เหงือก-ปริทนต์ไม่ดีเพิ่มเสี่ยง 7 โรค+วิธีป้องกัน

สารบัญ

เหงือก-ปริทนต์ไม่ดีเพิ่มเสี่ยง 7 โรค+วิธีป้องกัน

สำนักข่าว Dailymail ตีพิมพ์เรื่อง 'Don't forget your toothbrush... it may be a lifesaver' = "อย่าลืมแปรงฟัน (แปรงสีฟันของคุณ)... มันอาจเป็นเครื่องช่วยชีวิต" = "แปรงฟันดีๆ ช่วยคุณอายุยืน", ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟังครับ . [ wikipedia ] . ภาพที่ 1,2: แผนที่โลกแสดงความชุกของโรคปริทนต์อักเสบ (ปริ = รอบๆ; ทันตะ = ฟัน; รวม = เนื้อเยื่อรอบโคนฟัน รวมเหงือก เส้นใยยึดฟันคล้ายกับลวดสลิงที่พยุงเสาวิทยุไม่ให้ล้ม เนื้อเยื่ออ่อน หลอดเลือด) [ wikipedia ] . ภาพแสพงหน่วยเป็นช่วงชีวิต (ปี) ที่มีป่วยเป็นโรค เช่น เหงือกร่น-เส้นใยยึดฟันหายไปจนฟันโยก หรือฟันหลุด ต่อ 100,000 คน จะพบว่า เอเชียใต้ ได้แก่ อัฟกานิสถาน-ปากีสถาน-อินเดีย-บังคลาเทศ และติมอร์ตะวันออก เป็นมหาอำนาจด้านโรคปริทนต์อักเสบ ตรงนี้เป็นโอกาสของเมดิคัลทัวร์ในไทยเช่นกัน . [ parkcedardentistry ] . ภาพที่ 3: ภาพซ้ายแสดงฟัน เหงือก-เนื้อเยื่อรอบโคนฟัน-กระดูกเบ้าฟันที่มีสุขภาพดี; ภาพขวาแสดงคราบพลัค (plaque = เศษอาหาร-คราบจุลินทรีย์เหนียวหนึบเกาะฟัน) และคราบน้ำมันดิน (tartar = น้ำมันดินจากบุหรี่) ที่เกาะคอฟันส่วนใกล้แนวเหงือก [ parkcedardentistry ] . การอักเสบเรื้อรังทำให้เหงือกร่น ทำลายเนื้อเยื่ออ่อนรอบโคนฟัน (ปริทนต์), เส้นใยยึดฟัน เหงือกสึก ฟันขาดเส้นใยยึดโคนฟัน ฟันโยก และเสียฟันก่อนวัยอันควรได้ . คนทั่วโลกเป็นโรคเหงือกอักเสบครึ่งหนึ่ง นั่นคือ 7,007 ล้านคนเป็นโรคเหงือกอักเสบ 3,504 ล้านคน [ Census ] . ศ.ดาเมียน วาล์มสเลย์ จากสมาคมทันตกรรมสหราชอาณาจักร กล่าวว่า ข่าวดี คือ สาเหตุโรคเหงือกเกือบทั้งหมดป้องกันได้ และรักษาให้ดีขึ้นได้โดยการแปรงฟันให้ถูกวิธีด้วยยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์ ลดอาหาร-เครื่องดื่มเติมน้ำตาล ลดการกินจุบจิบระหว่างมื้อ หยุดสูบบุหรี่ และไปตรวจฟันกับอาจารย์หมอฟันอย่างน้อยทุก 2 ปี . เหงือกอักเสบ-ปริทนต์ (เนื้อเยื่อรอบโคนฟัน) อักเสบเรื้อรังอาจเพิ่มเสี่ยงโรคต่อไปนี้ . (1). โรคหัวใจและสโตรค (stroke = กลุ่มโรคหลอดเลือดสมองแตก-ตีบตัน อัมพฤกษ์ อัมพาต) . การศึกษาจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ค สเตท พบว่า การรักษาเหงือก-ปริทนต์อักเสบช่วยลดระดับสารแสดงการอักเสบ (C-reactive protein) และสารเพิ่มเสี่ยงการเกิดลิ่มเลือด (fibrinogen) ในเลือด ซึ่งน่าจะช่วยลดเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันได้ . การศึกษาจาก รพ.ทันตกรรมซิดนีย์พบว่า การถอนฟัน (ที่หมดสภาพ-โยกคลอนจากโรคเหงือก-ปริทนต์รุนแรง) แล้ว ทำให้สารก่อการอักเสบ และสารเพิ่มเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดในเลือดลดลง . กลไกที่เป็นไปได้ คือ เชื้อโรคจากเหงือกอักเสบแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้เกิดการติดเชื้อขนาดจิ๋วที่อวัยวะสำคัญๆ หรือทำให้ผนังหลอดเลือดแดงอักเสบได้ . การศึกษาที่ทำในกลุ่มตัวอย่างผู้ใหญ่ 9,000 ราย ติดตามไป 15 ปี พบวา ผู้หญิงที่มีแอนตีบอดี (antibodies = สารภูมิต้านทานต่อเชื้อโรค-สิ่งแปลกปลอม) ต่อเชื้อ P. gingivalis ซึ่งเกือบทั้งหมดพบในโรคปริทนต์อักเสบเพิ่มเสี่ยงสโตรค (stroke = กลุ่มโรคหลอดเลือดสมองแตก-ตีบตัน) 2 เท่า . (2). ความดันเลือดสูง . การศึกษาจากมหาวิทยาลัยเอเธนส์พบว่า คนที่เป็นโรคปริทนต์อักเสบเรื้อรังเพิ่มเสี่ยงโรคความดันเลือดสูง . (3). โรคปอด . มีการศึกษาที่พบว่า คนที่มีสุขภาพช่องปากไม่ดีเพิ่มเสี่ยงโรคทางเดินหายใจอุดตันเรื้อรัง (COPD) เช่น ถุงลมโป่งพอง ฯลฯ . กลไกที่เป็นไปได้ คือ คนเรามีโอกาสสำลักน้ำลายไปในปอดเป็นครั้งคราว ทว่า... คนที่มีสุขภาพช่องปากไม่ดีมีเชื้อโรคในน้ำลายมากกว่าคนทั่วไป เพิ่มเสี่ยงหลอดลมอักเสบ-ปอดอักเสบ . (4). เบาหวาน . คนที่มีโรคเหงือกอักเสบเรื้อรังเพิ่มเสี่ยงเบาหวาน 3 เท่า . การศึกษาจากสถาบันเบาหวานและโรคไตแห่งชาติสหรัฐฯ พบว่า คนที่เป็นเบาหวานเสี่ยงเสียชีวิตก่อนวัยอันควรเพิ่มขึ้นถ้ามีโรคปริทนต์อักเสบเรื้อรัง . การศึกษาจากมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิลพบว่า เบาหวานเพิ่มเสี่ยงโรคปริทนต์อักเสบ และตรงกันข้ามโรคปริทนต์อักเสบก็ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น (เบาหวานแย่ลง) . (5). คลอดก่อนกำหนด . การศึกษาจากมหาวิทยาลัยอลาบามา สหรัฐฯ พบว่า โรคเหงือกอักเสบเพิ่มระดับสารที่กระตุ้นการคลอด (เช่น พรอสทาแกลนดิน ฯลฯ) เพิ่มเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด . และถ้ารักษาโรคเหงือกอักเสบดีๆ ก่อนอายุครรภ์ 35 สัปดาห์ จะลดความเสี่ยงคลอดก่อนกำหนดได้ 84% . (6). กระดูกโปร่งบาง-กระดูกพรุน . ปริทนต์(เนื้อเยื่อรอบโคนฟัน)อักเสบเพิ่มเสี่ยงเหงือกสึก ฟันโยก ฟันหลุด กระดูกเบ้าฟันสึก, คนที่มีโรคกระดูกโปร่งบาง-กระดูกพรุนร่วมกับปริทนต์อักเสบ, จะเกิดฟันโยก-ฟันหลุดเร็วขึ้น . (7). กลับบ้านเก่า . การศึกษาทำในกลุ่มตัวอย่างคนอเมริกันอายุเกิน 30 ปี 11,000 คนพบว่า คนที่เป็นโรคเหงือกอักเสบรุนแรง มีโอกาสกลับบ้าน (เก่า) ก่อนอายุ 64 ปี เพิ่มเป็น 2 เท่า เมื่อเทียบกับคนที่เหงือกดี . วิธีป้องกันโรคเหงือก-ปริทนต์(เนื้อเยื่อรอบโคนฟัน)อักเสบได้แก่ [ NIDCR ]; [ parkcedardentistry ]; [ UMM ]; [ nytimes ]; [ ADA ] . (1). ไม่สูบบุหรี่ + ไม่หายใจเอาควันบุหรี่ที่คนอื่นสูบ (ควันบุหรี่มือสอง) เข้าไป + ไม่เคี้ยวยาสูบ . (2). ป้องกันเบาหวานด้วยการควบคุมน้ำหนัก ออกแรง-ออกกำลังเป็นประจำ กินอาหารสุขภาพ เช่น เปลี่ยนข้าวขาวเป็นข้าวกล้อง ฯลฯ > เบาหวานเพิ่มเสี่ยงเหงือก-ปริทนต์อักเสบ, และเหงือก-ปริทนต์อักเสบก็ทำให้เบาหวานแย่ลงเร็ว . (3). ไม่สำส่อนทางเพศ (ที่สำคัญ คือ ไม่ดื่มหนักจะได้ไม่หลวมตัว) > เอดส์เพิ่มเสี่ยงเหงือก-ปริทนต์อักเสบ . (4). ดื่มน้ำให้มากพอ (2 แก้วหลังตื่นนอน, ดื่มบ่อยๆ ในช่วงกลางวัน, ถ้าดื่มน้ำพอ... สีปัสสาวะจะออกเหลืองจาง และปวดปัสสาวะทุก 2 ชั่วโมง) > ภาวะขาดน้ำทำให้ปริมาณน้ำลายลดลง ช่องปากเป็นกรดมากขึ้น เชื้อโรคโตได้ง่ายขึ้น . น้ำลายมีฤทธิ์เป็นด่างอย่างอ่อน ช่วยป้องกันฟันผุ ป้องกันเชื้อโรคในช่องปากที่มักจะโตได้ดีในภาวะช่องปากเป็นกรด) จะลดลงในภาวะขาดน้ำ และลดลงตามอายุ, การฝึกพกขวดน้ำ ดื่มน้ำเล็กน้อยทุกๆ 1/2 ชั่วโมงช่วยให้สุขภาพช่องปากดีขึ้น ป้องกันคอแห้ง เจ็บคอ . (5). ตรวจช่องปากทุก 1-2 ปี และก่อนตั้งใจจะตั้งครรภ์ . (6). เรียนวิธีแปรงฟันให้ถูกวิธีจากอาจารย์หมอฟัน-ทันตาภิบาล, ใช้แปรงขนอ่อน (soft) หรืออ่อนมาก (extra-soft), แปรงเบาๆ ให้ถูกวิธีด้วยยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์, หลังแปรง... ให้คว่ำแปรง เคาะด้ามแปรงกับขอบอ่างล้างหน้า 3-4 ครั้ง เพื่อสะบัดน้ำออก, เปลี่ยนแปรงทุก 2-3 เดือน หรือเมื่อขนแปรงบานออก [ วิธีแปรงฟัน ] (7). หลังกินอาหารที่มีกรด (เช่น น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง ผลไม้ ฯลฯ) หรือด่าง (เช่น ยาน้ำลดกรด ฯลฯ), เคลือบฟันจะอ่อนลง และสึกง่ายชั่วคราว... ควรบ้วนปากหลายๆ ครั้งทันที (ลดเชื้อโรคได้ 30%), เคี้ยวหมากฝรั่งไม่มีน้ำตาล และดื่มน้ำบ่อยๆ รอจนครบ 30-60 นาที ค่อยแปรงฟัน (ถ้าแปรงฟันช่วงเคลือบฟันอ่อน... ฟันจะสึกง่าย) . (8). ใช้ไหมขัดฟัน 1 ครั้ง/วัน [ วิธีใช้ไหมขัดฟัน 1 ]; [ วิธีใช้ไหมขัดฟัน 2 ]; [ วิธีใช้ไหมขัดฟัน 3 ]; [ วิธีใช้ไหมขัดฟัน 4 ] (9). แปรงลิ้นหลังแปรงฟัน เพื่อลดเศษอาหาร เชื้อโรคสะสม กลิ่นปาก . ถึงตรงนี้... ขอให้ท่านผู้อ่านมีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ .

> [ Twitter ]

นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ รพ.ห้างฉัตร ลำปาง. 16 เมษายน 55. ยินดีให้ท่านนำบทความไปใช้ได้ โดยอ้างที่มา และไม่ใช้เพื่อการค้า > CC: BY-NC-ND. ข้อมูลทั้งหมดเป็นไปเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ ไม่ใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรค; ท่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูงจำเป็นต้องปรึกษาหมอที่ดูแลท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้.

หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา