|
ตอนงานประชุมวิชาการประจำปีของ สวทช. (ใครรู้ชื่อเต็มบ้างครับ อิอิ) ... ก็อย่างที่เคยเกริ่นไปบ้างแล้วว่า ผมได้รับมอบหมายให้พูดเรื่องเกี่ยวกับพืชและสัตว์ประหลาด ... ซึ่งก็ทำเอาลำบากไปหลายวัน เพราะหัวข้อมันประหลาด! ต้องมาคิดว่าจะพูดอะไร อย่างไรดี
เสียเวลาคิดและเตรียมอยู่หลายวันเหมือนกัน

วันนี้ก็เลยจะถือโอกาสเอาบางส่วนมาอวดกันครับ
เปิดมาสไลด์แรก ผมให้ดูภาพจากข่าวบนอินเทอร์เน็ตว่า วันนี้จะพูดเกี่ยวกับสัตว์ประหลาดมากหน่อย (อันที่จริงพ่วงคนประหลาดด้วยอีกต่างหาก) ... แต่เนื่องจากทางผู้จัดคือ พี่จุมพล เหมะคีรินทร์ (พี่จุ๋ม) อยากให้พูดเรื่องพืชด้วย ก็จะมีพืชให้ด้วยนี๊ดดดด ... นึง คือ 1 สไลด์ (ฮา แหม ... อย่าว่าผมเลยนะ เพ่ .... ขนาดตอนเลือกสาขาระดับปริญญาตรี ผมยังหนีพืชมาเรียนสัตว์เลยครับ - - ... พืชน่ะดูเฉยๆ ก็สวยดีอยู่หรอกครับ แต่อีกตอนต้องมานั่งท่องชื่อ จำโครงสร้างนั้น ... ดูจะปวดกระโหลกสำหรับคนไม่คุ้นเคยอย่างผมไม่น้อย)

สไลด์ต่อมาก็เล่นเรื่องปลาไหลทองเสียก่อน ... ความที่ไม่เคยไปวิจัยจริงๆ ว่า ปลาไหลทองนี่น่าจะมีสาเหตุจากอะไร ก็ไปไล่ดูข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตดู ก็ได้ความว่าที่วิกิพีเดีย (ภาษาอังกฤษ) มีเรื่องเกี่ยวกับ งูเห่าทอง ด้วยเหมือนกัน อ่านไปอ่านมาได้ความว่า อาจจะจัดว่ามันเป็น สัตว์เผือก (albino animal) ได้แบบหนึ่ง ส่วนสาเหตุก็รู้แน่ชัดเลยว่าเป็นเพราะ ร่างกายงูเห่าทองพวกนี้ใช้งานสารชื่อ แซนโธฟอร์ (xanthophore) ไม่ได้ (สังเกตนะครับว่า สารที่ลงท้าย phore ทั้งหลายมักเกี่ยวข้องกับ สี ในทางใดทางหนึ่ง)

ผลก็คือ ทำให้ร่างกายไม่สามารถสร้างรงควัตถุ (หรือสารที่ทำให้เกิดสี) ชื่อ เทอริดีน (pteridine) ไม่ได้ ... ทำให้ไม่ปรากฏเม็ดสีแบบสีแดงและสีเหลืองที่ปกติแล้วจะพบในสัตว์พวกนี้ (มหัศจรรย์ไหมล่ะครับ ... งูมี สีพื้น ภาษาคอมพิวเตอร์บอกว่ามี default - ของร่างกายเป็นสีผสมของสีแดงกับสีเหลือง!
และปรากฏการณ์นี้พบในทั้งสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ (ได้ยินใครบอกว่าเดี๋ยวนี้สอนให้เรียกเป็น สะเทินบกสะเทินน้ำ ... แต่อย่า "สะเทิ้น" นะครับ เพราะถ้า "สะเทิ้น" แล้ว มักจะต้องอายตามมาด้วย ;-P) ... ฮั่นแน่ แสดงว่า ปลาไหลทอง นี่ก็อาจจะมาจากปรากฏการณ์นี้กระมัง!
ตอบโจทย์ปลาไหลทองที่แสนประหลาดไปได้หนึ่งล่ะครับ
ว่า มันก็แค่สัตว์ตัวหนึ่งที่ร่างกายไม่เหมือนปลาไหลอื่นๆ เพราะสาเหตุที่เล่ามาข้างต้นนี่แหละครับ ไม่ต้องไปกราบไหว้มันหรอกนะครับ ... ตอนหน้ามาตอบโจทย์เรื่องอื่นกันต่อครับ
นำชัย
3 เม.ย. 2551
ปล. ในรูปสไลด์แรก จะเห็นได้ว่าผมรวม ปรากฏการณ์ประหลาด ไว้ด้วย 1 เหตุการณ์ คือ มีน้ำซึมที่ร่ำลือกันว่าศักดิ์สิทธิ์เป็นหนักหนาไว้ด้วย ... แต่คงต้องบอกตอนจบของเรื่องไว้ด้วยคือ ต่อมาวันสองวันมีคนพบว่าใกล้ๆ กันนั้น ห่างออกไปราว 100-200 เมตร มีบ่อส้วมที่เลิกใช้งานไปแล้วอยู่ และดูเหมือนน้ำจะซึมมาจากตรงนั้น (อุอุอุ ...) ... ไม่รู้มีใครในรูปเป็นอะไรไปบ้างหรือเปล่านะครับ นักข่าวไม่ได้รายงานต่อหลังจากนั้น - -
สวัสดีครับ สำหรับคนที่กลัวแมงมุม (แต่เจอแมงมุมทีไรวิ่ง......กระทืบ ! แล้วจับมาทรมานอย่างบ้าคลั่ง (คนอื่น : ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตนี่นา....-_-)
ขอค้านคุณ hopun ครับ เพราะว่าแมงมุมสำหรับผมแล้วมี 2 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่ แมงมุมที่มีขาบาง ๆ ก้นเล็ก ๆ กับแมงมุมที่มีขาหนา ก้นใหญ่ ๆ แต่ที่ผมไม่กล้าจับคือประเภทที่มีขาหนา ๆ ครับ
ปล.ใครก็ได้ช่วยแปลความหมาย
อาจอรรถาธิบายได้ แต่เพียง ... อดีต
หากแต่ อนาคต ไซร้ ... อาจลิขิตได้ด้วยกัน
เหอๆ ถ้าขาดเรื่องขำขันไป มันก็ออกจะผิดคอนเซ็บต์ของตัวเองไปนิด
ขำขำ กับพระมหาสมปอง เจ้าค่ะ
เรื่องวัตถุดิบ
ญาติโยมหลายท่านมักถามว่า
' ท่านบวชเรียนมาตั้งแต่อายุยังน้อย อยู่ในเพศบรรพชิตมามากกว่าครึ่งชีวิต
มีโอกาสสัมผัสชีวิตฆราวาสไม่มากนัก แล้วเอาข้อมูล วัตถุดิบหรือมุกมาจากไหนหนักหนา'
อาตมาก็ตอบว่า หลักๆ เลยก็คือ การอ่าน นอกจากนั้นก็หนัง ละคร ที่ญาติโยมดูกันนั่นแหละ
พอตอบออกไปอย่างนี้ โยมก็สวนกลับทันที ' ไม่ผิดข้อห้ามหรือท่าน'
อาตมาก็จะอธิบายไปว่า ดูเพื่อให้เท่าทันกิเลสจะได้สกัดมันถูก และที่สำคัญ หากอาตมาไม่รู้หรือไม่เข้า ใจตลอดจนไม่เท่าทันเรื่องราวทางโลกและ จะมาบรรยายธรรมให้ญาติโยมรู้สึกอินกันได้อย่างไรซึ่งนอกจากการอ่าน การดูและการฟังแล้ว หลายวัตถุดิบที่นำมาสร้างเป็นมุกฮา ก็ได้มาจากการพูดคุยกับเหล่าโยมๆ นี่แหละ
อย่างวันหนึ่งระหว่างที่อาตมากำลังฉันเพลอยู่ก็มีโยมท่านหนึ่งโทร.มา
' พระอาจารย์เหรอคะ นี่อาตมาเองนะคะ'
' หา อะไรนะ'
' พระอาจารย์เหรอคะ นี่อาตมาเองค่ะ'
' ถ้าโยมแทนตัวว่าอาตมา แล้วอาตมาจะแทนตัวอาตมาว่าอะไร'
' อ๋อ ขอโทษค่ะ'
หลังจากนั้นก็คุยธุระกันจนจบ อาตมาก็กล่าวว่า
' เจริญพร'
' ค่ะ เจริญพรเช่นกัน'
แน่ะ มีอวยพรให้พระด้วย
ข้างต้นก็คือ สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นบ่อยๆ ระหว่างพูดคุยกับเหล่าญาติโยม จนถือว่าเป็นเรื่อง
ปกติสำหรับอาตมาไปแล้ว หรืออย่างก่อนหน้านี้มีโยมผู้หญิงคนหนึ่ง เดินถือสังฆทานมาอย่างมาดมั่นพอเข้ามาในกุฏิแล้ว เธอก็มุ่งตรงไปที่พระบวชใหม่รูปหนึ่งทันที
' ถวายสังฆทานค่ะ'
พระบวชใหม่ด้วยความที่ยังจำบทสวดต่างๆ ไม่ค่อยคล่องนัก จึงหยิบหนังสือขึ้นมาดู
' ไม่ต้องค่ะ' โยมผู้หญิงคนนั้นกล่าวอย่างหนักแน่นตามสไตล์สาวมั่น
' ดิฉันท่องได้ค่ะ เพราะคุณยายพาเข้าวัดตั้งแต่เด็กๆ' เธอพนมมือขึ้น ก่อนกล่าวว่า
' อิมานิ มะยัง ภันเต สะปะริวารานิ คิกขุ สังโฆ' ( ที่ถูกต้อง จะต้องเป็น ภิกขุ สังโฆ)
พระบวชใหม่มีสีหน้างุนงง ก่อนหันมาถามอาตมา
' คิกขุสังโฆ นี่มันฟังทะแม่งๆ นะหลวงพี่'
อาตมาเกรงว่าโยมผู้นั้นจะหน้าแตก ก็เลยตอบไปว่า
' คิกขุ แปลว่า น่ารัก สังโฆ แปลว่า สงฆ์ คิกขุสังโฆ ก็คือ แด่พระสงฆ์ผู้น่ารัก'
เท่านั้นแหละ พระใหม่รูปนั้นนั่งยืดทั้งวันเลย
แต่ก็มีบางกรณี ที่การพูดผิดของคุณโยมทำให้อาตมาแทบจะสำลัก
อย่างเมื่อเร็วๆ นี้ มีโยมท่านหนึ่งโทรศัพท์มา
' หลวงพี่ขา ขอเรียนเชิญนิมนต์ค่ะ'
' ไปไหนล่ะโยม'
' ไปมรณภาพที่บ้านน่ะค่ะ'
โห นิมนต์พระไปตายถึงที่บ้านเลย อาตมาจึงบอกไปว่า ถ้านิมนต์ไปงานศพไปให้ได้
แต่ถ้าเชิญไปมรณภาพนี่ ช่วงนี้อาตมาไม่ว่างจริงๆ ขอตัวเถอะนะโยม
จากตัวอย่างที่อาตมาเล่าไว้ข้างต้น คุณโยมอาจจะเห็นเป็นเรื่องขบขัน แต่มันก็สะท้อน
ให้เห็นความห่างเหินระหว่างคนกับวัดได้ในระดับหนึ่ง ปัจจุบันนี้คนจะนึกถึงวัดในกรณีพิเศษเท่านั้น เช่นงานบวช งานศพ ต่างกับสมัยก่อนที่วัดเป็นศูนย์กลางของชุมชน ฆราวาสกับพระจึงสนทนากันไหลลื่น ไม่มีคำแปลกๆ หรือผิดที่ผิดทางออกมาให้พระสะดุ้งแต่อย่างใด ถ้าพูดถึงศัพท์แสงที่แสลงใจแล้ว ตอนไปบิณฑบาตอาตมาจะเจอบ่อยมาก เช่นมีอยู่วันหนึ่งระหว่างที่กำลังเดินๆ อยู่ ก็ได้ยินเสียงใสๆ แว่วขึ้นมา
' แม่ๆ พระมาขอข้าว'
' มาเยอะไหมลูก'
' มา2 อัน'
โห เรียกอย่างกับชิ้นส่วนรถยนต์ นี่ถ้ามาเยอะๆไม่เรียกเป็นฝูงเลยเหรอ
ดังนั้นเวลาไปบรรยายธรรมให้นักเรียนฟังอาตมาจะนำเรื่องนี้ไปสอดแทรกเพื่อสอนเด็กๆ ด้วย
' ถ้าพระกิน เรียกว่า ฉัน'
' พระนอน เรียกว่า จำวัด' (บางคนเรียกขี้เกียจเป็นพระนอนไม่ได้)
' พระป่วย เรียกว่า อาพาธ'
' พระตาย เรียกว่า มรณภาพ' (ไม่ใช่เรียกป่อเต็กตึ๊งนะ)
' แล้วพระอาบน้ำล่ะ เรียกว่าอะไรเอ่ย'
คราวนี้อาตมาถามให้เด็กๆ ตอบบ้าง
' เรียกคนมาดู'
จบกัน

ขอบพระคุณสำหรับกลอนธรรมะดี ๆ ครับ
คนจะงามงามที่ใจใช่ใบหน้า
คนจะสวยสวยจรรยาใช่หน้าหวาน
คนจะแก่แก่ความรู้ใช่อยู่นาน
คนจะรวยรวยสินทานใช่บ้านโต
1.กลในกลอนอ่อนหวานปานน้ำทิพย์
ชโลมหยิบช่วยชุบอุปถัมภ์
บรรเลงทีซึ้งบทในรสคำ
หมื่นพจนพร่ำร่ำเรื่องประเทืองใจ
2.เสียงโหยหวนพร่ำเพรียกเรียกร้องหา
สุดไขว่คว้าอกใจให้ไหวหวั่น
ลูกแนบอกคลื่นกระชากต้องพลากพลัน
เพื่อนพี่น้องฟลัดผันในพริบตา
ความสูญเสียใหญ่หลวงทะลวงอก
น้ำใจแห้งเหือดเผือดใบหน้า
ต่อแต่นี้อยู่อย่างไรใครเมตตา
เห็นแต่ฟ้ากับหาดกว้างร้างวิญญาน
ความช่วยเหลือที่หลั่งมาดั่งฟ้าโปรด
จากร้อยโยชน์แดนไกลทุกสถาน
จากเบื้องสูงจากทุกทิศมิตรเจือจาง
ร่วมประสานปลอบขวัญมั่นหทัย
ซึ้งน้ำใจคนไทนที่โอบเอื้อ
ต่างจุนเจือไมตรีที่มอบให้
ดั่งสายทองแทรกซ่านประสานใจ
อันดามันวันใหม่สดใสเอย
ลมพลิ้ว
ลู่ริ้วยอดหญ้า
ต้องยอดวาบไหวไปมา
โอนอ่อนโยกลีลาตามริ้วลม
ดอกหญ้า
งามตาสง่าศักดิ์สม
มีคนปองหมายเด็ดดม
ดอมกลิ่นชื่นชมโฉมสคราญ
งามเอย
คนเชยก็เพียงผิวผ่าน
กลีบก็ชอกช้ำร่อยเป็นรอยราน
สมแล้วก็ทิ้งนงคราญร่วงลงลานดิน
ดอกเอย
โดนเชยหมดกลิ่น
รูปสวยกลีบบางก็สร่างสิ้น
แปดเปื้อนราคินด้วยด้วยลิ้นลม
ลมแผ่ว
ผ่านแล้วเพียงสู่สม
ที่ทิ้งไว้ให้....คือรอยตรม
รอยเขาชมเชยเล่นแต่ไม่เห็นค่าความงาม
1.เมื่อมีรักมักขื่นขมระทมหมอง
น้ำตานองวิปโยคแสนโศกศัลย์
เหตุเพราะเราไม่เข้าใจในกันและกัน
แล้วรักนั้นพลันกลับกลายสลายไป
2.น่าสงสารเหลือเกินเจ้าความรัก
ถูกทายทักกล่าวหาว่าน้ำเ่น่า
จงมั่นคงอย่านะอย่าหูเบา
ไม่มีเจ้าสันติได้อย่างไรกัน
3.ฝากบทกลอนแทนใจใครคนหนึ่ง
คนผู้ซึ่งผูกใจภักดิ์รักจอมขวัญ
จะเข้ามาเขียนกลอนวอนทุกวัน
ร่วมสร้างสรรค์จรรโลงรักษ์อักษรไทย
4.อันบทกลอนสุนทรกล่าวชาวเมืองฝัน
ร่วมช่วยกันจินตนาการแล้วขานไข
แต่งบทกลอนวอนเว้าเ่ล่าบอกไป
ลูกหลานไทยจงรู้รักษ์อักษรเรา
5.ถึงเจ็บปวดปานใดใครอย่ารู้
ยืนหยัดสู้เดียวดายยากใครเห็น
คำปลอบโยนกำลังใจไม่จำเป็น
ยากลำเค็ญปานใดใจรู้เอง
ในเมื่อไร้เมตตาอย่าบังอาจ
เที่ยวเกรี้ยวกราดบีฑาข้าจอมเก่ง
เด็กอมมือที่ไหนใครเขาเกรง
คนข่มเหงน้ำใจใครก็ชัง
ฝนสั่งฟ้าลาทีมีวันกลับ
คนลาลับจากไกลไม่คืนหลัง
ฝนย่อมหวนคืนมาเมื่อฟ้ายัง
นกจากรังยากนักจักคืนคอน
แสนเสียดายคืนวันที่ผ่านมา
มิตรภาพถูกเผาพร่าฆ่าเสียก่อน
ความหมางเมินเผาใจดุจไฟฟอน
ตามหลอกหลอนทุกครั้งครา"ตุลาคม"
6.เชิญเพื่อนพ้องน้องมิตรเคยชิดใกล้
รักษาไว้เพลงกลอนอักษรสาร
บรรพบุรุษมีมาแต่ช้านาน
ให้ลูกหลานสานต่อก่อสายใย
แต่งจากจินตนาการอันล้ำเลิศ
แสนบรรเจิดเพริศพริ้งกว่าสิ่งไหน
แต่งจากจิตวิญญาณลูกหลานไทย
ใครอย่าได้ติฉินแอบนินทา
7.ความอยากได้อยากมีและอยากเป็น
คอยเคี่ยาเข็ญคุกคามคนจนป่นปี้
แรกกำเนิดเกิดคนล้วนคนดี
ไม่กี่ปีคนกลับกลายร้ายเหลือคน
กามกิเลสตัณหาพาใจบอด
ไม่ทันจอดเรือก็คว้างคว่ำกลางหน
คุณธรรมไม่น้อมนำพร่ำสอนตน
วุ่นวกวนเวียนว่ายตายทั้งเป็น
ไม่ได้แต่งเองหรอกครับ ทั้งหมดนี้แหละเป็นของฝากครับ
คห.376 ทั้งหมดนำมาจากกระทู้ "นอนเปล่าอยู่ใยเมื่อหายใจกลายเป็นบทกลอน" ถูกแต่งทั้งหมดโดยคุณจิตแผ้ว
คห.374 โดยคุณนพบุราดิศร
คห.375 จากช่องเจ็ด
คห.373 โดยเด็กเรียนกู้โลก
คห.372,370 โดยคุณ big-lor
คห.371 ข้อ 1 โดยคุณนพบุราดิศร ข้อ 2 จากหนังสือเล่มหนึ่ง (ลืมชื่อไปแล้ว)
ผมเคยเห็นกลอนของท่านพุทธทาสภิกขุมาหลายแห่งแล้ว มิน่าเชื่อว่าท่านจะมีฝีมือด้านกวีซึ่งสอดคล้องไปถึงเรื่องธรรมะด้วย
โอ้ เว็บค้นหาขั้นเทพเลยนะคะนั่น
�
อยากรู้คำตอบประเภm ใครสวยที่สุดในโลก แล้วเว็บนั้นจะตอบอย่างไร
นางงามจักรวาล ?
เว็บสุดยอด เก่งกาจมาก ถ้าผมถามไปว่า คุณเป็นใคร มันจะตอบมาว่าอย่างไรละเนี่ย
คำคมวันนี้ : A blind man will not thank you for a looking-glass.
ไม่ว่างลงมาตอบแค่วันเดียว คุณ jumo บรรเลงกลอนเป็นชุดเลยนะครับ ... แหม คำคม "มีดโกน" เนี่ย น่าเอ็นดู้น่าเอ็นดูนะครับคุณ neverheal ถ้ายังงี้ผมขอเล่นมั่ง แต่เป็น "เพชร" ก็แล้วกันนะครับ ... นอกจากจะแพงแล้ว ยังเอาไว้ "ตัดเพชร" ได้ด้วย น่าจะคมเอาเรื่องอยู่ ;-P
คำถามคุณ sineenart กับน้อง jumo ก็น่าสนใจดีครับ เอาไว้ตอนที่ semantic web มันมาแล้ว ก็ลองถามดู ... ผมก็อยากรู้เหมือนกัลล์นะคร้าบบบบบ
หมายความว่าถามได้ทุกคำถามเลยใช่ไหมครับ ทีหลังผมจะถามว่า "jumo เป็นใคร ?" ดูซิว่ามันจะตอบมาว่าอย่างไร ฮ่า ฮ่า ฮ่า
ผมว่านักเรียนทั้งหลายเนี่ย อยากได้เงินแน่ ๆ ถึงตั้งใจทำข้อสอบ สงสัยนักเรียนไทยก็เหมือนกัน แต่ปัญหาที่ผมอยากรู้คือ "1 เหรียญมีค่าเท่ากับเท่าไร ? (เงินบาท)"
ปล.ว่าแต่ Semantic Web มันจะมาเมื่อไหร่เนี่ย -_-
คำคมวันนี้ : Marry a mountain girl and you marry the whole mountain.


|
||||||
![]() |
สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย. ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง |