วิญญาณศึกษา Spirits education : วิจัยจิตวิญญาณ มิติลี้ลับจากภาพถ่าย ฅนค้นผี (การค้นคว้าทางวิญญาณ บนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์) | วิชาการ.คอม

วิญญาณศึกษา Spirits education : วิจัยจิตวิญญาณ มิติลี้ลับจากภาพถ่าย ฅนค้นผี

การวิจัย จิต วิญญาณเชิงวิทยาศาสตร์:พิสูจน์ ภูติ ผี เทวดา พญานาค มนุษย์ต่างดาว ตำนานลี้ลับ ฯลฯ จากภาพถ่าย ...ความจริงของมิติวิญญาณ ที่มนุษย์โลก ไม่ควรพลาด...Human Find Ghost
ผู้เขียน: ยรรยง สินธุ์งาม ชมแล้ว: 410,609 ครั้ง
post ครั้งแรก: Tue 16 January 2007, 5:03 pm ปรับปรุงล่าสุด: Tue 21 May 2013, 1:07 pm
อยู่ในส่วน: ไม่ได้ระบุว่าให้อยู่ห้องใด
สารบัญ
1-20 | 21-40 | 41-60 | 61-80 | 81-86


หน้าที่ 3 - การค้นคว้าทางวิญญาณ บนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์

ผู้วิจัย  ยรรยง สินธุ์งาม  (ยรรยง ฅนค้นผี)

         การค้นคว้าทางวิญญาณ บนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์

          การศึกษาเกี่ยวกับวิญญาณ ของผม เป็นไป ในเชิงวิทยาศาสตร์ หมายถึง เพื่อค้นหาความจริง เกี่ยวกับ วิญญาณ ในปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ทำการศึกษาทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง เก็บข้อมูล วิเคราะห์ แล้ว สังเคราะห์องค์ความรู้ ขึ้นมาเพื่อ อธิบาย ปรากฏการณ์ที่ได้พบเห็น 

          ประโยชน์ของการศึกษา เรื่องวิญญาณ 
               1.เพื่อตอบคำถาม หรือ พิสูจน์ว่า ผีหรือวิญญาณ มีอยู่ จริง
               2.เพื่อตอบคำถามหรือพิสูจน์ว่า ภพ ต่างๆ(แหล่งที่อยู่ของ วิญญาณ) อาทิ นรก สวรรค์ พรหม นิพพาน ที่กล่าวไว้ใน พระไตรปิฎก มีอยู่จริง 
               3.เพื่อตอบคำถามว่า ทำไมเราต้องทำความดี 
           

          อุปกรณ์ ที่ใช้ในการศึกษา คือ กล้องถ่ายภาพ
               เริ่มใช้มาตั้งแต่กล้องบ๊อก อัตโนมัติ ราคาไม่ถึงพัน ใช้ฟิล์ม ยี่ห้อตามท้องตลาด ซึ่งจับภาพได้ แต่ไม่สามารถแสดงผลให้เห็นในทันที ต้องไปเข้าร้านถ่ายรูป ล้าง แล้วอัดออกมา รูปไหนที่ติดวิญญาณ ก็นำฟิล์มไปอัดขยายอีกที

              เริ่มศึกษาเรื่องนี้ตั้งแต่ ปี 2528 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน และ ในวันนี้ (7 ก.ค.2552 อาสาฬหบูชาพรุ่งนี้เข้าพรรษา) เป็นครั้งแรกที่ ทำการเผยแพร่ทางเน็ต 

          การเล่าครั้งนี้ ยังไม่ได้ถูกเรียบเรียงหรือขัดเกลา ภาษาที่ใช้อาจจะไม่สละสลวย แต่ให้เข้าใจ มุ่งไปที่ข้อมูลที่ค้นพบ  ในครั้งนั้นการถ่ายภาพเป็นเรื่องอะไรที่ยุ่งยาก และต้องมีค่าใช้จ่ายเยอะ ไหนจะซื้อฟิล์ม ซื้อถ่าน ค่าล้างอัด ค่าเดินทางไปร้านถ่ายรูป ต้องรอเป็นวันๆ บางครั้ง 3 ถึง 4 วัน ก็มี 
   
          เหตุผลที่ใช้กล้องฟิล์ม มาสิบกว่าปี มี 2 เหตุผล
1.เพื่อพิสูจน์ว่า ภาพที่เราถ่ายได้ ไม่ได้เกิดจากการใช้เทคนิคตัดต่อ หรือสร้างภาพ เพราะมีฟิล์ม เป็นหลักฐาน  
2.เมื่อขยายภาพใหญ่ๆ แล้วภาพไม่แตก

          ต่อมาเทคโนโลยีดิจิตอล เจริญขึ้น ได้ลองเปรียบเทียบภาพที่ได้จากกล้องดิจิตอล กับ กล้องฟิล์ม ปรากฏว่าได้ภาพเหมือนกัน จึงมีความเชื่อมั่นใน ประสิทธิภาพของกล้องดิจิตอล เมื่อ คอมพิวเตอร์เจริญขึ้นการใช้งานของกล้องร่วมกับคอมพิวเตอร์ยิ่งสะดวกขึ้น เสมือนกับเรามีห้องแล็ปถ่ายรูปเล็กๆอยู่ที่บ้าน

          เพิ่งตัดสินใจใช้กล้องดิจิตอล เป็นเครื่องมือในการศึกษา เมื่อ ปี 2549 ด้วยเหตุผล
               1.เมื่อถ่ายภาพเสร็จเราดูภาพได้ทันที
               2.ประหยัดต้นทุนการซื้อฟิล์ม ลงทุนครั้งแรกเฉพาะ เมโมรี่การ์ด  ถ่าน ชาร์จ  แท่นชาร์จ  
               3.แก้ปัญหาเรื่องภาพแตก เมื่อขยายภาพใหญ่ โดยใช้กล้องที่มีความละเอียดหลายล้านพิกเซล

          สถานที่ในการถ่ายภาพ

              ไปทุกที่ไม่มีข้อจำกัด ทั้งกลางวัน กลางคืน แดดออก ลมพัด  ฝนตก  ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง ทั้งในที่ชุมชน งานพิธี ป่าเขา แหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติ น้ำตก ทะเล แม่น้ำ วัด ป่าช้า สุสาน หน้าห้างสรรพสินค้า  ตลาด ฯลฯ  ซึ่งก็ได้ภาพวิญญาณที่แตกต่างกัน ออกไป แต่บนความแตกต่าง ก็มีลักษณะร่วม ที่เหมือนกัน  
 
        วิญญาณเป็นพลังงานรูปหนึ่ง ที่มีคลื่นความถี่เฉพาะ พอกล่าวถึงความถี่ อาจเข้าใจว่า เป็นคลื่นเหรอ  ขอกล่าวในที่นี้ว่าเป็น พลังงาน ความแตกต่างของสี และแถบสี(Spectrum) เป็นตัวบ่งชี้ว่า มีความถี่แตกต่างกัน  วิญญาณ มีลักษณะเป็น ดวงทรงกลม โปร่งใส มีหลายสี ขาวขุ่น ขาวใส เทา ดำ ส้ม แดง ชมพู ม่วง น้ำเงิน เหลือง ทอง เงิน เขียว น้ำตาล   
        วิญญาณเป็นคำ กลางๆ ที่ใช้เรียก หน่วยพลังงานที่ออกจากร่าง กายหยาบ เช่น ร่างสัตว์ ร่างมนุษย์  ร่างละเอียดก็เช่น ร่างของเปรต อสุรกาย สัตว์นรก  ร่างทิพย์ ก็เป็นบรรดา เทวดา นางฟ้า ชั้นต่างๆ รวมไปถึงชั้น พรหม  ร่างอมตะก็คือ ผู้ที่อยู่ภพนิพพาน

        วันนี้ขอยุติแค่นี้ก่อน ครับ  

... 8 ก.ค. 52  วันเข้าพรรษา ...


     สัตว์โลกอย่างพวกเรา มีภพภูมิ อยู่ได้ในหลายมิติ มิติที่ว่า ไม่ใช่เฉพาะ กว้าง ยาว หนา ที่เรียกมิติก็เพื่อเป็นคำแยก ให้รู้ว่าอยู่คนละที่กัน อาจจะทับซ้อน อยู่คู่ขนาน อยู่เป็นชั้นๆ หรือแทรกกันอยู่ ก็ให้เข้าใจว่าเป็นคนละมิติ

    เห็นกันได้ คาบเกี่ยวกันได้ ตามโอกาสที่เหมาะสม เมื่อมีการปรับคลื่น ความถี่ ของพลังงานทางจิต-วิญญาณ ที่เหมาะสมจนเกิดสภาวะเช่นนั้น 

    อาทิ คนสัมผัสกับคลื่นพลังของผู้ที่ตายไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็น การเห็นด้วยตา ได้กลิ่นธูป-เครื่องหอม ได้ยินเสียง กุกกัก พูดคุย หรือ มีอะไรมาสัมผัสร่างกาย  ไปจนถึง การเข้าสิง ประทับทรง  หรือลักษณะอื่นๆ  ทั้งหมดทั้งมวล 

    การมาปรากฎให้เห็น หรือ การที่เราสัมผัสได้เอง มีข้อแตกต่างกันในเรื่องของการใช้พลัง การที่ผู้มีกายหยาบอย่างคนเรา จะสัมผัสได้เอง ผู้นั้นต้องเคยผ่านการฝึกให้เป็นผู้มีพลัง ในลักษณะนั้น แม้บางคนในปัจจุบัน เขาอาจจะไม่ได้ฝึกฝนอะไรมาเลย กลับมีพลังลักษณะนั้น ซึ่งก็จะเกิดความประหลาด คนทั่วไปก็จะบอกว่า มีพลังพิเศษ  ส่งผลให้คนอื่น หรือแม้แต่ตัวเขาเอง มองว่า เป็น "ผู้วิเศษ" แท้ที่จริงแล้ว เป็นพลังงาน ธรรมดา ที่เกิดจากการสั่งสมฝึกฝนมาในภพชาติอดีต ยังไม่ลืม จึงกลับนำมาใช้ได้อีก

   แต่ก็ไม่มีประสิทธิภาพ เท่ากับเมื่อครั้งที่มีร่างกายละเอียด หรือร่างกายทิพย์  แล้วถ้าอดีตไม่ได้สั่งสมไว้ ชาตินี้อยากมีพลังอย่างนั้นบ้างจะได้ไหม ตอบ ว่าได้ครับ ก็ทำการฝึกฝน จิต ตามวิธีการ หลากหลาย ที่ครูอาจารย์หลายท่านได้ถ่ายทอดเอาไว้

   ถ้าใช้วิธีฝึกจิต ตามแบบอย่างทางศาสนาพุทธ ล่ะ ก็ได้ครับ แต่ต้องเข้าใจว่า พุทธศาสนา สอนให้ฝึกพลัง เพื่อการหลุดพ้น ไม่ได้ฝึกเพื่อสะสมกิเลส ฉะนั้น ผู้ที่มีจิตครอบงำโดยกิเลสอย่างหนาแน่น จะไม่ประสบผลดั่งใจที่ต้องการ ในที่นี้จะไม่ขอเสนอแนะวิธีฝึกไว้ เพราะจะทำให้ผู้ที่มาอ่านงานเขียนนี้เข้า เกิดความอยาก เป็นการเพิ่มตัณหาเข้าไปอีก

   ในกรณีที่ ผู้อยู่ในมิติละเอียดมาปรากฎหรือสัมผัส ให้ผู้อยู่มิติที่หยาบกว่า ได้เห็น เช่น วิญญาณผู้มีบุญ(เทวดา) มาปรากฎให้เห็น มาเข้าฝัน(เรียกว่านิมิตร) นั่นเป็นเพราะผู้อยู่มิติละเอียด เป็นผู้ใช้พลังงาน ของตน เพื่อติดต่อ หรือสัมผัส ซึ่งคือข้อแตกต่างกัน  ยังมีอีกประการหนึ่งคือ ทั้งสองฝ่ายต่างเป็นผู้มีพลัง ก็เป็นการง่ายในการเชื่อมต่อ เปรียบ ดั่ง คนนี้ก็มี โทรศัพท์มือถือ อีกคนหนึ่งก็มี ทั้งสองฝ่าย ก็สามารถติดต่อกันได้สะดวกขึ้น 

    ในช่วงต้น ที่กล่าวว่า มีหลายมิติ หมายถึงว่า ใน จักรวาล โดยแท้จริง ไม่ใช่เฉพาะที่พูดถึง ระบบดวงดาว กาแล็กซี่ โน้น กาแล็กซี่นี้ แต่ต้องนับรวม มิติต่างๆนี้ด้วย เพราะนี่เป็นสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ไม่ใช่ว่า มนุษย์เราเป็นผู้กำหนด ขอบเขตของความรู้ ในส่วนที่ตนไม่มีข้อมูล หรือค้นยังไม่พบ ก็เป็นความรู้ เช่นกัน

   นี่ผมเองก็ค้นคว้า จากพระไตรปิฎก นำมา สังเคราะห์ และนำเรียนไว้ ณ ที่นี้ ขอไล่เรียงจาก ระดับมิติที่มีค่าพลังสูง ลงไปหา พลังงานต่ำ ซึ่งผมยังไม่อาจคาดเกณฑ์ ออกมาเป็น จำนวนตัวเลข เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นเป็นรูปธรรม ได้อย่างชัดเจน ก็คงรอให้นักค้นคว้าท่านอื่นได้เติมเต็ม กันในโอกาสต่อไป เพราะมิติค่าพลังงานที่สูง ที่กล่าวถึง คือความละเอียดของจิต-วิญญาณ  

ก็เริ่ม ตั้งแต่ 1.มิตินิพพาน 
               2.พรหมโลก 
               3.มิติสวรรค์หรือเทวโลก 
               4.มิติโลกมนุษย์  
               5.มิติสัตว์เดรรัจฉาน 
               6.มิตินรก   

    จะเห็นว่า มิติมนุษย์โลกกับมิติสัตว์เดรรัจฉาน มองเห็นสัมผัสกันได้อย่างชัดเจน มีถิ่นที่อยู่ทับซ้อนกัน ส่งผลกระทบต่อกัน อย่างเป็นรูปธรรม ใน 6 มิติ ดังกล่าว เป็นที่อยู่ของ วิญญาณ ทั้งนั้น

    มิตินิพพาน ก็เป็นที่อยู่ของ วิญญาณ ผู้ที่หมดสิ้นจากกิเลสตัณหา อาทิ พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ 

    มิติพรหมโลก ก็เป็นที่อยู่ของวิญญาณระดับพรหม ทั้งพรหมที่ไม่มีรูป และพรหมที่มีรูป ในโอกาสที่เหมาะสม ผมจะเอารูปถ่าย วิญญาณ ระดับพรหม ที่ถ่ายได้ มาลงเผยแพร่ ให้ได้ดูกัน ก็คงจะได้รับการวิพากษ์จากผู้อ่านพอสมควร จึงมีข้อเสนอว่า ให้ใช้ หลักกาลามสูตร ในการจะเชื่ออะไรสักอย่าง เหมือนอย่างที่ผมทำ ลงมือค้นด้วยตัวเอง จนเกิดการยอมรับของ ผู้เป็นวิญญาณ ถึงความตั้งใจ ใส่ใจ และจริงใจ ต้องขอกราบเรียนไว้ ณ ที่นี้ การเผยแพร่ครั้งนี้เป็นเพราะการรบเร้า ของผู้ที่ปรากฎอยู่ในภาพถ่าย เขาบอกว่า

อุตสาห์มาให้ถ่ายแล้ว ยังไม่เอาไปเผยแพร่อีก แบบนี้ก็แย่สิ รอคอยมาหลายพันปี นานๆจะมี คน(บ้าๆ.. ผมเติมเอา)อย่างนี้ซักที  ผมจึงได้ค่อยๆเขียน ทั้งที่เคยรับปากพวกเขาว่า จะเผยแพร่ตั้งแต่ปี 51 

ลักษณะสังเกตว่าผู้ใดน่าจะมีจิต อยู่ระดับพรหม สังเกต ที่ คุณธรรมประจำใจ ดังที่ พระพุทธเจ้าท่าน ว่าไว้ คือ พรหมวิหาร 4 คือ มีเมตตา กรุณา มุฑิตา และอุเบกขา อยู่เป็นพื้นฐานของจิตใจ มนุษย์ผู้ใด อยู่ในวิหารธรรมนี้เป็น สันดาน พยากรณ์ได้ว่า มีวิญญาณอยู่ในระดับพรหม ครับผม 


   มิติเทวโลก ก็เป็นที่อยู่ของวิญญาณระดับเทวดา ภาพเทวดาผมมีเยอะนะ อาจจะครบ ทั้ง 6 ชั้น ก็เป็นได้ ให้ผมไปสอบถาม ถกกับ ผู้หยั่งรู้ ของโลกวิญญาณ อีกซักระยะ แล้วจะนำ มาออกอากาศ อีกที 
    
ผู้หยั่งรู้ ประทับทรง อยู่ในชุดขาว 
ขอกล่าวถึง ผู้หยั่งรู้ ท่านนี้ซํกหน่อย ท่านเป็น วิญญาณ นะ แต่มาทำบุญ โดยการประทับทรง ร่างมนุษย์ เพื่อให้คำแนะนำ ช่วยเหลือมนุษย์ ผมต้องขออนุโมทนา ในการกระทำของ ท่านทั้งหลายเหล่านั้น ด้วย
ท่านไม่ได้ทำงานเพียงคนเดียว แต่เป็น คณะ และมีเครือข่าย สังเกตจาก เวลาคำถามใดที่ท่านตอบไม่ได้ ท่านก็จะใช้รหัสติดต่อ (ชาวบ้านเรียกท่องคาถา) กับผู้ที่อยู่ไกลออกไป เพื่อเรียก ข้อมูลมาใช้ตอบคำถาม  จากภาพที่ปรากฎตามกล้องของผม บ่งชี้ ว่า เป็นวิญญาณ ระดับ เทพ จากการสนทนาและวิเคราะห์พฤติกรรม ของสำนักงานท่าน น่าจะเป็น วิญญาณในระดับพรหม  

ท่านผู้นี้ ก็เป็นอีกผู้หนึ่ง ที่กระตุ้นให้ผม เผยแพร่เรื่องที่กำลังค้นคว้า ผมเคยโต้แย้ง ว่า อาจทำให้เกิดผลลบแก่ผู้ที่อ่าน ท่านก็แก้ว่า ผลดีก็มี มาลองใคร่ครวญดูก็เลย เห็นคล้อยตาม ก่อนหน้านี้ ประมาณกลางปี 51 อาจารย์ท่านหนึ่งก็มีส่วนกระตุ้นให้เกิดการเผยแพร่ เรื่องราว การศึกษาครั้งนี้ ขอเอ่ยนาม คือ ท่านรองศาสตราจารย์ ดร.สมาน อัศวภูมิ ประธานสาขาปริญญาเอกบริหารการศึกษา ม.ราชภัฎอุบลฯ   (ตำแหน่งทางวิชาการในขณะนั้นนะครับ) ที่ยกนามมาเอ่ย ไม่ใช่เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือของงานเขียน ของตน นะครับ อย่าเข้าใจเช่นนั้น ผมได้กล่าวไว้แล้ว ให้ถือ หลักความเชื่อกาลามสูตร 10  ดังที่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ ที่ผมยกมากล่าว เพื่อขอบพระคุณท่านเหล่านั้น ที่มีส่วนให้กำลังใจ เป็นแรงผลักดัน กระตุ้น ให้ผมทำงานชิ้นนี้ออกมา  

  รศ.ดร.สมาน อัศวภูมิ 
  


  มิติโลกมนุษย์ ก็เป็นที่อยู่ ของวิญญาณระดับมนุษย์ อยู่บนโลกที่เป็นดาวเคราะห์

  มิติเดรรัจฉาน เป็นที่อยู่ของวิญญาณระดับสัตว์เดรรัจฉาน อาศัยอยู่บนดาวเคราะห์เช่นกันกับมนุษย์

  มิตินรก  ก็เป็นที่อยู่ของวิญญาณระดับสัตว์นรก ภาพถ่ายนรก ที่ผมถ่ายได้ มีหลาย สิบภาพ ก็จะได้เผยแพร่ในโอกาสต่อไป ครับผม

วันนี้ขอยุติเพียงเท่านี้...สวัสดีครับ

  
.....วันที่ 11 ก.ค 2552 ... 

          ผมขอนำเสนอภาพนรกภูมิ ที่ติดค้างท่านไว้นะครับ  ผมถ่ายได้เมื่อ คืนวันวิสาขะบูชา ปี 2551 เวลา 6 ทุ่มกว่าๆ  บริเวณ หลังโรงพยาบาล แห่งหนึ่ง ในจังหวัดอุบลราชธานี วันนั้นผมขี่มอเตอร์ไซด์ ไปตระเวณถ่ายภาพ โดยลำพัง ไปหลายที่ เนื่องจาก วันนั้นเป็น วันวิสาขะบูชา รู้สึกว่า น่าจะได้ข้อมูลดีๆ  ก็น่าแปลก ก่อนหน้านั้น ไปแวะหลายที่ ไม่พบดวงวิญญาณ ดังเช่นเคย

        โดยส่วนตัวรู้สึกว่า ผิดปกติ ก็บ่นพึมพัม เบาๆกับตัวเอง ว่า "ไปไหนกันหมด น๊อ"  พอมาถึงบริเวณดังกล่าว จู่ๆ ฝนก็เทลงมาอย่างหนัก  ผมต้องหลบเข้าไปอยู่ใต้ตึก หลังโรงพยาบาลโดยฉับพลัน เมื่อไปไหนไม่ได้ ก็ถ่ายภาพซะเลย

        ปรากฎภาพวิญญาณ มาเยอะมาก ผมถ่ายหลายสิบภาพ ประมาณ 10 กว่านาที ฝนก็หยุด เมื่อไม่มีฝน มิติที่เราพบเมื่อกี้ ก็หายไป เมื่อได้ภาพมาแล้ว ก็มาวิเคราะห์ ค้นคว้าตำรามั่ง งานเขียนมั่ง ทั้งพระไตรปิฎก ประกอบกัน ทำให้กล้าสรุปว่า เป็น ภาพของ นรกภูมิ โดยแท้จริง ซึ่งแม้แต่ "ผู้หยั่งรู้ ของโลกวิญญาณ"  ก็ยอมรับว่า นั่นเป็นภาพถ่าย ของ มิตินรก ซึ่ง ผู้หยั่งรู้ ของโลกวิญญาณ ก็ทึ่ง ในความพิเศษ ของกล้อง

        ท่านได้เอ่ย นามของบุคคลหนึ่งขึ้นมาว่า "แม้แต่ เทพพนม เคยเอา กล้อง ออร่าร์ มาพิสูจน์ ก็ยังถ่ายไม่ได้ ปีที่แล้ว เคยไป ออกช่อง 11 "  (สอบถามลึกๆ เข้า คนนั้นก็คือ ศ.ดร.เทพพนม เมืองแมน กูรู ทางจิตวิญญาณ ของเมืองไทย นั่นเอง)  



          เอาเป็นว่า ไม่มีอะไรพิเศษหรอก ต้องขอบคุณ เทวดา ที่ท่านเอื้ออำนวยในการ ขยับมิติ นรก ให้ผมมีโอกาสบันทึกภาพ มาเผยแพร่ ต่อ ชาวโลก ในยุคดิจิตอล (ต่อไปคงเป็นยุคของแสง
 
               
 
   1.ภาพ วิญญาณ (ภาพดวงกลมใหญ่)  ท่ามกลางสายฝน

ภาพเดียวกับภาพที่ 1 ลงเส้นปะสีขาวเพื่อแสดงตำแหน่ง ตา และปาก เพื่อท่านจะได้เปรียบเทียบกับภาพบน ครับ




2. ภาพดวงวิญญาณสัตว์นรก(วงกลมดวงใหญ่ ที่เนื้อบางส่วนหายไป) ถูกผู้คุมวิญญาณ(ดวงเล็ก) เข้าไปกัดกินเนื้อ จะพบว่า มีจำนวนของผู้คุมวิญญาณ(วงกลมดวงเล็ก มีหน้า ตา อยู่ข้างใน) หลายสิบดวง ดังปรากฎ ตามภาพ


เป็นภาพเดียวกันกับภาพที่ 2 ภายในวงกลมสีแดง จะเห็นดวงวิญญาณผู้คุมวิญญาณ มีตา มีปาก ชัดเจน  ลูกศรสีขาวชี้ คือบริเวณที่เนื้อวิญญาณ
ขาดหายไป ถ้ากล้องจับภาพกายละเอียดได้ เราคงจะเห็นผู้คุมวิญญาณ อยู่ในร่าง กาปากเหล็ก หรือไม่ก็ สุนัขเขี้ยวยาว ที่กำลังไล่กัดกินร่างของสัตว์นรกตนนี้ 

 

ภาพนี้ตัดส่วนมาจากภาพใหญ่ เพื่อแสดงให้เห็น ว่าวิญญาณสัตว์นรกอีกดวง ก็กำลังถูกลงทัณฑ์ ลูกศรสีขาวชี้ คือ เหล่ายมฑูต หรือผู้คุมวิญญาณ
ลูกศรสีแดงชี้ คือบริเวณเนื้อวิญญาณที่ขาดหายไป จากการถูกไล่กัดกินของ ผู้คุมวิญญาณ  วิญญาณสัตว์นรกตนนี้ แสดงอาการตื่นกลัว รนราน อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งดูได้จากแววตา ที่เหลือกมอง หวาดระแวง  เห็นแล้วให้รู้สึกสังเวช  พวกเราๆท่านๆ อย่าให้มีสภาพการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับตนเองโดยเด็ดขาด อย่าทำชั่ว ครับ มุ่งทำความดี ลำบากหน่อยตอนที่เป็นคน ไม่เป็นไร  ถ้าไปพลาดท่าลงนรก ล่ะก็ ทุกข์ทรมาน แสนสาหัส จนกว่าจะหมดเวรหมดกรรม



 
 3.ภาพของ วิญญาณสัตว์นรก(วงกลมใหญ่) ถูกผู้คุมวิญญาณ(ดวงเล็ก) ใช้หอกเสียบ ภาพจุดกลมเล็กๆสะท้อนแสงสีขาว นั่นเป็นเม็ดฝน ครับ  สังเกตเห็น ผู้คุมวิญญาณ(ดวงเล็ก สี ออกเขียวๆ)บางดวงจะมีดวงตา ชัด เห็นทั้งตาดำ ตาขาว 


ภาพนี้ปรับแสง เพื่อให้เห็นรายละเอียดส่วนอื่น  ของดวงวิญญาณ หอก และผู้คุมวิญญาณ


ภาพนี้ ลูกศรสีแดง ชี้ ไปที่ด้ามหอก  จะเห็นได้ชัดว่า เป็นวัตถุรูปแท่ง ที่เสียบกับ ดวงวิญญาณ จริงๆ ไม่ใช่เพราะความผิดพลาดของกล้อง
                                              

  4.ภาพเต็มของ หนึ่งในผู้คุมวิญญาณ หรือ นายนิรบาล หรือ รู้จักกันในนาม ยมฑูต เทวดาประจำนรก ครับ จะเห็น ดวงตาดวงใหญ่ 2 ดวง ดวงตาเล็ก อีก 2 ดวง ซึ่งอยู่ระหว่าง ตาดวงใหญ่ทั้งสอง  มีจมูกเหมือนสิงโต 2 จมูก อยู่ใต้ตาดวงเล็ก (จมูกแต่ละอัน มีรู 2 รู  รวมแล้ว มีรูจมูก 4 รู)  มีฟัน มีเขี้ยว  ท่านดูในภาพอาจจะเห็นไม่ชัด แต่ภาพต้นฉบับ ชัด 

เป็นภาพเดียวกัน ที่ปรับแสง และลงจุดปะสีขาว ของตำแหน่งตา จมูก ปาก เพื่อให้ท่านเปรียบเทียบกับภาพบน
         เป็นไงบ้างครับ พอจะคุ้มค่ากับการเข้ามาอ่าน " คนค้นผี " ในเชิงวิทยาศาสตร์ รึยัง  ผมยังมีภาพของเทวดา ชั้น จาตุมหาราชิกา  ที่ท่านได้ดูแล้ว ต้อง "อึ้ง"  นักฟิสิกส์ ต้อง "ทึ่ง" ผมเอง ยังต้อง "นิ่ง" ไม่น่าเชื่อ กับสิ่งที่ บันทึกภาพได้  มีภาพสัตว์หิมพานต์ อีกกว่า สิบภาพ  รวมไปถึงผู้ที่โด่งดัง มากับพระพุทธศาสนาโดยแท้ นั่นคือ พระยานาค หรือ พญานาค ซึ่งไปถ่ายได้ ที่อ่าวไทย  ก็จะค่อยๆเอามานำเสนอครับ  

แหม ยี่สิบกว่าปี จะไม่มีอะไรดี ซะเลย ก็แปลกอยู่ จริงไหมครับ 

        ใครที่อยากพิสูจน์ว่า วิญญาณ เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ และเป็นพลังงานชนิดหนึ่ง ก็ลองไปอ่าน งานเขียน เรื่อง กล้องถ่ายวิญญาณ ที่ผมนำเสนอไว้  ต้องบอกว่า รัก เว็บ วิชาการ ดอท คอม มากนะ ถึงได้ปล่อยงานเขียนนี้ออกมา ขอให้ทีมงานทุกท่าน สุขภาพแข็งแรง มั่งมีศรีสุข ตลอดไปด้วยเทอญ   ที่ท่านเอื้อเฟื้อพื้นที่ สื่อ ตรงนี้ ให้ได้เผยแพร่ ความรู้สู่จักรวาล  อาจจะแปลกใจ ทำไม จู่ๆผมพูดถึงจักรวาล ผมกำลังทักทาย ผู้ที่กำลังคัดกรองความรู้ของมนุษยชาติ ที่อยู่ในห้วงอวกาศ รอบดาวโลก ครับผม ติดตามไปเรื่อยครับเดี๋ยวผมจะเฉลย และนำงานค้นพบ(โดยบังเอิญ) มาบอกกล่าวให้ท่านได้รู้ อีกแง่มุมหนึ่งของเศษเสี้ยวธุลีจักรวาล ครับ

        เกือบลืม ต้องขออุทิศส่วนบุญกุศลใดๆ ที่พึงมีพึงเกิดขึ้น จากการเผยแพร่ภาพ วิญญาณทั้งหลาย ขอให้ ท่านทั้งหลายเหล่านั้น พ้นทุกข์ ให้มีความสุข ให้พ้นจากวัฎฎสงสารในที่สุด ด้วยกุศลที่ท่านมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ ทั้งชาวนรกภูมิ นายนิรบาล ท่านพระยายมราช และเทวดาผู้เกี่ยวข้อง ทั้งหมดทั้งมวล รวมไปถึงผู้ที่เข้ามาอ่าน ทุกท่านครับ 

   .....พักก่อนครับ
...  

ขอแนะนำงานค้นคว้าชิ้นใหม่ ที่เกี่ยวพันกับ ประวัติศาสตร์ของมนุษย์โลก
และมนุษย์ต่างดวงดาว (ผู้มาจากต่างมิติ)  จากจารึกจักรวาล ที่ผาแต้ม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี   ดูรายละเอียด จาก link นี้ ครับ
 http://www.vcharkarn.com/vblog/101770  และ  http://www.vcharkarn.com/vblog/98004    

                   
  
ยรรยง  สินธุ์งาม   ฅนค้นผี ( Human Find Ghost )     yanyong007@windowslive.com 
        



แนะนำเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง

     หลักความเชื่อของพระพุทธเจ้า (หลักกาลามสูตร) http://www.vcharkarn.com/vblog/37467

     ฉกามาพจร สวรรค์ 6 ชั้น  http://www.vcharkarn.com/vblog/34073
    
    
บั๊งไฟพญานาค : หน้าผู้หญืงในลูกไฟ ไขปริศนาโดยรูปถ่าย  http://www.vcharkarn.com/vblog/47178

     เมื่อข้าพเจ้าเผชิญหน้ากับพญานาค http://www.vcharkarn.com/vblog/89133
 
     แผนผังถ้ำพญานาค  
    http://www.vcharkarn.com/vblog/89320


     ภาพถ่ายวิญญาณผู้มากับเมฆฝน   http://www.vcharkarn.com/vblog/89502




*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา






จำไว้ตลอด

จำนวน 40 ความเห็น, หน้า | 1 | 2 | 3 |
ความเห็น 21 8 ก.พ. 2554 (19:53)
ขอบคุณมากครับ คุณjanet เดี๋ยวจะแวะไปอ่านนะครับ

ส่วนเรื่องเครื่องมือสื่อสารดังกล่าว ผมยังไม่มีข้อมูลแจ่มชัด ทราบเพียงว่า เป็นเครื่องมือที่เกิดจากการเชื่อมต่อกัน ระหว่าง ความนึกคิด ของผู้นั้น ทำให้เกิดเครื่องมือชิ้นนั้นขึ้นมา ถ้าไม่อยากสื่อสารกับผู้อื่น กระจกดังกล่าว จะหายไป คล้ายกับที่เราปิด โทรศัพท์แล้วเก็บเข้ากระเป๋า ถ้าเห็นกระจก แสดงว่า เขาพร้อมที่สื่อสารกับทุกคน ครับ
และ เมื่อกระจกหายไป หรือ ปิดเครื่องมือสื่อสาร หากมีการสื่อสารเข้ามา กระจกก็จะปรากฎขึ้นในทันที จะมีทั้ง ภาพ เสียง การวิเคราะห์พิกัด ตำแหน่ง วิเคราะห์อารมย์ ความรู้สึกผู้พูด วิเคราะห์ความเท็จ จริง เชื่อมโยงข้อมูล จากหลายฐานข้อมูล ในเสี้ยววินาที เพราะเป็นความไวทางจิต

ประเด็นการเชื่อมโยงข้อมูล เชิญไปคุยในเมล์ ครับ เผื่อ คุณจะได้นำไปใช้ในงานเขียน เพราะผมเองก็เพิ่งจะรู้พร้อมกันกับคุณ

วันนี้ก็เพิ่งกลับจากการไปเก็บข้อมูลที่ โขงเจียม ได้พบ ยานแม่อีกรูปลักษณ์ หนึ่ง รอให้วิเคราะห์ภาพเสร็จ จะนำเสนอให้ได้รับชมกัน ครับ
ยรรยง สินธุ์งาม
ร่วมแบ่งปัน186 ครั้ง - ดาว 78 ดวง

ความเห็น 22 9 ก.พ. 2554 (15:43)
รูปเมฆนี้จะเป็นรูปเดียวกับที่หนังสือพิมพ์ลงที่ว่าเป็นเมฆรูปร่างประหลาดที่คนในกรุงเทพตกใจกลัว แล้วว่าเป็นลางร้ายใช่มั๊ยครับ...
...ผมเคยมีประสบการณ์ไปเที่ยวที่ทองผาภูมิออกไปทางสังขละ ตอนนั้นได้นำเด็กนักเรียนไปเข้าค่ายเกี่ยวกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ..พอตอนเช้าพี่เจ้าของไร่ได้ให้เด็กนั่งสมาธิ เด็กประมาณ เกือบ ๓๐ คน(เด็กม.ปลาย) ประมาณ ๓๐ กว่านาที พี่เขาให้จดชื่อเด็กประมาณ ๓-๔ คน ไว้ ในขณะนั้นพี่เขาก็นั่งสมาธิ ด้วย พอถอนสมาธิออกมาปรากฎว่าเด็ก ๓-๔ คน นั้น บอกว่าบนเขา นั้นมีเมืองอยู่ บอกสภาพเมืองที่เห็น และการแต่งกาย ของคน ที่อยู่บนนั้น ได้เหมือนกัน...ซึค่งที่ผมสังเกตเห็นก็เป็นการนั่งสมาธิแบบธรรมดา...พี่เขาอธิบายว่า บนนั้นเป็นเมืองลับแล(อาจเป็นการใช้ภาษาที่ทำให้เข้าใจง่าย) และบอกว่า เป็นลักษณะมิติซ้อน ซึ่งผมมีความเห็นว่าเป็นลักษณะเดียวกับที่คุณยรรยง กำลังศึกษาอยู่ และพี่เขายังบอกว่าคนบนนั้นมีธาตุไฟสูง เพราะเคยมีน้องๆที่ไปเคยถูกสัมผัสตัวเป็นรอยนิ้วมือที่ตัว เป็นรอยแดงรูปมือ แต่ไม่เจ็บไม่เป็นอะไร ประมาณ เดือนนึงก็เลือนหายไป และผมเองก็เคยมีรอยนี้ที่แขน...จึงมาเล่าประสพการณืไว้เผื่อเป็นข้อมูลการศึกษา เมื่อปีใหม่ก็ไปที่ไร่นี้อีก
azygous
ร่วมแบ่งปัน12 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็น 23 9 ก.พ. 2554 (17:20)
ขอบคุณมากค่ะอาจารย์ ตื่นเต้น ได้ความรู้ จะคอยติดตามค่ะ
janetoto
ร่วมแบ่งปัน92 ครั้ง - ดาว 54 ดวง

ความเห็น 24 9 ก.พ. 2554 (23:41)
ขอบคุณสำหรับข้อมูลจากคุณ azygous ครับ รูปเมฆ นี้ผมถ่ายจาก น้ำตกสร้อยสวรรค์ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ในเวลาจวน 6 โมงเย็น เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2554 ก็ไม่ทราบว่า จะเป็นเมฆเดียวกัน หรือไม่ เพราะ ผมถ่ายภาพเหล่านี้ เกือบ 30 ภาพ หากผู้สื่อข่าว ผู้นั้นอยู่บริเวณใกล้เคียง ณ วัน เวลา ก็อาจจะเป็นไปได้

สำหรับแถบกาญจนบุรี ขึ้นชื่อ ในเรื่องการปรากฎตัวของ จานบิน ก็น่าจะเป็นอย่างที่คนกลุ่มนั้น เห็นครับ เพราะบางคนมีจิตใจที่ละเอียด ก็จะสามารถสัมผัส กับมิตินั้นได้ไม่ยาก เป็นข้อมูลที่มีคุณค่ายิ่ง ครับผม เพราะโดยแท้จริง ผมตั้งใจศึกษาเฉพาะเรื่องวิญญาณ

เมื่อปรากฎว่า ผู้มาจากดาวดวงอื่น ที่อยู่ในสภาพกายละเอียด เข้ามาสัมผัส และเปิดเผยกับกล้องถ่ายวิญญาณ ผมจึงนำมาพูดไปพร้อมๆกัน ตามสภาพจริงของข้อมูล ที่ผมพบ ครับ

กราบเรียนเชิญทุกท่านนะครับ หากมีเรื่องราวที่น่าสนใจ ภาพถ่าย หรือ ประสงค์จะแลกเปลี่ยน แนะนำ ให้ข้อเสนอแนะ ในทุกแง่มุม เชิญพูดคุยกัน ที่นี่ และ ที่เมล์ yanyong007@windowslive.com จักเป็นพระคุณอย่างสูงครับ
ยรรยง สินธุ์งาม
ร่วมแบ่งปัน186 ครั้ง - ดาว 78 ดวง

ความเห็น 25 9 ก.พ. 2554 (23:51)
ขอบคุณอีกครั้ง กับคุณ janet งานเขียนเรื่อง 400 ปี ที่ตามหาเธอ ให้มุมมองได้น่าสนใจ นะครับ ดูจากที่หลายต่อหลายท่าน เข้าไป เม้นท์ เดี๋ยวจะแวะไปอ่านเรื่อยๆครับผม
ยรรยง สินธุ์งาม
ร่วมแบ่งปัน186 ครั้ง - ดาว 78 ดวง

ความเห็น 26 11 เม.ย. 2554 (14:55)
ผมจำเป็นจะต้องเดินทางไปกาญจนบุรี ซะแล้วล่ะ อีกไม่กี่เพลา จะเดินทางไปเยี่ยม ครับ

สงกรานต์นี้ ขอลงไปเขตอิทธิพล สึนามิ ก่อนครับ ภูเก็ต กระบี่ พังงา จะนำข้อมูลที่น่าสนใจ กลับมาฝาก

อาจจะได้ภาพ ชาวน้ำ ชาวบาดาล หรือ ชาวหิมพานต์ ... หรือ อาจจะได้เฉพาะภาพวิวสวยๆ ก็ต้องคอยดูกัน ครับ

ขออวยพรให้ทุกท่าน ทั้งมนุษย์โลก มนุษย์ต่างดาว และวิชาการ.คอม ให้ มีความสุข ในวันปีใหม่ไทย สุขภาพแข็งแรง ร่ำรวย ร่าเริง อายุยืนนาน พ้นเคราะห์ หายโศก มีความสุข ตลอดปี เทอญ
ยรรยง สินธุ์งาม
ร่วมแบ่งปัน186 ครั้ง - ดาว 78 ดวง

ความเห็น 27 26 เม.ย. 2554 (08:21)
เรื่องจุดขาวๆในรูปครั้งหนึ่งผมก็เคยเกือบเชื่อว่ามันเกิดจากการสะท้อนของแสงกับผงฝุ่นอะไรทำนองที่ผู้รู้เขาว่าจนผมมาประสบกับตนเองในงานศพงานหนึ่ง(รดน้ำศพ)เมื่อไม่นานซึ่งเพื่อนผมถ่ายรูปออกมาก็ปรากฏภาพเหล่านี้แต่ไม่เยอะเท่างานหลวงตา มีอยู่ประมาณ ๕-๖ จุด ก็คิดว่าเกิดจาการการหักเหของแสงของฝุ่น แต่มาอีกวันก็ถ่ายภาพในงานอีกในเวลาเดี่ยวกันสถานที่เดี่ยวกันปรากฏว่าไม่มี ซึ่งในความคิดผมเห็นว่าฝุ่นหรืออะไรที่สะท้อนแสงมันไม่น่าหายไปในอีกวันหนึ่ง....ในบางทีอาจเป็นไปได้ว่าในวันนั้นเป็นวันที่ผู้ตายเพิ่งตาย อาจมีปรากฏการณ์บางอย่างเกี่ยวกับดวงจิคหรือพลังงานบางอย่างเกิดขึ้น...แล้วได้ไปสำรวจที่กาญจนบุรี แถวนั้นหรือยังครับ...ภูเก็ต กระบี่ พังงา ผมไปราชการบ่อยครับ จำได้ที่ประทับใจไม่รู้ลืมก็ไอ้ตอนที่ไปกินข้าวที่หาดป่าตองก่อนสินามิ มา ๒ วัน กลับมาโทรศัพท์มาเป็นร้อยสาย คิดแล้วยังเสียวสันหลังครับ
azygous
ร่วมแบ่งปัน12 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็น 28 1 พ.ค. 2554 (23:56)
นับว่าโชคดีมากนะครับ คุณazygous ที่ไม่ได้ไปผจญภัยกับ สึนามิ....

ส่วนเรื่อง กาญจนบุรี ยังไม่ได้ไป ครับผม แต่ได้สำรวจเส้นทาง วางแผน และ กำลังคิดว่าจะหลอกภรรยา อย่างไรดี ถึงจะได้งบประมาณ ไปสำรวจท้องที่ ดังกล่าว อิ อิ อิ ลำพังเงินเดือน ก็มีเพียงน้อยนิด แต่ก็มักจะชอบเดินทางไกลๆ ก็เป็นแค่นักวิจัยพื้นบ้าน แต่อาจหาญค้นคว้าเรื่อง ระดับจักรวาล....

แล้วก็นำมาโม้ บนเว็บไซต์ อีกต่างหาก ว่าไปแล้ว ก็ เพี๊ยนสุดๆ แต่อย่างน้อย ผมก็บอกกับตัวเอง และท่านผู้อ่านเสมอ ว่า ผมเป็นคนธรรมดา หาได้เป็นผู้วิเศษ แต่อย่างใดไม่ ผมเห็นหลายต่อหลายคน เวลาที่สนทนาเรื่อง ผี
บ้าง เรื่อง ธรรมะ บ้าง เรื่อง ฝึกจิตต่างๆนานา ก็มักจะอ้าง อย่างโน้นอย่างนี้

บ้างก็อวดอ้างคุณวิเศษ ต่างๆนานา ผมได้ฟัง ก็ได้แต่นั่งทำตาปริบๆ ในใจก็นึกอยากจะถามเขาไปว่า "สิ่งนั้นมันผิดปกติตรงไหนเหรอ จิตทุกดวงหากฝึกฝน ก็จะต้องผ่าน ปรากฏการณ์เหล่านั้น เองนั่นแหละ" ใจน่ะอยากจะบอกอย่างงี้ แต่ไม่พูด เพราะมันจะทำลายความสุข และความภาคภูมิใจของเขา

เว้นแต่ ผู้ที่รู้สึกว่า เราสนิท จริงๆ ก็จะพูดแบบตรงๆ ซึ่งหลายครั้ง ก็ทำลายมิตรภาพลง อย่างน่าใจหาย !!
ทำไงได้ล่ะครับ ...เพราะเราเป็น ....ฅน..ค้น..ผี .... จะโกหกไม่ได้ !!

ต้องว่าไปตามที่เห็น ขอรับ (ส่วนเรื่องโกหกภรรยา ต้องกราบขออภัย เป็นอย่างสูง อิอิอิ)

ขอบพระคุณ คุณ azygous อีกครั้งสำหรับข้อมูลต่างๆ และ ขอบพระคุณทุกความคิดเห็น รวมไปถึง ท่านผู้อ่านทุกท่าน อีกครั้งขอรับ กระผม
ยรรยง สินธุ์งาม
ร่วมแบ่งปัน186 ครั้ง - ดาว 78 ดวง

ความเห็น 29 20 พ.ค. 2554 (00:09)
ผมมีรูลักษณะเป็นดวงอย่างนี้ส่งให้วิเคราะห์ได้หรือเปล่าครับ
ต้องทำอย่างไร เพราะดูจากรูปที่วิเคราะห์แล้วจึงนึกขึ้นได้ว่ามี
เลยอยากขอความกรุณาช่วยวิเคราะห์ให้ผมครับ
musicluver
ร่วมแบ่งปัน2 ครั้ง - ดาว 44 ดวง

ความเห็น 30 20 พ.ค. 2554 (15:37)
ส่งภาพเข้าที่เมล์ได้เลยครับ ไม่ต้องลดขนาดของภาพ ตามเมล์นี้ครับ yanyong007@windowslive.com
ยรรยง สินธุ์งาม
ร่วมแบ่งปัน186 ครั้ง - ดาว 78 ดวง

ความเห็น 31 21 พ.ค. 2554 (00:15)
ขอบพระคุณครับ ส่งไปแล้วครับ ome1977@windowslive.com โอมครับ
musicluver
ร่วมแบ่งปัน2 ครั้ง - ดาว 44 ดวง

ความเห็น 32 22 พ.ค. 2554 (22:35)
ภาพที่คุณOme ส่งมาผมดูคร่าวๆ ถ้ำดังกล่าว เป็นที่อยู่ ของ ยักษ์ นะครับ ส่วนจะเป็นกลุ่มไหน ยังไง นั้น ต้องรอสักนิด เพราะช่วงเปิดเทอมใหม่ ออกจะงานมากซักหน่อย แต่ไม่เป็นปัญหา สำหรับผมนะครับ เพราะปกติจะเป็นผู้ที่นอนน้อย 3-4 ชั่วโมง ต่อวัน บางทีถ้าได้วิเคราะห์ภาพ อาจจะไม่ได้นอน เลยก็ได้ แต่เช้าวันจันทร์ ต้องขับรถไปทำงาน ร่วม 100 กิโล คงต้องพักซักหน่อย เกรงว่าจะหลับใน ครับ
ยรรยง สินธุ์งาม
ร่วมแบ่งปัน186 ครั้ง - ดาว 78 ดวง

ความเห็น 33 25 พ.ค. 2554 (23:10)
คุณยรรยง ขับรถไกลขนาดนั้นแล้วพักผ่อนน้อยด้วย อันตรายนะครับเป็นห่วงจริงๆ...ยังไงก็นอนให้เกิน ๕ ช.ม.ไว้ก่อน..สารเคมีในร่างกายเกี่ยวกับการซ่อมแซมเซลที่เสียหายจะฟื้นฟูเซลในร่างกายได้...พักน้อยเซลจะเสื่อมโทรมเร็ว.....แล้วรูปในความเห็นที่ ๓๒ เอาลงมาให้ชมบ้างนะครับ...
azygous
ร่วมแบ่งปัน12 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็น 34 26 พ.ค. 2554 (21:21)
ขอบพระคุณมากครับ คุณอาซีกุส สำหรับความห่วงใย คร๊าบบ ผมจะพยายามปฏิบัติตามคำแนะนำ ครับ ส่วนเรื่อง ภาพดังกล่าว จะนำมาให้ชมแน่นอนครับ ช่วงนี้ขอเวลาเคลียร์งาน ด่วนก่อน นะครับ
ยรรยง สินธุ์งาม
ร่วมแบ่งปัน186 ครั้ง - ดาว 78 ดวง

ความเห็น 35 28 พ.ค. 2554 (22:11)
ด้วยความเคารพนะครับ อยากจะลองออกความคิดเห็นนิดนึง
เพราะเห็นใช้ชื่อว่าการศึกษาวิญญาณทางด้านวิทยาศาสตร์

โดยผมขอแสดงความคิดเห็นในส่วนของกระบวนการวิทยาศาสตร์
ในการศีกษานี้นะครับ

ส่วนตัวผมเองถึงแม้จะเรียนวิทยาศาสตร์ แต่ก็มีความรู้สึกว่า
วิทยาศาสตร์นั้นก็ยังมีจุดอ่อนอยู่มาก แม้แต่ในวิชาฟิสิกส์เองที่เรียกได้ว่า
เป็นยอดพีระมิดของวิทยาศาสตร์ ในระดับพื้นฐานแล้วก็ยังเป็นแค่
ข้อสมมุติของคนๆกลุ่มหนึ่งเท่านั้น นักฟิสิกส์สร้างแบบจำลองของ
ธรรมชาติขึ้นมา จากนั้นก็ศึกษาธรรมชาติผ่านแบบจำลองนี้
เมื่อแบบจำลองไหนได้รับการยอมรับ ก็จะถูกเรียกว่าความจริง
แต่แล้วเมื่อมีใครสักคนทำการทดลองขึ้นแล้วพิสูจน์ได้ว่า
แบบจำลองนั้นไม่จริง นักฟิสิกส์ก็จะสร้างแบบจำลองขึ้นมาใหม่
ที่ครอบคลุมมากกว่าเดิม แล้วเรียกแบบจำลองใหม่นั้นว่าความจริง

ถึงแม้จะดูเหมือนว่าความรู้ในระดับพื้นฐานนั้นยังไม่นอน
แต่เหตุผลที่วิทยาศาสตร์เป็นที่ยอมรับกันสากลนั้นก็เพราะว่า
วิทยาศาสตร์ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่า
เป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้วในการศึกษาธรรมชาติ

จุดสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
คือสามารถทำซ้ำได้ หมายความว่าไม่ว่าใครก็ตาม ต้องสามารถ
ทำตามและได้ผลอย่างเดียวกันได้ จะทำกี่ร้อยครั้งจะต้องได้ผล
ที่เหมือนหรือใกล้เคียงกับผลเดิม

ส่วนทฤษฎีนั้นก็มีไว้เพื่ออธิบายผลการทดลอง ทฤษฎีที่ดีนั้น
จะต้องอธิบายผลการทดลองนั้นได้ และสอดคล้องกับทฤษฎีที่มีอยู่
ก่อนหน้านั้น หรือครอบคลุมทฤษฎีที่มีอยู่ก่อนหน้า

เพราะฉะนั้นการจะเสนอทฤษฎีหรือ"ความจริง"ใหม่ๆนั้นทำได้สองแง่ครับ
คือหนึ่งเสนอการทดลองใหม่ๆ และสองคือเสนอทฤษฎีใหม่ๆ

กลับมาที่งานของคุณยรรยงครับ ก่อนอื่นต้องขอชื่นชมครับ
เพราะไม่เคยเห็นใครศึกษาเรื่องวิญญาณเอาจริงเอาจังขนาดนี้มาก่อน
ศึกษาเรื่องที่คนอื่นฟังเอาแล้วอาจขำได้เนี่ย ผมว่าก็ต้องมีความอดทน
มากทีเดียวหล่ะครับ

ในความเห็นผมคือ การศึกษานี้ยังไม่ได้เป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
เท่าที่ควรเนื่องจากไม่ได้อ้างอิงหลักวิทยาศาสตร์ใดๆเลย ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น
ครับ ว่าการเสนอ"ความจริง"ใหม่นั้น ความจริงนั้นจะต้องครอบคลุมความจริง
อันเก่าทั้งหมด หมายความว่าต้องอธิบายความรู้ที่มีมาก่อนหน้าน้้นได้
ตัวอย่างเช่นการเสนอว่ารูปควันกลมๆที่คุณเก็บภาพได้นั้น แท้จริงแล้ว
ไม่ใช่การหักเหของแสงผ่านละออง แต่เป็นการปรากฎณ์ของวิญญาณ

การเสนอแบบนี้ไม่ใช่การเสนอที่ครอบคลุมความรู้เดิม แต่เป็นการโยน
ของเดิมทิ้งหมดทั้งขโยงเลย ฉะนั้นไม่แปลกเลยครับที่นักวิทยาศาสตร์
จะไม่ยอมรับกัน

พอเห็นประเด็นของผมไหมครับ การจะเอาชนะความรู้เดิมทางวิทยาศาสตร์ได้
ก็ต้องใช้วิธีการของนักวิทยาศาสตร์เท่านั้น คล้ายกับการแข่งขันบอล
คุณจะชนะเกมได้คุณก็ต้องแข่งบอล ต้องเอาบอลเข้าไปเตะ ต้องทำตามกติกา
ที่นักบอลยอมรับ คุณไม่สามารถเอาชนะนักบอลด้วยการเอาเทนนิสเข้าไปตีได้

ประเด็นที่สองคือเรื่องของการทดลอง อย่างที่กล้าวไว้ข้างต้นว่า
การทดลองทางวิทยาศาสตร์ต้องทำซ้ำได้ คุณต้องสามารถที่จะเขียน
ออกมาเป็นข้อๆได้ว่าต้องทำการทดลองอย่างไร และผลจะออกมาอย่างไร
และในกรณีของการศึกษานี้ ผลที่ออกมานั้นจะต้องไม่สามารถอธิบายได้ด้วย
ความรู้เดิมทางวิทยาศาสตร์

ถ้าทำการทดลองแล้วปรากฎณ์ว่าผลออกมา ก็อธิบายได้ด้วยความรู้เดิมที่มีอยู่แล้ว
นักวิทยาศาสตร์ก็จะให้ความรู้สึกว่า "ก็แล้วไง" พอนึกภาพออกไหมครับ

สรุปอีกครับนะครับ
1. เราไม่สามรถโยนความรู้เก่าทิ้งทั้งหมดได้ แต่ต้องใช้ความรู้ใหม่
อธิบายความรู้เก่าที่มีอยู่ทั้งหมด
2. การทดลองนั้นต้องทำซ้ำได้ และในกรณีการศึกษานี้ ผลการทดลองจะต้อง
อธิบายโดยความรู้เดิมไม่ได้

ติเพื่อก่อนะครับผม:)
euler_tj
ร่วมแบ่งปัน60 ครั้ง - ดาว 151 ดวง

ความเห็น 36 29 พ.ค. 2554 (11:53)
ขอบพระคุณมากครับ คุณ euler tj

การศึกษาในสิ่งที่ลึกลับ นี่ ! มันมีเสน่ห์ นะครับ และ กระบวนยุทธ ที่ไร้เทียมทาน มักจะไม่มีรูปแบบ ที่ชัดเจน นะ ไม่ว่าจะเป็น เพลงดาบ มุซาชิ ยอดซามูไร หรือ กลศึก ท่านขงเบ้ง สมัยสามก๊ก
....ไร้กระบวนท่า....ร้อยรบ พลิกแพลง ....

ผู้ที่มีรูปแบบ ก็ศึกษา ไป .... ส่วน ฅนค้นผี !! ...ก็จะศึกษา ไป .... เรื่อย.....

คุณท่าน ที่มีภาพถ่าย แปลกๆ ก็แนบfile ส่งมาที่ เมล์ ได้ตลอด ครับ ......

ขอบพระคุณอีกครั้ง นะครับ สำหรับ ความห่วงใย ที่ต้องการสร้างมาตรฐาน ของงานค้นคว้า ทุกความรู้ มีมาตรฐาน และ ความจริง อยู่ในตัวของมันเองเสมอ

....... แม้จะไม่มี ..... ใคร...... ยอมรับ........

ขอเชิญท่านแวะเข้าไปที่ http://www.vcharkarn.com/my/10751/blog ดูเรื่อง พลิกฟ้าผ่ามิติ (มนุษย์ต่างดาว ผาแต้ม ภาค 2) ผมว่า คุณจะได้เห็นอะไร ที่ เหนือมนุษย์ ในอีกมิติ หนึ่ง ที่ ฅนค้นผี ไปค้นเจอ ขอรับ

ขอเชิญพูดคุยทางเมล์ เป็นการส่วนตัว ด้วยนะคะรับ


ฅน ค้น ผี
ยรรยง สินธุ์งาม
ร่วมแบ่งปัน186 ครั้ง - ดาว 78 ดวง

ความเห็น 37 29 พ.ค. 2554 (17:03)
ขอบคุณครับ
ผมสะดวกที่จะคุยในนี้มากกว่า เผื่อจะได้มีคนร่วมออกความเห็นด้วย
ความเห็นของผมคือ
จะไร้กระบวนท่าได้ มันก็ต้องเริ่มจากมีกระบวนท่าก่อนหล่ะครับ
จะคิดนอกกรอบได้ ก็ต้องรู้จักกรอบนั้นก่อน

ผมยกตัวอย่างนะครับ ไอสไตน์ที่ได้ชื่อว่าเป็นนักคิดนอกกรอบ
ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนนึง งานของไอสไตน์นั้นระบุไว้ว่าเวลาเป็นสิ่งที่
ยืดหดได้ตามแต่ผู้สังเกตการ เวลาจะเดินช้าลงถ้าเราเคลื่อนที่
ด้วยความเร็วมากขึ้น

งานของไอสไตน์นั้นก็ถือว่าเป็นการเปลี่ยนความคิดของคนทั้ง
โลกทีเดียวครับ ที่เชื่อว่าเวลานั้นต้องเดินด้วยอัตราเร็วเท่ากัน
เสมอ ในช่วงแรกที่ทฤษฎีถูกเสนอก็แน่ครับว่าหลายคนก็ัยังไม่
ยอมรับ แต่สิ่งที่ทำให้ทฤษฎีของไอสไตน์ยอมรับเพราะว่า
เค้าไม่ได้แค่เสนอขึ้นมากปากปล่าวเฉยๆ ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ
ก็พูดขึ้นมาว่าเนี่ยอันนี้ทฤษฎีผม เวลานั้นยืดหดได้
แต่เค้าได้เล็งเห็นแล้วว่ากรอบเดิม หรือความรู้เดิมที่มีอยู่ทั้งหมด
ไม่สามารถแก้ปัญหาของเขาได้ เขาจึงใช้กรอบเดิม
สร้างกรอบใหม่ขึ้นมาที่ใหญ่กว่าเดิม

ทฤษฎีสัมพัทธภาพที่เขาเสนอนั้น ครอบคลุมทฤษฎี
ทางกลศาสตร์ก่อนหน้านั้นทั้งหมด และสามารถอธิบาย
การทดลองใหม่ๆที่ทฤษฎีเดิมอธิบายไม่ได้ได้

จะเห็นครับว่าไอสไตน์ไม่ได้โยนกรอบเก่าทิ้ง
แต่เอากรอบเก่ามาทำใหม่ วิธีนี้ก็ถือเป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
อย่างหนึ่งครับ คือ เราเอางานเก่ามาพัฒนา ไม่ใช่โยนของเก่าทิ้ง
ถ้าเราไม่ทำตามนี้ นักวิทยาศาสตร์ก็จะไม่ถือว่า
งานชิ้นนั้นเป็นงานวิทยาศาสตร์

นี่ก็ถือเป็นข้อจำกัดของวิทยาศาสตร์อย่างหนึ่งครับ
คือคุณจะสร้างงานวิทยาศาสตร์ได้คุณจะต้องเล่นตามกฎณ์

แต่การศึกษาธรรมชาติก็ไม่จำเป็นต้องใช้วิทยาศาสตร์
พุทธศาสตร์เราก็มีดีไม่น้อยเช่นกัน

แต่ในเมื่องานชิ้นนี้อ้างว่าเป็นงานวิจัย เป็นงานวิทยาศาสตร์
ผมว่าคุณก็ต้องกลับมาเล่นตามกฎณ์ของเค้าหล่ะครับ

หรืออีกทางเลือกหนึ่งคือให้เป็นการศีกษานี้เป็นแบบอื่น
ที่ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ เพราะสิ่งที่คุณตอบไม่ได้
ไม่ได้หมายความว่าวิทยาศาสตร์ตอบไม่ได้นะครับ

เพราะเรื่องพวกปรากฎการณ์ต่างๆ มันก็อธิบายได้ด้วยความรู้
ชุดเดิมของวิทยาศาสตร์อยู่แล้ว ผมก็ยังหาเหตุผลไม่ได้ว่า
ทำไมนักวิทยาศาสตร์ถึงต้องมาสนใจความคิดของคุณ

ส่วนเรื่องมนุษย์ต่างดาวผมก็เห็นด้วยครับที่ถึงแม้จะพิสูจน์
ชัดเจนไม่ได้ว่ามีอยู่จริง แต่ก็พิสูจน์ไม่ได้ว่าไม่มี

ยังไงก็ขอชื่นชมในความพยายามรวมรวบข้อมูลนะครับผม
euler_tj
ร่วมแบ่งปัน60 ครั้ง - ดาว 151 ดวง

ความเห็น 38 29 พ.ค. 2554 (22:00)
สวัสดีครับ คุณอียูเลอร์ ไม่รู้ว่าออกเสียงยังไง รึจะเป็น ยูเลอร์ เอาเป็นว่า ขอเรียก ทีเจ ก็แล้วกัน
ต้องกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูง ที่ คุณทีเจ จริงจัง และห่วงใย งานค้นคว้าเรื่องนี้ จนผิดสังเกต เพราะว่า ตัวผมเอง ไม่ได้สนใจว่า ใครจะว่ายังไง และ ไม่ได้มีความคิดที่จะไปหักล้าง ทฤษฎี ของใครทั้งนั้น

ถ้าคุณทีเจ สังเกตนะจะเห็นว่า ผมใช้ชื่อและนามสกุลจริง ในการเผยแพร่งานเขียน ข้อแรก เพื่อเป็นการยืนยันว่า ผมมีตัวตนอยู่จริง ข้อสอง มันจะเป็นข้อบังคับว่า ผมจะโกหกไม่ได้ ภาพที่ผมได้มา จะไม่ใช่การสร้างขึ้น ข้อมูลบางอย่าง ที่ผมสัมผัสทางสมาธิ ซึ่งผมจะเรียกว่า จิตสัมผัส หรือ ญาณทรรศนะ ข้อมูลในส่วนนั้น จะถูกนำมาใช้น้อยที่สุด ซึ่งถ้าในด้านการฝึกฝนทางจิตนั้น ผมใช้วิปัสนากรรมฐาน ตามหลักสติปัฏฐาน 4 ของพุทธศาสนา

ผมจะพยายามใช้รูปภาพ จากข้อมูลที่ ซ้ำๆกัน บางภาพกว่าจะรู้เรื่อง ต้องเก็บข้อมูลเรื่อยมา นับสิบปี ผมรวบรวมเรื่องดังกล่าวมาตั้งแต่อยู่ชั้น ม.5 ช่วงนั้นอายุ 17 ปี จนปัจจุบัน อายุร่วมห้าสิบปี และเพิ่งเผยแพร่เรื่องดังกล่าว มาร่วม 5 ปี บนเว็บไซต์

ส่วนการวิจัย ที่หลายคนอาจจะไปติดในคำศัพท์ แล้วเข้าใจว่าเป็นเรื่องใหม่ แตะต้องคำนี้ไม่ได้ พอกล่าวถึงวิจัย แล้วมันต้องมี รูปแบบ ต้องมี 5 บท นะเป็นอย่างน้อย อันนี้ ผมว่า นั่นเป้นรูปแบบของ นักวิชาการกลุ่มดังกล่าว นะ

และ การวิจัยในปัจจุบัน มีสองสาย คือ 1 การวิจัยเชิงปริมาณ และ 2 การวิจัยเชิงคุณภาพ

การวิจัยเชิงปริมาณ ก็จะเน้นไปทางการใช้สถิติเพื่อใช้เป็นค่าอ้างอิง ไปสู่กลุ่มประชากร มุ่งเน้นเพื่อการพยากรณ์ หรือ สนใจใน แนวโน้ม ว่า จะเป็นอย่างนั้น อย่างนี้

ส่วน การวิจัยเชิงคุณภาพ มุ่งเน้นในทางการศึกษาที่เจาะลึก ในเรื่องที่ตนสนใจ

และในกรณี งานวิจัยของผม ก็เข้าข่ายอยู่ในกลุ่ม ของการวิจัยเชิงคุณภาพ ครับ

อีกอย่างหนึ่ง ผมก็มีการใช้ตัวอย่างที่ซ้ำกัน เพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์ ก่อนนำไปสู่การอธิบายความ ซึ่งผมไม่ได้นำมาบอกกล่าวไว้ บนหน้าเว็บ

และผมใช้เทคนิคการตรวจสอบข้อมูล แบบสามเส้า Triangulation หรือ การตรวจสอบข้อมูลแบบหลายมิติ
ได้แก่

1 มิติบุคคล คือ การใช้บุคคลที่แตกต่าง หลากหลาย ในการเก็บข้อมูล คุณทีเจ จะสังเกตว่า
ไม่ใช่มีแต่ผมที่ถ่ายภาพลักษณะดังกล่าวได้ ภาพที่นำมาวิเคราะห์ หลายส่วนมาจาก ท่านผู้อ่าน
ที่ส่งมาให้ผมวิเคราะห์ ซึ่งบ่งชี้ว่า สิ่งเหล่านั้น มีอยู่จริง คนอื่นก็บันทึกภาพ วิญญาณ ได้เช่นกัน

2 มิติเครื่องมือ คือ การใช้เครื่องมือที่แตกต่าง เป็นกล้องที่หลากหลายยี่ห้อ บางครั้งเป็นกล้องจากโทรศัพท์
ก็สามารถบันทึกภาพวิญญาณได้ กล้องใช้ฟิล์ม กล้องดิจิตอล ก็บันทึกภาพดังกล่าวได้
ซึ่งบ่งชี้ว่า ข้อมูลดังกล่าว มีอยู่จริง หาได้จำกัดอยู่เฉพาะกล้องถ่ายวิญญาณของผม เท่านั้น

3 มิติสถานที่ คือ การเก็บข้อมูลจากสถานที่ ที่แตกต่างกัน ดังที่ท่านผู้อ่าน จากสารพัด จังหวัด
บ้างอยู่ถึงต่างประเทศ ก็บันทึกภาพ ลักษณะดังกล่าวได้ ซึ่งบ่งชี้ว่า ข้อมูลดังกล่าว
ไม่ได้มีแต่อยู่แถวละแวกบ้าน หรือ บริเวณที่ผมเท่านั้น ไปเก็บภาพ หากแต่ มีอยู่โดยทั่วไป

4 มิติเวลา คือ การเก็บข้อมูลในเวลาที่แตกต่างกัน ไม่ว่า เช้า สาย บ่าย เย็น ค่ำ ดึก หรือฟ้าสาง ต่างก็บันทึกภาพ
ลักษณะดังกล่าวได้ บ่งชี้ว่า ข้อมูลดังกล่าว แม้เก็บข้อมูลคนละเวลา ก็ได้ผลเฉกเช่นเดียวกัน

5 มิติสถานการณ์ คือ การเก็บข้อมูลจากสถานการณ์หรือบรรยากาศที่แตกต่างกัน บางแห่งอยู่ในงานพิธีมงคล
บางแห่งอยู่ในงานศพ บางครั้งกำลังดื่มกิน บางทีก็กำลังท่องเที่ยว ฝนกำลังตก ลมพัดกรรโชก หรือ
ในยามลมนิ่งสงบ รวมทั้งสดๆจากอุบัติเหตุ ก็มี ฯลฯ ก็ได้ภาพดังกล่าวออกมา ไม่แตกต่างกัน
ซึ่งบ่งชี้ว่า ข้อมูลดังกล่าว มีอยู่จริง

6 มิติทางอารมย์ คือ ความแตกต่างกันทางอารมย์ของผู้เก็บข้อมูล ไม่ได้จำกัดอยู่เพียง ผู้ที่มีอารมย์ถือศีล กินเจ
บางคนอาจจะกำลังดื่มกินในงานเลี้ยง สนุกสนาน บางคนอารมย์เศร้า ในงานศพ บางคนกำลังมีความ
ทุกข์ใจเนื่องจากภาวะหนี้สิน บางคนอาจจะกำลังอิจฉาใครต่อใครเขา หาได้ทำพิธีกรรม จุดธูปเทียน
หรือ มีวิธีการพิเศษใดๆ ไม่ ซึ่งจะอารมย์ไหน ก็บันทึกภาพดังกล่าวได้ ซึ่งบ่งชี้ว่า ข้อมูลดังกล่าว
มีโดยปกติ

จากที่กล่าวมาผมจึงนำเรียนท่านได้ ว่า งานวิจัยชิ้นนี้ เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ และเป็น วิทยาศาสตร์ ครับ

ส่วน คำว่า วิจัย หาได้เป็นสิ่งแปลกใหม่ แต่อย่างใด แต่ได้ถูกกล่าวไว้ ตั้งแต่สมัยพุทธกาล มาแล้ว
ดังปรากฏในพระไตรปิฎก ซึ่งภาษาบาลี ใช้คำว่า วิจโย (อ่านว่า วิจะโย)

ดังที่ผมจะขอยก คำบาลี ที่อธิบาย เรื่อง วิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งนำมาจากเว็บไซต์ วัดเกาะ.คอม http://www.watkoh.com/data/ssn_dhm/vipassana.php

ดังนี้

วิปัสสนากัมมัฏฐาน คืออุบายวิธีสำหรับฝึกจิตให้เกิดปัญญารู้แจ้งตามความเป็นจริง
พระไตรปิฎก ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๓๔ ข้อ ๕๕ หน้า ๓๐

ได้ให้ความหมายของวิปัสสนาไว้ว่า

กตมา ตสฺมึ สมเย วิปสฺสนา โหติ ยา ตสฺมึ สมเย ปญฺญา ปชานานา วิจโย ปวิจโย ธมฺมวิจโย สลฺลกฺขณา อุปลกฺขณา ปจฺจุปลกฺขณา ปณฺฑิจฺจํ โกสลฺลํ เนปุญฺญํ เวภพฺยา จินฺตา อุปปริกฺขา ภูรีเมธา ปริณายิกา วิปสฺสนา สมฺปชญฺญํ ปโตโท ปญฺญา ปญฺญินฺทฺริยํ ปญฺญาพลํ ปญฺญาสตฺถํ ปญฺญาปาสาโท ปญฺญาอาโลโก ปญฺญาโอภาโส ปญฺญาปชฺโชโต ปญฺญารตนํ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏอยํ ตสฺมึ สมเย วิปสฺสนา โหติ

แปลความว่า วิปัสสนาที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้อย่างแจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ดี ปัญญาเหมือนรัตนะ ความไม่หลงงมงาย ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฎฐิ ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่า วิปัสสนา ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น ได้
(วิสุทธิ.ฏีกา. ๑/๑๕/๒๑)

จะเห็นว่า วิจโย หรือ วิจัย นั้นมีมาตั้งแต่โบราณกาลแล้ว ไม่ใช่สิ่งใหม่ แต่อย่างใด และ ไม่ได้เริ่ม
จาก นักวิทยาศาสตร์หรือนักวิชาการ ชาวฝรั่ง หากแต่มีมาตั้งแต่ สมัยพระพุทธเจ้า อยู่เอเชีย เรานี่แหละ

เห็นความตั้งใจจริงของคุณ ทีเจ ผมจึงขออธิบายความ หาใช่การโต้เถียง เพื่อเอาชนะ หากแต่เบิกความ
ไปตามเจตนารมย์ ที่แท้จริง ของ ฅน ค้น ผี ครับ

ขอบพระคุณเป็นอย่างสูง ครับ ในการสื่อสาร ร่วมกัน
ยรรยง สินธุ์งาม
ร่วมแบ่งปัน186 ครั้ง - ดาว 78 ดวง

ความเห็น 39 30 พ.ค. 2554 (02:18)
ขอบคุณครับ เพราะผมก็กลัวอยู่ว่าจะดูเป็นการเถียงเพื่อเอาชนะหรือปล่าว
แต่จริงๆก็ต้องการจะให้ความเห็นครับ ผมเห็นว่าเถียงกันเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องธรรมดา
และก็สนุกดี

และที่เห็นว่าเขียนยาวมากเลยเนี่ยก็เพราะว่าปกติไม่เคยเห็น
ใครทุ่มเทเพื่อเรื่องพวกนี้ขนาดนี้ครับ

ช่วงนี้ผมยังติดธุระอยู่ไม่สะดวกนัก ยังให้ความเห็นในรายละเอียดเป็นจุดๆไม่ได้
กะว่าสักปลายเดือนหน้าจะชวนคุณยรรยงมาถกกันในประเด็นต่างๆ
คิดว่าคุณยรรยงค์คิดว่าอย่างไรครับ ก็คงจะเป็นการคุยกันในบอร์ดนี้แหละ

แต่ยังไงก็ตามผมก็คงไม่ได้มีความรู้แน่นพอที่จะเป็นตัวแทนนักวิทยาศาสตร์ได้
แต่ก็น่าจะหาข้อมูลมาพูดคุยกันได้ระดับนึง

ส่วนเรื่องชื่อจะเรียกยังไงก็ได้ครับ ผมไม่ถือ:)
euler_tj
ร่วมแบ่งปัน60 ครั้ง - ดาว 151 ดวง

ความเห็น 40 2 มิ.ย. 2554 (23:25)
ขอบคุณครับคุณนาคะจักร ที่ส่งภาพข้อมูล ดวงวิญญาณ ที่ป่าภูพาน มาให้วิเคราะห์ หรือ ที่ท่านเรียกว่า ชาวทิพย์

ซึ่งผมได้วิเคราะห์ในเบื้องต้นแล้ว พบว่า ดวงทิพย์ ทั้งหลายที่คุณบันทึกได้ มีทั้ง มนุษย์ต่างดยู่โลกวิญญาน และ ผู้ที่อยู่ มิติวิญญาณ โดยแท้ แต่มีอีกสิ่งหนึ่งที่ คุณบันทึกได้ ซึ่งจะแตกต่างจาก ภาพที่ผมเคยเห็น ก็คือ

ภาพที่คุณบันทึกได้ เหมือนอยู่ในที่ๆ ซึ่งถูกกักขัง ด้วย กระจกใส ซึ่งอาจจะเป็น กำแพงมิติ อีกลัหษณะหนึ่ง ซึ่งผมคงต้องรอรวบรว อีกซักระยะ เพื่อนำไปสู่การอธิบายความ ในประเด็นที่ผมได้เกริ่นนำ


ขอบคุณอีกครั้ง ครับ
ยรรยง สินธุ์งาม
ร่วมแบ่งปัน186 ครั้ง - ดาว 78 ดวง

Google  
ผู้สนับสนุน คลิีกดูสถิติ
อีเมล : star@vcharkarn.com
โทรศัพท์ : 02-9620127
Creative Commons License สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง
Page generated in0.361 seconds !