ข้อมูลอย่างย่อของดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ
ระบบสุริยะของเรามีดวงอาทิตย์เป็นจุดศูนย์กลาง มีดาวเคราะห์ 9 ดวงอยู่ในวงโคจร (ที่เรารู้จักกันมานมนาน) เพื่อเป็นประโยชน์แก่การค้นคว้าหาความรู้ จึงนำประวัติและข้อมูลอย่างย่อของดาวเคราะห์ต่างๆในระบบสุริยะมาให้เป็นความรู้กัน
post ครั้งแรก: Tue 8 May 2007, 2:53 pm ปรับปรุงล่าสุด: Wed 9 May 2007, 12:26 pm
อยู่ในส่วน: ไม่ได้ระบุว่าให้อยู่ห้องใด
ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 นักดาราศาสตร์ส่วนใหญ่มีความเชื่อกันว่าระบบสุริยะยังมีดาวเคราะห์ขนาดใหญ่อีกดวงหนึ่ง เพราะผลการคำนวณชี้ให้เห็นว่าดาวเนปจูนมีมวลไม่มากพอที่จะทำให้ตำแหน่งของดาวยูเรนัสเคลื่อนไปจากตำแหน่งที่ได้จากการคำนวณได้ แม้ว่าในปัจจุบันจะเป็นที่ทราบกันแล้วว่าผลการคำนวณดังกล่าวไม่ถูกต้อง(ความผิดพลาดนี้เกิดจากการวัดตำแหน่งของดาวเคราะห์ที่ไม่เที่ยงตรง เนื่องจากข้อจำกัดทางอุปกรณ์ เมื่อมีการส่งยานอวกาศออกไปสำรวจดาวเคราะห์และวัดค่าที่แม่นยำต่างๆ ส่งกลับมาคำนวณใหม่ ความคลาดเคลื่อนของวงโคจรจึงหมดไป) แต่ในเวลานั้นความเชื่อที่ว่ายังมีดาวเคราะห์อีกดวงหนึ่งก็กระตุ้นให้เกิดการค้นหาดาวเคราะห์ดวงที่เก้ากันอย่างจริงจัง ณ หอดูดาวทั่วโลก
เพอร์ซิวัล โลเวลล์ ผู้มีส่วนสำคัญในการปลุกกระแสความนิยม "คลอง" บนดาวอังคาร เป็นบุคคลหนึ่งซึ่งไม่รีรอที่จะเข้าร่วมมหกรรมการค้นหาดาวเคราะห์ดวงที่เก้านี้ด้วย ในปี
ค.ศ.1908 เขาได้จ้างนักดาราศาสตร์และทีมงานมาร่วมประจำหอดูดาวบนยอดเขาของเขา(หอดูดาวโลเวลล์ (Lowell Observatory) ตั้งอยู่ที่เมืองแฟลกสตาฟ (Flagstaff) มลรัฐแอริโซนา ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ระดับความสูง 2,212 เมตรจากระดับน้ำทะเล จุดประสงค์ในระยะแรกของหอดูดาวคือ ศึกษาความเป็นไปได้ของชีวิตบนดาวอังคาร ปัจจุบันหอดูดาวโลเวลล์ติดตั้งกล้องขนาดใหญ่เพิ่มอีกหลายตัว และเป็นศูนย์วิจัยทางดาราศาสตร์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศสหรัฐอเมริกา) เพื่อถ่ายภาพท้องฟ้าด้วยแผ่นกระจกเคลือบสารไวแสง ช่วยให้สามารถตรวจสอบตำแหน่งของดาวที่มีความสว่างน้อยได้อย่างรวดเร็ว และครอบคลุมพื้นที่กว้าง เทคนิคที่ใช้ในการค้นหาดาวเคราะห์ดวงใหม่นี้มิใช่การส่องกราดหาไปเรื่อยๆดังเช่นยุคของการหาดาวเนปจูน เพราะโลเวลล์เชื่อว่าดาวเคราะห์ดวงที่เก้าจะต้องเป็นดาวที่ริบหรี่มาก จึงใช้เทคนิคที่เรียกว่า การสลับภาพไปมา (Blink Comparison) ถ่ายภาพท้องฟ้าบริเวณเดียวกันที่มุมมองเดียวกันมาสองภาพในช่วงเวลาห่างกัน 2 สัปดาห์ แล้วนำภาพมาพิจารณาโดยส่องสลับไปมาเร็วๆ ดาวฤกษ์ที่อยู่ไกลออกไปจะปรากฏ ณ ตำแหน่งเดียวกันทั้งสองภาพ ในขณะที่ดาวเคราะห์ซึ่งโคจรรอบดวงอาทิตย์จะปรากฏเลื่อนตำแหน่งไป ทำให้เห็นเด่นชัดขึ้นมา
แม้ว่าโลเวลล์จะถึงแก่กรรมไปในปี ค.ศ.1916 แต่งานค้นหาดาวเคราะห์ดวงที่เก้าก็ยังคงดำเนินต่อไป ในปี ค.ศ.1929 หอดูดาวโลเวลล์ได้จ้าง ไคลด์ ทอมโบ (Clyde Tombaugh) นักดาราศาสตร์สมัครเล่นชาวอเมริกันมาทำงานค้นหาดาวเคราะห์ ทอมโบใช้แผ่นกระจกไวแสงขนาด 14" x 17" บันทึกภาพท้องฟ้าในเวลากลางคืน และในเวลากลางวันก็นำแผ่นกระจกเหล่านี้มาส่องสลับกลับไปมาเพื่อดูว่ามีวัตถุแปลกปลอมเคลื่อนที่อยู่หรือไม่ งานเปรียบเทียบภาพขนาดใหญ่ในลักษณะนี้เป็นงานที่ต้องใช้ความละเอียดลออและค่อยเป็นค่อยไปมาก เนื่องจากในกระจกแต่ละแผ่นมีภาพดาวอยู่โดยเฉลี่ยถึง 160,000 ดวง
ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1930 ทอมโบได้ค้นพบดาวริบหรี่ที่เคลื่อนที่ไประหว่างภาพที่ถ่ายในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ จึงได้ติดตามคำนวณวงโคจรและค้นพบว่าวัตถุใหม่นี้โคจรอยู่ไกลออกไปจากวงโคจรของดาวเนปจูน หอดูดาวโลเวลล์ ผู้พักผ่อนชั่วนิรันดร์อยู่ข้างหอดูดาวของเขานั่นเอง
ดาวเคราะห์ดวงใหม่ได้รับการตั้งชื่อว่า พลูโต (Pluto) ซึ่งเป็นชื่อของเทพผู้ครองนครบาดาลในตำนานโรมัน (ในตำนานกรีกเรียกว่า Hades) เนื่องจากดาวพลูโตอยู่ไกลจากดวงอาทิตย์ออกไปมาก จึงมีสภาพหนาวเย็นและมืดมิดคล้ายกับเมืองบาดาลในจินตนาการ นอกจากนี้ตัวอักษรสองตัวแรกของชื่อดาวพลูโต (Pluto) ยังพ้องกับชื่อย่อของ เพอร์ซิวัล โลเวลล์ (Percival Lowell;PL) อีกด้วย
ดาวพลูโตโคจรอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เฉลี่ยเกือบ 6,000 ล้านกิโลเมตร หรือ 40 เท่าของระยะทางจากโลกถึงดวงอาทิตย์ โดยใช้เวลาโคจรรอบดวงอาทิตย์หนึ่งรอบ 248 ปี ที่ระยะห่างดังกล่าว แม้แต่แสงจากดวงอาทิตย์ก็จะต้องใช้เวลาถึง 5 ชั่วโมง 25 นาที จึงจะเดินทางไปถึง
มนุษย์ไม่เคยส่งยานอวกาศลำใดไปสำรวจดาวพลูโต เราจึงแทบไม่มีข้อมูลของดาวดวงนี้อยู่เลย แม้จะใช้กล้องโทรทรรศน์ที่ใหญ่ที่สุดบนโลกสังเกต ดาวพลูโตก็ยังเป็นเพียงจุดสว่าง หรือเม็ดกลมเล็กที่แทบไม่เห็นรายละเอียดใดๆ อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาลักษณะวงโคจรและการใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์เข้าช่วย นักดาราศาสตร์ได้พบว่าดาวพลูโตครองตำแหน่งชนะเลิศของความเป็น "ที่สุด" หลายประการในบรรดาดาวเคราะห์ทั้งปวง กล่าวคือ
- โคจรอยู่ไกลดวงอาทิตย์ที่สุด
- ขนาดดาวเล็กที่สุด
- วงโคจรรีที่สุด
- วงโคจรเอียงที่สุด
- ผิวดาวเย็นที่สุด
การศึกษาในเบื้องต้นพบว่าพื้นผิวของดาวพลูโตประกอบด้วยไนโตรเจนแข็งและมีเทนแข็งเป็นหลัก โดยมีสารอื่นๆในสถานะของแข็งปนอยู่บ้าง เช่น อีเทน และคาร์บอนมอนอกไซด์ โดยรวมแล้วดาวพลูโตน่าจะมีโครงสร้างภายในที่เป็นหิน 70% และเป็นน้ำแข็ง 30% เนื่องจากมีความหนาแน่นเฉลี่ยที่วัดได้ประมาณ 1.75 กรม/ลูกบาศก์เซนติเมตร
ดาวพลูโตจะมีบรรยากาศอยู่บ้างเมื่อดาวอยู่ในช่วงที่เข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุด (คร้งล่าสุดในปี ค.ศ.1989 และครั้งต่อไปในปี ค.ศ.2237) เพราะอุณหภูมิในช่วงดังกล่าวจะอุ่นพอที่จะทำให้ก๊าซแข็งบนผิวดาวเคราะห์ระเหิดขึ้นมาได้บ้าง แต่ก็เป็นเพียงบรรยากาศที่เบาบางมากเท่านั้น (ประมาณ 1 ใน 300,000 เท่าของความดันบรรยากาศที่ผิวโลก) และเมื่อดาวพลูโตเคลื่อนที่ออกห่างจากดวงอาทิตย์ บรรยากาศที่ยังไม่หลุดลอยออกไปจากตัวดาวก็จะแข็งตัวตกกลับลงมาอีกครั้ง
-----------------------------------------------------------------------------------------------
ภาพอ้างอิงจาก http://www.astro.com/mtp/mtp53_e.htm
ข้อมูลอ้างอิงจาก เอกภพ เพื่อความเข้าใจในธรรมชาติ โดย วิภู รุโจปการ ,เอกภพ.--พิมพ์ครั้งที่ 3.--กรุงเทพฯ : นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่นส์,2548. ISBN 974-9656-46-6 (ข้อมูลดาวพลูโตจากหน้า160-162)