|
|
พระพุทธเจ้าในอนาคต
พระพุทธเจ้าของเรามีมาแล้ว27พระองค์ในอดีต ต่อไปภายภาคหน้า จะเกิดพระพุทธเจ้าองค์ใหม่อีก ใครสนใจเชิญอ่านดูนะคะ เนื้อหาสาระดีๆรู้ไว้ไม่เสียหาย...
post ครั้งแรก: Sun 17 June 2007, 9:59 pm ปรับปรุงล่าสุด: Sun 17 June 2007, 10:28 pm
|
หน้าที่ 1 - พระโพธิสัตว์พระศรีอานท์และพระพุทธเจ้าอีก9องค์
ตามคติของฝ่ายมหายานกล่าวว่า มีพระโพธิสัตต์พระองค์หนึ่งชื่อ พระวิศวปาณีโพธิสัตต์ ซึ่งขณะนี้ทรงบำเพ็ญญาณอยู่กับพระอาทิพุทธ ( พระพุทธเจ้าองค์ปฐม ) จนกว่ากัลป์ที่ 5 พระศรีอารยเมตไตรยมาตรัสเป็นพระมานุษีพุทธเมื่อใด เมื่อนั้นพระวิศวปาณีจะสร้างโลกใหม่ ทางฝ่ายเถรวาทและฝ่ายมหายานต่างก็เชื่อว่า พระศรีอารยเมตไตรย จะตรัสเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล เพราะในกัลป์นี้นั้น มีผู้มาตรัสเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว 4 พระองค์ คือ
พระกกุสันโธ สัตว์คู่บารมีคือ ไก่
พระโกนาคมโน สัตว์คู่บารมีคือ นาค
พระกัสสโป สัตว์คู่บารมีคือ เต่า
พระสมณโคดม ( ศากยมุนี ) สัตว์คู่บารมีคือ โค
และในอนาคตกาล พระศรีอารยเมตไตรย สัตว์คู่บารมีคือ สิงห์ พระโพธิสัตต์องค์นี้มีรูปประดิษฐานอยู่บนแท่นบูชาตามอารามทั่วไป เป็นรูปพระสงฆ์จีนครองจีวรแบบจีน ปล่อยส่วนที่ท้องให้เป็นท้องพลุ้ยใหญ่ รูปร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์ ใบหน้าหัวเราะร่าเริงมาก และมีถุงย่ามขนาดใหญ่อยู่ที่มือข้างขวาของท่าน ข้างซ้ายถือลูกประคำ
ในบางแห่งจะเห็นว่ามีรูปเด็กปีนป่ายขึ้นไปบนร่างท่าน ซึ่งเป็นเครื่องแสดงว่าท่านเป็นพระที่ใจดีมาก ไม่มีวิตกกังวลและห่วงใย ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไร เป็นที่เคารพรักของพวกเด็กมาก รูปพระโพธิสัตต์องค์นี้ ความจริงเป็นรูปปั้นของพระ " หลวงพ่อถุงย่าม " เป็นพระภิกษุในยุค 5 ราชวงค์ เป็นชาวเมืองฮ่องฮัว มณฑลเม่งจิว เจ้าของฉายาว่า " เข่ยชื้อ " หรือ " เชียงเทงจื้อ " โดยปกติท่านมีลักษณะอาการแสดงความเบิกบานเป็นสุขตลอดเวลา ไปไหนมาไหนจะมีย่ามใหญ่ติดตัวไปด้วย จึงได้รับฉายาว่า " หลวงพ่อถุงย่ามใหญ่ " ท่านพูดอะไรมักจะเป็นอรรถ มีความหมายในทางนิกายเซ็น ( ธยาน ) ในปีที่ 3 แห่งรัชกาลเจงเม้ง ( พ.ศ. 1460 ) ท่านได้นั่งเข้าสมาธิดับไปที่แท่นหิน วัดงักลิ้ม ก่อนดับได้เขียนคาถาไว้บทหนึ่งว่า
พระเมตไตรย คือ พระเมตไตรย
แบ่งกายเป็นพันหมื่นโกฏิ
ให้คนได้เห็นทุกเวลา
แต่คนก็ไม่รู้จัก
ฉะนั้น บรรดาพุทธสาวก จึงต่างสันนิษฐานว่า ท่านเป็นพระเมตไตรยมาโปรดแล้วเลยบอกฉายาท่านว่า พระเมตไตรยโพธิสัตต์ ดังนั้นเพื่อเป็นการระลึกถึงพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล จึงได้สร้างรูปลักษณ์เลียนแบบพระรูปนี้เพื่อการสักการะบูชา พระนามจีนของท่านคือ " หมีเล็กผ่อสัก " หรือ " หนี่เต็กผ่อสัก " หรือ " หนี่เล็กผ่อสัก " บ้างก็เรียกท่านว่า " พระยิ้ม " บ้างก็เรียกท่านว่า " พระสังกัจจายน์ " แต่ที่แท้แล้ว ท่านเป็นองค์เดียวกัน
จะกล่าวถึงพระสังกัจจายน์หรือกัจจายนเถระ เป็นพุทธสาวกในสมัยพุทธกาล เล่ากันว่ามีรูปร่างสง่างาม ผิวงามดุจทองคำ เนื่องจากท่านเกิดในตระกูลเศรษฐี ทางบ้านมีกิจการค้าขายหลายอย่าง ต่อมาเมื่อท่านศรัทธาในพระศาสนาจึงได้ออกบวช บวชไปบวชมา ลาสิกขาบทแล้วบวชใหม่อยู่เรื่อยถึง 7 ครั้ง เพราะทางบ้านมักจะหากุศโลบายให้ออกมาทำการค้า พระสังกัจจายน์ได้ชื่อว่ามีจริยาวัตรงดงามเป็นที่สุด ใครเห็นเดินมาแต่ไกลก็นึกว่าเป็นพระพุทธเจ้า บรรดาหญิงสาวทั้งหลายเห็นแล้วก็รู้สึกใคร่ในกามราคะ พยายามหาทางตีสนิท หญิงบางนางวิ่งเข้าไปกอดเสียดื้อๆ ด้วยเหตุที่รูปงามจนยากแก่การรักษาพรหมจรรย์ จึงได้กล่าวบังคมทูลเรื่องทั้งหมดแก่พระพุทธเจ้า และขอสำแดงฤทธิ์ด้วยอำนาจฌานแห่งพระอรหันต์ ให้ร่างกายเปลี่ยนไปดั่งที่เห็นในปัจจุบัน ดังนั้นพระปิดทวาร พระมหาอุตม์ ล้วนมาจากความเชื่อเรื่องพระสังกัจจายน์เป็นต้นเค้า
อีกฉายาหนึ่งของท่าน ที่คนเล่นตุ๊กตาจีนจะรู้จักกันดี คือ " ปู้กุ่ยฮุด " เป็นตุ๊กตามงคล มีความหมายให้ผู้บูชาร่ำรวย ถ้ารวยอยู่แล้วก็จะยิ่งรวย และมั่นคง ถ้าเป็นองค์พระยิ้มกับเด็ก 5 คน คือ " โหงวจื้อฮุด " มีนัยมงคลว่าให้มีลูกหลานสืบสกุลและให้อยู่ครบห้าชั่วคน มีคำจีนเรียกว่า " โหงวต้อตังตึง " และลูกทุกคนก็ขอให้ร่ำรวย ใครที่ไม่มีลูกและอยากจะมี ท่านว่าควรมีไว้บูชา พระเมตไตรย โดยนัยแห่งพระนาม แปลว่า มีเมตตา หรือไมตรี
พุทธมหายานถือว่า พระพุทธเจ้านั้นมีมากมายเช่นเดียวกับพระโพธิสัตต์ก็มีมากมาย ดั่งหนึ่งเม็ดทรายในมหาคงคานที ได้มีการแบ่งพระพุทธเจ้าเป็น 3 ประเภท คือ
1. พระพุทธเจ้าในอดีต เช่น พระอมิตาภพระพุทธ พระไภษัชยคุรุไวฑูรย์ประภาส พระพุทธอักโษภัย พระพุทธไวโรจน์ พระพุทธทีปังกร ฯลฯ
2. พระพุทธเจ้าในปัจจุบัน คือ พระพุทธศากยมุนี หรือสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
3. พระพุทธเจ้าในอนาคต คือ พระศรีอารยเมตไตรย ซึ่งทางมหายานถือว่าขณะนี้ท่าน คือ พระศรีอารยเมตไตรยโพธิสัตต์ประทับอยู่บนสวรรค์ชั้นดุสิต
สวรรค์ชั้นนี้ ในทางพุทธศาสนาถือเป็นดินแดนประทับของพระโพธิสัตต์ที่เตรียมมาประสูติ และตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เช่น พระศากยมุนีพุทธเจ้า เมื่อครั้งทรงเป็นพระมหาเวสสันดรโพธิสัตต์ ก็ทรงประทับอยู่ ณ สวรรค์ชั้นดุสินนี้เอง เมื่อใดที่ถึงสมัยที่พระศรีอารยเมตไตรยจะมาเป็นพระพุทธเจ้า ก็คือ ต้องจากสวรรค์ดุสิตลงมา
โดยมหายานได้แบ่งเวลาระหว่างพระพุทธเจ้าในปัจจุบัน และอนาคต หรือเวลาหลังการดับขันธ์ของพระพุทธเจ้า กับการอุบัติของพระเมตไตรยออกเป็น 3 สมัย คือ
1. สมัยแรก 500 ปี ถือเป็นช่วงที่พระธรรมกำลังแพร่ขยาย
2. สมัยสอง 1,000 ปี ถือเป็นช่วงปฏิรูปพระธรรม
3. สมัยสาม 3,000 ปี ถือว่าถึงจุดที่พระพุทธศาสนาเสื่อมสิ้นแล้ว พระเมตไตรยมหาโพธิสัตต์ จะเสด็จลงจากดุสิตสวรรค์สู่โลกมนุษย์ เพื่อยังพระธรรมให้บริสุทธิ์อีกครั้ง
***จากhttp://www.mindcyber.com/home/index.php?news=100 ***

พระอนาคตวงศ์นี้ เป็นเรื่องกล่าวถึงประวัติย่อของพระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลาย ผู้บำเพ็ญพระบารมีในชาติหนึ่ง
ซึ่งปรากฏเป็นยอดปรมัตถบารมีอันประเสริฐ เกิดสำเร็จผล ทรงพระอภินิหาร ประกอบด้วยพระเดชามหานุภาพ
เป็นพุทธสมบัติที่จะมาอุบัติตรัสเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสิบพระองค์ในโลก ณ อนาคตกาลภายหน้า นั้นคือ
- พระศรีอาริยเมตไตรย์ พระองค์หนึ่ง
- พระราม พระองค์หนึ่ง
- พระธรรมราช พระองค์หนึ่ง
- พระธรรมสามี พระองค์หนึ่ง
- พระนารท พระองค์หนึ่ง
- พระรังสีมุนีนาถ พระองค์หนึ่ง
- พระเทวเทพ พระองค์หนึ่ง
- พระนรสีหะ พระองค์หนึ่ง
- พระติสสะ พระองค์หนึ่ง
- พระสุมงคล พระองค์หนึ่ง
ซึ่งต่อจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราไป โดยลำดับกัปป์ นับตั้งแต่ภัทรกัปป์นี้เป็นต้นไป
พระพุทธเจ้าสิบพระองค์นี้ ทรงสร้างพระบารมีสิบทัศครบบริบูรณ์แล้ว จึงทรงพระคุณ มีอภินิหารต่างๆ ยิ่งหย่อนกว่ากัน ด้วยสามารถพระบารมีนั้นๆของพระองค์ อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์ตรัสไว้แก่พระสารีบุตร โดยพุทธภาษิตบรรยาย จัดเป็นพุทธประวัติกาลอนาคตเรื่องหนึ่งฯ
หนังสือเรื่องนี้ พระบูรคามบริรักษ์ พ่อค้ามีชื่อเสียงในโคราช ได้มาตกลงให้โรงพิมพ์พระจันทร์พิมพ์ด้วยลานแท้ เพื่อสำหรับเทศน์ได้ ๑๔ จบ บริจาคเงินค่าพิมพ์ ๘๐ บาท โรงพิมพ์พระจันทร์ จึงได้เริ่มลงมือพิมพ์ และพิมพ์ไว้จำหน่ายต่อไปฯ
นายกิม หงศ์ลดารมภ์
วันที่ ๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๔
ปล.ก็อปปี้คนอื่นมานะคะ...แต่หวังว่าคงเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 1 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 21 ก.ค. 2550 (00:08) มาแสดงความเห็นกันหน่อยสิคะ...ดิฉันรู้สึกเหมือนเขียนblogให้ตัวเองอ่านคนเดียวยังไงไม่รู้ค่ะ