ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ : ผลดี ผลเสีย และทางออก

สารบัญ

ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ : ผลดี ผลเสีย และทางออก

ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ : ผลดี ผลเสีย และทางออก ช่วงที่ไปพักผ่อนอยู่พัทยา (6 – 11 เม.ย.) เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ กมธ. ยกร่างรัฐธรรมนูญ 35 คน นัดประชุมเพื่อลงมติเกี่ยวกับรายละเอียด มาตราต่างๆ ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ร่างแรกพอดี ผู้เขียนเดินผ่านหน้า โรงแรมไทด์ รีสอร์ต เห็นมีพระและฆราวาส มากางเต๊นท์รวมตัวชุมนุมและปราศัยเกี่ยวกับข้อเรียกร้องให้บรรจุศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ อยู่ฝั่งตรงข้ามกับโรงแรมที่ใช้เป็นสถานที่จัดประชุม เห็นป้ายแผ่นผ้าหน้าเต๊นท์เขียนข้อความ “รัฐธรรมนูญต้องระบุให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ” อยู่ 2 –3 ผืน เลยเดินเฉียดเข้าไปดู และพูดคุยกับผู้เข้าร่วมชุมนุมทั้งพระสงฆ์และฆราวาส 2 – 3 ท่าน จึงทราบว่าท่านมาจากจังหวัดทางภาคตะวันออก คือ ชลบุรี ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา นครนายก สระแก้ว มีการนำภาพถ่ายที่พระสงฆ์ทางภาคใต้ ถูกฆ่า ถูกทำร้ายอย่างทารุณ มาวางให้ดูกัน จะ ๆ ด้วย เห็นแล้วหดหู่และเศร้าใจกับภาพเหตุการณ์เหล่านั้นมาก ทำไมท่านต้องมาชุมนุมกันตรงนั้นและวันนั้น? เหตุผลชัดเจนมาก ท่านต้องการให้ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญเขียนระบุลงไปให้ชัดเจนในรัฐธรรมนูญว่า “ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ และอัครศาสนูปถัมภก” เพราะท่านรู้ล่วงหน้ามาก่อนแล้วว่ายังไม่มีและจะไม่มีการระบุข้อความดังกล่าวในร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกนี้ ซึ่งก็เป็นความจริง จนนำไปสู่การรวมตัวกันเดินขบวน “ธรรมยาตรา” ครั้งใหญ่ ด้วยช้าง 9 เชือกจากพุทธมณฑล นครปฐม ไปปักหลักที่หน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 25 เมษายน จนถึงวันนี้ และจะเข้มข้นดุเดือดขึ้นเรื่อย ๆ หาก สสร. และ กมธ. ยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งหมดยังเฉยเมยเย็นชาหรืออคติต่อข้อเรียกร้องของพระสงฆ์และชาวพุทธ โดยข้อมูลส่วนตัว ผู้เขียนเห็นด้วยกับการระบุให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ในรัฐธรรมนูญ และได้เสนอความคิดเห็นถึง สสร. กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สถาบันพระปกเกล้า และสำนักนายกรัฐมนตรี รวมทั้งเขียนบทความสนับสนุนผ่านสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นมติชน คมชัดลึก ไทยโพสต์ สยามรีวิว โคราชรายวัน THE NATION และ BANGKOK POST รวมทั้งได้แสดงความคิดเห็นทางเว็บบอร์ดต่าง ๆ แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังมองไม่เห็นแนวโน้มที่ดีหรือท่าทีในเชิงบวกจาก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จนตัวเองก็อ่อนแรงและอ่อนใจลงไปเยอะแล้ว แต่ก็ยังพอมีความหวัง เพราะยังมีพระสงฆ์และฆราวาสอีกหลายกลุ่มที่ยืนหยัดต่อสู้ต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ ก็ขอให้ท่านประสบผลสำเร็จ เหตุผลลึก ๆ ที่ทราบมาจากพระผู้ใหญ่หลายท่าน ก็คือ ศาสนาพุทธและชาวพุทธกำลังถูกคุกคาม ทำร้าย ทำลาย จากจุดเล็ก ๆ และขยายเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากหลายทิศทาง หากเราไม่มีมาตรการทางกฎหมายเข้ามารองรับ ก็ยากที่จะรักษาศาสนาพุทธไว้ให้อยู่คู่กับประเทศไทยได้ ประชากรชาวพุทธ จากการสำรวจทั่วโลกพบว่าลดลงเรื่อย ๆ ในขณะที่ศาสนาอื่นบางศาสนาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนน่าตกใจ เหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นในประเทศไทยในไม่ช้านี้ อีก 100-200 ปี ศาสนาพุทธอาจจะล่มสลายหายไปจากประเทศไทยเลยก็เป็นได้ ท่านยกตัวอย่างประเทศอินเดีย อินโดนีเซีย อาฟกานิสถาน มาเลเซีย แต่ก่อนเคยมีศาสนาพุทธรุ่งเรือง มาก แต่ปัจจุบันเหลือเพียงซากปรักหักพังเท่านั้น ท่านบอกว่า ประเทศมาเลเซียมีประชากรที่เป็นมุสลิมเพียง 40 – 50 % แลมีชาวพุทธอยู่ 10 % แต่เขาก็เขียนระบุให้ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ ประเทศกัมพูชาที่เราคิดว่าเขาเป็นประเทศสังคมนิยม ก็ระบุให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติไว้ในมาตรา 43 เพราะเขามองการณ์ไกล และมีความเข้มแข็ง ทำไมศาสนาพุทธซึ่งเป็นศาสนาคู่ชาติ คู่ราชบัลลังก์ มีประชากรเกินกว่า 90% เราจึงไม่กล้าระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อกำหนดจุดยืนและทิศทางให้กับประชากรและประเทศชาติ คนไทยคงใจดี ใจกว้างและใจอ่อนเกินไป จนไม่กล้าที่จะระบุศาสนาประจำชาติของตนเองไว้ในรัฐธรรมนูญ ความจริงมันเป็นเพียงการรับรองสถานะของศาสนาพุทธในประเทศไทยเท่านั้น ไม่ใช่หลักประกันว่า พระ ฆราวาสและทุกคนจะเป็นคนดีหรือเป็นการบังคับให้ทุกคนหันมาปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาพุทธ ใครนับถือศาสนาใด ก็ยังคงปฏิบัติตามคำสอนของศาสนานั้นเป็นปรกติ ไม่มีอะไรจะไปบังคับให้เปลี่ยนแปลง แต่หากอยากจะเปลี่ยนแปลง ก็ทำได้โดยความสมัครใจของตนเอง เป็นสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานที่ได้รับการรับรองโดยรัฐธรรมนูญทุกฉบับอยู่แล้ว และคำว่าศาสนาพุทธในที่นี้ไม่ได้มองแค่หลักคำสอนเพียงอย่างเดียวแต่หมายถึงสถาบันที่ประกอบด้วย หลักคำสอน บุคลากร (พระภิกษุ-สามเณร-อุบาสก-อุบาสิกา)องค์กรที่มีหลักการบริหาร-จัดการมีระเบียบและวินัยซึ่งจำเป็นต้องอยู่ภายใต้และเกี่ยวข้องกับกฏหมายรัฐธรรมนูญและกฏหมายอื่นๆเหมื่อนองค์กรทั่วๆไป ไม่ได้ลอยตัวอยู่ในอวกาศเป็นนามธรรมที่ใครจะปฏิบัติก็ได้ไม่ตามปฏิบัติก็ได้หรือจะปล่อยปละละเลยทิ้งๆขว้างๆแบบชั่วช่างชีดีช่างสงฆ์ก็ได้ ในสถานะที่เป็นสถาบันจำต้องมีการปกป้องรักษา ด้วยเหตุนี้จึงมีการเรียกร้องให้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ผู้เขียนได้อ่านเหตุผลสนับสนุนและคัดค้านมากมายจากสื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ มีทั้งเหตุผลที่ดีรอบด้านและเหตุผลที่มีอคติตั้งใจจะค้านฝ่ายเดียว แต่จากการคิด ค้นคว้า และความเข้าใจของตนเองในเชิงวิเคราะห์ พอจะมองออกว่ามันมีผลดีอะไร มีผลเสียอะไร หรือเราจะได้อะไร และเสียอะไรจากการระบุให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ จึงขอนำเสนอผลดี – ผลเสีย และทางออกในประเด็นดังกล่าวต่อไปนี้ : ผลดี : 1) ศาสนาพุทธ และศาสนาอื่น ๆ จะได้รับการรับรอง – คุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญ 2) คนไทยซึ่งเป็นชาวพุทธจะเห็นความสำคัญของศาสนาและหันมาสนใจ ศึกษา ปฏิบัติธรรมกันมากขึ้น 3) เป็นการยืนยันสอดคล้องกันทั้งโดยนิตินัยและจารีตประเพณีว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติมิใช่เพียงคิด พูด เข้าใจ หรือรู้สึกกันเอาเองเหมือนที่ผ่านมา 4) สามารถระบุหรืออ้างอิงต่อชาวโลกได้อย่างชัดเจนว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติของประเทศไทย 5) ทำให้รัฐมีหน้าที่ปกป้องและส่งเสริมศาสนาและกิจการทางศาสนาโดยข้อบังคับของกฏหมาย 6) ทำให้ภาพรวมของสถาบันหลัก คือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์มีความชัดเจนครบถ้วนสมบูรณ์ 7) ทำให้รัฐธรรมนูญของประเทศไทยสอดคล้องกับความเป็นจริงและความต้องการของประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ 8) ทำให้ศาสนาอื่นยอมรับความจริงที่ว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาหลักของประเทศไทย และระมัดระวังในการเผยแพร่ศาสนาของตนเองมากขึ้น และ 9) ทำให้การขับเคลื่อนพัฒนาประเทศที่เน้นคุณธรรม จริยธรรม และหลักธรรมาภิบาล ในการบริหารบ้านเมืองง่ายขึ้นและเป็นรูปธรรมมากขึ้น เอาละ ลองมาคิดถึงผลเสียหรือผลข้างเคียงที่ไม่ดีบ้าง คิดอยู่นาน คิดหลายตลบ คิดไปคิดมา คิดหน้า คิดหลัง เรียกว่า เค้นสมองเลยทีเดียว แต่ก็ได้เพียงประเด็นเดียว คือ การระบุให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ในรัฐธรรมนูญ (โดยไม่ระบุหรือเอ่ยถึงศาสนาอื่นเลย) อาจทำให้คนที่นับถือศาสนาอื่นเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ และมองว่าศาสนาของตนเองไม่ได้รับการยกย่องเชิดชู ซึ่งอาจจะนำไปสู่การต่อต้านและแตกแยกในสังคมได้ในระดับหนึ่ง แต่เหตุการณ์นี้จะไม่เกิด หากทุกคนยอมรับความจริงอย่างมีปัญญาและสติสัมปชัญญะ เพื่อแก้ปัญหาความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ รวมถึงการต่อต้าน ที่อาจจะเกิดขึ้นในหมู่ชนที่นับถือศาสนาอื่น และเป็นการให้ความเสมอภาคเท่าเทียมกันอย่างพอเพียง พอประมาณ และมีเหตุมีผล รวมทั้งมีภูมิคุ้มกันที่ดีตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ผู้เขียนขอเสนอให้เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ในมาตราที่เกี่ยวกับศาสนาประจำชาติว่า “ประเทศไทยมีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ และมีศาสนาที่ได้รับการรับรองจากรัฐอีก 4 ศาสนาคือ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาซิกข์ และศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู พระมหากษัตริย์ไทยทรงเป็นพุทธมามกะและทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก” ก็น่าจะเป็นการเพียงพอในการยกย่องเชิดชูศาสนาพุทธและศาสนาอื่น ๆ ในประเทศไทย และไม่น่าจะเป็นข้อเรียกร้องที่มากเกินไป เหนือสิ่งอื่นใด เราชาวพุทธต้องรู้จักรัก หวงแหน และปกป้องศาสนาของตนเองไว้ตราบนานเท่านาน ให้ลูกหลานได้เรียนรู้ปฏิบัติตามและสืบทอดกันต่อไป อย่านับถือแบบงมงายไร้เหตุผลหรือนับถือแต่เพียงคำพูดหรือตามทะเบียนบ้าน ไม่เข้าใจหลักคำสอนที่ถูกต้องและไม่รู้สึกรู้สาถึงภัยอันตรายที่จะเกิดกับศาสนาของตนเองอีกต่อไปเลย ประเทศไทย คือ ป้อมปราการสุดท้ายที่ศาสนาพุทธจะดำรงคงอยู่และสถิตสถาพรยาวนานต่อไป หากเราไม่ช่วยกันธำรงรักษา ก็ไม่รู้ว่าศาสนาพุทธที่บรรพบุรุษของเรานับถืออย่างสุดจิตสุดใจ จะมีอายุยืนยาวต่อไปได้อย่างไรในประเทศนี้ เราต้องใจแข็ง เข้มแข็ง ยืนหยัด และกล้าที่จะตัดสินใจโดยไม่ลังเลที่จะรักษามรดกล้ำค่าของบรรพบุรุษชิ้นนี้ไว้ให้ดีที่สุดและนานที่สุดสำหรับคนไทยและประเทศไทย หากวันใดพระแก้วมรกตไม่มีวัดพระแก้วให้สิงสถิต ลองนึกภาพดูว่าประเทศไทยจะเป็นฉันใดฤา www.e-universitus.com admin@e-universitus.com

หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา