่วงวันหยุดแทนที่ท่านจะให้เวลากับกิจกรรมตามที่วัยรุ่นทั่วไปสนใจแต่กลับหันมาให้ความสำคัญกับการศึกษาค้นคว้าเรื่องประวัติบุคคลสำคัญของโลก อัตชีวประวัติของผู้บำเพ็ญประโยชน์ต่างๆ รวมทั้งพยายามหาความรู้จากหนังสือธรรมะ การฝึกสมาธิหนังสือประเภทอิทธิปาฏิหาริย์ต่างๆ ฯลฯ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะค้นหาคำตอบที่ติดค้างอยู่ในใจให้กระจ่างแจ้ง

                เมื่อเริ่มฝึกปฏิบัติธรรมนั้นท่านได้ทดลองมาหลายวิธีด้วยกัน หนึ่งในนั้นได้แก่การเรียนกรรมฐานตามแบบวิธีของวัดมหาธาตุฯ ซึ่งท่านกล่าวไว้ว่า  “ เป็นวิธีที่มีประโยชน์ต่อท่านมากเพราะทำให้ท่านรู้จักปรารภความเพียรและมีสติในการพิจารณากองทุกข์”  ต่อจากนั้นท่านจึงได้ศึกษาแนวการปฏิบัติธรรมของคณาจารย์ท่านอื่นๆอีก เช่น หลวงพ่อลี วัดอโศการาม พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต หากต่อมาได้ลองปฏิบัติธรรมตามแบบอานาปาณสติก่อนจะได้มาศึกษาวิธีการปฏิบัติธรรมตามรอยหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ในภายหลัง

                การเดินทางเพื่อตามหาอาจารย์ที่จะช่วยตอบคำถามเกี่ยวกับความจริงของชีวิตยังดำเนินต่อไป จนกระทั่งได้มีโอกาสศึกษาประวัติและปฏิปทาของหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) เมื่ออายุราว ๑๘ ปี ขณะนั้นท่านเพิ่งสอบเข้าศึกษาต่อที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ได้ หลังจากนั้นเมื่อมีโอกาสได้ศึกษาแนวคิด ปฏิปทาและวัตรปฏิบัติของหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญแล้วรู้สึกประทับใจจนเกิดความรู้สึกว่า “ หากเห็นธรรมเมื่อไร จะดำเนินรอยตามหลวงพ่อวัดปากน้ำทุกประการ” 



[1] พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์  ธมมฺชโย) ได้รับเลื่อนสมณศักดิ์จากพระราชาคณะชั้นสามัญที่ “พระสุธรรมญาณเถร”เป็นพระราชาคณะชั้นราช ฝ่ายวิปัสสนาธุระที่ “ พระราชภาวนาวิสุทธิ์” เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๙  มีนามตามสัญญาบัตรประกอบพัดยศสมณศักดิ์ว่า พระราชภาวนาวิสุทธิ์ อธิมุตธรรมวรากร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี

 

[2] ดูในหนังสือ “ เดินไปสู่ความสุข” ฉบับพิมพ์ครั้งแรก (จัดพิมพ์เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ. ๒๕๑๓) หน้า ๒๕

[3] พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์  ธมมฺชโย) เคยศึกษาในโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยในระหว่างปีพ.ศ. ๒๕๐๐-๒๕๐๖  ต่อมาได้สอบเข้าศึกษาต่อที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จนสำเร็จการศึกษาในเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๒




หน้าที่ 3 - พบอาจารย์เป็นครั้งแรก

เพราะความที่ท่านมีความสนใจในพระพุทธศาสนา การปฏิบัติธรรม การเจริญสมาธิภาวนาและเพราะความมีวิริยะอุสาหะในการติดตามค้นหาบุคคลที่จะสามารถมาตอบคำถามในใจอย่างยิ่งยวด จึงทำให้ในที่สุดจึงได้เข้ามาศึกษาการปฏิบัติธรรมที่วัดปากน้ำภาษีเจริญ โดยมี “อุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง” ศิษย์เอกคนสำคัญของหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ[1]เป็นอาจารย์ ขณะนั้นท่านอายุได้เพียง ๑๘ ปี

                ความคิดในเรื่องการอุปสมบทเพื่อครองเพศบรรพชิตได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้ๆกันนี้เอง โดยท่านคิดว่าเมื่ออุปสมบทแล้ว จะให้ความสนใจศึกษาพระธรรมวินัยและพระไตรปิฎกให้แตกฉานเพื่อวัตถุประสงค์ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและวิชชาธรรมกายเช่นเดียวกับหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ ในมโนภาพของท่านการมีวัดที่เป็นศูนย์กลางของการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่ดีที่สุดเป็นสิ่งจำเป็น และหากสามารถทำได้ ก็จะสร้างวัดดังกล่าวนั้นให้มีความพร้อมสมบูรณ์ทั้งในด้านถาวรวัตถุและวัตรปฏิบัติของสงฆ์ ขณะเดียวกันจะต้องมีความสงบ ร่มรื่น มีระยะทางที่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากกรุงเทพมหานครมากนัก และที่สำคัญท่านยังได้ตั้งปณิธานไว้ตั้งแต่เวลานั้นทีเดียวว่าวัดดังกล่าวจะต้องเป็นวัดที่รวมเอาคำว่า “ดีที่สุดในโลก” เอาไว้ด้วย[2] ซึ่งจากความตั้งใจนี้เองทำให้เมื่อมีการสร้างวัดพระธรรมกายขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ แล้วปณิธานข้อนี้จึงถูกแปรมาเป็นหลักการสำคัญของวัดที่เน้นในเรื่อง “การสร้างวัดให้เป็นวัด สร้างพระให้เป็นพระ และสร้างคนให้เป็นคนดี” ในเวลาต่อมา

                ท่านเจ้าคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ได้พบกับอาจารย์ของท่านเป็นครั้งแรกที่บ้านหลังแรกในวัดปากน้ำภาษีเจริญ ซึ่งหลังจากที่ได้เข้ามาช่วยงานและเรียนธรรมะที่บ้านหลังแรกนี้แล้วท่านได้เริ่มศึกษาและปฏิบัติธรรมในวิชชาธรรมกายอย่างจริงจังโดยในระหว่างที่ยังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นั้น  ท่านต้องเดินทางไป-กลับจากมหาวิทยาลัยถึงวัดปากน้ำภาษีเจริญทุกวัน ขณะเดินทางก็ไม่ให้ความสนใจสิ่งอื่นนอกจากพยายามฝึกฝนทำสมาธิปฏิบัติตลอดเวลา  ขณะเดียวกันทุกๆวันในช่วงดึกประมาณตีหนึ่ง-ตีสองท่านจะตื่นขึ้นนั่งทำสมาธิจนเป็นที่ทราบกันในหมู่เพื่อนๆในหอพักนิสิตที่พักอยู่ด้วยกัน การปฏิบัติธรรมของท่านดำเนินไปเช่นนี้จนผลการปฏิบัติธรรมมีความก้าวหน้ามากขึ้น  จนภายหลังท่านจึงได้รับความไว้วางใจจากอาจารย์ (คือคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง) ให้เป็นผู้ดูแลและสอนธรรมะปฏิบัติให้กับสมาชิกผู้มาใหม่ด้วย[3]

                การทำหน้าที่สอนธรรมะของท่านรวมทั้งการตามสมาชิกที่สนใจให้เข้ามาสู่หมู่คณะคงจะเป็นผลดีอย่างมากจึงทำให้ในระยะต่อมาไม่นานนัก ที่บ้านหลังแรกนี้เต็มไปด้วยบุคคลสำคัญๆในยุคบุกเบิกของวัดพระธรรมกายติดตามท่านมามากมาย (รวมไปถึง ท่านเจ้าคุณพระภาวนาวิริยคุณรองเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายก็เข้ามาร่วมงานกันในช่วงนี้ด้วย) การที่มีสมาชิกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้เองได้ทำให้บ้านหลังแรกคับแคบลงไปมากจนถึงขั้นที่เมื่อมีการบูชาข้าวพระในวันอาทิตย์ต้นเดือนครั้งใด ต้องมีสมาชิกบางคนต้องเสียสละไปนั่งร่วมพิธีบนตุ่มน้ำ[4] บางคนต้องนั่งที่หัวบันไดบ้าน หรือต้องหาที่นั่งกันตามแต่จะหาได้ในบริเวณบ้าน  ประกอบกับการที่ขณะนั้นทางวัดปากน้ำภาษีเจริญประสงค์จะนำพื้นที่บริเวณบ้านหลังแรกนี้ไปสร้างเป็นหอฉัน ในที่สุดเมื่อมีการประชุมกันแล้วจึงได้ตกลงใจที่จะสร้างบ้านหลังใหม่ขึ้นโดยที่ท่านเองก็อยากได้บุญจากการสร้างบ้านหลังใหม่นี้ด้วย จึงถึงกับยอมอดอาหารบางมื้อเป็นเวลาแรมเดือนเพื่อเก็บหอมรอมริบช่วยสบทบเงินสร้างบ้านหลังใหม่นี้เช่นกัน เมื่อการก่อสร้างบ้านแล้วเสร็จในปีพ.ศ.๒๕๑๐ นั้น พระภาวนาโกศลเถระ (ธีระ ธมฺมธโร) รองเจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญในขณะนั้นมีเมตตาตั้งชื่อให้ว่า “บ้านธรรมประสิทธิ์” อันหมายถึงบ้านที่ประสิทธิ์ประสาทวิชชาธรรมกายให้กับผู้ที่มาถึง  อนึ่ง บ้านธรรมประสิทธิ์นี้เองที่ทางวัดพระธรรมกายถือว่าเป็น “บ้านกัลยาณมิตร” ต้นแบบหลังแรกที่เกิดขึ้นเพื่อรวบรวมและสร้างความเป็นปึกแผ่นให้กับสาธุชนที่ศรัทธาในวิชชาธรรมกายในยุคปัจจุบันด้วย

 



[1] คุณยายอาจารย์มหารัตนอบาสิกาจันทร์  ขนนกยูง : อาจารย์ผู้สอนธรรมและวิชชาธรรมกายของหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ (สด จนฺทสโร) ให้แก่พระราชภาวนาวิสุทธิ์ เกิดเมื่อวันขึ้น ๑๐ ค่ำเดือนยี่ ปีระกา ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๒๐ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๒ ในครอบครัวชาวนาที่อำเภอนครไชยศรี จ. นครปฐม เป็นลูกคนที่ ๕ ในจำนวนพี่น้อง ๙ คน ของพ่อพลอยและแม่พัน ขนนกยูง  จากบ้านเพื่อเดินทางเข้ากรุงเทพฯเพื่อหาช่องทางไปฝึกสมาธิที่วัดปากน้ำภาษีจริญเมื่ออายุ ๒๖ ปี ฝึกสมาธิครั้งแรกกับมหารัตนอุบาสิกา ทองสุก สำแดงปั้น (ครูสอนสมาธิจากวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ) จนได้เข้าถึงพระธรรมกาย ได้ใช้วิชชาธรรมกายตามหาพ่อ ได้ขอขมาพ่อและช่วยพ่อพ้นจากนรกได้  อายุ ๒๙ ปี พบหลวงพ่อวัดปากน้ำครั้งแรกและได้เข้าไปศึกษาวิชชาธรรมกายขั้นสูงใน “โรงงานทำวิชชา”  ประสบความสำเร็จในการศึกษาวิชชาธรรมกายจนได้รับคำชมจากหลวงพ่อวัดปากน้ำว่า “ลูกจันทร์นี้เป็นหนึ่งไม่มีสอง” พบศิษย์เอกคือพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์  ธมมฺชโย ) เมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๕๐๖ รวบรวมศิษยานุศิษย์สร้างบ้านธรรมประสิทธิ์ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๐ ต่อมาเมื่ออายุได้ ๖๑ ปี เป็นผู้นำในการสร้างศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม (วัดพระธรรมกาย) ท่านละสังขารเมื่อตอนเช้าของวันที่ ๑๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๓ ที่โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ กรุงเทพมหานคร ได้รับการประกอบพิธีจุดไฟแก้วสลายร่างเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๕ ที่วัดพระธรรมกายท่ามกลางคณะพระเถรานุเถระ พระภิกษุสามเณรและศิษยานุศิษย์จำนวนกว่า ๒๐๐,๐๐๐ รูป/คน

[2] ดูในหนังสือ “ เดินไปสู่ความสุข” ฉบับพิมพ์ครั้งแรก (จัดพิมพ์เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ. ๒๕๑๓) หน้า ๒๙(อ้างแล้ว)

[3] เรื่องเดียวกัน (อ้างแล้ว)

[4] ดูใน: อุบาสิกาถวิล (บุญทรง)  วัติรางกูร, จากความทรงจำ. เรื่องกำเนิดวัดพระธรรมกาย, จัดพิมพ์ในโอกาสอายุครบ ๕รอบ  วันที่ ๑๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๗




หน้าที่ 4 - เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์และการสร้างวัดพระธรรมกาย

พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์  ธมมฺชโย)  เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์เมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๑๒ ท่ามกลางความทุกข์ใจของโยมบิดา เนื่องจากท่านเป็นบุตรชายคนเดียวของครอบครัวและเป็นความหวังที่บิดาตั้งไว้ว่าอยากให้ประสบความสำเร็จในชีวิตทางโลก แต่ด้วยการที่ท่านได้ตั้งปณิธานเอาไว้อย่างหนักแน่นแล้วว่าจะไม่ครองเรือน จะตั้งใจประพฤติพรหมจรรย์อุทิศต่อพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า  การจัดงานอุปสมบทของท่านจึงเกิดขึ้นในวันดังกล่าวท่ามกลางความยินดีปรีดาของหมู่คณะและกัลยาณมิตรบ้านธรรมประสิทธิ์ในเวลานั้นเป็นอย่างยิ่ง

                 เหตุผลที่หมู่คณะบ้านธรรมประสิทธิ์ให้ความเคารพและเชื่อมั่นในตัวของท่านมากนั้นมีอยู่หลายประการด้วยกัน นอกเหนือจากบุคลิกภาพที่นุ่มนวล การพูดจาที่ไพเราะ การเป็นต้นแบบที่ดีในเรื่องต่างๆอย่างสม่ำเสมอจนได้รับความไว้วางใจจากอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง (ปัจจุบันวัดพระธรรมกายเชิดชูท่านเป็นหนึ่งในมหาปูชนียาจารย์ผู้ใหกำเนิดวัดพระธรรมกาย) ให้เป็นครูสอนการปฏิบัติธรรมแล้ว ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการที่ท่านมีปณิธานเด็ดเดี่ยวในการบวชอุทิศตนเพื่อพระพุทธศาสนานั่นเอง[1] ดังที่ท่านเคยกล่าวไว้ในคราวการฉลองครบรอบ  ๒๐ ปีของวัดพระธรรมกาย ความว่า

                “ เมื่อหลวงพ่อได้บวชอุทิศชีวิตแก่พระพุทธศาสนาแล้วก็มีความตั้งใจว่า จะนำพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาอบรมสั่งสอนปลูกฝังคุณธรรมลงในจิตใจของเหล่าสาธุชนโดยไม่เลือกเพศ  เลือกวัย เลือกเชื้อชาติ เพื่อให้ทุกคนมีศรัทธาในพระพุทธศาสนา และมีโอกาสปฏิบัติธรรมให้ได้เข้าถึงธรรมะภายใน ได้พบความสุขที่แท้จริง และมีธรรมกายเป็นที่พึ่งของชีวิต นี่คือความปรารถนาลึกๆที่อยู่ในใจของหลวงพ่อตลอดเวลา....”

               

การทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระราชภาวนาวิสุทธิ์ในช่วงที่บวชใหม่ๆนั้นยังทำได้ไม่เต็มที่นัก  ทั้งนี้เพราะยังต้องระมัดระวังเรื่องความเหมาะสมในการสอนธรรมปฏิบัติ  ความเหมาะสมในการทุ่มเทเวลาในการทำหน้าที่ดูแลสมาชิกทั้งเก่าและใหม่ของบ้านธรรมประสิทธิ์ เป็นต้น เนื่องจากยังต้องให้เป็นไปตามระเบียบของวัดปากน้ำภาษีเจริญด้วย การที่ท่านเป็นพระนวกะเพิ่งบวชใหม่แต่ต้องทำงานสอนธรรมะปฏิบัติไปในเวลาเดียวกันนี้เองทำให้ในที่สุดแล้วได้เป็นเหตุผลอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้หมู่คณะที่บ้านธรรมประสิทธิ์ต้องพิจารณาเรื่องการหาพื้นที่ดินในการสร้างวัดเองเพื่อให้เกิดความสะดวกในการทำงานและการเผยแผ่วิชชาธรรมกายได้โดยปราศจากข้อกังวลใดๆ  ทั้งนี้หลังจากที่ได้ตกลงใจกันอย่างชัดเจนแล้ว การเริ่มต้นแสวงหาพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการสร้างวัดก็เกิดขึ้น แม้ว่าจะมีสมาชิกที่เป็นกำลังหลักอยู่ไม่มากนักแต่ทุกๆคนก็ร่วมแรงร่วมใจกันต่อสู้ฝ่าฟันอุปสรรคมาอย่างอดทนและเข้มแข็ง แม้ว่าพระราชภาวนาวิสุทธิ์จะเป็นพระภิกษุเพียงรูปเดียวในเวลานั้น (ท่านเจ้าคุณพระภาวนาวิริยคุณบวชอุทิศชีวิตเป็นพระภิกษุรูปที่สองเมื่อปีพ.ศ. ๒๕๑๔) แต่ก็พยายามประคับประคองให้การริเริ่มสร้างวัดนั้นเกิดเป็นรูปเป็นร่างขึ้นตามความตั้งใจของหมู่คณะในเวลาต่อมาไม่นานนัก

                ที่ดินที่สร้างเป็นวัดพระธรรมกายในปัจจุบันนั้นแบ่งออกเป็นสองส่วนคือ ส่วนแรกมีเนื้อที่ประมาณ ๑๙๖ ไร่ ทางหมู่คณะได้ติดต่อขอซื้อจากคุณหญิงประหยัด แพทยพงศาวิสุทธาธิบดี (มารดาของคุณวรณี  สุนทรเวช) จำนวน ๕๐ ไร่ หากแต่ในวันที่มีการติดต่อประสานงานกันเพื่อขอซื้อนั้นตรงกับวันคล้ายวันเกิดของคุณหญิงฯ พอดี แทนที่จะเป็นการตกลงกันเพื่อซื้อขายกันตามปกติก็กลับเป็นว่าคุณหญิงประหยัด กลับมีกุศลศรัทธายกที่ดินทั้งแปลงจำนวน ๑๙๖ ไร่ ๙ ตารางวาให้ทั้งหมด ส่วนที่สองนั้นทางวัดฯได้ซื้อเพิ่มมาภายหลังมีพื้นที่ประมาณ ๒,๐๐๐ ไร่ เมื่อได้ที่ดินผืนแรกมาแล้วการดำเนินการเกี่ยวกับสิ่งก่อสร้างสำคัญๆจึงเกิดขึ้น อาทิ การขุดคูคลองรอบวัด (โดยความช่วยเหลือของกรมชลประทาน) การก่อสร้างอาคารยามา (สถานที่ถวายภัตตาหารพระภิกษุในยุคแรก) แท็งค์น้ำสะอาด กุฏิสงฆ์จำนวน ๑๘ หลัง  ศาลาเอนกประสงค์ (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นอาคารจาตุมหาราชิกา) เป็นต้น[2] หากในเรื่องของการดูแลหมู่คณะ การวางกฎระเบียบและทิศทางที่สำคัญๆของวัดนั้นคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง เป็นผู้กำหนดเป็นส่วนใหญ่ โดยที่กฎระเบียบหรือแนวทางที่ได้ริเริ่มไว้นั้นก็ยังคงมีการนำมาปฏิบัติกันจนถึงปัจจุบัน[3]

                เมื่อการดำเนินการก่อสร้างวัดพระธรรมกาย (ในส่วนพื้นที่ ๑๙๖ ไร่)เสร็จสมบูรณ์แล้วนั้น แต่เดิมคณะผู้บุกเบิกสร้างวัดยังไม่มีความคิดที่จะขยายพื้นที่ออกไปแต่อย่างใด คงเห็นว่าวัดพระธรรมกาย (ขณะนั้นยังคงใช้ชื่อ “ ศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม” อยู่)  คงจะมีพื้นที่ใช้สอยแต่เพียงเท่านั้นและมีพระภิกษุจำพรรษาเพียง ๒๑ รูปเท่านั้น และก้าวต่อไปก็คงมุ่งไปที่งานด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนาวิชชาธรรมกายเท่านั้น การระดมกำลังไปเพื่อการก่อสร้างวัดก็คงสำเร็จลงแต่เพียงเท่านั้นเอง ต่อมาศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรมได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นวัดตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๐โดยในระยะแรกใช้ชื่อว่า “วัดวรณีธรรมกายาราม” ภายหลังจึงเปลี่ยนชื่อเป็นวัดพระธรรมกายตามที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

                เมื่อมีสาธุชนสนใจเข้าวัดมากขึ้น “การปฏิบัติธรรมเพื่อเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว” ถือเป็นสิ่งที่สำคัญ จนในที่สุดปริมาณผู้เข้ามานั่งสมาธิปฏิบัติธรรมจึงมีมากขึ้น จากที่วัดสามารถรองรับสาธุชนได้อย่างมากเพียง ๕๐๐ คนเศษ ต้องเพิ่มการรองรับคนให้ได้ถึงประมาณ ๗,๐๐๐ คนทำให้วัดต้องจัดสร้างสภาธรรมกายสากลหลังคามุงจากขึ้น (ความจุประมาณ ๑๐,๐๐๐ คน) เมื่อมีผู้มาปฏิบัติธรรมมากขึ้น ความจำเป็นในเรื่องอาหารก็มากขึ้นด้วย ต่อมาวัดจึงต้องเพิ่มการก่อสร้างโรงครัวเพื่อทำอาหารเลี้ยงทั้งพระภิกษุสงฆ์และสาธุชนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งแม้ว่าจะพยายามสร้างสถานที่รองรับสาธุชนไว้เพียงใดก็ยังไม่เพียงพอ ทั้งนี้เพราะปริมาณสาธุชนที่เข้ามาวัดก็ยังเพิ่มจาก ๑๐,๐๐๐ คนเป็น ๓๐,๐๐๐ คนเศษทำให้ภายหลังทางวัดจึงจำเป็นต้องขยายพื้นที่ออกไปอีกเพื่อเตรียมการรองรับสาธุชนที่จะมาในอนาคตต่อไปอีกซึ่งโครงการในครั้งหลังนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นในการมุ่งไปสู่เป้าหมายของการสร้างสันติภาพให้แก่โลก การสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนทั่วโลกได้รู้จักการปฏิบัติธรรมตามหลักการของวัดที่ว่า “สันติภาพของโลกต้องเกิดจากสันติสุขภายใน” ดังที่พระราชภาวนาวิสุทธิ์ท่านได้กล่าวไว้ความตอนหนึ่งมีว่า[4]

                “ ทีนี้พอมีสภาหลังคาจากจุคนได้ ๑๐,๐๐๐ คน แต่มีคนมาถึง ๓๐,๐๐๐ คน ที่มาเพิ่มต้องไปนั่งกลางแดดกลางฝน เวลาฝนตกลงมาก็ต้องไปนั่งงอก่องอขิงกัน เห็นแล้วก็ทนไม่ได้อีก หลังสุดท้ายสร้างให้มันใหญ่เลย ขนาดใหญ่กว่าสนามหลวงสองเท่าเพราะมีชั้นบนและชั้นล่าง สร้างทีเดียวจุได้ ๑๐๐,๐๐๐ คน ใช้เนื้อที่ ๑๐๐ ไร่เศษ ซึ่งมีประโยชน์มากในปัจจุบัน...ต่อมาคิดว่าโลกยังขาดแบบอย่างที่ดี สันติภาพของโลกจะต้องเกิดจากสันติสุขภายใน จะต้องมีภาพที่ทำให้โลกเกิดแรงบันดาลใจอยากจะปฏิบัติธรรม อยากจะประพฤติพรหมจรรย์  จึงสร้างมหาธรรมกายเจดีย์ขึ้น สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นจุดรวมใจของผู้มีบุญ โดยกำหนดเนื้อที่รอบมหาธรรมกายเจดีย์ไว้หนึ่งล้านตารางเมตร หนึ่งคนต่อหนึ่งตารางเมตร หมายความว่าจะต้องมีผู้มีบุญมาสักการะบูชามหาธรรมกายเจดีย์หรือปฏิบัติธรรมร่วมกันหนึ่งล้านคน ภาพคนหนึ่งล้านคนที่มีระเบียบและประพฤติธรรม สงบเสงี่ยม นี่แหละจะสร้างแรงบันดาลใจให้ชาวโลกทั้งหลายเกิดความรู้สึกว่าเขามาทำอะไร ทำไมมีระเบียบเรียบร้อยและจะได้เป็นหัวข้อสนทนาว่าที่มานั่งกันนี่เขามาแสวงหาพระรัตนตรัยในตัว ที่พึ่งในตัว ถ้าเข้าถึงแล้วจะมีความสุข ปลอดภัย อบอุ่นและได้รู้เรื่องราวความจริงของชีวิตก็จะเกิดแรงบันดาลใจอยากปฏิบัติธรรมตามไปด้วย จึงได้ชวนสร้างพระ คนละองค์สององค์ มหาธรรมกายเจดีย์มีส่วนของสังฆรัตนะ เพื่อที่จะได้กราบนิมนต์พระเถรานุเถระ พระสังฆาธิการมาร่วมพิธีกัน จะได้ครบ พุทธบริษัทก็ทำกันมา”

                ความตั้งใจในการสร้างวัดเพื่อให้เป็นสถานที่รองรับผู้คนที่มาปฏิบัติธรรมให้ได้มากที่สุด และภายหลังได้ขยายออกไปเป็นการ “เผยแผ่วิชชาธรรมกายไปทั่วโลก” นี้เองที่ทำให้วัดยิ่งต้องมีสิ่งก่อสร้างสำคัญๆเพิ่มขึ้นหลายแห่งโดยนอกจากอาคารสภาธรรมกายสากล มหาธรรมกายเจดีย์แล้ว อาคารมหาวิหารพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ที่ประดิษฐานรูปหล่อทองคำของพระมงคลเทพมุนี  อาคาร “ หอฉันคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์  ขนนกยูง” อาคารโรงเรียนพระปริยัติธรรม อาคารสำนักงานรวม อาคารร้อยปีคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ฯลฯ  ก็ถือเป็นกลุ่มอาคารสำคัญขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษที่ ๓-๔ ของวัดพระธรรมกายซึ่งในด้านหนึ่งสามารถกล่าวได้ว่าเป็นเครื่องช่วยอธิบายถึงความก้าวหน้าในการเผยแผ่งานของวัดได้เป็นอย่างดี

 



[1] อย่างไรก็ตามหากสืบค้นจากหลักฐานดั้งเดิมหรือสอบถามจากบุคคลเก่าแก่ของวัดพระธรรมกายที่เข้ามาทันในยุคต้นๆของการสร้างวัดฯ แล้วจะพบว่ามีการกล่าวถึง “ คำสั่ง” ของหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ (สด จนฺทสโร) ที่มีถึงคุณยายอุบาสิกาจันทร์  ขนนกยูงไว้โดยกำชับให้คุณยายทำหน้าที่สอนสมาธิต่อไป ไม่ให้ไปไหน แม้เมื่อท่านมรณภาพลงแล้วก็อย่าให้เผาศพท่าน ให้คุณยายรออยู่ที่วัดปากน้ำเพราะจะมีผู้สืบทอดมาเรียนวิชชากับคุณยาย ซึ่ง “ผู้สืบทอด” ที่หลวงพ่อวัดปากน้ำหมายถึงก็คือท่านเจ้าคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์  เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายนั่นเอง

[2] อาคารและสิ่งก่อสร้างสำคัญๆของวัดพระธรรมกายในยุคแรกๆนั้นมีหลายอาคารด้วยกัน กล่าวคือ ๑)  แท็งค์น้ำ ที่ใช้สำหรับดื่ม ซักล้าง ผู้ที่เป็นเจ้าภาพในการสร้างแท็งค์น้ำนี้คือคุณย่าชุน วีรางกูร ๒) กุฏิสงฆ์ เริ่มสร้างในระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๑๖-๒๕๑๙ กุฏิแต่ละหลังมีความกว้าง ๓.๕๐ เมตร ยาว ๔.๕๐ เมตร มีจำนวนทั้งสิ้น ๑๘ หลัง ๓) ศาลาจาตุมหาราชิกา เริ่มสร้างขึ้นในปีพ.ศ. ๒๕๑๘ มีความกว้าง ๑๘ เมตร ยาว ๓๐ เมตร สามารถจุสาธุชนได้ราว ๕๐๐ คน ใช้สำหรับแสดงพระธรรมเทศนาให้แก่ญาติโยมที่มาทำบุญในวันอาทิตย์ระหว่างปีพ.ศ. ๒๕๑๘-๒๕๒๗ เจ้าภาพสำคัญที่ร่วมสร้างศาลานี้ประกอบด้วยราชตฤณมัยสมาคม ราชกรีฑาสโมสร คุณกิมลุ้ย อาจารีย์ และผู้มีจิตศรัทธา ๔) อาคารยามา อาคารนี้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๑๙ โดยคุณย่าชุน วีรางกูร และคุณหญิงพิพากษาสัตยาธิปตัย พร้อมคณะญาติมิตรเป็นผู้สร้างถวาย เดิมใช้เป็นโรงครัวที่ใช้ประกอบอาหารถวายพระภิกษุสงฆ์ ซึ่งต่อมาในปีพ.ศ. ๒๕๒๕ มีการต่อขยายเพิ่มเติมขึ้นอีกเพื่อรองรับสาธุชนที่มาปฏิบัติธรรมเพิ่มขึ้น ๕) อุโบสถ เริ่มสร้างปลายปี พ.ศ. ๒๕๒๐ แล้วเสร็จเมื่อปีพ.ศ. ๒๕๒๔ ใช้งบประมาณราว  ๑๑ ล้านบาท ลักษณะอาคารเป็นแบบจัตุรมุข ภายในมีปีกสองข้าง ผนังโบสถ์เป็นวัสดุหินล้างสีขาวล้วนทั้งหลัง วัตถุประสงค์ในการออกแบบก่อสร้างเพื่อต้องการให้มีความสวยงาม คงทน สง่างามช่วยยกใจแก่ผู้ที่พบเห็น ซึ่งจนถึงปัจจุบันยังไม่เคยมีการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของโบสถ์มาก่อน อนึ่ง อุโบสถวัดพระธรรมกายเป็นอาคารที่ได้รับรางวัลสถาปัตยกรรมดีเด่นประจำปี พ.ศ. ๒๕๔๑ จากสมาคมสถาปนิกสยาม ๖) หอระฆัง สร้างขึ้นบนเกาะกลางน้ำ มีสะพานคอนกรีตเชื่อมให้เป็นทางเข้าได้ ๒ ทาง เจ้าภาพผู้สร้างถวายคือคุณศิริมา  สุพรรณานนท์ (ปัจจุบันไม่มีแล้ว) ๗) ศาลาดุสิต เริ่มสร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๒๓ โดยคุณพวง-คุณเรณู โชคอนันต์ตระกูล มีความกว้าง ๑๔ เมตร ยาว ๑๖ เมตร จุสาธุชนได้ประมาณ ๒๐๐ คน ใช้เป็นอาคารอนธรรมะ-สนทนาธรรมกับญาติโยม หรือเป็นสถานที่พระภิกษุฉันภัตตาหารเช้า-เพลในบางโอกาส  ๘) อาคารมหาพรหม สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๒๕ กว้าง ๙ เมตร ยาว ๓๐ เมตร ปัจจุบันใช้เป็นอาคารเรียนของพระภิกษุสามเณร อุบาสก-อุบาสิกา ภายในอาคารมีห้องสมุด ห้องเรียนและห้องโสตทัศนูปกรณ์เพื่อใช้สำหรับการศึกษาด้วย ๙) อาคารปุโรหิตา สร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ. ๒๕๒๖ เดิมเรียกว่า “อาคารสองชั้น” เพราะเป็นอาคารเพียงหลังเดียวของวัดที่สร้างให้มีสองชั้นในยุคแรกๆ ปัจจุบันอาคารนี้ใช้เป็นที่ทำงานธุรการ เก็บข้อมูลและบัญชี ๑๐) อาคารดาวดึงส์  เดิมเป็นบ้านไม้ที่ใช้ประโยชน์เอนกประสงค์คือเป็นทั้งที่พักอุบาสกและที่ประชุมงาน และสถานที่รับแขก ต่อมามีการปรับปรุงขึ้นใหม่ให้เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กโดยคุณจิตริน บูรณสินวัฒนกูล-คุณประสาน- คุณบุญเยี่ยม-คุณอัปสร สิงคาลวณิช และคณะร่วมกันสร้างอุทิศถวายสงฆ์ และใช้เป็นศูนย์สื่อธรรมกาย ผลิตงานเพื่อการเผยแผ่ธรรมะ ปัจจุบันใช้เป็นสถานที่ต้อนรับอาคันตุกะคนสำคัญที่เข้ามาเยี่ยมชมวัด ๑๑) อาคารประชาสัมพันธ์ หรือรู้จักกันภายในวัดว่า “อาคารหินอ่อน” สร้างขึ้นประมาณปี พ.ศ. ๒๕๒๘ โดยคุณแม่ฮวย แซ่ลี้ คุณโกศล-คุณแจ่มจันทร์ แสงชัยทิพย์ และคณะญาติมิตร ใช้เป็นสถานที่แนะนำสาธุชนทั่วไปได้ทราบถึงประวัติความเป็นมาและกิจกรรมของวัดพระธรรมกาย เป็นต้น

 

[3] ระเบียบกฎเกณฑ์ของวัดพระธรรมกายที่ตั้งขึ้นในระยะเริ่มต้นนั้นเรียกชื่อว่า “กฎระเบียบของศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม” กำหนดขึ้นเป็นครั้งแรกในราวปีพ.ศ. ๒๕๒๕ มีรายละเอียดดังนี้คือ ๑) ห้ามสูบบุหรี่ ตลอดจนไม่นำสิ่งเสพติดมึนเมาให้โทษเข้ามา ๒) ห้ามนำสินค้าหรือสิ่งของใดๆเข้ามาจำหน่าย ๓) ห้ามเรี่ยไรหรือแจกใบฎีกาทุกชนิด ๔) ห้ามอ่านหรือนำหนังสือพิมพ์หรือสิ่งตีพิมพ์ที่ทำให้ร้อนใจเข้ามา ๕)ห้ามเปิดวิทยุ เครื่องกระจายเสียงและเทปบันทึกเสียงเพลง ๖) ห้ามโฆษณาชวนเชื่อ หาเสียงใดๆ ควรพูดเฉพาะคำจริงและเกิดประโยชน์ ๗)ห้ามร้องรำทำเพลงหรือแสดงการละเล่นทุกชนิด ๘) ห้ามเกี้ยวพาราสีและทำนายทายทักโชคชะตา ๙) ห้ามปล่อยสัตว์ภายในบริเวณก่อนได้รับอนุญาต ๑๐) โปรดแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อยและไม่คะนองมือคะนองเท้า ตลอดจนไม่นอนเล่นภายในบริเวณวัดอันเป็นภาพไม่น่าดู ....บัณฑิตย่อมรับรู้และปฏิบัติตามระเบียบวินัย.....

 

[4] พระธรรมเทศนาโดยพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (หลวงพ่อธัมมชโย) ณ สภาธรรมกายสากล, วันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๔๖




หน้าที่ 5 - การเผยแผ่พระพุทธศาสนาและวิชชาธรรมกาย

การเผยแผ่พระพุทธศาสนาและวิชชาธรรมกาย

ตามแนวทางของหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ (พระมงคลเทพมุนี  สด จนฺทสโร)

 

                ในระหว่างที่เริ่มสร้างวัดและมีสาธุชนเข้ามาปฏิบัติธรรมกันยังไม่มากนั้น การสั่งสอนอบรมธรรมปฏิบัติก็ยังดำเนินต่อไป เพียงแต่ในระยะแรกๆนั้นคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์  ขนนกยูงท่านยังมีบทบาทในการอบรมให้ความรู้มากอยู่ (อนึ่ง เพราะการที่ท่านมีศิษยานุศิษย์ติดดตามมาจากบ้านธรรมประสิทธิ์เป็นจำนวนมากด้วย)  ต่อเมื่อในระยะหลังเมื่อระบบการบริหารจัดการของวัดเป็นระบบระเบียบดีแล้วและมีสาธุชนที่ศรัทธาในตัวของพระราชภาวนาวิสุทธิ์มากขึ้นแล้ว หน้าที่ในการอบรมธรรมปฏิบัติให้แก่สาธุชนก็เปลี่ยนผ่านไปสู่พระราชภาวนาวิสุทธิ์มากขึ้น

                เมื่อได้มาทำหน้าที่อบรมธรรมปฏิบัติให้แก่สาธุชนนั้นท่านเจ้าคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ได้พยายามศึกษาและถอดแบบวิธีการ กระบวนการ ลำดับขั้น ตลอดจนถ้อยคำและสาระสำคัญมาจากหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ออกมาให้มากที่สุด เช่น การเรียงลำดับความสำคัญของชุดหลักธรรมที่นำเสนอ (นำเอาเรื่องพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ เรื่องบารมี ๑๐ ทัศ เรื่องพุทธประวัติ ตลอดจนเรื่องนรก-สวรรค์ ฯลฯ มาเชื่อมโยงกับเรื่องคุณค่าของการปฏิบัติธรรมควบคู่กันไปด้วยเสมอ) ทั้งยังได้นำพระธรรมเทศนาเหล่านั้นมาเผยแพร่ออกสู่สาธารณะอย่างต่อเนื่อง อาทิ  

 

“ เวลาแห่งการทำใจให้หยุดนิ่งเป็นเวลาที่ทรงคุณค่า นับเป็นการประพฤติปฏิบัติตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างแท้จริง คำสอนในพระพุทธศาสนาเป็นคำสอนที่นำไปสู่การปฏิบัติให้รู้แจ้งเห็นจริงด้วยตนเอง และนำไปสู่ความบริสุทธิ์หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งมวล  แม้เราได้ศึกษาคำสอนมามากมายเพียงไรแต่ถ้ายังไม่ได้ลงมือปฏิบัติก็ไม่ชื่อว่าผู้ทรงธรรม ยังคงเป็นเพียงใบลานเปล่า คือรู้เฉพาะภาคทฤษฎี แต่ภาคปฏิบัติไม่ถึง เพราะฉนั้นการเป็นผู้ทรงธรรมที่มีชีวิตสมบูรณ์จะได้รสแห่งธรรมที่เรียกว่าชนะรสทั้งปวงนั้นต้องเริ่มจากการฝึกฝนใจให้หยุดนิ่งนี่เอง...” [1]

“ การทำภารกิจการงานในทางโลกก็ดี หรือการประพฤติปฏิบัติธรรมเจริญสมาธิภาวนาก็ดี ต้องหมั่นทำบ่อยๆ หมั่นตรึกหมั่นนึกถึงบ่อยๆ เช่นนี้แล้วเราย่อมจะประสบความสำเร็จได้โดยง่าย สิ่งใดที่เราหมั่นฝึกฝนบ่อยๆก็จะเกิดความชำนาญ เหมือนทางไหนที่เดินบ่อยๆก็จะโล่งเตียน หนทางภายในก็เช่นเดียวกัน ถ้าดำเนินจิตเข้าไปในหนทางสายกลางบ่อยๆ หยุดนิ่งอยู่ตรงกลางอย่างสม่ำเสมอทุกๆวัน เราย่อมเข้าถึงจุดแห่งความสมปรารถนาได้  ดังนั้นภารกิจกับจิตใจต้องควบคู่กันไป ใจที่ละเอียดที่ใสบริสุทธิ์นั้นจะดึงดูดแต่สิ่งที่ดีเข้ามาในชีวิตของเรา....”[2] 
            
                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                   
                                                                                                                                             

                “ คำสอนทั้งหมด สรุปแล้วก็เพื่อให้มนุษย์ ปฏิบัติให้เข้าถึงธรรมกายนั่นเอง...ดำเนินจิตตาม “มัชฌิมาปฏิปทา” เข้ากลางของกลางตรงฐานที่ ๗ จนกระทั่งเข้าถึงพระธรรมกาย” [3]

 

                “...ตราบใดที่ใจยังไม่หยุดนิ่ง ยังไม่เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว เราก็จะไม่รู้เรื่องราวความเป็นจริงของชีวิต เมื่อนั้นจิตก็จะไม่บริสุทธิ์  และไม่อาจหลุดพ้นไปจากความทุกข์ไปได้ เพราะว่าความบริสุทธิ์ยังไม่เต็มที่ พลังบุญในตัวจึงยังมีไม่มาก แต่ถ้าหากใจหยุดนิ่งได้ เข้าถึงพระรัตนตรัยภายในได้ พลังบุญบารมีของเราจะกลั่นกล้า  เมื่อนั้นธรรมจักษุและญาณทัสสนะจะบังเกิดขึ้น เราก็จะได้รู้เห็นเรื่องราวไปตามความเป็นจริง แล้วพลังบุญก็จะไปขจัดบาป ซึ่งเป็นสาเหตุแห่งความทุกข์ทั้งหลาย กระทั่งดับทุกข์ได้ ได้เข้าถึงบรมสุขอันไม่มีประมาณ ดังนั้น การที่เราเกิดมาแต่ละภพแต่ละชาติก็เพื่อการนี้...”[4]

 

                ซึ่งเมื่อนำไปเทียบกับพระธรรมเทศนาของหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญแล้วก็จะพบว่ามีความคล้ายคลึงกันมากโดยเฉพาะในแง่ของการนำส่วนที่เป็นแก่น (Core)  ของธรรมะเข้ามาเชื่อมโยงกับวิชชาธรรมกาย   เช่น

                “... คำว่าธรรมนี้อยู่ที่ไหนล่ะ อยู่กลางกายมนุษย์ สะดือทะลุหลัง ขวาทะลุซ้าย ด้ายกลุ่มสองเส้นขึงให้ตึง ตรงกลางเส้นด้ายที่พาดกันนั้น เรียกว่า กลางกั๊ก นั่นคือถูกกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์  ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ใสเท่าฟองไข่แดงของไก่ ดวงนั้นแหละเรียกว่าธรรม ธรรมดวงนั้นดับไปกายมนุษย์ก็ดับ ธรรมดวงนั้นผ่องใสสะอาดสะอ้าน กายมนุษย์ก็รุ่งโรจน์โชตนาการ ธรรมดวงนั้นซูบซีดเศร้าหมอง กายมนุษย์ก็ไม่ผ่องใส ซอมซ่อ ไม่สวยไม่งาม น่าเกลียดน่าชังไป เพราะธรรมดวงนั้นสำคัญนัก ธรรมดวงนั้น...” [5]

                “....สองอย่างนี้ กามสุขัลลิกานุโยค อัตตกิลมถานุโยค เลิกเสียไม่เสพ อย่าเสพ อย่าเอาใจไปจรด อย่าเอาใจไปติด ปล่อยทีเดียว ปล่อยเสียให้หมด เมื่อปล่อยแล้วเดินมัชฌิมาปฏิปทา ข้อปฏิบัติอันเป็นกลางซึ่งเราควรรู้  กลางนี่ลึกซึ้งนัก ...ธรรมที่เรยกว่าข้อปฏิบัติอันเป็นกลางน่ะ ปฏิบัติ แปลว่าถึงเฉพาะซึ่งกลาง อะไรถึงต้องเอาใจเข้าถึงซึ่งกลางซิ เอาใจไปเข้าถึงซึ่งกลาง...”[6]

                “....ที่จะดำเนินให้ถูกต้องร่องรอยความประสงค์ของพุทธศาสนาน่ะ จะดำเนินอย่างไร ต้องแก้ไขใจของเราให้หยุดเสียก่อน  หยุดที่ไหน ต้องหยุดอยู่ที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์  ใสบริสุทธิ์เท่าฟองไข่แดงของไก่ สะดือทะลุหลัง ขวาทะลุซ้าย กลางกั๊กนั่น ตรงนั้น...จุดนั้นแหละเป็นที่เกิด ที่ดับ ที่หลับ ที่ตื่น มีจุดเดียว ต้องเอาใจของเราไปจรดนิ่งที่ตรงนั้นแหละ ทำใจให้หยุด แก้ไขใจให้หยุด ใจหยุดขณะใด ขณะนั้นถูกต้องร่องรอยความประสงค์ของพระพุทธศาสนา...”[7]

               

                การถ่ายทอดเผยแผ่พระพุทธศาสนาและวิชชาธรรมกายของพระราชภาวนาวิสุทธิ์นั้นจึงเป็นเท่ากับเป็นการ “ทำหน้าที่สืบแทน” พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงพ่อวัดปากน้ำซึ่งเป็นผู้ค้นพบวิชชาธรรมกายอย่างเห็นได้ชัด และไม่เพียงแต่ที่พระราชภาวนาวิสุทธิ์จะได้พยายามสืบทอดคำสอน แนวคิด ชุดหลักธรรมและโดยเฉพาะ “วิชชาธรรมกาย” ของหลวงพ่อวัดปากน้ำตามที่ได้ตั้งใจไว้ในรูปของการเทศน์สอน การจัดพิมพ์คำสอน การปรับปรุงแผ่นบันทึกเสียงคำสอนของหลวงพ่อวัดปากน้ำให้มีความทันสมัยและนำออกเผยแพร่สู่สาธารณชนทั่วทั้งในและต่างประเทศทั่วโลก  การสืบค้นและการรวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับคำว่า “ธรรมกาย” ในพระไตรปิฎกจากทุกภาษา และเก็บรวบรวมเรียบเรียงประวัติเรื่องราวของหลวงพ่อวัดปากน้ำไว้อย่างต่อเนื่องเท่านั้น หากแต่ยังพบได้อีกว่าท่านยังได้พยายามแสดงการยกย่องหลวงพ่อวัดปากน้ำไว้ในสถานะอันสูงเท่าที่จะพึงกระทำได้อีกด้วย เป็นต้นว่า ได้ริเริ่มให้มีการหล่อรูปเหมือนทองคำของหลวงพ่อวัดปากน้ำเพื่อนำไปประดิษฐานในสถานที่สำคัญๆที่เกี่ยวข้องกับหลวงพ่อ[8] การให้การสนับสนุนบูรณะสถานที่สำคัญดังกล่าว รวมทั้งพัฒนาพื้นที่ที่เป็นบ้านเกิดของหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญให้เป็นสถานที่สำคัญในประวัติศาสตร์  ฯลฯ  นอกเหนือจากการที่ท่าน (พระราชภาวนาวิสุทธิ์) ได้เชื่อมโยงหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญเข้ากับปรัชญาการสอนและพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ของวัดพระธรรมกายอยู่เสมอทั้งในพิธีบูชาข้าวพระในวันอาทิตย์ต้นเดือนทุกเดือนเป็นเวลานานกว่า ๔๐ ปี การใช้บทสวดสรรเสริญพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ที่แต่งขึ้นเป็นพิเศษในทำนองสรภัญญะประกอบในพิธีบุญสำคัญๆและพิธีบุญวันอาทิตย์ จนกระทั่งถึงการประดิษฐานรูปเหมือนของพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร)ไว้เป็นการถาวรในศูนย์กลางพิธี สภาธรรมกายสากลอันเป็นการแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดถึงการเป็น “ผู้สืบทอดวิชชาธรรมกายที่เป็นทางการ” ฯลฯ (หรือแม้การสร้างอาคาร ๖๐ ปีพระราชภาวนาวิสุทธิ์ขึ้นให้เป็นอาคาร “โรงงานทำวิชชา” ขั้นสูงแบบเดียวกับที่เคยมีในวัดปากน้ำภาษีเจริญมาก่อนนั้น) ก็เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนอีกอย่างหนึ่งของวัดพระธรรมกายและพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (หลวงพ่อธมฺมชโย) ที่จะ “เดินตามรอย” ครูผู้ค้นพบวิชชาธรรมกายให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ภายใต้ปรัชญาที่ยึดถือกันมายาวนานที่ว่า “ ธรรมกายคือเป้าหมายของชีวิต” นั้น ซึ่งผลจากการดำเนินตามปฏิปทานี้มาตลอดระยะเวลาหลายสิบปี ทำให้ในปัจจุบันพระราชภาวนาวิสุทธิ์สามารถที่จะเผยแผ่คำสอนและการปฏิบัติสมาธิในวิชชาธรรมกายออกไปแล้วมากกว่า ๔๐ ประเทศทั่วโลก



[1] พระธรรมเทศนาพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (หลวงพ่อธัมมชโย) ฉบับการบำเพ็ญบารมี

[2] เรื่องเดียวกัน หน้า ๒๕๙

[3] สรกานต์ ศรีตองอ่อน.คำสอนเรื่องการสร้างบารมีของวัดพระธรรมกาย.วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพุทธศาสตร์ศึกษา.บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ๒๕๔๘, หน้า ๘๕

 

[4] ตอนหนึ่งของพระธรรมเทศนาเมื่อ ๒๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๙ อ้างถึงใน  พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย),

เมื่อไม่รู้จะอ่านอะไร.ปทุมธานี: รุ่งศิลป์การพิมพ์ (๑๙๗๗),๒๕๕๒,  หน้า ๔๕

[5] วัดปากน้ำภาษีเจริญและสมาคมศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ, มรดกธรรมของหลวงพ่อวัดปากน้ำ (พระมงคลเทพมุนี). กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้ง  แอนด์ พับลิชชิ่ง, ๒๕๓๙, หน้า ๖๙-๗๐

[6] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๗๐๔

[7]  เรื่องเดียวกัน, หน้า ๙๐

[8] สถานที่ประดิษฐานรูปหล่อทองคำทั้ง ๔  แห่งของหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ ได้แก่ ๑) วัดสองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี สถานที่ซึ่งท่านออกบวชเป็นครั้งแรก ๒) วัดโบสถ์บน อ.บางคูเวียง  สถานที่ซึ่งหลวงพ่อวัดปากน้ำบรรลุธรรม เข้าถึงพระธรรมกาย ๓) วัดบางปลา อ.บางเลน จ.นครปฐม สถานที่ซึ่งหลวงพ่อวัดปากน้ำเผยแผ่วิชชาธรรมกายครั้งแรก และ  ๔) ที่มหาวิหารพระมงคลเทพมุนี วัดพระธรรมกาย




หน้าที่ 6 - เผชิญกับอุปสรรคและการถูกโจมตี

เผชิญกับอุปสรรคและการถูกโจมตี

                อย่างไรก็ตามการทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาวิชชาธรรมกายของท่านพระราชภาวนาวิสุทธิ์นั้นมิได้ราบรื่นดังที่คาดคิด หากแต่ท่านต้องผ่านอุปสรรคมากมายโดยเฉพาะในช่วงหลังจากที่มีการสร้างมหาธรรมกายเจดีย์เรื่อยมา  ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๓๘-๒๕๔๒ นั้นท่านได้ถูกตั้งคำถามและถูกโจมตีในประเด็นต่างๆมาโดยตลอด เริ่มตั้งแต่กรณีการก่อสร้างมหาธรรมกายเจดีย์ที่มีขนาดใหญ่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล เรื่องการระดมทุนของวัดเพื่อใช้ในกิจการต่างๆ เรื่องแนวคิดเกี่ยวกับนิพพาน (ว่าเป็นอัตตาหรือไม่เป็นอัตตา) ฯลฯ ซึ่งภายหลังไม่เพียงแต่ในประเด็นคำสอนและการระดมทุนเท่านั้น แต่ยังมีการขยายขอบเขตเรื่องราวไปยังทุกๆเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวัด หรือเชื่อมโยงมาถึงวัดได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม แต่อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่าในช่วงเวลาดังกล่าวแม้วัดจะเผชิญกับกระแสการถูกโจมตีอย่างหนัก วัดก็ยังต้องรองรับสาธุชนที่เพิ่มจำนวนขึ้นอยู่เช่นเดิม

                อันที่จริงแล้ววัดพระธรรมกายได้เผชิญปัญหาการถูกโจมตีมาตั้งแต่เริ่มพัฒนาวัดในช่วงที่สองแล้ว โดยเริ่มขึ้นจากกลุ่มชาวนาที่เช่าที่นาทำนาในแถบนั้นที่พยายามต่อรองเรื่องเงินทดแทนจากวัด ท้ายที่สุดชาวนาที่เหลืออยู่ ๒ รายจาก ๗ รายจึงได้ยอมรับเงื่อนไขโดยได้รับที่ดินไปคนละ ๓ ไร่แทน[1] ปัญหาดังกล่าวนี้แม้ว่าจะยุติลงด้วยดี แต่เรื่องดังกล่าวก็เป็นผลลบต่อวัดพอสมควรโดยเฉพาะเมื่อวัดต้องเผชิญการถูกกล่าวหาและโจมตีครั้งใหม่ที่เกิดขึ้นในช่วงระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๓๙-๒๕๔๒ ที่ผ่านมานั้น[2]

ในช่วง พ.ศ. ๒๕๔๐-๒๕๔๑ สื่อมวลชนบางแขนงได้จุดประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ถึงพฤติกรรมและการดำเนินการหลายอย่างของพระราชภาวนาวิสุทธิ์ และทีมงาน รวมถึงมีการเผยแพร่ข่าวเชิงลบอย่างต่อเนื่อง เช่นประเด็นการยักยอกทรัพย์ และการบริหารเงินบริจาค  เรื่องการอวดอุตริมนุสสธรรม[3] เรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ (อัศจรรย์ตะวันแก้ว)  ขณะเดียวกันมีความพยายามเปลี่ยนการเรียกนามของพระราชภาวนาวิสุทธิ์เป็น “นายไชยบูลย์ สุทธิผล” โดยอ้างเอาพระลิขิตสมเด็จพระสังฆราชว่าได้ตัดสินให้พระราชภาวนาวิสุทธิ์หลุดพ้นจากความเป็นบรรพชิตแล้ว ด้วยความผิดทางพระธรรมวินัยขั้นปาราชิก ในข้อหายักยอกทรัพย์ ทำให้มีศิษยานุศิษย์บางส่วนเกิดความไม่มั่นใจและถอนตัวออกไปจากวัด แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงมีศิษยานุศิษย์ของวัดพระธรรมกายอีกจำนวนมากที่ยังคงเลื่อมใสศรัทธาต่อพระราชภาวนาวิสุทธิ์และได้ออกมาปกป้องท่านว่ากำลังถูกขบวนการทำลายล้างวางแผนทำลายชื่อเสียงวัดพระธรรมกายและพระราชภาวนาวิสุทธิ์ผ่านสื่อมวลชนและการกดดันทางการเมืองรวมทั้งเจ้าคณะผู้ปกครองคณะสงฆ์ ฯลฯ ทั้งนี้รวมไปถึงในประเด็นที่กล่าวหาว่าคณะวัดพระธรรมกายมีส่วนรู้เห็นในการปลอมแปลงพระลิขิตสมเด็จพระสังฆราชฯ เพื่อหวังผลในการจับสึกพระราชภาวนาวิสุทธิ์ ช่วงเวลาดังกล่าวถือว่าเป็นช่วงที่วิกฤตที่สุดของวัดพระธรรมกายและพระราชภาวนาวิสุทธิ์แต่ท่านก็ยังปฏิญาณตนว่าจะเผยแผ่วิชชาธรรมกายต่อไปและไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นจะ “ขอตายในผ้าเหลือง” [4]  ทั้งนี้ ในระหว่างนั้นแม้ว่าคณะของวัดพระธรรมกายจะได้พยายามแถลงการณ์เพื่อแก้ข้อสงสัยหลายครั้งแต่ก็ไม่เป็นผล และสังคมบางส่วนก็ยังคงเคลือบแคลงอยู่  อย่างไรก็ดีในระหว่างที่คดียังคงอยู่ในกระบวนพิจารณาในชั้นศาล  พระราชภาวนาวิสุทธิ์และคณะวัดพระธรรมกาย ได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และในระหว่างการพิจารณาคดีดังกล่าว สื่อมวลชนบางสำนักได้นำเสนอข่าวออกไปในทางเสื่อมเสีย จึงทำให้ทางวัดต้องฟ้องร้องดำเนินคดีกับสื่อมวลชนกลุ่มนั้นกลับไป การต่อสู้ดำเนินไประยะหนึ่ง ซึ่งต่อมาศาลอาญาได้พิพากษาว่าการกระทำดังกล่าวของสื่อมวลชนเป็นความผิด และได้ลงโทษให้ประกาศข้อความขอขมาวัดพระธรรมกายและพระราชภาวนาวิสุทธิ์ทางหนังสือพิมพ์หลายฉบับ

จนกระทั่งในถึงปี พ.ศ. ๒๕๔๙  สำนักงานอัยการสูงสุดได้ถอนฟ้องคดีทั้งหมดของพระราชภาวนาวิสุทธิ์ หลังจากนั้นสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้ประกาศรับรองความบริสุทธิ์ของท่าน รวมทั้งต่อมามหาเถรสมาคมได้ส่งผู้แทนมายังวัดพระธรรมกายเพื่อถวายคืนตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายแก่ท่านด้วย สำหรับประเด็นนี้กลุ่มผู้ต่อต้านวัดพระธรรมกาย เช่น ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ได้เขียนบทความวิพากษ์คำตัดสินของศาลว่ามีการใช้อิทธิพลของผู้มีอำนาจระดับสูงเพื่อให้พระราชภาวนาวิสุทธิ์พ้นคดี  ในขณะที่กลุ่มผู้สนับสนุนวัดพระธรรมกายได้ออกมาแย้งในรูปแบบต่างๆ ว่า คดีของวัดพระธรรมกายที่เกิดขึ้นเป็นเพราะมีการใช้อิทธิพลของผู้มีอำนาจระดับสูงกดดันหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินคดีกับวัดพระธรรมกายและพระราชภาวนาวิสุทธิ์เช่นกัน ด้วยเหตุผลที่วัดพระธรรมกายเป็นแหล่งใหญ่ของการดำเนินงานด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา รวมถึงมีศิษยานุศิษย์ในทุกระดับชั้นของสังคมและทั่วโลก จึงเกรงว่าหมู่คณะวัดพระธรรมกายอาจมีอำนาจการต่อรองทางการเมืองการปกครองของประเทศไทย



[1] อ้างถึงในอภิญญา  เฟื่องฟูสกุล. ศาสนทัศน์ชุมชนเมืองสมัยใหม่:ศึกษากรณีวัดพระธรรมกาย. วารสารพุทธศาสน์ศึกษา(ฉบับเดือนมกราคม-เมษายน),๒๕๔๑

[2] รายละเอียดเกี่ยวกับการกล่าวหา ดูใน: “พระราชภาวนาวิสุทธิ์” วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี (http:/th.wikipedia.orgl.)

[3] อุตริมนุสธรรม (/อุดตะหริมะนุดสะทำ/) หรือ อุตริมนุษยธรรม (/อุดตะหริมะนุดสะยะทำ/) แปลว่า ธรรมอันยวดยิ่งของมนุษย์ หรือ ธรรมของมนุษย์ผู้ยวดยิ่ง ได้แก่ คุณวิเศษซึ่งมนุษย์ธรรมดาไม่สามารถมีหรือเป็นได้ มิใช่วิสัยของมนุษย์ทั่วไป แต่เป็นวิสัยของผู้บรรลุธรรมขั้นสูงแล้ว อุตริมนุสธรรม หมายถึง ฌาน วิโมกข์ สมาธิ สมาบัติ มรรค และผล  ดูใน:  

พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช) ป.ธ. ๙ ราชบัณฑิต พจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์ ชุด คำวัด, วัดราชโอรสาราม กรุงเทพฯ พ.ศ. ๒๕๔๘

[4] พระราชภาวนาวิสุทธิ์ประกาศเจตนารมณ์ของท่านในเรื่องนี้เมื่อสถานการณ์จากภายนอกเริ่มตึงเครียดมาก และมีข่าวลือเกิดขึ้นมากมาย ที่สุดแล้วท่านจึงได้กล่าวแก่ศิษยานุศิษย์และผู้ศรัทธาจำนวนมากให้ช่วยกันปกป้องวัดและพระศาสนา  ส่วนท่านเองจะไม่ลาสิกขาและจะขอตายในผ้าเหลือง ณ ที่ประชุมมหาสมาคมสภาธรรมกายสากล วัดพระธรรมกายเมื่อช่วงเย็นของวันอาทิตย์ที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ ทั้งนี้ รายละเอียดเกี่ยวกับ “เกร็ดความเข้าใจ” ต่างๆที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว ดูใน : อลงกรณ์  สถาปิตานนท์, LogBook บันทึกอุปัฏฐาก, กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์บ้านใหญ่บุ๊ค, ๒๕๕๓




หน้าที่ 7 - โครงการที่พระราชภาวนาวิสุทธิ์ส่งเสริมให้วัดพระธรรมกายดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน

 โครงการที่พระราชภาวนาวิสุทธิ์ส่งเสริมให้วัดพระธรรมกายดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน

และความสอดคล้องกับหลักการของพระพุทธศาสนาเพื่อสังคม

 

แม้ว่าจะพบกับอุปสรรคต่างๆมากมายในตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาแต่ปณิธานที่จะ “ดำเนินรอยตามหลวงพ่อวัดปากน้ำ” ที่จะเผยแผ่พระพุทธศาสนาวิชชาธรรมกายออกไปทั่วโลกนั้นไม่เคยจางหาย  ในความคิดของท่าน การทำให้บุคคลทั่วไปไม่จำกัดด้วยเชื้อชาติ ศาสนาและเผ่าพันธุ์ได้รู้จักและได้เข้ามาศึกษาวิชชาธรรมกายนั้นเป็นหน้าที่ที่ต้องกระทำ  จากจุดเริ่มต้นที่ได้เริ่มสั่งสอนอบรมธรรมปฏิบัติให้สาธุชนที่เข้ามาวัดได้เรียนรู้แล้ว ก้าวไปสู่การส่งต่อไปยังนิสิตนักศึกษา เด็กและเยาวชน ขยายกว้างออกไปยังพุทธศาสนิกชนในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศไทยผ่านโครงการต่างๆมากมาย จนในที่สุดในระยะ ๑๐ ปีหลังเป็นการขยายความรู้นี้ออกไปยังชาวต่างประเทศทั้งที่เป็นพุทธศาสนิกชน(รวมทั้งศาสนิกอื่นที่สนใจในการปฏิบัติธรรมหรือต้องการค้นหา “คำตอบของชีวิต” ) ฯลฯ โดยตัวอย่างของโครงการที่น่าสนใจนั้นมีอาทิ

·       โครงการสอนธรรมะทุกวันอาทิตย์  

·       โครงการธุดงค์สุดสัปดาห์ 

·       โครงการปฏิบัติธรรมพิเศษ 

·       โครงการปฏิบัติธรรมสำหรับชาวต่างประเทศ  

·       โครงการอบรมข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจและพนักงานเอกชน

·       โครงการอบรมธรรมทายาท  โครงการอบรมธรรมทายาทนานาชาติ

·       การอบรมนักเรียน นิสิต นักศึกษาหญิง ภาคฤดูร้อน

·       โครงการสอบตอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า 

·       โครงการบ้านแสงสว่าง

·       โครงการปฏิบัติธรรมถวายเป็นพระราชกุศล 

·       โครงการลดละเลิกยาเสพติดและอบายมุข (เทเหล้าเผาบุหรี่)   

·       โครงการสร้างพระให้เป็นครูสอนศีลธรรม

·       การจัดพิธีมุทิตาสักการะพระภิกษุสามเณรที่สอบได้เปรียญธรรม ๙ ประโยค

·       โครงการอบรมพระกัลยาณมิตรเพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างเป็นระบบ

·       โครงการตอบปัญหาธรรมะ “พระแท้”  

·       โครงการทอดผ้าป่าช่วยเหลือ ๒๖๖ วัด ๔ จังหวัดภาคใต้ 

·       การช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรณีพิบัติและการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม

·       โรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยาและการเผยแผ่ธรรมะทางไกล

·       โครงการอุปสมบทหมู่ ๑๐๐,๐๐๐ รูปทุกหมู่บ้านทั่วไทย (ปัจจุบันได้ขยายโครงการออกไปโดย

           เพิ่มทั้งปริมาณผู้เข้าอบรมและระยะเวลาในการอบรมให้ยาวนานขึ้นอีก)

 

                จากการศึกษาประวัติ แนวคิดการดำเนินงานด้าน การเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย) นั้นมีปรากฏความเป็นพระพุทธศาสนาเพื่อสังคมมาตั้งแต่ต้น  ทั้งนี้ หากพิจารณาจากเกณฑ์ ๓-๔ ประการที่ว่า[1]  ๑) ความตระหนักรู้ในปรากฏการณ์ซึ่งเป็นความทุกข์ในระดับโครงสร้างสังคม  ๒) การทำตนให้เป็นหนึ่งเดียวกับโลกและสังคม  และ ๓) การลงมือกระทำแล้วก็จะพบว่าการทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาและวิชชาธรรมกายของพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (หลวงพ่อธมฺมชโย) นั้นมีความสอดคล้องกับหลักการของพระพุทธศาสนาเพื่อสังคมอย่างไม่อาจปฏิเสธได้

 

 



[1]  Christopher S. Queen, Engaged Buddhism in the West, P.6  อ้างอิงใน พระมหาสมบูรณ์  วุฑฺฒิกโร,พระพุทธศาสนาเพื่อสังคม: การตีความศีลห้าของเครือข่ายพุทธศาสนิกเพื่อสังคมนานาชาติ,สารนิพนธ์พุทธศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต, หน้า ๑๐




หน้าที่ 8 - การตระหนักรู้ในปรากฏการณ์ซึ่งเป็นความทุกข์ของสังคม

การตระหนักรู้ในปรากฏการณ์ซึ่งเป็นความทุกข์ของสังคม

                ตลอดระยะเวลากว่า ๔๐ ปีที่ผ่านมาในฐานะพระสงฆ์สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านพระราชภาวนาวิสุทธิ์ ได้แสดงจุดยืนอยู่เสมอว่าการสร้างวัดพระธรรมกายขึ้นนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อ “การมุ่งพัฒนาคนและศีลธรรม” สร้างวัดให้เป็นวัด สร้างพระให้เป็นพระ และสร้างคนให้เป็นคนดี การแสดงวัตถุประสงค์เช่นนี้ไว้ตั้งแต่ต้นในด้านหนึ่งก็เท่ากับเป็นการตระหนักรู้ถึงปัญหาของระบบโครงสร้างการพัฒนาคนของประเทศว่ายังขาดความสมบูรณ์อยู่  การมองเห็นปัญหาว่าวัดซึ่งแต่เดิมต้องทำหน้าที่เป็น “โรงเรียนสอนศีลธรรม” ของสังคมก็กลับขาดความเข้มขลังลงไปเพราะปัญหาของการที่วัดส่วนหนึ่งปล่อยปละละเลยในการทำหน้าที่ วัดเป็นจำนวนมากกลายเป็นสถานที่เล่นกีฬากลางแจ้ง สถานที่จัดการแสดงมหรสพ หรือแม้แต่กลายเป็นที่ซ่องสุมของยาเสพติด สถานที่ปลอมบวช หรือแหล่งซุกซ่อนการพนันผิดกฎหมาย และที่ร้ายแรงไปกว่านั้นคือกลายเป็นสถานที่ปกปิดการกระทำความผิดทางเพศของภิกษุที่ขาดไร้ซึ่งความสำนึกในหน้าที่ของตนเองซึ่งปัญหาในเรื่องนี้ได้กลายเป็นปัญหาซึ่งกระทบกระเทือนศรัทธาของพุทธศาสนิกชนมากขึ้นเรื่อยๆในยุคแห่งการพัฒนาที่ไร้พรมแดนนี้  ซึ่งปัญหาดังกล่าวได้เป็นประเด็นเป็นหัวข้อที่พระราชภาวนาวิสุทธิ์ได้นำมากล่าวในการเทศน์สอนอยู่เสมอเป็นประจำในโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา และไม่เพียงแต่ปรารภเท่านั้น หากท่านยังได้แปรสิ่งที่ตระหนักรู้เหล่านี้ให้กลายเป็นโครงการต่างๆหลายโครงการ เช่น โครงการสร้างพระให้เป็นครูสอนศีลธรรม โครงการอบรมพระกัลยาณมิตรฯ  โครงการตักบาตรทุกวัดทั่วไทย โครงการทอดผ้าป่าช่วยเหลือ ๒๖๖ วัด ๔ จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ซึ่งภายหลังได้ขยายโครงการออกไปอีกให้เป็นการช่วยเหลือทางด้านการศึกษา การทำวัดร้างให้เป็นวัดรุ่ง ตลอดจนโครงการอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาพระพุทธศาสนาอีกมากมาย

                นอกจากนี้ยังไม่นับถึง “ความทุกข์” ของสังคมด้านอื่นๆที่วัดสามารถช่วยได้แต่มักไม่ได้ยื่นมือเข้าช่วย อาทิ ปัญหาเด็กหนีโรงเรียน ปัญหานักเรียนตีกัน ปัญหาเด็กบ้านแตกและปัญหาการมีทัศนคติที่ผิดต่อบาป-บุญคุณ-โทษของเด็กๆที่มักมองว่า “สวรรค์อยู่ในอก-นรกอยู่ในใจ” เช่นเดียวกับที่ผู้ใหญ่จำนวนมากมายมีความเชื่อและเข้าใจเช่นนั้น ส่งผลถึงการเพิ่มของ “ปัญหาภูมิคุ้มกันทางศีลธรรมบกพร่อง”(moral immunodifficiency) ของสังคมดังที่เป็นอยู่ซึ่งนับว่ามีความร้ายแรงยิ่ง

                ร่องรอยการตระหนักรู้ของพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (หลวงพ่อธมฺมชโย) และวัดพระธรรมกายมีให้เห็นมากมายนับตั้งแต่การสร้างวัดดังที่กล่าวมาแล้ว ความตั้งใจที่จะสร้างวัดให้เป็นวัด สร้างพระให้เป็นพระและสร้างคนให้เป็นคนดีนั้นแท้จริงแล้วเท่ากับเป็นพิมพ์เขียวของการเยียวยาปัญหาสังคม ( Social Blueprint) ทางหนึ่ง เพราะเมื่อวัดได้เป็นวัดที่เหมาะสมแล้ว (รวมทั้งมีพระภิกษุที่ผ่านการฝึกฝนอบรมมาดีแล้วตามแบบของวัดเพื่อให้เป็นพระที่มีศีลาจารวัตรที่งดงาม) สาธุชนทั่วไปก็สามารถมาสร้างบุญ ทำความดี และเข้าประพฤติปฏิบัติธรรมได้อย่างสะดวกใจปลดความทุกข์ทางใจออกไปเสียได้และนี่เองที่เป็นร่องรอยของการตระหนักรู้ต่อปัญหาความทุกข์ของสังคมของวัดพระธรรมกายอย่างชัดเจน (เท่ากับเป็นกำหนดรู้ทุกข์/หรือการเข้าใจถึงรากเหง้าของปัญหาของสังคมในระดับโครงสร้าง)

                กิจกรรมที่แสดงให้เห็นถึงความตระหนักรู้ดังกล่าวนี้มีมากมาย นอกจากที่ยกมาในข้างต้นแล้ว ยังมีโครงการในลักษณะอื่นๆอีกมาก นับตั้งแต่การพัฒนารูปแบบการทำกิจกรรมของชมรมพุทธศาสตร์ในสถาบันอุดมศึกษามากกว่า ๔๐ แห่งให้เป็นรูปแบบเดียวกัน การปลูกฝังวัฒนธรรมชาวพุทธให้เกิดขึ้นในเด็กและเยาวชนผ่านการฝึกอบรมโครงการต่างๆ (โครงการอบรมธรรมทายาท-ธรรมทายาทหญิงทุกระดับ) โครงการสอบตอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้าที่ดำเนินมามากกว่า ๓๐ ปี โครงการ “เด็กดี V-Star” (เป็นโครงการที่สนับสนุนให้เด็กๆมาทำกิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนาร่วมกันและนำประสบการณ์กลับไปเผยแพร่และประชาชาสัมพันธ์ต่อที่โรงเรียน) โครงการอบรมพระกัลยาณมิตรให้แก่พระสังฆาธิการจากวัดต่างๆทั่วประเทศ โครงการรณรงค์ให้สังคมลดละเลิกบุหรี่ สุรา ยาเสพติด การถ่ายทอดธรรมะผ่านรายการของโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยาที่ครอบคลุมไปมากกว่า ๔๐ ประเทศทั่วโลก เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนแต่เกิดขึ้นจากดำริของท่านทั้งสิ้น  ทั้งนี้แม้ว่าวัดพระธรรมกายและพระราชภาวนาวิสุทธิ์จะไม่ได้แสดงบทบาทในลักษณะของการเรียกร้องต่อภาครัฐฯให้เกิดการแก้ไขปัญหาในระดับโครงสร้างอย่างจริงจังและเป็นระบบแต่การดำเนินการที่ผ่านมาของวัดก็ควรถือได้ว่าได้แสดงถึงการตระหนักรู้ในปัญหาสังคมเหล่านี้เป็นอย่างดี โดยที่ในการแสดงบทบาทการเข้าไปแก้ไขปัญหาของท่านจะไม่เลือกใช้วิธีที่โฉ่งฉ่าง หากแต่เลือกใช้วิธีที่ละมุนละม่อมค่อยเป็นค่อยไป และท้ายที่สุดแล้วสังคมก็เริ่มให้การยอมรับในสิ่งที่วัดท่านดำเนินการมาแม้ว่าจะมีปัญหาอุปสรรคที่รุมเร้าเข้ามาอย่างมากในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาในหลายๆกรณีก็ตาม

 

 




หน้าที่ 9 - การทำตนให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับโลก (หรือเข้าไปแก้ปัญหาทางสังคมนั้นๆ)

การทำตนให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับโลก (หรือเข้าไปแก้ปัญหาทางสังคมนั้นๆ)

                จากการศึกษาเราจะพบได้ว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพระราชภาวนาวิสุทธิ์(หลวงพ่อธมฺมชโย)ได้พยายามผลักดันแนวความคิดและสร้างรูปลักษณ์ของวัดพระธรรมกายให้เป็นวัดแห่งสากล และมีความ “เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับโลก” ตลอดมา  ก็ด้วยการพยายามเสนอว่าวาทกรรมในลักษณะของ “โลกทั้งผองพี่น้องกัน” มากมาย อาทิ วาทกรรมที่ว่า “ธรรมกายคือเป้าหมายชีวิต” และวาทกรรมที่ว่า “เราเกิดมาสร้างบารมี” อันหมายถึงมนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในประเทศใด เกิดมาเป็นคนชาติใด ภาษาใดก็ตามต่างมีหน้าที่อย่างเดียวกันก็คือหน้าที่ในการสร้างบารมี หรือสั่งสมคุณความดีให้มากจนเป็นบารมีและหน้าที่ในการปฏิบัติธรรมเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย  โดยที่ธรรมกายนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวของมนุษย์ทุกคน เมื่อเราเข้าถึงธรรมกายแล้วชีวิตก็จะมีความสุข สมปรารถนา รู้สึกอิ่มเต็มและไม่ต้องการสิ่งอื่นใดที่เหนือกว่านี้อีก การที่มนุษย์แต่ละคนเข้าถึงธรรมกายได้โลกก็จะเกิดสันติภาพที่แท้จริงขึ้นได้เองโดยไม่ต้องไปแสวงหาสันติภาพด้วยวิธีการอื่นใดอีก

                ในการเผยแผ่แนวความคิดหลักข้างต้นดังกล่าว ท่านและวัดพระธรรมกายก็มิได้มุ่งเผยแผ่อย่าง “เอาเป็นเอาตาย” หรือในลักษณะพยายามอย่างพลิกแผ่นดิน หากแต่ใช้วิธีสอดแทรกแนวคิดนี้ผ่านกิจกรรมเผยแผ่พุทธศาสนาหลากหลายรูปแบบ ขณะเดียวกันก็ขยายกิจกรรมการพัฒนาจำนวนมากเพิ่มขึ้นด้วย ในยุคหลังๆนี้วัดพระธรรมกายยังได้เปิดหลักสูตรการอบรมสมาธิ “ตามแนววิชชาธรรมกาย” ในกลุ่มชาวต่างประเทศเป็นระยะ  พร้อมทั้งได้พยายามนำเสนอให้เห็นถึงผลสำเร็จในการปฏิบัติธรรมของสมาชิกชาวต่างประเทศให้ทราบผ่านรายการโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยาอยู่เสมอ หรือแม้แต่การประพันธ์เพลงหลายเพลง ที่สื่อความหมายว่าไม่ว่ามนุษย์ชาติใดภาษาใด หรือแม้นับถือศาสนาใด ความเชื่อใดหากเปิดใจที่ใจศึกษาเรียนรู้และปฏิบัติธรรมแล้วจะสามารถ “เข้าถึงพระธรรมกายภายใน”ได้เช่นเดียวกัน การปฏิบัติการนำเสนอแนวคิดดังกล่าวออกสู่วงกว้างดังกล่าวเท่ากับว่าวัดพระธรรมกายกำลังนำเสนอ “วิธีการดับทุกข์” เพิ่มขึ้นอีกแนวทางหนึ่งนั่นเอง




หน้าที่ 10 - การลงมือกระทำ (หรือการปฏิบัติการรับใช้สังคมเพื่อให้เกิดการพัฒนา)

การลงมือกระทำ (หรือการปฏิบัติการรับใช้สังคมเพื่อให้เกิดการพัฒนา)

                ที่จริงแล้วควรกล่าวได้ว่าเพียงการตระหนักรู้ (Awareness) นั้นอาจไม่ใช่เป็นสิ่งที่เป็นเครื่องชี้ความสมบูรณ์ของ “พระพุทธศาสนาเพื่อสังคม” ได้ หากแต่การได้ลงมือกระทำจนพุทธศาสนาและสังคมเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นเท่านั้นที่ควรนับเป็นเครื่องชี้วัดขั้นสุดท้ายของการเป็นพระพุทธศาสนาเพื่อสังคมที่แท้จริง ซึ่งเมื่อพิจารณาตามหลักการนี้แล้วก็จะยิ่งพบว่าวัดพระธรรมกายเองนั้นมีความเป็นวัดที่มีความเป็นพุทธศาสนาเพื่อสังคมที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมุ่งไปที่การพัฒนาจิตใจและการยกระดับคุณค่าทางใจของผู้ศรัทธา

ดังที่กล่าวมาแล้วว่ากิจกรรมที่วัดพระธรรมกายและพระราชภาวนาวิสุทธิ์ สร้างสรรค์ขึ้นนั้นมีอยู่อย่างหลากหลายขึ้นอยู่กับลักษณะและเป้าหมายของกิจกรรม อาทิ โครงการปฏิบัติธรรมสำหรับกลุ่มต่างๆ  โครงการอบรมและพัฒนาบุคลิกภาพของนักเรียน  โครงการสอบตอบปัญหาทางก้าวหน้า โครงการสอบตอบปัญหาพระแท้  โครงการถ่ายทอดธรรมะผ่านดาวเทียม โครงการสร้างพระให้เป็นครูสอนศีลธรรม โครงการอบรมธรรมทายาทและอุปสมบทหมู่ภาคฤดูร้อน โครงการบ้านกัลยาณมิตร ฯลฯ ซึ่งแม้ว่าโครงการเหล่านี้จะมีความแตกต่างกันในเชิงเป้าหมาย(รอง)และลักษณะของกิจกรรมเพียงใดก็ตาม แต่ในท้ายที่สุดแล้วผลที่มุ่งหวังสูงสุดของการจัดกิจกรรมเพื่อสังคมเหล่านี้ก็คือการยกระดับจิตใจของผู้เข้าร่วมเป็นสำคัญ ดังที่วงการของพระพุทธศาสนาเพื่อสังคมให้นิยามไว้ ทั้งนี้แม้ว่ากิจกรรมและโครงการต่างๆที่เกิดขึ้นอาจจะยังถูกสังคมบางส่วนตั้งคำถามหรือมีความไม่เข้าใจอยู่บ้าง แต่ประเด็นที่น่าสนใจและควรพิจารณาอย่างเป็นธรรมก็คือกิจกรรมและโครงการ (ที่ดำเนินไปภายใต้เครื่องหมายของ “วัดพระธรรมกาย” และภายใต้นามของพระราชภาวนาวิสุทธิ์ เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย) นั้นได้ยังคุณประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่พระพุทธศาสนาและโลกบ้างหรือไม่

 

 

 

 




หน้าที่ 11 - บรรณานุกรม

บรรณานุกรม

 

กองวิชาการ สถาบันพัฒนาบุคลากร, บรรณาธิการ. ผ้าสีสุดท้าย.กรุงเทพมหานคร:แม็คเน็ทพริ้นท์ติ้ง

                 เซ็นเตอร์.๒๕๔๔

ชาย  สัญญาวิวัฒน์ และ  สัญญา สัญญาวิวัฒน์. การบริหารจัดการแนวพุทธ.การทำงานวิธีนี้ทำให้ได้ปริมาณ

                และคุณภาพของงาน ทำให้คนทำงานไม่เครียดและมีความสุข.กรุงเทพมหานคร:สำนักพิมพ์แห่ง

                จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,๒๕๕๑

ชมรมผู้รักบุญ,คำสอนหลวงปู่สู่โลกปัจจุบัน.กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์เอส.เอ็ม.เค พริ้นติ้ง จำกัด,๒๕๔๑

ดนัย  เทียนพุฒ.การบริหารทรัพยากรในทศวรรษหน้า.กรุงเทพมหานคร:สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์

                มหาวิทยาลัย,๒๕๔๑

ถวิล (บุญทรง)  วัติรางกูร, จากความทรงจำ. เรื่องกำเนิดวัดพระธรรมกาย, จัดพิมพ์ในโอกาสอายุครบ ๕

                รอบ วันที่ ๑๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๗,มปท.

ธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช) ป.ธ. ๙, ราชบัณฑิต,พระ พจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์ ชุด คำวัด,

                วัดราชโอรสาราม  กรุงเทพมหานคร:๒๕๔๘

ธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต),พระ. พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม.กรุงเทพมหานคร:

                มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๘

ธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต),พระ. กรณีธรรมกาย. กรุงเทพมหานคร: สหธรรมิก, ๒๕๔๒

นิตยา  แก้วใสและผอบ พวงน้อย.การศึกษาบทบาทวัดพระธรรมกายในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเผยแผ่

                พระพุทธศาสนาไปทั่วโลก.กรุงเทพมหานคร: สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ

                 กระทรวงศึกษาธิการ.

พระธรรมกาย,วัด.พระมงคลเทพมุนี(สด จนฺทสโร) หลวงปู่วัดปากน้ำภาษีเจริญ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย.

                (มปท)

พระมหาสมบูรณ์ วุฑฒิกโร.พระพุทธศาสนาเพื่อสังคม: กรณีศึกษาการตีความศีลห้าของเครือข่ายพุทธ

                ศาสนิกเพื่อสังคมนานาชาติ.สารนิพนธ์พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย

                มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๔๖

พรหมคุณาภรณ์  (ป.อ. ปยุตโต),พระ. พุทธธรรม. กรุงเทพมหานคร:โรงพิมพ์บริษัทสหธรรมิก

 (ฉบับพิมพ์ครั้งที่๑๑),๒๕๔๙

ภัทรพร  สิริกาญจน.รายงานการวิจัยเรื่อง พุทธศาสนากับการปฏิบัติธรรมของชนชั้นกลางในประเทศไทย.

                กรุงเทพมหานคร:ศูนย์พุทธศาสน์ศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (เอกสารอัดสำเนา)

 

ภาวนาวิริยคุณ (เผด็จ ทตตฺชีโว),พระ. ชีวิตนี้มีไว้ทุ่มเดิมพัน เรื่อง การสร้างทีมงานสืบทอดอายุ

                พระพุทธศาสนา,กรุงเทพมหานคร: รุ่งศิลป์การพิมพ์,๒๕๔๐

ภาวนาวิริยคุณ (เผด็จ ทตตฺชีโว),พระ. หลักการบริหารตามพุทธวิธี. พระธรรมเทศนาของพระภาวนาวิริยคุณ

                (เผด็จ ทตฺตชีโว) รองเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย.กรุงเทพมหานคร: กราฟฟิคอาร์ตพริ้นติ้ง,มปป.

มหามกุฎราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกฉบับสำหรับประชาชน ย่อความจากพระไตรปิฎก

ฉบับภาษาบาลี ๔๕ เล่ม. กรุงเทพมหานคร:มหามกุฎราชวิทยาลัย(ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๑๗),๒๕๕๐

มูลนิธิธรรมกาย. ๒๐ ปี วัดพระธรรมกาย.พิมพ์ครั้งที่ ๔. กรุงเทพมหานคร:ด่านสุทธาการพิมพ์,๒๕๓๓

มูลนิธิธรรมกาย. ๒๙ ปีแห่งการสร้างความดี วัดพระธรรมกาย. กรุงเทพมหานคร:ยงวราการพิมพ์,๒๕๔๕

ยาโน๊ะ โยชิตาเกะ.การเคลื่อนไหวของพระพุทธศาสนาในประเทศไทยปัจจุบัน: การเปลี่ยนแปลงทางสังคม

                และการปฏิบัติสมาธิ. วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาสังคมวิทยา มหาวิทยาลัยโตเกียว

                ,๒๕๔๓

ราชภาวนาวิสุทธิ์,พระ. ธรรมะเพื่อประชาชน พระธรรมเทศนา พระราชภาวนาวิสุทธิ์

 (หลวงพ่อธัมมชโย). กรุงเทพมหานคร: รุ่งศิลป์การพิมพ์ (๑๙๗๗),๒๕๔๗

ราชภาวนาวิสุทธิ์,พระ.เมื่อไม่รู้จะอ่านอะไร.กรุงเทพมหานคร: รุ่งศิลป์การพิมพ์ (๑๙๗๗), ๒๕๕๒

 

วศิน อินทสระ และ ไชย ณ พล.พุทธศาสนาในยุคโลกาภิวัตน์และกลยุทธ์การประกาศธรรมสู่โลกกว้าง.

                กรุงเทพมหานคร:เคล็ดไทย,มปป.

สุจิตรา พูนพิพัฒน์. บทบาทของวัดพระธรรมกายในสังคมไทยปัจจุบัน.วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตร

                มหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์สังคม.บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกริก. ๒๕๓๙

สุจิตรา  อ่อนค้อม.ความเรียงรางวัลชนะเลิศระดับนานาชาติเรื่อง การสร้างสันติภาพโลกแบบยั่งยืน.

                 กรุงเทพมหานคร: หจก.รัตนชัยการพิมพ์,๒๕๔๖

สรกานต์ ศรีตองอ่อน.คำสอนเรื่องการสร้างบารมีของวัดพระธรรมกาย.วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตร

                มหาบัณฑิต สาขาวิชาพุทธศาสตร์ศึกษา.บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ๒๕๔๘

อัชวัน  หงิมรักษา.กระบวนการขัดเกลาทางสังคมและการพัฒนาบุคลากรของวัดพระธรรมกาย.วิทยานิพนธ์

                ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพุทธศาสตร์ศึกษา.บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์

                มหาวิทยาลัย. ๒๕๔๖

อลงกรณ์  สถาปิตานนท์, LogBook บันทึกอุปัฏฐาก, กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์บ้านใหญ่บุ๊ค, ๒๕๕๓

อภิญญา  เฟื่องฟูสกุล. ศาสนทัศน์ชุมชนเมืองสมัยใหม่:ศึกษากรณีวัดพระธรรมกาย. วารสารพุทธศาสน์

                ศึกษา(ฉบับเดือนมกราคม-เมษายน),๒๕๔๑

                 




*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา






จำไว้ตลอด