การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิไม่ใช่ปัจจัยสำคัญเพียงอย่างเดียว ผลจากการวิจัยชี้ว่าเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศอย่างสุดขั้วอย่างทันทีทันใดหรืออย่างยาวนาน เช่น ภาวะความแห้งแล้งหรือความชื้นมากๆ อย่างฉับพลัน หรือแม้แต่อย่างต่อเนื่องยาวนาน ต่างก็ล้วนส่งผลกระทบที่รุนแรงทำให้เกิดกลุ่มสภาวการณ์เลวร้าย ซึ่งเพิ่มความเลวร้ายของเหตุการณ์หลักให้มากขึ้นเป็นทบเท่าทวีคูณ
ตัวอย่างที่ชัดเจนในเรื่องนี้คือ ในเดือน พ.ย. 1998 เมื่อพายุเฮอริเคน มิทช์ (Mitch) ที่เป็นผลจากทะเลแคริเบียนที่อุ่นขึ้นมากผิดปกติ เข้าถล่มแถบอเมริกากลางนาน 3 วัน ทำให้ระดับน้ำสูงขึ้นเกือบ 2 เมตรแบบฉับพลัน ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปว่า 11,000 คน และสร้างความเสียหายมากกว่า 5 พันล้านดอลลาร์
ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว มีรายงานว่าในประเทศฮอนดูรัส มีผู้ป่วยจากอหิวาตกโรคตามมาถึง 30,000 ราย ซึ่งเท่าๆ กับจำนวนผู้ป่วยจากโรคมาลาเรีย และยังมีอีกกว่า 1,000 รายที่เป็นโรคไข้เลือดออก ในปีถัดมา ประเทศเวเนซูเอลาก็พบชะตากรรมคล้ายคลึงกันกับประเทศฮอนดูรัส
ในทำนองเดียวกัน ฝนตกหนักในเมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2005 ส่งผลให้น้ำท่วมสูงขึ้นทันที 1 เมตร ตามติดมาด้วยการระบาดของโรคที่มียุงเป็นพาหะคือ โรคมาลาเรียและโรคไข้เลือดออก พ่วงต่อมาด้วยโรคที่มากับน้ำเช่น อหิวาตกโรคและโรคท้องร่วงแบบต่างๆ แถมซ้ำด้วยโรคที่มาสัตว์ฟันแทะ เช่น โรคฉี่หนู (leptospirosis) เป็นต้น
กลุ่มของเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องเป็นลูกโซ่คล้องกันอยู่ดังที่อธิบายมานี้เกิดขึ้นกระจายอยู่ทั่วโลก ดังที่แสดงไว้ในภาพที่ 5

ภาพที่ 5 ผลกระทบที่เลวร้ายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ มักส่งผลเป็นผลกระทบแบบลูกโซ่ต่อเนื่อง ดังที่แสดงด้วยแถบสีและภาพสัญลักษณ์ของสัตว์พาหะของโรคในภาพนี้ (ที่มา: Climate Change: Futures Health, Ecological & Economic Dimensions, 2006)
เรื่องของปริมาณน้ำเกี่ยวข้องกับการแพร่กระจายของโลกมากน้อยเพียงใด สามารถดูได้จากกราฟในภาพที่ 6 ซึ่งแสดงจำนวนผู้ป่วยเป็นโรคมาลาเรียในประเทศโมแซมบิคต้นปี 2000 นับจากมหาวาตภัยจากพายุไซโคลนเขตร้อนรวม 3 ลูกที่เข้าถล่มประเทศอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดฝนตกหนักนานกว่า 6 สัปดาห์ ผลก็คือมีหลายร้อยคนเสียชีวิตจากการจมน้ำ อีกหลายแสนคนไร้ที่อยู่อาศัยและตกอยู่ในบริเวณน้ำท่วมขังที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศนี้ ผู้คนเหล่านี้ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกเนื่องจากถนนและสะพานถูกทำลาย ทำให้หน่วยกู้ภัยเข้าไปยังพื้นที่ได้อย่างยากลำบาก

ภาพที่ 6 โรคมาลาเรียระบาดอย่างรวดเร็วช่วง 6 สัปดาห์หลังจากประเทศโมแซมบิคถูกพายุไซโคลนถล่ม ทำให้ทั้งประเทศจมอยู่ใต้น้ำในต้นปี 2000 (ที่มา: Climate Change: Futures Health, Ecological & Economic Dimensions, 2006)
จากกราฟจะเห็นได้ชัดเจนว่า ปริมาณน้ำฝนที่ท่วมขังในบริเวณเมืองหลวงคือ มาพูโต (Maputo) กับจำนวนผู้ป่วยเป็นโรคมาลาเรียเพิ่มขึ้นอย่างทันทีทันใดอย่างมีนัยสำคัญต่อกัน (ช่วงหลังสัปดาห์ที่ 49 ในภาพ)
ในอีกมุมหนึ่งของโลก พื้นที่ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศบราซิลซึ่งปลูกอ้อยปริมาณมหาศาลมาอย่างต่อเนื่องนานกว่า 3 ศตวรรษ ทำให้แผ่นดินแห้งแล้งอย่างหนักจนผู้คนในพื้นที่จำเป็นต้องอพยพเข้าสู่เขตเมืองพร้อมกับนำโรคมาลาเรียมาเผยแพร่ในเขตเมืองอย่างขนานใหญ่
ในประเทศไทยเอง แรงงานไร้ฝีมือค่าจ้างต่ำจำนวนมากที่หลั่งไหลมาจากประเทศเพื่อนบ้าน ในหลายกรณีผู้คนเหล่านี้ก็เป็นผู้ป่วย (โดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม) ที่นำโรคมาแพร่สู่คนเมืองและคนท้องถิ่น และเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของการหวนกลับมาหรือการเพิ่มความรุนแรงขึ้นของโรคอุบัติซ้ำหลายๆ โรคเช่นกัน ดังนั้น การบริหารจัดการด้านสาธารณสุขสำหรบคนกลุ่มนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพของคนไทยเช่นกัน
อันที่จริงแล้ว แม้ว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศเนื่องจากภาวะโรคร้อนมาเกี่ยวข้องด้วย โรคอุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้ำโดยตัวของมันเองก็นับเป็นเรื่องน่าเป็นห่วงอยู่ไม่น้อย เนื่องจากสภาวะแวดล้อมด้านชีววิทยาในปัจจุบันล้วน แล้วแต่เอื้อให้เกิดโรคใหม่ๆ หรือทำให้โรคที่มีอยู่แล้วแพร่กระจายมากขึ้นได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้นและอยู่กันอย่างแออัดยัดเยียดในหลายพื้นที่ของโลก (เช่น เกาะฮ่องกงที่พบโรคไข้หวัดนกและประเทศจีนที่พบโรคซาร์สเป็นครั้งแรก) การตัดไม้ทำลายป่ากันขนานใหญ่ทั่วโลกซึ่งทำให้สัตว์พาหะของโรคที่เดิมอยู่แต่ในป่า เข้ามาอยู่ใกล้ชิดกับมนุษย์มากยิ่งขึ้น
การเลี้ยงสัตว์เป็นแบบอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีสัตว์เศรษฐกิจเพียงไม่กี่สายพันธุ์หลัก ทำให้หากเกิดโรคระบาดขึ้นจะเกิดความเสียหายอย่างมาก เนื่องจากขาดความหลากหลายทางสายพันธุ์ที่จำเป็นต่อการสร้างระดับความต้านทานโรคที่แตกต่างกันไป การอยู่ใกล้ชิดกันระหว่างคนและสัตว์นานาชนิด ซึ่งทำให้เชื้อโรคหลายชนิดที่เคยพบแต่ในสัตว์ สามารถปรับตัวจนสามารถเข้ามาอาศัยและก่อโรคในคนได้
นอกจากนี้แล้ว การเคลื่อนที่ของผู้คนจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นจากการท่องเที่ยว การอพยพหนีภัยสงคราม ภัยแล้ง หรือภัยธรรมชาติอื่นๆ และความยากจนข้นแค้นในบางพื้นที่ รวมทั้งหนีจากผลกระทบทางการเมืองทั้งภายในและระหว่างประเทศ หรือภัยจากการก่อการร้ายต่างๆ
อาจกล่าวได้ว่าเราอยู่ในยุคสมัยที่ โลกเปรียบเสมือนขวดเพาะเชื้อขนาดใหญ่ ที่กำลังเพาะเลี้ยงเชื้อโรคต่างๆ นานาอยู่ และ ภาวะโลกร้อน ก็อาจจะเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่คล้ายกับเป็น ตัวเร่ง (catalyst) ให้ผลจากหายนะรุนแรงมากยิ่งขึ้นเป็นทวีคูณ!
เอกสารอ้างอิง
1. http://www.who.int/en/ เว็บไซต์ขององค์การอนามัยโลก
2. http://www.theglobalfund.org/en/ เว็บไซต์ของกองทุนโลก (The Global Fund)
3. Climate Change Futures Health, Ecological & Economic Dimensions (2006) The Center for Health and the Global Environment Harvard Medical School
*ฉบับนี้ใหญ่ 5 MB กว่าๆ ... ก็เลยแปะให้ไม่ได้ครับ โปรแกรมมันไม่ยอม (ลิมิต 1 MB) ... ที่เว็บไซต์ไบโอเทคกูรู http://www.biotec.or.th/Guru/ ก็ยังไม่ไหวเลยครับ เกินลิมิตเหมือนกัน (ได้สูงสุดแค่ 5 MB ครับ) ... ถ้าอยากได้ คงต้อง copy ชื่อไปแปะบน google แล้วตามไปดาวน์โหลดจากเว็บไซต์ต้นตอนะครับ*
4. Paul R. Epstein (2000) Is Global Warming Harmful to Health? Scientific American, August, 50-57
is-global-warming-harmful-to-health_2000.pdf(November 2, 2007 16:06)
5. Paul R. Epstein (2001) Climate Change and Emerging Infectious Disease. Microbes & Infection, 3, 747-54
Climate-change&EID_2001.pdf(November 2, 2007 15:57)
6. Stephen S. Morse (1995) Factors in the Emergence of Infectious Diseases. Emergence of Infectious Diseases, 1(1), 7-15
FactorsEID_Morse.pdf(November 2, 2007 16:04)
นำชัย
http://www.biotec.or.th/Guru/
2 พ.ย. 2550