เคยสงสัยไหมครับว่า การทำเมกะโปรเจ็กท์มีผลดีต่อประเทศจริงๆ หรือ?
ความที่ผมได้ไปอยู่ประเทศญี่ปุ่นอยู่หลายปี ทำให้ผมได้ดูสารคดีต่างๆ อยู่จำนวนไม่น้อย ... แม้ว่าจะเข้าใจบ้าง-ไม่เข้าใจบ้าง เนื่องจากภาษาญี่ปุ่นของผมไม่ดีนัก - ก็ตามที
สิ่งหนึ่งที่ผมพยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะให้ได้ในขณะที่อยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นคือ ความเข้าใจว่าญี่ปุ่นทำอย่างไรจึงพลิกจากประเทศผู้พ่ายแพ้สงครามโลก กลายมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกไปได้
สิ่งที่ประติดประต่อได้ก็คือ ประเทศญี่ปุ่นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น ทุกข์ยากเข็ญลำเค็ญจนไม่อาจอธิบายเป็นคำพูดได้ ... ลองจินตนาการว่า ประเทศที่พ่ายแพ้สงครามและต้องจ่ายค่าเสียหายให้ประเทศผู้ชนะตามที่ถูกเรียกร้อง ... ไหนจะเรื่องความอดอยากยากแค้นที่ต้องเผชิญ ... ขวัญและกำลังใจของคนในชาติจะหาได้จากไหนกัน?
คนไทยในรุ่นอายุ 40 ปีขึ้นไปอาจจะพอนึกออกว่า สินค้าญี่ปุ่นในช่วง 30-40 ปีก่อนนั้น มีคุณภาพต่ำไม่ต่างอะไรจากสินค้าจากประเทศจีนในปัจจุบันเลย ... แม้แต่น้อย ซึ่งแตกต่างจากตอนนี้ที่สินค้าญี่ปุ่นคือ สินค้าพรีเมี่ยมชั้นดี และมีราคาแพง

อาซิโม - หุ่นยนต์ฮิวแมนอยด์ (หุ่นคล้ายมนุษย์) ที่เป็นสัญลักษณ์แทนความก้าวไกลด้านเทคโนโลยีของบริษัทผลิตรถยนต์ฮอนด้า
ภาพจาก http://news.uns.purdue.edu/UNS/html3month/2005/050307.Robot.first.html
ปรากฏว่า ในช่วงที่ญี่ปุ่นเริ่มฟื้นตัว สิ่งที่ญี่ปุ่นส่งสัญญาณให้นานาชาติรับรู้ว่า ประเทศตนกำลังพัฒนาตัวเองขึ้นมาครั้งใหญ่คืออะไร - พอจะทายกันออกไหมครับ?
ญี่ปุ่นทำสิ่งเดียวกับที่ประเทศจีนกำลังทำอยู่ในขณะนี้เลยครับ ... นั่นก็คือ การรับเป็นเจ้าภาพงานระดับโลกในด้านต่างๆ เช่น การเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิก และการเป็นเจ้าภาพ World Expo เป็นต้น
เมื่อฝ่าฟันจนได้เป็นเจ้าภาพแล้ว ... ก็ใช้ภาระการเป็นเจ้าภาพนี้เองเป็นตัวกระตุ้นและสร้างความต้องการในการก่อสร้างสิ่งก่อสร้างและสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น ถนน รถไฟ และสนามกีฬา และใช้เป็นตัวผลักดันความต้องการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดในด้าน ว&ท เพื่อแสดงให้นานาชาติได้เห็นความสามารถของคนในชาติตน
การทำ "เมกะโปรเจ็กท์" ในแบบนี้ จึงเป็นการสร้าง "ฐาน" อย่างแข็งแกร่งให้กับประเทศ ทั้งในเชิงโครงสร้างพื้นฐาน (น้ำ, ไฟฟ้า, สนามกีฬา, มหาวิทยาลัย ฯลฯ) และในเชิงขวัญและกำลังใจ โดยเน้นที่การสร้าง "นักกีฬา" และ "นักวิทยาศาสตร์" ที่มีคุณภาพและความสามารถในระดับโลก ... เพื่ออวดต่อชาวโลก
ญี่ปุ่นถึงกับมีเมืองวิทยาศาสตร์ที่ชื่อ "ทซึคุบะ (Tsukuba)" ที่สร้างขึ้นเพื่อรับมือกับการเป็นเจ้าภาพ The International Exposition of Science and Technology ในปี 1985 หรือที่รู้จักกันกว้างขวางกว่าในชื่อ Tsukuba Expo'85
พอจะเดาได้ไหมครับว่า ... ญี่ปุ่นใช้เวลากี่ปีในการเตรียมตัวเพื่องาน Tsukuba Expo'85?
รัฐบาลญี่ปุ่นเห็นชอบให้สร้าง "เมืองวิทยาศาสตร์" ขึ้นในบริเวณที่ตั้งของเมืองทซึคุบะในปี 1963 และมีการออกพระราชบัญญัติชื่อ The Tsukuba Science City Construction Act ออกมาในปี 1970 และมีการตั้งมหาวิทยาลัยทซึคุบะขึ้นในปี 1973
ญี่ปุ่นใช้เวลาเตรียมการนานกว่า 20 ปี เพื่อการเป็นเจ้าภาพงาน Tsukuba Expo'85 อย่างสมภาคภูมิ

ตัวอย่างภาพจากงาน Tsukuba Expo'85 ในแผ่นโปสการ์ดที่ระลึก ในรูปกลางจะสังเกตเห็นได้ว่า ความฝันเรื่องหุ่นยนต์ของญี่ปุ่นนั้นมีมานานแล้ว วันหลังผมจะเล่าให้ฟังว่า ความฝันนี้มาจากการ์ตูนที่คุณหมอท่านหนึ่งที่ผันตัวเองมาเป็นนักวาดการ์ตูน เป็นผู้จุดความฝันให้กับคนญี่ปุ่นทั้งชาติ ... น่าทึ่งไหมเล่าครับ?
ภาพจาก http://www.geocities.co.jp/HeartLand-Namiki/1985/expo85/hagaki.htm
เมื่อเห็นข้อมูลกันแบบนี้แล้ว ... ก็คงไม่แปลกใจนะครับว่า การปู้ยี่ปู้ยำเงินงบประมาณ เพื่อเอาไปสร้างสนามบิน (ซึ่งยังคงซ่อมแซมกันอยู่ ... ครั้งแล้วครั้งเล่า ... ผมพิมพ์ข้อความนี้อยู่ด้วยความรู้สึกแบบ "น้ำตาตกใน" ครับ) ส่งผลกระทบต่อคนชั้นล่างของประเทศ (ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่) ไม่มากนักในระยะสั้น และกีดกันคนส่วนใหญ่ของประเทศออกจาก "การมีส่วนร่วม" กับ "เมกะโปรเจ็กท์" อย่างโหดร้าย ... และไร้เยื่อใย
คุณคิดว่า งานกีฬามหาวิทยาลัยโลกที่บังคับให้นักศึกษาหยุดเรียนในช่วงจัดงาน กีดกันคนที่อยู่ใกล้เคียงออกนอกบริเวณจัดงาน (โดยการจัดเส้นทางจราจรให้ไปเสียพ้นๆ) การจัดเตรียมพื้นที่อย่างฉุกละหุกก่อนงาน เพียงแค่เดือนสองเดือน - จะมีส่วนกระตุ้นความสนใจของคนไทยให้หันมาสนใจกีฬาได้มากเพียงใด?
ผมว่าผมเริ่มจะแน่ใจแล้วว่า ... ถ้าคนไทยไม่หัด "คิด" และ "ลงมือทำ" กันอย่าง "จริงๆ จังๆ" เสียบ้าง ... พร้อมๆ กับหัด "เปิดตา" เรียนรู้บทเรียนจากประเทศอื่นๆ เสียบ้าง ... ประเทศไทยและคนไทยจะคง "ทันสมัย" แต่ "ด้อยพัฒนา" ... อย่างที่เป็นอยู่ไปทั้งชาตินั่นแหละครับ!
นำชัย
8 ส.ค. 2550