วิชาการดอทคอม ptt logo

รวมเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องความหลากหลายทางเพศ

ก่อนท่านจะอ่านโปรดอ่านคำเตือนก่อนนะครับ - ใครไม่เห็นด้วยหรือไม่ต้องการอ่าน ขอให้ผ่านไปเลยนะครับ ผมไม่ได้บังคับใครที่มีอคติให้อ่านนะ
ผู้เขียน: ปลั๊กกิโกะ ชมแล้ว: 12,718 ครั้ง
post ครั้งแรก: Wed 21 November 2012, 9:21 pm ปรับปรุงล่าสุด: Mon 26 November 2012, 10:07 pm
อยู่ในส่วน: ไม่ได้ระบุว่าให้อยู่ห้องใด

หน้าที่ 5 - พื้นที่ทางวัฒนธรรมของ “คนข้ามเพศ” และ “คนรักเพศเดียวกัน” ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ตอนที่ 3)

พื้นที่วัฒนธรรมใหม่ของคนข้ามเพศและคนรักเพศเดียวกัน

          หลังจากที่ดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตกอยู่ในอาณานิคมของชาวยุโรป และอเมริกัน วิธีคิดเรื่องเพศภาวะและเพศวิถีแบบตะวันตกค่อยๆเข้ามามีอิทธิพลต่อเรื่องเพศของคนท้องถิ่น โดยอาศัยระบบการศึกษาสมัยใหม่ การพัฒนาประเทศ การสร้างรัฐชาติ และระบอบประชาธิปไตย (Garcia, 2008, p.167)  ในประเทศฟิลิปปินส์  ความคิดเรื่องเพศสมัยใหม่มาพร้อมกับอิทธิพลของอเมริกัน ซึ่งพยายามอธิบายเพศด้วยความรู้เพศวิถีที่แบ่งแยกรักต่างเพศออกจากรักเพศเดียวกัน  ความรู้นี้ปรากฎอยู่ในเรื่องสุขภาพอนามัย จิตเวชศาสตร์ การวางแผนครอบครัว และระบบผัวเดียวเมียเดียว  ทำให้บุคคลที่มีพฤติกรรมข้ามเพ ศ (bakla) และรักเพศเดียวกันต้องกลายเป็นคนชายขอบ และถูกจัดให้เป็น “โฮโมเซ็กช่วล” ตามทฤษฎีตะวันตก  ปัจจุบันคนข้ามเพศในฟิลิปปินส์ถูกมองว่าเป็นเกย์ที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย เพราะสังคมตัดสินจากพฤติกรรมเซ็กส์ที่คนข้ามเพศแสดงออก มากกว่าจะสนใจบทบาททางสังคมที่ bakla สามารถแสดงความเป็นชายและความเป็นหญิงได้  การ์เซีย(2008) อธิบายว่าการกลายสภาพของบากล่าเป็นโฮโมเซ็กช่วลคือการผสมผสานระหว่างความคิดเรื่องเพศที่มีมาก่อนกับความคิดแบบตะวันตก โดยบุคคลที่เป็นคนข้ามเพศหรือบากล่ามีวิธีการสร้างตัวตนขึ้นมาโดยอาศัยนิยามใหม่ของการเป็นเกย์และเพศวิถี รวมเข้ากับการแสดงพฤติกรรมข้ามเพศที่มีมาแต่เดิม 

                  ปัจจุบันบากล่าประกอบอาชีพเกี่ยวกับความสวยงาม เช่น ช่างทำผม และช่างแต่งหน้า  ทำงานในบาร์เบียร์ รวมทั้งการขายบริการทางเพศ   ปัจจุบัน บากล่าจะรวมตัวกันเพื่อจัดงานประกวดสาวประเภทสอง หรือ Miss gay Philippinesซึ่งได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง กลุ่มที่มีบทบาทสำคัญ คือ  Hairdressers and Cosmetologists Association of the Philippines มีสมาชิกสาวประเภทสองประมาณ 15,000 คน       ส่วนเกย์ในฟิลิปปินส์จะต่างไปจากบากล่า เพราะส่วนใหญ่เป็นคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและเรียนหนังสือต่างประเทศ  กลุ่มเกย์จะใช้ชีวิตอยู่ในบาร์และสถานเริงรมย์เพราะได้รับอิทธิพลจากอเมริกัน นอกจากนั้น ฟิลิปปินส์ไม่มีกฎหมายลงโทษพฤติกรรมโฮโมเซ็กช่วล ทำให้เกย์หลายคนสามารถเปิดเผยตัวเองได้ในที่สาธารณะ       ในช่วงทศวรรษ 1970 กลุ่มเกย์ในฟิลิปปินส์รวมตัวกันภายใต้กลุ่มชื่อ Kakasarian สมาชิกส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางและต้องการเรียกร้องสิทธิเกย์ รวมทั้งพยายามสร้างอัตลักษณ์ที่ต่างไปจากกลุ่มบากล่าที่แต่งตัวเป็นหญิง  ต่อมาในช่วงทศวรรษ 1990 เกิดกลุ่มเกย์และเลสเบี้ยนอีกหลายกลุ่ม เช่น Pro-Gay, LesBond, Lesbian Collective, Can't Live in the Closet, และ BANANAโดยมีการเคลื่อนไหวเชิงการเมืองและบางกลุ่มก็ทำงานป้องกันโรคเอดส์       สิ่งที่น่าสนใจก็คือในช่วงนี้ นักศึกษาเกย์เลสเบี้ยนในมหาวิทยาลัยหลายแห่งได้จัดตั้งเป็นกลุ่มเพื่อรณรงค์เรื่องสิทธิของเกย์เลเสบี้ยน  กลุ่มที่สำคัญคือ กลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยบาเบย์ลัน   สภาพดังกล่าวนี้ทำให้เกย์ฟิลิปปินส์มีสำนึกเรื่องสิทธิและสำนึกเชิงการเมืองอย่างเข้มข้น   จนกระทั่งในปี 1994 ได้มีการเดินพาเหรดเกย์ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในเอเชีย     ปัจจุบัน ฟิลิปปินส์มีกลุ่มอัตลักษณ์ทางเพศหลายกลุ่ม ทั้ง เกย์ เลสเบี้ยน สาวประเภทสอง(bakla) ไบเซ็กช่วล (silahis) ทอมบอย เป็นต้น แต่ละกลุ่มก็ประกอบด้วยชนชั้นและชาติพันธุ์ที่ต่างกัน  การศึกษาของไมเคิล ตัน(2001) อธิบายว่าการเป็นเกย์ในฟิลิปปินส์อาศัยการอ้างอิงความแตกต่างจากบากล่าเพื่อที่จะทำให้เกย์แสดงความเป็นชาย และบากล่าแสดงความเป็นหญิง

         ในการศึกษาของยิค คุน เต (2008) อธิบายว่าคำเรียกการแสดงพฤติกรรมข้ามเพศ (ชายแต่งหญิง) ภาษามาเลย์เรียกว่า “mak nyah” หมายถึงการแสดงพฤติกรรมที่เหมือนผู้หญิง ซึ่งเป็นคำเรียกที่เพิ่งเกิดขึ้นในปี 1987 โดยกลุ่มสาวประเภทสองที่ผ่าตัดแปลงเพศ ที่ออกมาสร้างกลุ่มของตัวเองและเรียกตัวเองว่า “มัก นีย่า”  คำนี้ต่างจาก “pondan” ซึ่งหมายถึงผู้ชายที่มีท่าทางเป็นหญิงที่ใช้เรียกเกย์  กลุ่มของมักนีย่าจึงมีอัตลักษณ์ที่ต่างไปจากกลุ่มพอนแดน   กลุ่มของมักนีย่าส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับการขายบริการทางเพศ และจะมีฐานะยากจน เป็นชนชั้นแรงงาน มีการศึกษาน้อย  อาชีพขายบริการทางเพศสามารถสร้างรายได้ให้กับพวกเธอง่ายกว่าการทำอาชีพอื่น  ในช่วงอาณานิคมอังกฤษ กลุ่มสาวประเภทสองในมาเลย์จะมีความสุขมากเพราะได้ทำงานเกี่ยวกับความสวยงาม เช่น เป็นผู้เตรียมงานสมรสให้บ่าวสาวในหมู่บ้าน  เป็นนักเต้นรำ นักปรุงอาหาร และศิลปิน นอกจากนั้น รัฐบาลอิสลามก็ไม่ได้เข้ามาควบคุมพวกเธอมากนัก พวกเธอจึงรู้สึกว่ามีอิสระและสามารถทำอะไรได้ตามที่ต้องการ หลังจากที่รัฐบาลมหาธีร์เข้ามาบริหารประเทศในปี 1983 มีกฎระเบียบใหม่ห้ามชาวมุสลิมผ่าตัดแปลงเพศ รวมทั้งห้ามการแต่งตัวข้ามเพศด้วย ยกเว้นกรณีที่บุคคลเกิดมาโดยมีสองเพศตามธรรมชาติ รัฐจะอนุญาตให้เป็นกรณีพิเศษ

                  ในศาสนาอิสลามแยกเพศเป็น 4 แบบ คือ ชาย หญิง กะเทยแท้ และ mukhannis  บุคคลที่เป็นมัคกันนีสจะเป็นผู้ชายที่มีพฤติกรรมเหมือนผู้หญิง คนกลุ่มนี้จะถูกห้ามจากรัฐบาลไม่ให้ผ่าตัดแปลงเพศ ทำศัลยกรรม หรือกินฮฮร์โมนเพศหญิง  ด้วยเหตุนี้ทำให้สาวประเภทสองหลายคนต้องเดินทางออกนอกประเทศเพื่อไปผ่าตัดแปลงเพศ (ส่วนใหญ่เดินทางมาประเทศไทย)  นอกจากนั้น รัฐบาลของมหาธีร์ยังปิดกั้นการสร้างชุมชนของสาวประเภทสองเพราะรัฐมองว่าพวกเธอบ่อนทำลายศาสนาอิสลาม หรือทำให้สังคมเสื่อมทรามลง  ปัจจุบันนี้ สาวประเภทสองหลายคนใช้ชีวิตด้วยความหวาดกลัวเพราะเกรงว่าหลังจากที่เธอเสียชีวิตลงจะไม่มีใครไปงานศพของเธอ และกลัวว่าวิญญาณจะไม่ได้ไปอยู่กับพระเจ้า  ในมาเลเซียยังมีกฎหมาย Syariah ที่ใช้ควบคุมพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของพลเมือง รวมทั้งมาตรา 377a  ระบุว่าการที่บุคคลนำองชาตไปใส่ทวารหนักหรือปากของคนอื่นถือว่าเป็นการกระทำทางเพศที่ฝ่าฝืนธรรมชาติ  มาตรา 377b ระบุว่า บุคคลใดก็ตามกระทำการทางเพศที่ผิดธรรมชาติจะถูกจองจำเป็นเวลา 20 ปี และนำตัวไปเฆี่ยน     แต่สาวประเภทสองมักจะไม่ถูกลงโทษด้วยกฎหมายนี้ ยกเว้นถูกทำร้ายจากตำรวจและเจ้าหน้าที่ทางศาสนา  สาวประเภทสองหลายคนจึงหันไปแต่งตัวเป็นผู้ชายเพื่อที่จะไม่ถูกทำร้าย

                  สำหรับกลุ่มเกย์และเลสเบี้ยนในมาเลเซีย  มักจะถูกอธิบายว่าเป็น pondan คนกลุ่มนี้ไม่ได้รับการยอมรับในครอบครัวเพราะชาวมาเลย์มองว่าความเป็นเกย์และเลสเบี้ยนเป็นวัฒนธรรมตะวันตกที่ลุกลามเข้ามาภายหลัง  ในกลุ่มเกย์เองจะนิยามตัวเองเป็นชายหรือ jantan  ในปี 1987 มีการตั้งองค์กรชื่อ The Pink Triangle โดยกลุ่มเกย์และเลสเบี้ยนที่ต้องการทำงานป้องกันโรคเอดส์ โดยได้รับงบประมาณจากรัฐ แต่รัฐไม่ได้ส่งเสริมให้องค์กรนี้ทำกิจกรรมอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเกย์เลสเบี้ยน เช่น การส่งเสริมอัตลักษณ์หรือการให้คำปรึกษาแก่เกย์เลสเบี้ยนในการใช้ชีวิต  ส่งเสริมให้สังคมยอมรับและเข้าใจผู้ที่เป็นเกย์และเลสเบี้ยน     สำหรับเกย์เลสเบี้ยนทั่วไปจะใช้ชีวิตอยู่กับกลุ่มเพื่อนและต้องปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมประเพณี ซึ่งส่วนใหญ่ต้องแต่งงานมีครอบครัวเหมือนบุคคลที่เป็นชายหญิง (Baba, 2001, p.161.)  นอกจากนั้น กลุ่มเกย์ เลสเบี้ยน สาวประเภทสองในมาเลเซียจะรวมตัวกันในเทศกาล Seksualiti Merdeka เป็นเทศกาลเกี่ยวกับศิลปะการแสดง สิทธิมนุษยชน และสิทธิทางเพศ ซึ่งเปิดโอกาสให้กลุ่มคนที่เป็นชายขอบหรือถูกละเมิดสิทธิได้แสดงออกและพบเจอกัน

                  ในประเทศอินโดนีเซีย  องค์กรและสิ่งพิมพ์ของเกย์และเลสเบี้ยนเกิดขึ้นในปี 1982 ในช่วงเวลานี้รัฐได้มีกฎหมายห้ามบุคคลแสดงพฤติกรรมโฮโมเซ็กช่วลเพราะถือว่าเป็นพฤติกรรมที่ผิดศีลธรรมและผิดหลักศาสนาอิสลาม บุคคลที่เป็นเกย์หลายคนมักจะถูกจับในข้อหาล่วงละเมิดทางเพศ  นอกจากนั้น กลุ่มทางศาสนาก็พยายามต่อต้านบุคคลที่เป็นเกย์และเลสเบี้ยนซึ่งบางครั้งนำไปสู่การทำร้ายร่างกายคนเหล่านั้น     จนกระทั่งในปี 2003 กฎหมายดังกล่าวนี้ก็ถูกยกเลิกไป  องค์กรเกย์และเลสเบี้ยนที่ตั้งขึ้นองค์กรแรกคือ Lambda Indonesia ทำงานเคลื่อนไหวเกี่ยวกับสิทธิของเกย์เลสเบี้ยน ในช่วงทศวรรษ 1980-1990 มีองค์กรเกย์และเลสเบี้ยนเกิดขึ้นอีกหลายองค์กร ทำให้อินโดนีเซียกลายเป็นประเทศแรกที่มีองค์กรเกย์เลสเบี้ยนที่เก่าแก่ที่สุดและมีจำนวนมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ซึ่งมีมากกว่า 30 องค์กร    ปัจจุบันองค์กรที่มีชื่อเสียงและมีผลงานโดดเด่นคือ Gaya Nusantara เป็นองค์กรเกย์ที่ทำงานเกี่ยวกับสิทธิและการป้องกันโรคเอดส์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   นอกจากนั้นยังมีองค์กร Yayasan Srikandi Sejati ที่ทำงานด้านสิทธิและสุขภาพของคนข้ามเพศ และเครือข่าย Chandra Kirana ที่ทำงานเกี่ยวกับหญิงรักหญิง (Offord and Cantrell, 2001, p.243.)  สำหรับสาวประเภทสองในอินโดนีเซีย ปัจจุบันจะทำงานเกี่ยวกับความสวยงามและมีการจัดเวทีประกวดสาวประเภทสอง ซึ่งจัดขึ้นโดยสถาบัน Yayasan Putri Waria Indonesia  ผู้ที่ได้รับตำแหน่งจะเป็นตัวแทนและทำหน้าที่รณรงค์เกี่ยวกับการป้องกันโรคเอดส์และการท่องเที่ยว

         ในประเทศสิงคโปร์ การแสดงพฤติกรรมข้ามเพศและรักเพศเดียวกัน ถูกเรียกว่า ah-qua ซึ่งเป็นคำจากภาษาจีนและกลายเป็นคำที่ใช้เรียกคนที่เป็นเกย์ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามในสังคมสิงคโปร์ การปรากฎตัวของเกย์และคนข้ามเพศ(สาวประเภทสอง) มาพร้อมกับสถานบริการประเภทบาร์และไนท์คลับในย่านถนนบูกิสและออร์ชาร์ดในช่วงทศวรรษ 1960  ย่านดังกล่าวนี้เป็นย่านธุรกิจและศูนย์รวมของนักท่องเที่ยวที่สำคัญของสิงคโปร์ อย่างไรก็ตาม เกย์ที่ไปเที่ยวบาร์ส่วนใหญ่ยังเป็นชาวตะวันตกที่เดินทางมาอยู่หรือมาเที่ยวสิงคโปร์  เพราะเกย์ที่เป็นชาวสิงคโปร์เองยังไม่กล้าเปิดเผยตัว ยกเว้นเกย์สิงคโปร์ที่เคยเรียนหนังสือในตะวันตกและใช้ภาษาอังกฤษได้จะนิยมมาเที่ยวบาร์ ซึ่งรู้จักในนาม “Orchard Road Queen”  (Russell Heng Hiang Khng, 2001, p.82.)  นอกเหนือจากบาร์ที่มีเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น  ชาวเกย์สิงคโปร์ไม่มีสถานที่นัดพบกันและไม่มีชุมชนที่เปิดเผย การสร้างชุมชนเกย์จะค่อยๆเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1980  ช่วงเวลานี้ สิงคโปร์มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วและบรรยากาศทางการเมืองค่อนข้างมีเสรีภาพมากขึ้น ทำให้ชาวเกย์สิงคโปร์กล้าที่จะออกมาใช้ชีวิตและหาคู่ในบาร์และพื้นที่สาธารณะต่างๆ เช่น สวนสาธารณะฮ่องลิมหรือสระว่ายน้ำ   รวมถึง การแสดงออกในวิชาชีพต่างๆ เช่น นักเขียน ศิลปะ งานโฆษณา งานสร้างสรรค์ การออกแบบแฟชั่น เป็นต้น

         อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ในช่วงทศวรรษ 1980 รัฐบาลสิงคโปร์ได้ออกมาควบคุมการแสดงออกทางเพศของเกย์มากขึ้น เช่น ห้ามมิให้เกย์หาคู่ในพื้นที่สาธารณะและเข้าไปตรวจค้นบาร์ในคืนที่มีเกย์มาเที่ยว  ต่อมาในช่วงทศวรรษ 1990 เกิดกลุ่มเกย์รวมตัวกันเพื่อส่งเสริมคุรภาพชีวิตของคนรักเพศเดียวกันในสิงคโปร์ กลุ่มนี้มีชื่อว่า People Like Us(PLU) ก่อตั้งในปี 1993 และเริ่มทำงานรณรงค์เรื่องสิทธิของเกย์เลสเบี้ยนในสิงคโปร์  กลุ่มพีแอลยูพยายามจัดตั้งเป็นบริษัทแต่ถูกปฏิเสธจากทางการเพราะมองว่ากลุ่มพีแอลยูมีภาระกิจที่ขัดต่อกฎระเบียบอันดีงามของสังคม  ต่อมาจึงพยายามจดทะเบียนเป็นสมาคม แต่ทางการยังไม่ยอมออกใบอนุญาต  สาเหตุสำคัญคือ กฎหมายสิงคโปร์ยังคงลงโทษบุคคลที่เป็นโฮโมเซ็กช่วล ซึ่งบัญญัติขึ้นในสมัยที่เป็นอาณานิคมของอังกฤษ   รวมทั้งรัฐบาลมองว่าเกย์เลสเบี้ยนเป็นวัฒนธรรมตะวันตกที่เข้ามาบ่อนทำลายวัฒนธรรมของเอเชียให้จางหายไป    เมื่อไม่ได้รับการยอมรับจากรัฐบาล ความพยายามของกลุ่มเกย์สิงคโปร์จึงมุ่งไปสู่ช่องทางสื่อสารสมัยใหม่ เช่น อินเตอร์เน็ต ช่องทางนี้เป็นที่รวมตัวของคนรักเพศเดียวกันที่สะดวกปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมาก (Russell Heng Hiang Khng, 2001, p.92.)

                  ในประเทศพม่า การแสดงพฤติกรรมโฮโมเซ็กช่วลถือว่าผิดกฎหมายและอาจถูกลงโทษจองจำนานถึง 10 ปีและต้องเสียเงินค่าปรับ   กลุ่มนักศึกษาพม่าที่เรียกตัวเองว่า All Burma Students' Democratic Front  พยายามต่อสู้และเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกกฎหมายดังกล่าว ในขณะที่กลุ่มเกย์ เลสเบี้ยน และสาวประเภทสองในพม่ารวมตัวกันแบบเงียบๆและลับๆในชื่อกลุ่ม Committee for Lesbigay Rights in Burma  ซึ่งก่อตั้งในปี 1996 โดย  อัง เมียว มิ้น  และมีที่ทำงานอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ของไทย    กลุ่มนี้จะสนับสนุนเกย์เลสเบี้ยนและสาวประเภทสองที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย มีการจัดกิจกรรมสันทนาการและพบปะกันระหว่างสมาชิก  กลุ่มนี้มีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า Rainbow Colors of Burma    เนื่องจากบรรยากาศทางการเมืองภายใต้เผด็จการทหาร ทำให้กลุ่มเกย์ เลสเบี้ยน และสาวประเภทสองไม่สามารถจัดตั้งเป็นองค์กรแบบเผิดเผยได้ รวมถึงไม่มีแหล่งรวมตัว เช่น บาร์หรือไนท์คลับของเกย์   คนกลุ่มนี้จึงเข้าร่วมกับองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนที่อยู่ต่างประเทศเพื่อทำงานเชิงรณรงค์ด้านสิทธิ

                  ในประเทศกัมพูชาไม่มีกฎหมายลงโทษบุคคลที่เป็นโฮโมเซ็กช่วล   พฤติกรรมข้ามเพศรู้จักในนาม “กะเทย” ซึ่งแบ่งเป็นกะเทยผมสั้น (sak klay) หมายถึงผู้ชายที่มีเซ็กส์กับผู้ชาย  และสามารถแต่งงานอยู่กินกับผู้หญิงได้   และกะเทยผมยาว (sak veng) หรือเรียกว่า srei sros หมายถึง ผู้ชายที่แสดงกิริยาท่าทางและแต่งตัวเป็นผู้หญิง  ทั้งนี้ วิธีคิดเรื่องเพศของชาวกัมพูชาจะสนใจการแสดงความเป็นหญิง (charek srei) และความเป็นชาย (charek pros) มากกว่าสนใจเรื่องอารมณ์ทางเพศ (CCHR,2010)  กะเทยผมยาวจะไม่ชอบให้คนอื่นเรียกเขาว่า khteuy  เพราะเป็นการดูถูก     กะเทยผมยาวจะแสดงตัวอย่างเปิดเผยแต่ไม่ได้รับการยอมรับในสังคม กะเทยผมยาวบางคนอาจถูกผู้ชายทำร้ายร่างกายหรือถูกข่มขืน    ปัจจุบันนี้ รัฐบาลกัมพูชายอมให้มีการเปิดบาร์เกย์ในเมืองท่องเที่ยวเช่นเสียมเรียบ เพราะคิดว่าธุรกิจเกี่ยวกับเกย์สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศ  ในปี 2011 กระทรวงการท่องเที่ยวของกัมพูชาก็เริ่มเปิดตลาดในกลุ่มเกย์มากขึ้น   ทำให้บริษัทท่องเที่ยวจำนวนมากจัดโปรแกรมเพื่อดึงนักท่องเที่ยวเกย์ต่างชาติให้เดินทางมากัมพูชา   ในขณะเดียวกันก็มีองค์กรเกย์ที่ออกมารณรงค์เรื่องสิทธิของเกย์เลสเบี้ยน ได้แก่ กลุ่ม Cambodia GLBT Pride, Rainbow Community Kampuchea, RoCK, และ M Style ซึ่งมีบทบาทในการจัดการเดินพาเหรดเกย์ครั้งแรกในกัมพูชาในปี 2003 แต่จัดต่อเนื่องทุกๆปี    กลุ่ม RoCK เป็นกลุ่มที่เคลื่อนไหวเรื่องสิทธิของเกย์ เลสเบี้ยนและคนข้ามเพศที่ชัดเจนที่สุดในกัมพูชา ในปี 2004 กษัตริย์นโรดม สีหนุ แสดงความคิดเห็นว่าการแต่งงานของคนรักเพศเดียวกันเป็นสิ่งที่น่าส่งเสริม เพราะพระองค์เชื่อว่าพระเจ้าสร้างโฮโมเซ็กช่วลให้เท่าเทียมกับผู้ชายและผู้หญิง

                  ในประเทศลาว ไม่มีกฎหมายลงโทษพฤติกรรมโฮโมเซ็กช่วล เช่นเดียวกับไม่มีการจัดตั้งองค์กรของเกย์เลสเบี้ยนและสาวประเภทสอง รวมถึงไม่มีสถานบันเทิงเช่นบาร์หรือไนท์คลับที่เป็นเกย์และเลสเบี้ยน    ปัจจุบัน บุคคลที่เป็นคนข้ามเพศและรักเพศเดียวกันในลาวสามารถพบเห็นได้ในเวียงจันทน์ คนเหล่านี้จะมีที่นัดพบกันในพื้นที่สาธารณะ เช่น สวนสาธารณะริมแม่น้ำ ลานน้ำพุ  ตลอดจนดิสโก้เธคของชายหญิง  อย่างไรก็ตาม เกย์และเลสเบี้ยนในลาวยังไม่เปิดเผยตัวมากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับสาวประเภทสอง  ในการศึกษาของ Doussantousse และ Keovongchith (2004) อธิบายว่าผู้ชายที่มีพฤติกรรมเหมือนหญิง หรือ “กะเทย” จะทำงานเกี่ยวกับความสวยงาม เช่น ช่างทำผม ช่างแต่งหน้า รวมถึงทำงานขายบริการทางเพศให้กับผู้ชายลาวและนักท่องเที่ยวต่างชาติ กลุ่มกะเทยนี้จะรวมตัวกันเพื่อสร้างสังคมของตัวเอง คล้ายๆกับกะเทยในประเทศไทย   ปัจจุบันองค์กรที่ทำงานด้านเอดส์ได้เข้าไปศึกษาชีวิตทางเพศของคนกลุ่มนี้เพื่อที่จะให้ความรู้เกี่ยวกับโรคเอดส์และการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยในกลุ่มกะเทย  ซึ่งทำให้เห็นอัตลักษณ์และการแสดงออกทางสังคมของกะเทยและเกย์ในลาวมากขึ้น   ในสังคมลาวมีการแยกประเภทกะเทยเป็น 2 แบบ เช่นเดียวกับกัมพูชา คือกะเทยผมสั้น หมายถึง ผู้ชายที่แสดงออกแบบชายแต่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชาย และกะเทยผมยาว หมายถึงผู้ชายที่แสดงออกและแต่งตัวเป็นหญิง และมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชาย

                  ในประเทศเวียดนาม ไม่มีข้อห้ามหรือกฎหมายที่เอาผิดบุคคลที่มีพฤติกรรมโฮโมเซ็กช่วล  แต่ในทางวัฒนธรรม ชาวเวียดนามถูกสอนให้เชื่อในลัทธิขงจื้อที่ยึดมั่นในความเป็นชายหญิง   รัฐบาลคอมมิวนิสต์ของเวียดนามจึงมีท่าทีปฏิเสธพฤติกรรมข้ามเพศและรักเพศเดียวกัน ตัวอย่างเช่น ในปี 2002 รัฐบาลได้สร้างโฆษณาที่ต่อต้านโฮโมเซ็กช่วลโดยระบุว่าเป็น “ปีศาจของสังคม” เช่นเดียวกับการเป็นโสเภณี นักเล่นพนัน และคนค้ายาเสพติด  นอกจากนั้น สื่อกระแสหลักก็ออกมาประณามว่าเกย์เป็นโรคร้ายของสังคม หรือเป็นพฤติกรรมเบี่ยงเบน    ผลที่ตามมาก็คือ เกิดการปราบปรามผู้ที่มีพฤติกรรมรักเพศเดียวกัน ครบอครัวของชาวเวียดนามก็ไม่ต้องการให้ลูกหลานของตนเป็นคนรักเพศเดียวกัน     อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันเกิดธุรกิจและสถานประกอบการของเกย์ในเมืองโฮจิมินฮ์ และฮานอย เนื่องจากการเติบโตของการท่องเที่ยวในช่วงทศวรรษ 2000   รวมทั้งคนรุ่นใหม่ในเวียดนามยอมรับบุคคลที่เป็นเกย์ เลสเบี้ยนและสาวประเภทสองมากขึ้น

         ในประเทศไทย รัฐไม่ได้ควบคุมหรือมีกฎหมายลงโทษผู้ที่มีพฤติกรรมโฮโมเซ็กช่วล ยกเว้นในช่วงเวลาสั้นเมื่อรัชกาลที่ 5จัดทำประมวลกฎหมายลักษณะอาญา พ.ศ.2452 ได้นำเอาความคิดตะวันตกมาใช้กับสังคมไทยโดยลอกกฎหมายโซโดมีที่ลงโทษโฮโมเซ็กช่วลมาใส่ไว้ในกฎหมายไทย แต่ระบุโทษไม่รุนแรงเท่าตะวันตก โดยกำหนดโทษผู้ที่กระทำชำเราผิดมนุษย์ จำคุกตั้งแต่ 3เดือนถึง 3 ปี และปรับตั้งแต่ 50 บาทถึง 500 บาท แต่กฎหมายนี้ยกเลิกไปในปี 2499 หลังจากนั้นมาผู้ที่มีพฤติกรรมข้ามเพศและรักเพศเดียวกันก็ค่อยๆปรากฎตัวในพื้นที่สาธารณะ  อย่างไรก็ตามพฤติกรรมข้ามเพศหรือกะเทยมีอยู่ในสังคมไทยมานานแล้ว แต่การแสดงอัตลักษณ์เกย์สมัยใหม่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ1960-1970  เห็นได้จากการเกิดขึ้นของบาร์เกย์ในกรุงเทพฯ และในคอลัมน์ของโก้ปากน้ำที่ตอบจดหมายให้กับกะเทยและคนรักเพศเดียวกัน          จนถึงทศวรรษ 1980 นิตยสารมิถุนาได้ตั้งกลุ่มชื่อมิถุนาคลับเพื่อให้เกย์ไทยได้มาทำกิจกรรมทางสังคม และกิจกรรมแรกเกิดขึ้นในปี 2528 ในช่วงเวลาเดียวกันนี้เกิดกลุ่มหญิงรักหญิงชื่ออัญจารี จัดตั้งในปี 2529 (Sinnott, 2011, p.207.) ได้รวมตัวกันเพื่อรณรงค์เรื่องสิทธิของคนรักเพศเดียวกัน ซึ่งถือเป็นกลุ่มแรกที่ทำงานเคลื่อนไหวทางสังคม    ต่อมาในปี 2532  นที ธีระโรจนพงษ์ ได้สร้างกลุ่มละครเส้นสีขาวและตั้งกลุ่มภราดรภาพยับยั้งโรคเอดส์แห่งประเทศไทย เพื่อให้ความรู้โรคเอดส์ในสถานประกอบการของชาวเกย์

                  ในปี 2542 กลุ่มเกย์ในย่านสีลมรวมตัวกันจัดงานพาเหรดครั้งแรก ภายใต้ชื่อ Bangkok Gay Festival ในปีเดียวกันนี้กมลเศรษฐ์ เก่งการเรือก็ร่วมมือกับเพื่อนๆตั้งกลุ่มเส้นทางสายรุ้ง ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นสมาคมฟ้าสีรุ้ง  และในปี 2545 มีการตั้งองค์กรบางกอกเรนโบว์ ทั้งสององค์กรนี้ทำงานรณรงค์ให้ความรู้โรคเอดส์ในชุมชนเกย์ รวมทั้งทำงานในประเด็นเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของเกย์ กะเทย เลสเบี้ยน  และส่งเสริมให้สื่อนำเสนอภาพลักษณ์เชิงบวกแก่คนกลุ่มนี้  ส่วนกลุ่มสาวประเภทสองมีการรวมตัวกันตั้งเครือข่ายเพื่อนกะเทยไทยและมีการตั้งสมาคมสตรีข้ามเพศแห่งประเทศไทยในปี 2553   เนื่องจากปัญหาของกะเทยค่อนข้างชัดเจนกว่าเกย์และเลสเบี้ยน ตัวอย่างเช่น เมื่อกะเทยไปคัดเลือกเข้ารับราชการทหาร พวกเธอจะถูกตรวจร่างกายและถูกจัดให้อยู่ประเภท “โรคจิตถาวร”  ซึ่งจะเขียนไว้ใน สด.43 และเมื่อกะเทยไปสมัครงานและยื่นหลักฐานเกณฑ์ทหารนี้ พวกเธอก็จะถูกมองว่าเป็นคนป่วยทางจิต     ปัญหานี้ทำให้กะเทยออกมาต่อสู้เพื่อให้เปลี่ยนคำเรียก และได้รับชัยชนะในปี 2554 เมื่อศาลพิจารณาว่ากะเทยมิใช่ผู้ป่วยทางจิต และการระบุว่ากะเทยเป็นโรคจิตถาวรถือเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์  และสั่งให้กระทรวงกลาโหมเปลี่ยนคำใหม่ที่เหมาะสม โดยกลุ่มกะเทยเสนอให้ใช้คำว่า “เพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด”

                  นอกจากนั้น ในปี 2554 เกิดกลุ่มหญิงรักหญิง ชื่อ กัลยาสโมสร เพื่อทำงานส่งเสริมคุณภาพชีวิตของเลสเบี้ยน ทอมดี้     ในขณะที่ เครือข่ายความหลากหลายทางเพศได้รวมตัวกันเพื่อสนับสนุนการตั้งมูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ ซึ่งจะขับเคลื่อนเรื่องกฎหมายและสวัสดิการของคนข้ามเพศและคนรักเพศเดียวกัน ปัจจุบันองค์กรที่ทำงานในประเด็นเกย์ เลสเบี้ยนและสาวประเภทสองในประเทศไทยมีประมาณ 20 แห่ง แต่ส่วนใหญ่จะได้รับงบประมาณจากโครงการเกี่ยวกับเอชไอวี/เอดส์และสุขภาวะทางเพศ  การศึกษาของแจ็คสัน (1995) และนฤพนธ์(2553) ชี้ให้เห็นว่าการเกิดขึ้นของอัตลักษณ์เกย์ในสังคมไทยอาศัยพื้นที่วัฒนธรรมบริโภคที่ช่วยให้ผู้ชายที่รักเพศเดียวกันสามารถแสดงตัวตนทางเพศของตนเอง เช่น ในบาร์ ผับ ดิสโก้เธค ซาวน่า ฯลฯ แต่เมื่ออยู่ในพื้นที่สาธารณะเกย์ไทยจะแสดงบทบาทผู้ชายตามที่สังคมคาดหวัง สิ่งนี้ทำให้การเคลื่อนไหวทางสังคมของเกย์ไทยต่างไปจากตะวันตก เพราะไม่ได้ต่อสู้กับรัฐหรือแก้กฎหมายที่ลงโทษโฮโมเซ็กช่วล แต่เป็นการต่อสู้เพื่อให้มี “พื้นที่” ในการแสดงออกทางสังคมและวัฒนธรรม และทำให้สังคมยอมรับในพื้นที่สาธารณะ  นฤพนธ์(2553) ได้ชี้ให้เห็นว่าในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาการเคลื่อนไหวของเกย์ไทยสะท้อนภาพชีวิตสองด้านระหว่างการเป็นเกย์กับการเป็นผู้ชาย และกลุ่มและองค์กรเกย์ต่างๆออกมาเคลื่อนไหวโดยอาศัยพื้นที่ทางวัฒนธรรม เช่น พาเหรด ค่ายทักษะชีวิต และการสร้างสื่อชนิดต่างๆ เพื่อที่จะทำให้สังคมมองเห็นความรู้ความสามารถของเกย์และยอมรับเกย์ในชีวิตประจำวัน สิ่งนี้สะท้อนว่า “การปรากฎตัวในพื้นที่สาธารณะ” เป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับเกย์ กะเทย และเลสเบี้ยน

                  ในประเด็นเกี่ยวกับหญิงรักหญิง การศึกษาของ Sinnott (2004,2008) ชี้ให้เห็นว่าหญิงรักหญิงในไทยนิยามตัวเองเป็นทอมกับดี้ ทอมหมายถึงผู้หญิงที่แสดงท่าทางเหมือนผู้ชายและแสดงความรักกับผู้หญิง  ส่วนดี้หมายถึงผู้หญิงที่แสดงความเป็นหญิงแต่สนใจเพศเดียวกัน ความสัมพันธ์ดังกล่าวนี้วางอยู่บนเรื่องเพศภาวะ หรือการแสดงบทบาทหญิงชายโดยทอมจะแสดงความเป็นชาย (ฝ่ายรุก) และดี้จะแสดงความเป็นหญิง(ฝ่ายรับ)  ความสัมพันธ์เหมือนกับคู่ชายหญิงที่เป็นรักต่างเพศ  ซินนอตต์อธิบายว่าสิ่งที่ทำให้คู่ทอมดี้ต่างไปก็คือ ทอมจะเป็นฝ่ายปรนเปรอความสุขทางเพศให้กับดี้ ซึ่งต่างจากชายไทยที่มีเซ็กส์กับผู้หญิงที่ไม่สนใจว่าผู้หญิงคนนั้นจะมีความสุขหรือถึงจุดสุดยอดหรือไม่    การศึกษานี้ทำให้เข้าใจว่าความสัมพันธ์ของทอมดี้จะมีการแสดงออกที่ต่างไปจากบรรทัดฐานรักต่างเพศแต่ยังคงอาศัยวิธีคิดเรื่องเพศภาวะชายหญิงเป็นที่อ้างอิงเพื่อที่จะต่อเติมความหมายใหม่ๆให้กับความสัมพันธ์แบบคนรักเพศเดียวกัน (Sinnott, 2008, p.143.) ความสัมพันธ์ของหญิงรักหญิงจึงให้ความสนใจต่ออารมณ์ความรู้สึกและเป็นเรื่องส่วนตัว ซึ่งต่างไปจากคู่สัมพันธ์ของเกย์และกะเทย

                  ความคับข้องใจของเกย์ กะเทย และเลสเบี้ยนในสังคมไทย เป็นผลผพวงมาจากการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดเรื่องเพศในช่วง 100ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ยุคสร้างรัฐไทยใหม่และอุมการณ์ชาตินิยมในช่วงรัชกาลที่ 6 เป็นต้นมา (Reynolds, 1999,p.262.) ถึงแม้ว่าไทยจะไม่ใช่อาณานิคมของตะวันตก แต่ผู้นำและราชวงศ์ไทยก็นำเอาความคิดตะวันตกมาใช้กับสังคมไทย หรือเป็นอาณานิคมทางความคิด ซึ่งนักวิชาการบางคนเรียกว่าเป็นกึ่งอาณานิคม(semicolonialism)  ความคิดเรื่องบทบาทชายหญิงจากตะวันตกจะเข้ามาครอบงำการแสดงออกทางเพศของคนไทย  เช่น การแต่งกายและการแสดงกิริยามารยาทที่เหมาะสมของหญิงชาย  เห็นได้ชัดเจนในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งต้องการสร้างชาติให้ทันสมัยเหมือนตะวันตก ในยุคนี้รัฐจะเข้ามาควบคุมร่างกายของพลเมือง เช่น ส่งเสริมการออกกำลังกาย บริหารร่างกาย เล่นกีฬา  และดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ผู้ชายต้องแสดงความเป็นชาย ผู้หญิงต้องแสดงความเป็นหญิง  มีการประกวดชายฉกรรจ์ (ชายงาม) และประกวดสาวงาม เป็นต้น นโยบายรัฐนิยมนี้แพร่ออกไปโดยหน่วยงานราชการและมีโรงเรียนเป็นผู้นำไปปฏิบัติ เช่น การจัดให้มีวิชาพลศึกษา ฯลฯ  นโยบายดังกล่าวส่งผลต่อการเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องร่างกายและความเป็นชายและหญิงของคนไทย  ชายไทยหลายคนเลิกสักลายตามร่างกายเพราะถูกมองว่าล้าสมัย  และเปลี่ยนไปนิยมร่างกายที่สะอาดเกลี้ยงเกลาเพราะเชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์ของการมีสุขภาพที่ดี    ทั้งนี้วัฒนธรรมบริหารร่างกาย หรือ Physical Culture เป็นวัฒนธรรมตะวันตกที่แพร่หลายมากในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 และมีการประกวดผู้ชายที่มีกล้ามเนื้อแข็งแรง และสมส่วน  วัฒนธรรมการประกวดชายงามและหญิงงามจึงแพร่หลายในช่วงสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม  นอกจากนั้นหญิงชายไทยหันมาแต่งกายและไว้ผมตามแบบตะวันตกเพื่อที่จะทำให้ตนเองดูทันสมัย  การแต่งกายแบบเดิมจะถูกมองว่าไม่มีอารยะ เช่น การนุ่งโจงกระเบนและใช้ผ้าคาดอก   (ก้องสกล กวินรวีกุลฒ,2545)   ทั้งนี้รัฐพยายามรณรงค์และโฆษณาให้คนไทยแต่งกายถูกต้องเพื่อสร้างวัฒนธรรมชาติ การจัดระเบียบหญิงชายยังรวมไปถึงการใช้คำสรรพนามและคำสำหรับผู้หญิงผู้ชาย เช่น ผู้ชายต้องเรียกตัวเองว่า “ผม” และลงท้ายประโยคด้วย “ครับ”  ผู้หญิง เรียกตัวเองว่า “ฉัน” และลงท้ายประโยคด้วย “ค่ะ” เช่นเดียวกับวางกฎเกณฑ์ในการตั้งชื่อว่าชายหญิงจะต้องตั้งชื่อให้ต่างกันเพื่อบ่งบอกความเป็นเพศชายเพศหญิง 

                  จะเห็นว่ารัฐไทยสมัยใหม่แยกเพศชายและหญิงออกจากกันอย่างเด็ดขาด และ ไม่สนใจร่างกายของคนข้ามเพศหรือรักเพศเดียวกัน เพราะมองว่าเป็นร่างกายที่ไม่ใช่ผู้ชายและผู้หญิง ทำให้บุคคลที่เป็นกะเทยเริ่มกลายเป็น “คนประหลาด” หรือ “ตัวตลก” เป็นร่างที่ไม่มีระเบียบวินัยและไม่ส่งเสริมภาพลักษณ์การเป็นพลเมืองในอุดมคติ  เห็นได้จากพระราชกฤษฎีกากำหนดวัฒนธรรมทางศิลปกรรมเกี่ยวกับการแสดงละคร พ.ศ.2485 ซึ่งให้ผู้แสดงลิเกต้องเป็นผู้ชายผู้หญิงแท้ ห้ามมิให้ผู้ชายแสดงเป็นหญิง และผู้หญิงแสดงเป็นชาย  กฎเกณฑ์นี้สะท้อนวิธีคิดเรื่องเพศในยุครัฐนิยมที่กีดกันและห้ามการแสดงพฤติกรรมข้ามเพศ ทั้งในพื้นที่ชีวิตประจำวันและพื้นที่การแสดง

 

 

<<< หน้าก่อนนี้ (หน้า 4) หน้าถัดไป (หน้า 6) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา






จำไว้ตลอด






ปลั๊กกิโกะ
(ปลั๊กกิโกะ)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 1,789 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 1 ปี
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 50 ดวง

โหวตเพิ่มดาว

Blog อื่น ๆ ของผู้เขียน