จากสมาร์ทโฟนสู่ระบบ 3 G: ยุคปลายสุดของความทันสมัย (จากสมาร์ทโฟนสู่ระบบ 3 G: ยุคปลายสุดของความทันสมัย เป็นมากกว่าเพื่อนแต่ไม่ใช่แฟน ทำแทนได้ทุกอย่างยกเว้น(มีเพศสัมพันธ์และรับประทาน)) | วิชาการ.คอม

จากสมาร์ทโฟนสู่ระบบ 3 G: ยุคปลายสุดของความทันสมัย

เป็นมากกว่าเพื่อนแต่ไม่ใช่แฟน ทำแทนได้ทุกอย่างยกเว้น(มีเพศสัมพันธ์และรับประทาน) นายชลเทพ ปั้นบุญชู(นักสังคมวิทยาอิสระ) ภาคอารัมภบท จากจุดเริ่มต้นของเทคโนโลยีการสื่อสารที่เป็นลักษณะ เห็นหน้าค่าตา จนมาถึง ยุคของการ สื่อสารกันตลอดเวลา ผ่านมือถืออัจฉร
ผู้เขียน: chonlathep ชมแล้ว: 1,217 ครั้ง
post ครั้งแรก: Sat 5 May 2012, 8:53 am ปรับปรุงล่าสุด: Sun 6 May 2012, 8:18 am
อยู่ในส่วน: ไม่ได้ระบุว่าให้อยู่ห้องใด

หน้าที่ 1 - จากสมาร์ทโฟนสู่ระบบ 3 G: ยุคปลายสุดของความทันสมัย เป็นมากกว่าเพื่อนแต่ไม่ใช่แฟน ทำแทนได้ทุกอย่างยกเว้น(มีเพศสัมพันธ์และรับประทาน)

 


                                                                                                                              นายชลเทพ    ปั้นบุญชู(นักสังคมวิทยาอิสระ)
ภาคอารัมภบท
          จากจุดเริ่มต้นของเทคโนโลยีการสื่อสารที่เป็นลักษณะ เห็นหน้าค่าตา จนมาถึง ยุคของการ สื่อสารกันตลอดเวลา ผ่านมือถืออัจฉริยะหรือที่เรียกว่า “สมาร์ทโฟน” กับเทคโนโลยีการเชื่อมต่อระหว่างโครงข่ายอินเตอร์เน็ตอย่างรวดเร็วที่เรียกว่า 3 G วิวัฒนาการมือถือในสังคมไทยนั้นมีความน่าสนใจ ทั้งในแง่ของรูปแบบ ระบบสัญญาณ หรือการให้บริการ สิ่งที่เป็นความทันสมัยนี้คงมิได้ก้าวกระโดดเลยเสียทีเดียว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตามมามันย่อมมีผลต่อวิถีชีวิตประจำวันต่อตัวเราเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะโลกอินเตอร์เน็ตกับโลกทางสังคมของมนุษย์เริ่มหลอมรวมกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และผมเองก็ไม่แน่ใจว่าหลังจากนี้จะแยกออกจากกันได้หรือไม่?
ภาคสารัตถะ
            ก่อนอื่นด้วยวิธีการเขียนแบบชิวชิวของผมบวกกับกลวิธีการเขียนที่ลักลั่น คือมีฟอร์มการเขียนเรียงความแต่ใช้ภาษาผิดจารีตประเพณีการเขียน คือใช้ภาษาปากคู่กับภาษาราชบัณฑิตยสภา เพราะผมเชื่อใจเจตจำนงที่ว่า มนุษย์ย่อมสร้างความแปลกเด่น(Unique)ตามแนวทางของอัตถิภาวะนิยมนั่นเอง (จริงๆแล้วก็ชอบทั้งสองแบบเลยมาใส่ไว้รวมกัน) ให้ดูขัดกันแต่ก็ไปด้วยกันได้?
          ผมเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองแบบง่ายๆคล้ายๆกับนักปรัชญาว่า “สมาร์ทโฟน” คือ อะไร? มีผลต่อคนบนโลกนี้อย่างไร? และถามเชิงสังคมวิทยาว่า สมาร์ทโฟนสัมพันธ์กับคนได้อย่างไร?
          ผมอาจจะไม่ได้พูดถึงสมาร์ทโฟนในเชิงเทคโนโลยีมากนักเพราะผมเองไม่ใช่ผู้บัญญัติศัพท์เทคโนโลยี แต่การเรียกทับศัพท์คำนี้ผมขอแปลว่า โทรศัพท์อัจฉริยะ หรือแปลง่ายๆก็คือ เก่งรอบด้าน ทำได้ทุกอย่าง ถ้าเปรียบกับคนก็คงได้ทั้ง คำนวณ ภาษา มิติสัมพันธ์ การใช้ตรรกะ ความสามารถที่หลากหลายนี้ สามารถมองผ่านได้จากแอปพลิเคชัน (Applications) ทั้งดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกมส์ สนทนา หรืออื่นๆ ตามที่ผู้บริโภคต้องการ และนั่นก็คือมือถือที่มีลักษณะพหุปัญญา
            สิ่งที่ “สมาร์ทโฟน” ทำได้นี้ มันมีความสำคัญในแง่ของ การรวมเอาสื่อหลากหลาย (Multimedia) มารวมกันไว้ ควบคู่กับการเชื่อมโลก และผู้คนตลอดเวลา ราวประหนึ่งว่า เราอยู่กับตัวเอง พร้อมๆไปกับการอยู่ร่วมกับผู้อื่นผ่านตัวกลาง (Median) อย่างมือถือ
            สิ่งที่น่าสนใจคือ สมาร์ทโฟน มันทำให้คนบนโลกอยู่ในชุมชนเสมือนและเชื่อมต่อกันมากขึ้นทั้งในแง่ของเวลาและเครือข่าย ปรากฏการณ์ที่ผมเห็นได้คือ ทุกครั้งที่โดยสารรถไฟฟ้า บนดิน ใต้ดิน หรือแม้แต่ร้านกาแฟ หลายคนจะหยิบมือถือขึ้นมาหมกมุ่นกับการกดปุ่ม หรือใช้นิ้วเลื่อนไปเลื่อนมา เพื่ออัพเดทข้อมูลต่างๆ ในสื่อออนไลน์ จนเสมือนหนึ่งว่าผู้คนที่อัดแน่นอยู่บนรถไฟฟ้า แต่พวกเขาเหล่านั้นก็มีโลกส่วนตัวอย่างเงียบๆและพร้อมที่จะอยู่กับสังคมเสมือนที่พวกเขาต้องการภายใต้ฝูงชนแออัดรอบข้าง ผมว่าโลกกายภาพกลายเป็นพื้นที่ที่มีผู้คนอยู่มากมายแต่ก็จัดว่าดูโดดเดี่ยวชอบกล
          ดังนั้นผมต้องกลับมาทบทวนแนวคิดเรื่องปฏิสัมพันธ์ทางสังคมว่า แท้ที่จริงแล้ว กระบวนการเรียนรู้ขัดเกลาทางสังคม หรือการสื่อสารระหว่างบุคคล และภายในบุคคลบนโลกปลายสุดของยุคสมัยใหม่นั้น คงอยู่ในโลกเสมือนไม่มากก็น้อย ผมไม่แน่ใจว่าโลกกายภาพมันน่าเบื่อหรือเต็มไปด้วยระเบียบมากมายจนทำให้เป็นโลกที่ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างเล่นสมาร์ทโฟนของตนเอง สื่อสารกับกลุ่มของตนเอง และเลือกอยู่ภายใต้โลกส่วนตัวที่สร้างขึ้น แต่ผมก็ต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่า โลกเสมือนนั้นมันหลากหลาย และถูกสร้างให้หลากหลายเพื่อก้าวพ้นข้อจำกัดของโลกกายภาพ ที่ความสัมพันธ์นั้นมีเงื่อนไขมากกว่าและถูกควบคุมได้ง่ายกว่า
            ผมตั้งข้อสังเกตว่า ในโลกปัจจุบันที่เราอยู่คู่กับเทคโนโลยี และเทคโนโลยีเริ่มที่จะทำให้เราขยับตัวกับการเคลื่อนไหวของร่างกายน้อยลง แต่สามารถท่องโลกทางสังคมได้มากขึ้น โดยการนำเอาโลกทางสังคมต่างๆมารวมเข้าไว้ด้วยกัน โดยใช้เครื่องมือที่มีความสามารถขั้นเทพเป็นพาหนะตามเจตจำนงที่เรามีอยู่ภายใต้โลกทางสังคมที่อุบัติขึ้นมา หรือนี่คือสิ่งที่มนุษย์พยายามที่จะเอาชนะ “ความจำกัด” เพื่อที่จะตอบสนองความต้องการของตนเองที่มีอยู่อย่างไม่จำกัด
            ผมไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เป็นอยู่เหล่านี้ดีหรือไม่ แต่ผมแค่กังวลว่าแล้วทักษะของการอยู่ร่วมกันในสังคมจะหายไปด้วยหรือเปล่า? เช่นการรับฟังผู้อื่น การสื่อสารระหว่างบุคคล หรือตีความอารมณ์ ความคิด พฤติกรรมระหว่างบุคคลโดยอาศัยประสบการณ์จากการสื่อสารระหว่างกันโดยตรง เพราะหลายคนก็ก้มหน้ายิ้มอยู่กับโลกเสมือนโดยที่ไม่อาจรู้เลยว่านอกจากมีคนอยู่รอบข้างแล้ว เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในพื้นที่นั้นมีอะไรบ้าง สิ่งต่างๆมีความสัมพันธ์กันอย่างไร
            เราเลือกที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับโลกออนไลน์มากขึ้น ก็อาจทำให้เราอยู่กับโลกจริงๆสุดแสนจะน่าเบื่อน้อยลง หรือนั่นเป็นเพราะว่าเราเลือกใช้ชีวิตตามเจตจำนงของตัวเอง และคัดเลือกชุมชนตามต้องการภายใต้ยุคซึ่งสามารถติดต่อสื่อสารกันได้รวดเร็ว โดยที่เราสามารถเข้าไปอยู่ในกลุ่มอื่นๆได้ และกลุ่มอื่นๆก็มีลักษณะร่วมต่างๆเข้ามารวมกลุ่มกัน สื่อสารระหว่างกัน ตามความสนใจ
            ผมคิดว่า “ความง่าย” และ”ความรวดเร็ว”นี้เอง เป็นคุณสมบัติสำคัญที่ทำให้โลกชุมชนเสมือนในสมาร์ทโฟนเข้าถึงชนชั้นกลางในเขตเมืองมากขึ้น ทุกค่ำเช้าเราก็จะเห็นคนหยิบมือถือขึ้นมาพร้อมกับนั่งมองอย่างใจจดใจจ่อ ตกกลางคืนก็ใช้ชีวิตกับโลกส่วนตัวที่มีสมาร์ทโฟนข้างกายตลอดเวลา บางสิ่งที่ยังคงทำไม่ได้คือ ใช้รับประทาน กับการมีเพศสัมพันธ์ สิ่งเหล่านี้คือข้อจำกัด แต่เราก็อยู่กับมันนานที่สุด เป็นเพื่อนรู้ใจ ใช้เวลาอยู่ด้วยกันมากกว่าคนในครอบครัวและผูกพันกันมันจนแทบจะขาดไม่ได้ เพราะชีวิตได้ขาดหายสิ่งที่คุ้นชินที่สุดไป
            แม้ว่ามันเป็นเพียงวัตถุ แต่มันตอบสนองความต้องการทางจิตใจ และผ่อนคลายความรู้สึกยามเหงา ทำให้เราอยู่ในโลกเสมือนและเสพกับความหลากหลาย จนข้าไปมีอิทธิพลกับการดำรงชีวิตประจำวันของเรา ทำให้ผมได้เห็นพัฒนาการนอกเหนือจากคุณสมบัติพิเศษในโทรศัพท์สมาร์ทโฟนก็คือ กลไกการทำงานของระบบทุนนิยมที่เข้มข้น เพราะมันได้เพิ่มประสิทธิภาพให้สอดคล้องกับยุคปลายสุดของความทันสมัยและสร้างโลกทางสังคมกับวิถีชีวิตแบบใหม่ขึ้นมา ผมขอเรียกมันว่า “โลกแห่งการบริโภคแอบพลิเคชัน” ซึ่งได้จำลองวิธีการใช้ชีวิตบนโลกกายภาพเข้าไปไว้ในมือถือผ่านการเชื่อมต่อไร้สาย เราจึงแค่สัมผัสด้วยปลายนิ้วก็ใช้ชีวิตได้เกือบรอบด้าน
            ข้อสังเกตก็คือว่า ยิ่งแอบพลิเคชันถูกพัฒนา มากเท่าไหร่ และยิ่งเสมือนโลกจริงมากเท่าไร ทำให้เรารู้ว่าความสำเร็จของระบบทุนนิยมย่อมมีมากตามมา เพราะนั่นคือการบริโภคผ่านบริการต่างๆต้องมากขึ้นเท่านั้น นับได้ว่าเพิ่มในแง่ของสินค้าบริการ จำนวนอุปสงค์ และอุปทาน ในตลาดวัฒนธรรมสมัยใหม่
            จากนวัตกรรมที่เคยเป็นสิ่งเกินความจำเป็นในการดำรงชีวิตกายภาพ ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน นั่นก็คือการสร้างสินค้าและบริการให้กลายมาเป็นความจำเป็นเพื่อตอบโจทย์ในเรื่องความคุ้มทุน เพราะในโลกของทุนนิยมเวลายังกลายเป็นสิ่งมีค่า และมูลค่า เพราะถ้าหากเราเสียเวลาก็จะเสียโอกาสในการได้รับรายได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ขัดแย้งกันโดยใช้เวลากับการพักผ่อนหย่อนใจที่ต้องแลกมาด้วยการซื้อบริการหรือการใช้เงิน การต่อลมหายใจของทุนนิยมคือ กระจายการถือครองเงินให้หมุนเวียนในตลาด แม้ขนาดการพักผ่อนยังต้องแลกด้วยการกินกาแฟในที่ที่มี Wi-Fi หรือการซื้อชั่วโมงอินเตอร์เน็ต ตรรกะของทุนนิยมคือ การบริโภคไม่รู้จบ ก็จะยิ่งช่วยขยาย “กำไร” ได้นั่นเอง เพื่อแลกมากับอรรถประโยชน์ ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายในตลาด
            ยิ่งไปกว่านั้นการสร้างทุนทางวัฒนธรรมยิ่งตอกย้ำให้วิถีชีวิตสมัยใหม่นี้กลายเป็นลักษณาการทางวัฒนธรรมของชนชั้นกลางในสังคมเมือง เพราะชนชั้นกลางเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังโภคทรัพย์และพร้อมที่จะกระจายโภคทรัพย์หมุนเวียนไปยังตลาด ดังนั้นนายทุนก็ยิ่งต้องเร่งพัฒนาการให้บริการสินค้าใหม่ๆอย่างเข้มข้น เพื่อสร้างลักษณะวิถีชีวิตแบบหนึ่งขึ้นมาควบคู่ไปกับการใช้เงินไปกับการบริโภคสินค้าและบริการตามฐานานุรูปของชนชั้นกลางในเขตเมือง
            เพราะตัวผมเองยังไม่แน่ใจว่า การบริโภคสินค้าบริการ ขึ้นอยู่กับตัวเราต้องการบริโภคสิ่งนั้นอย่างแท้จริงหรือไม่?แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงก็คือว่า ผู้ให้บริการจะผลิตหรือสร้างสินค้านั้นหรือไม่ ตรรกะง่ายๆก็เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมรถยนต์ ในยุคแรก ผมคิดว่าคนสมัยนั้นช่วงแรกก็คงไม่ได้คิดว่าจำเป็นอะไร แต่ด้วยความง่ายและความเร็ว ซึ่งสามารถเอาชนะข้อจำกัดหลายอย่างสำหรับการคมนาคมทางบกในยุคนั้น รถยนต์ก็เริ่มขยายตัวขึ้น และกลายเป็นสิ่งจำเป็นขึ้นมา การบริโภคที่ต่อเนื่องควรจำเป็นต้องสร้างระบบความหมายเชิงสัญลักษณ์ขึ้นมาในตัวสินค้าเพราะเราจะไม่ใช่แค่บริโภคสินค้าบริการ แต่เรายังบริโภคคุณค่าและความหมายในตัวสินค้าด้วย สิ่งเหล่านี้เองที่ผมยืนกรานว่ามันช่วยสนับสนุนให้การบริโภคเข้มข้นและต้องใช้เงินมากขึ้น และเป็นตรรกะของการบริโภคที่เชื่อมระหว่างความจำเป็นกับความฟุ่มเฟือยเข้าไว้ด้วยกัน ดังนั้นผู้ผลิตคือคนที่กำหนดทางเลือกในการบริโภคให้กับเรานั่นเองและผู้บริโภคก็เลือกในสิ่งที่มีอยู่
            การตักตวง “กำไร” ที่มากขึ้นและเนียนขึ้นยิ่งทำให้ผมเริ่มกลับมามองสมาร์ทโฟนใหม่ที่นอกเหนือจากนวัตกรรมล้ำยุค เพราะนั่นย่อมสะท้อนถึงความก้าวหน้าของกลไกการครอบงำและการขูดรีดในระบบทุนนิยมได้พัฒนไปาพร้อมกับประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นของเทคโนโลยีนั่นเอง
          ดังนั้นมันจึงเหลือแค่สอง(จริงๆมีมากกว่านั้น)สิ่งที่ผมยังไม่เห็นจากโทรศัพท์ สมาร์ทโฟน คือ กินได้ และมีเพศสัมพันธ์ด้วย เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นผมคงอึ้ง ทึ่ง เสียว และคงต้องตะโกนว่า “เป็นไปไม่ได้ มันไม่น่าจะเป็นไปได้” ว่าแล้วคงต้องรีบไปหา สมาร์ทโฟนมาใช้ซักเครื่องแล้วครับ แต่ยังไม่มีเงินซักที..............................

 




*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา






จำไว้ตลอด






chonlathep
(นายชลเทพ ปั้นบุญชู)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 3,841 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 1 ปี
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 50 ดวง

โหวตเพิ่มดาว

Blog อื่น ๆ ของผู้เขียน




Google  
ผู้สนับสนุน คลิีกดูสถิติ
อีเมล : star@vcharkarn.com
โทรศัพท์ : 02-9620127
Creative Commons License สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง
Page generated in0.1263 seconds !