ความเห็น 38 29 พ.ค. 2554 (22:00) สวัสดีครับ คุณอียูเลอร์ ไม่รู้ว่าออกเสียงยังไง รึจะเป็น ยูเลอร์ เอาเป็นว่า ขอเรียก ทีเจ ก็แล้วกัน
ต้องกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูง ที่ คุณทีเจ จริงจัง และห่วงใย งานค้นคว้าเรื่องนี้ จนผิดสังเกต เพราะว่า ตัวผมเอง ไม่ได้สนใจว่า ใครจะว่ายังไง และ ไม่ได้มีความคิดที่จะไปหักล้าง ทฤษฎี ของใครทั้งนั้น
ถ้าคุณทีเจ สังเกตนะจะเห็นว่า ผมใช้ชื่อและนามสกุลจริง ในการเผยแพร่งานเขียน ข้อแรก เพื่อเป็นการยืนยันว่า ผมมีตัวตนอยู่จริง ข้อสอง มันจะเป็นข้อบังคับว่า ผมจะโกหกไม่ได้ ภาพที่ผมได้มา จะไม่ใช่การสร้างขึ้น ข้อมูลบางอย่าง ที่ผมสัมผัสทางสมาธิ ซึ่งผมจะเรียกว่า จิตสัมผัส หรือ ญาณทรรศนะ ข้อมูลในส่วนนั้น จะถูกนำมาใช้น้อยที่สุด ซึ่งถ้าในด้านการฝึกฝนทางจิตนั้น ผมใช้วิปัสนากรรมฐาน ตามหลักสติปัฏฐาน 4 ของพุทธศาสนา
ผมจะพยายามใช้รูปภาพ จากข้อมูลที่ ซ้ำๆกัน บางภาพกว่าจะรู้เรื่อง ต้องเก็บข้อมูลเรื่อยมา นับสิบปี ผมรวบรวมเรื่องดังกล่าวมาตั้งแต่อยู่ชั้น ม.5 ช่วงนั้นอายุ 17 ปี จนปัจจุบัน อายุร่วมห้าสิบปี และเพิ่งเผยแพร่เรื่องดังกล่าว มาร่วม 5 ปี บนเว็บไซต์
ส่วนการวิจัย ที่หลายคนอาจจะไปติดในคำศัพท์ แล้วเข้าใจว่าเป็นเรื่องใหม่ แตะต้องคำนี้ไม่ได้ พอกล่าวถึงวิจัย แล้วมันต้องมี รูปแบบ ต้องมี 5 บท นะเป็นอย่างน้อย อันนี้ ผมว่า นั่นเป้นรูปแบบของ นักวิชาการกลุ่มดังกล่าว นะ
และ การวิจัยในปัจจุบัน มีสองสาย คือ 1 การวิจัยเชิงปริมาณ และ 2 การวิจัยเชิงคุณภาพ
การวิจัยเชิงปริมาณ ก็จะเน้นไปทางการใช้สถิติเพื่อใช้เป็นค่าอ้างอิง ไปสู่กลุ่มประชากร มุ่งเน้นเพื่อการพยากรณ์ หรือ สนใจใน แนวโน้ม ว่า จะเป็นอย่างนั้น อย่างนี้
ส่วน การวิจัยเชิงคุณภาพ มุ่งเน้นในทางการศึกษาที่เจาะลึก ในเรื่องที่ตนสนใจ
และในกรณี งานวิจัยของผม ก็เข้าข่ายอยู่ในกลุ่ม ของการวิจัยเชิงคุณภาพ ครับ
อีกอย่างหนึ่ง ผมก็มีการใช้ตัวอย่างที่ซ้ำกัน เพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์ ก่อนนำไปสู่การอธิบายความ ซึ่งผมไม่ได้นำมาบอกกล่าวไว้ บนหน้าเว็บ
และผมใช้เทคนิคการตรวจสอบข้อมูล แบบสามเส้า Triangulation หรือ การตรวจสอบข้อมูลแบบหลายมิติ
ได้แก่
1 มิติบุคคล คือ การใช้บุคคลที่แตกต่าง หลากหลาย ในการเก็บข้อมูล คุณทีเจ จะสังเกตว่า
ไม่ใช่มีแต่ผมที่ถ่ายภาพลักษณะดังกล่าวได้ ภาพที่นำมาวิเคราะห์ หลายส่วนมาจาก ท่านผู้อ่าน
ที่ส่งมาให้ผมวิเคราะห์ ซึ่งบ่งชี้ว่า สิ่งเหล่านั้น มีอยู่จริง คนอื่นก็บันทึกภาพ วิญญาณ ได้เช่นกัน
2 มิติเครื่องมือ คือ การใช้เครื่องมือที่แตกต่าง เป็นกล้องที่หลากหลายยี่ห้อ บางครั้งเป็นกล้องจากโทรศัพท์
ก็สามารถบันทึกภาพวิญญาณได้ กล้องใช้ฟิล์ม กล้องดิจิตอล ก็บันทึกภาพดังกล่าวได้
ซึ่งบ่งชี้ว่า ข้อมูลดังกล่าว มีอยู่จริง หาได้จำกัดอยู่เฉพาะกล้องถ่ายวิญญาณของผม เท่านั้น
3 มิติสถานที่ คือ การเก็บข้อมูลจากสถานที่ ที่แตกต่างกัน ดังที่ท่านผู้อ่าน จากสารพัด จังหวัด
บ้างอยู่ถึงต่างประเทศ ก็บันทึกภาพ ลักษณะดังกล่าวได้ ซึ่งบ่งชี้ว่า ข้อมูลดังกล่าว
ไม่ได้มีแต่อยู่แถวละแวกบ้าน หรือ บริเวณที่ผมเท่านั้น ไปเก็บภาพ หากแต่ มีอยู่โดยทั่วไป
4 มิติเวลา คือ การเก็บข้อมูลในเวลาที่แตกต่างกัน ไม่ว่า เช้า สาย บ่าย เย็น ค่ำ ดึก หรือฟ้าสาง ต่างก็บันทึกภาพ
ลักษณะดังกล่าวได้ บ่งชี้ว่า ข้อมูลดังกล่าว แม้เก็บข้อมูลคนละเวลา ก็ได้ผลเฉกเช่นเดียวกัน
5 มิติสถานการณ์ คือ การเก็บข้อมูลจากสถานการณ์หรือบรรยากาศที่แตกต่างกัน บางแห่งอยู่ในงานพิธีมงคล
บางแห่งอยู่ในงานศพ บางครั้งกำลังดื่มกิน บางทีก็กำลังท่องเที่ยว ฝนกำลังตก ลมพัดกรรโชก หรือ
ในยามลมนิ่งสงบ รวมทั้งสดๆจากอุบัติเหตุ ก็มี ฯลฯ ก็ได้ภาพดังกล่าวออกมา ไม่แตกต่างกัน
ซึ่งบ่งชี้ว่า ข้อมูลดังกล่าว มีอยู่จริง
6 มิติทางอารมย์ คือ ความแตกต่างกันทางอารมย์ของผู้เก็บข้อมูล ไม่ได้จำกัดอยู่เพียง ผู้ที่มีอารมย์ถือศีล กินเจ
บางคนอาจจะกำลังดื่มกินในงานเลี้ยง สนุกสนาน บางคนอารมย์เศร้า ในงานศพ บางคนกำลังมีความ
ทุกข์ใจเนื่องจากภาวะหนี้สิน บางคนอาจจะกำลังอิจฉาใครต่อใครเขา หาได้ทำพิธีกรรม จุดธูปเทียน
หรือ มีวิธีการพิเศษใดๆ ไม่ ซึ่งจะอารมย์ไหน ก็บันทึกภาพดังกล่าวได้ ซึ่งบ่งชี้ว่า ข้อมูลดังกล่าว
มีโดยปกติ
จากที่กล่าวมาผมจึงนำเรียนท่านได้ ว่า งานวิจัยชิ้นนี้ เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ และเป็น วิทยาศาสตร์ ครับ
ส่วน คำว่า วิจัย หาได้เป็นสิ่งแปลกใหม่ แต่อย่างใด แต่ได้ถูกกล่าวไว้ ตั้งแต่สมัยพุทธกาล มาแล้ว
ดังปรากฏในพระไตรปิฎก ซึ่งภาษาบาลี ใช้คำว่า วิจโย (อ่านว่า วิจะโย)
ดังที่ผมจะขอยก คำบาลี ที่อธิบาย เรื่อง วิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งนำมาจากเว็บไซต์ วัดเกาะ.คอม http://www.watkoh.com/data/ssn_dhm/vipassana.php
ดังนี้
วิปัสสนากัมมัฏฐาน คืออุบายวิธีสำหรับฝึกจิตให้เกิดปัญญารู้แจ้งตามความเป็นจริง
พระไตรปิฎก ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๓๔ ข้อ ๕๕ หน้า ๓๐
ได้ให้ความหมายของวิปัสสนาไว้ว่า
กตมา ตสฺมึ สมเย วิปสฺสนา โหติ ยา ตสฺมึ สมเย ปญฺญา ปชานานา วิจโย ปวิจโย ธมฺมวิจโย สลฺลกฺขณา อุปลกฺขณา ปจฺจุปลกฺขณา ปณฺฑิจฺจํ โกสลฺลํ เนปุญฺญํ เวภพฺยา จินฺตา อุปปริกฺขา ภูรีเมธา ปริณายิกา วิปสฺสนา สมฺปชญฺญํ ปโตโท ปญฺญา ปญฺญินฺทฺริยํ ปญฺญาพลํ ปญฺญาสตฺถํ ปญฺญาปาสาโท ปญฺญาอาโลโก ปญฺญาโอภาโส ปญฺญาปชฺโชโต ปญฺญารตนํ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏอยํ ตสฺมึ สมเย วิปสฺสนา โหติ
แปลความว่า วิปัสสนาที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้อย่างแจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ดี ปัญญาเหมือนรัตนะ ความไม่หลงงมงาย ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฎฐิ ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่า วิปัสสนา ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น ได้
(วิสุทธิ.ฏีกา. ๑/๑๕/๒๑)
จะเห็นว่า วิจโย หรือ วิจัย นั้นมีมาตั้งแต่โบราณกาลแล้ว ไม่ใช่สิ่งใหม่ แต่อย่างใด และ ไม่ได้เริ่ม
จาก นักวิทยาศาสตร์หรือนักวิชาการ ชาวฝรั่ง หากแต่มีมาตั้งแต่ สมัยพระพุทธเจ้า อยู่เอเชีย เรานี่แหละ
เห็นความตั้งใจจริงของคุณ ทีเจ ผมจึงขออธิบายความ หาใช่การโต้เถียง เพื่อเอาชนะ หากแต่เบิกความ
ไปตามเจตนารมย์ ที่แท้จริง ของ ฅน ค้น ผี ครับ
ขอบพระคุณเป็นอย่างสูง ครับ ในการสื่อสาร ร่วมกัน