นำชัย ชวนคิด ฝัน และสรรค์สร้างสังคมไทย
วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ภูมิปัญญา ความหรรษา และคุณค่าของชีวิต
post ครั้งแรก: Tue 16 January 2007, 5:03 pm ปรับปรุงล่าสุด: Sat 3 April 2010, 6:00 am
อยู่ในส่วน: ไม่ได้ระบุว่าให้อยู่ห้องใด
หน้าที่ 119 - ทำอย่างไรจึงจะ (ไม่) เป็นอย่าง ดร. นำชัย (2)
(ต่อจากหน้า 118)
ผมเป็นหนอนหนังสือมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กมากๆ ... อ่านหนังสือสารพัดประเภท ... บางอย่างก็มีประโยชน์น้อยมาก ... บางอย่างที่ดูเหมือนไม่น่าจะมีประโยชน์ แต่ก็กลับมีประโยชน์อย่างไม่น่าเชื่อ ... พอยิ่งอายุมากเข้า ก็ยิ่งเข้าใจว่า ตัวเองโชคดีมากที่ชอบอ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็ก

ภาพจาก http://www.electric-chicken.co.uk/gallery.html
การอ่านหนังสือมากทำให้สามารถเชื่อมโยงความรู้จากแหล่ง (หรือวิชา) ที่ดูเหมือนแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เข้าหากันได้มากขึ้น และง่ายขึ้น ... ทำให้เห็น "ความงาม" และ "ความจริง" ของธรรมชาติและของชีวิตได้ง่ายขึ้น
ก่อนที่จะมีวิชาวิทยาศาสตร์หรือวิชาอื่นๆ มากมายอย่างปัจจุบัน ... คนสมัยก่อนเรียนรู้วิชาทุกอย่างในฐานะ "ปรัชญาชีวิต" กันครับ ... ดังจะเห็นได้ว่า คนที่ได้ปริญญาเอกนั้น ในภาษาอังกฤษท่านใช้มาเกือบพันปีแล้วว่า ได้เป็น "Doctor of Philosophy (Ph.D.)" หรือเป็น "คุณหมอแห่งปรัชญา" ... คือ เข้าถึงเป้าหมายสูงสุดของการศึกษา คือ "เข้าใจในความจริงของชีวิต"
แม้แต่ในปัจจุบัน ปริญญาเอกแทบทั้งหมดก็ยังระบุดีกรีว่า Ph.D. (ไม่ได้มาจาก Permanent human brain Damage นะครับ-ฮา)
แต่การชอบอ่านชอบเรียนรู้ของผมต้องแลกด้วยอะไรต่อมิอะไรไม่น้อย ... มีบ่อยครั้งที่ต้องอดขนมหรือของอื่นที่อยากได้ หรือแม้แต่ต้องนำของสะสมคือ สแตมป์ เหรียญหรือธนบัตรเก่าๆ สวยๆ (ราคาไม่สูงนัก เช่น ใบละ 100 บาท) ออกมาใช้ ... เพื่อให้ได้หนังสือที่ต้องการมา
เมื่อโตมากขึ้นก็อาศัยใช้การสอนพิเศษมาจุนเจือส่วนนี้เอา
ครอบครัวของผมเป็นครอบครัวของคนชั้นกลางค่อนข้างล่างขนาดใหญ่ (ผมมีพี่ชายและพี่สาวรวม 6 คน แต่ไม่มีน้อง) .... เป็นครอบครัวที่ไม่ใช่ครอบครัวนักอ่านสักเท่าใด .. หนังสือมีให้อ่านไม่มากนัก
โรงเรียนที่ผมเคยอยู่ ก็ไม่มีหนังสือที่ผมสนใจอยากอ่านมากนัก ซึ่งก็นับเป็นเรื่องน่าเศร้าทีเดียว เมื่อคิดว่าโรงเรียนที่เคยอยู่ก็เป็นระดับชั้นนำของประเทศ แต่ห้องสมุดโรงเรียน เต็มไปด้วยหนังสือคู่มือ หนังสืออ่านนอกเวลา หรือไม่ก็เอกสารอ้างอิงพวกสารานุกรมเล่มหนา ขนาดที่อาจทับให้บาดเจ็บหรือพิการได้ เสียเป็นส่วนใหญ่ ... แม้แต่หนังสือพิมพ์ก็เป็นหนังสือพิมพ์แบบชาวบ้าน ที่เรียกว่าหนังสือพิมพ์หัวสี ... ซึ่งมี "พื้นที่ความรู้" น้อยเสียเหลือเกิน
ผลต่อเนื่องที่ตามมาจากสุขนิสัยในการอ่านที่ไม่ดีก็คือ ผมตาสั้นแต่เด็ก ... ผมเริ่มใส่แว่นตาตั้งแต่ ป. 2 (ครับ ประถมศึกษาปีที่ 2 ไม่ใช่ปริญญาตรีปีที่ 2 ครับ!) ทำใหกิจกรรมโลดโผนในวัยเด็กลดลงกว่าก่อนหน้านั้นไปไม่น้อย (ไม่อยากทำแว่นหัก จนต้องเปลี่ยนแว่นบ่อยๆ)
แต่ผมก็ว่าคุ้มนะครับ ... ความรู้จากการเตรียมให้ตัวเองแต่เด็ก ทำให้ผมต้องผ่านวิกฤตหนักๆ ในชีวิตมาได้อย่างไม่หนักหนาสาหัสนัก ... ไม่ว่าจะเป็นการที่คุณพ่อต้องจากไปตั้งแต่ผมอยู่ ม. 1 ซึ่งก็ทำให้ฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวซวนเซอย่างหนัก แทบจะล้มลงเลยทีเดียว ... การที่ต้องช่วยพี่ชายจ่ายหนี้ตอนฟองสบู่เศรษฐกิจแตกดังโพล๊ะ จนผมเองก็แทบสิ้นเนื้อประดาตัวไปด้วยอีกคนหนึ่ง ... หรือแม้แต่ตอนที่ต้องเลิกกับคนรักที่เล่นเอากินไม่ได้ นอนไม่หลับ ทำงานไม่ออกไปพักหนึ่งทีเดียว
สิ่งเหล่านี้ถ้าไม่ได้ "ภูมิคุ้มกัน" ที่ได้จากการอ่านหนังสือมาตลอดชีวิต คงเล่นเอาย่ำแย่จนอาจจะเสียศูนย์ไปเหมือนกัน
นี่แหละครับ ... อีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากบอกว่า ไม่อยากให้ใครๆ ต้องมาลำบากลำบนและเป็นอย่างผม ... คุณๆ หลายคนน่าจะโชคดีกว่ามาก ที่สามารถเลือกเตรียมความรู้ให้ตัวเองได้เลย โดยไม่ต้องมีแรงกดดันทั้งจากภายในและภายนอก เพราะถึงเวลานั้น ก็คงจะไม่ทันกาลเสียแล้ว (และไม่ต้องห่วงว่า มันจะไม่มานะครับ ... ความทุกข์มาเยือนทุกคนแน่นอนอยู่แล้ว ... เพียงแต่จะมาในรูปใดและเมื่อใดเท่านั้น)
ผมยังเสียดายแทนเพื่อนร่วมรุ่นที่ได้ทุน พสวท. คนหนึ่ง ที่คิดสั้นจนจากไปเสียก่อน ... ถ้าเขามี "ภูมิคุ้มกันชีวิต" มากเสียหน่อย ป่านนี้คงทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติได้อีกมาก
จริงอยู่ "ผงเข้าตา" นั้นจะเป่าออกหรือเขี่ยออกเองคงยาก ... จะหาคนมาเป่าหรือมาช่วยเขี่ยให้ก็อาจจะไม่ง่ายนัก ... จึงจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการเอาน้ำใส่ขันเพื่อไป "ลืมตาในน้ำ" เอาผงออกด้วยตัวเอง ... เผื่อเอาไว้บ้างครับ
นั่นคือ สาเหตุที่ผมพูดซ้ำๆ อยู่บ่อยครั้งว่า ... เด็กๆ ของเราต้องเรียนรู้เรื่อง "ธรรมมะ" ไว้บ้าง เปรียบเหมือนทำประกันชีวิต แต่น่าจะเรียกว่าเป็นการ "ทำประกันจิตวิญญาณ" มากกว่าครับ ... ว่าจะได้ไปในที่ดีๆ ที่เรียกว่า "สุคติ" นั่นเอง!
นำชัย
27 มิ.ย. 2550
ปล. ตั้งแต่อยู่ ม. ต้น ผมอ่านหนังสือแทบทุกประเภท "รู้เรื่อง" ... จะมียกเว้นก็แต่หนังสือ "ปรัชญา" (อย่างหนังสือ "ปรัชญาชีวิต" ของคาลิล ยิบราน) ที่อ่านอย่างไร ก็ไม่รู้สึกว่าเข้าใจอย่าง "ลึกซึ้ง" ... จนเมื่อเคยผิดหวัง เคยโดนหลอก เคยทำผิดพลาด เคยทุกข์หนักหนาสาหัสมากยิ่งขึ้นตามประสบการณ์และวัยที่เพิ่มขึ้น ... ผมก็จึงเข้าใจว่า ผู้เขียนต้องการสื่ออะไร!