อ่านบทความข้างล่างแล้วคิดถึงชีวิตตัวเองครับ มีหลายเรื่องที่คล้ายๆ กัน เช่น คุณพ่อผมเสียตั้งแต่ผมอยู่แค่ ม.1 ความจำเกี่ยวกับคุณพ่อของผมจึงกระท่อนกระแท่นและมีไม่มากนัก แต่ที่จำได้แม่นคือคุณพ่อเป็นคนรักการศึกษามาก เพราะเป็นคนจีนมาจากเมืองจีนตั้งแต่อายุ 20 ปี แต่ก็ยังมาร่ำเรียนภาษาไทยจนอ่านออกเขียนได้ ตรงกันข้ามกับคุณแม่ที่ไม่มีโอกาสได้เข้าโรงเรียนด้วยซ้ำไป
ลองอ่านดูนะครับ ส่วนหนึ่งของบทความของคุณนันทขว้าง สิรสุนทร ที่ผมตัดมาให้อ่านข้างล่างนี้ อาจทำให้วันหยุดสุดสัปดาห์นี้ของคุณ อบอุ่น มากขึ้นอีกหน่อย
ผมแทบไม่รู้สึกว่าการมีพ่อคือความรู้สึกอย่างไร เพราะพ่อเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุรถยนต์ตั้งแต่ตัวเองไม่กี่ขวบ วิธีการประจบ (ไม่ใช่สอพลอ) เวลาจะไปไหนก็คือ คืนนั้นแกล้งไปนอนข้างๆ แม่ ซึ่งแกก็รู้ว่ามันต้องมามุขนี้ ต้องไม่ธรรมดา (ฮิฮิ) พอโตขึ้นจนไม่ไร้เดียงสา คือรู้เดียงสาแล้ว ผมก็รู้ว่าแม่ไม่ได้เรียนหนังสือมากนัก ตรงกันข้ามกับพ่อ ที่ดูจะมีโอกาสทางสังคมมากกว่าหลายเท่า
มีเพื่อนหลายคนที่มีพ่อและแม่คล้ายๆ กันแบบนี้ .... ที่น่าแปลกคือ เรากลับได้เรียนรู้อะไรจากแม่มากพ่อ ผมว่าถ้าพ่อยังอยู่ ผมก็คงเรียนรู้อะไรจากแม่มากกว่าพ่ออยู่ดี เลยค่อนข้างเข้าใจทฤษฎีคู่ แม่กับลูกชาย พ่อกับลูกสาว อยู่พอสมควร ...
รุ่นพี่ที่ผมนับถือคนหนึ่งบอกว่า พ่อคือขุนเขาและแม่คือดวงตะวัน อีกคนบอกว่าพ่อคือเสาบ้านและแม่คือหน้าต่างของที่อยู่อาศัย ผมชอบเขียนอยู่บ่อยๆ ว่า แม่ของเราทุกคนเหมือนท้องฟ้า ... กว้างไกลและอบอุ่น
ซาร์ต นักคิดชื่อดังเคยบอกว่า เขารักแม่มากกว่าความถูกต้อง, กามูร์ บอกว่าเขารักแม่มากกว่าพระเจ้า ... โดยที่ความหมายของพ่อ ไม่ได้ย่นย่อลงแม้แต่น้อยเมื่อเทียบกับแม่
ผมคิดเอาเองว่า ด้วยระยะทางและบทบาททางสังคม ลูกๆ หลายคนน่าจะผูกพันกับ แม่ มากกว่า พ่อ ... เพราะถ้าพ่อคือ เสาหลัก ที่ไม่หักโค่น แม่คงคล้าย ผ้าห่ม และ น้ำในตู้เย็น ในบ้าน เวลามีมรสุมรุนแรงพัดมา เรามักจะคิดว่าเราเกาะเสาบ้านดีกว่า แต่จริงๆ เราอุ่นที่สุดเมื่อผ้าห่มผืนนั้น ... ห่อหุ้มตัวเรา
มีหนังสือดีๆ มากมายที่อาจจะเขียนเกี่ยวกับพ่อและแม่ แต่คงไม่มีกระดาษหน้าไหนจริงๆ ที่ทำให้เรารู้สึกเท่ากับการมองเห็นความดีของแม่รอบด้าน ... วรรณกรรมดีๆ ให้ความเข้าใจของแม่ต่อเรา แต่แม่ตัวเป็นๆ ของเรามากกว่าที่ให้ความรู้สึกมากว่าแค่ความเข้าใจ ถึงตรงนี้ แม่ตัวเป็นๆ จึงสูงส่งกว่าวรรณกรรมและแข็งแรงกว่างานเขียน
บางที่ ... หนังสือที่น่าอ่านที่สุด ที่ดีที่สุด ก็คือพ่อและแม่ของเราเอง พ่อที่ทำงานหนัก แม่ที่หันหน้าเข้าครัว ... ที่ความรักในแม่ของโจร เท่าเทียมกันกับแม่ของบัณฑิต เพราะไม่ว่าจะเป็น บัณฑิต หรือ โจร แม่ยังเป็นคนแรกที่จะรัก และเป็นคนสุดท้ายที่จะเกลียดลูก (น้าทิวาแห่งสีสัน เคยบอกไว้แบบนี้)
ที่มา: บทความเรื่อง หนังสือที่น่าอ่านที่สุดคือ พ่อและแม่ ของคุณนันทขว้าง สิรสุนทร ในคอลัมน์ Editors Point of View ของ EnterTrend (ET) ปีที่ 3 ฉบับ 144 ศุกร์ 16 มี.ค. 2550 เอกสารแถมหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ (ตัวเน้นและลำดับของข้อความปรับใหม่โดยเจ้าของบล็อก)
นำชัย
26 ม.ค. 2551
ขอบคุณสำหรับกำลังใจครับ ครูป้อม
เห็นช่วงนี้ ครูป้อมก็ขยันอัพเดทหน้า blog อยู่เหมือนกันนะครับ
มีคนเข้าไปดูไม่น้อยเสียด้วย
ขอบคุณมากครับ ครูป้อม ![]()
เป็นแนวคิดที่น่าสนใจดีครับ คุณ KUCHIKI NAMTIP
ถ้าหมั่นอัพเดทข้อมูล และคัดกรองเอาที่น่าเชื่อถือ
จะเป็นแหล่งรวมข้อมูลที่ดีได้ครับ ถ้าไม่รู้จะหาข้อมูลจากไหน
ผมแนะนำให้เริ่มจากเว็บ http://www.sciencedaily.com/
เพราะมีข่าวเยอะดี และอัพเดทบ่อย ... ขอให้สนุกครับ
นำชัย
ขอบคุณครับ คุณ vaseline
คงอีกสักพักครับ
ขอชื่นชมคุณนำชัย สร้างสรรค์ผลงานด้วยใจที่ทุ่มเทเพราะว่ากว่าจะเขียนได้ขนาดนี้ไม่ใช่เรื่อง่าย กว่าจะเป็นะบรรทัด เป็นบท ต้องใช้ทั้งความรู้ ความสามารถ เวลา ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ทรัพยากรมากมาย ที่สำคัญคือจิตใจที่มีแต่ให้ เสียดายหากคุณนำชัยจะไปจริง

