มา “เปรียบมวย” “คอมพิวเตอร์เจ้าพิภพ” กับสมองของคนๆ หนึ่ง กันต่อนะครับ เมื่อวานผมพูดถึงการเปรียบเทียบจำนวนเซลล์สมองกับจุดเชื่อมต่อ วันนี้มาดูว่าส่วนที่ใช้ “เก็บข้อมูล” กับ “ประมวลผล” ต่างกันมากเพียงใด
ในบทความดังกล่าว ประเมินว่าสมองน่าจะเก็บข้อมูลได้ราว 100 ล้านเมกะไบต์ (เข้าใจว่าหมายถึง “ความจำระยะยาว (long-term memory) แต่ผมว่าน่าจะมากกว่านี้ ... โดยเฉพาะหากมองว่าตลอดชีวิต (ที่ยาวขึ้นเรื่อยๆ) จะมีข้อมูลเพิ่มเรื่อยๆ เพิ่มเติมลงในสมองส่วนความจำระยะยาว ... นี่มองในกรณีสมองของคนปกติ ไม่ได้เป็นโรคสมองเสื่อมนะครับ) ในขณะที่คอมพิวเตอร์เจ้าพิภพน่าจะมีส่วนเก็บข้อมูลขนาดราว 85 ล้านล้านเมกะไบต์ ... ต่างกันอยู่ 8.5 แสนเท่า
หากมองอีกมุมหนึ่ง เอาความทรงจำของคนทั้งโลก (6.5 พันล้านคน) มาเทียบกับคอมพิวเตอร์ทั้งโลก ก็จะเห็นได้ว่า ... คนทิ้งเครื่องจักรไปเกือบหมื่นเท่า (ทิ้งกันขาดเลย!)

ภาพชื่อ The Persistance of Memory ของศิลปิน Salvator Dali
จาก: http://www.history.ucsb.edu/faculty/marcuse/classes/201/
ความจำที่ใช้ทำงาน (working memory) ในวงการคอมพิวเตอร์ หรือที่คนในวงการประสาทวิทยา เค้าจะใช้ว่า “ความจำระยะสั้น (short-term memory)” น่าจะคิดหรือทำงานได้ 9 elements พร้อมๆ กัน ... ไม่รู้จะแปล element ตรงนี้ว่าอย่างไรดีนะครับ (เรื่อง?) แต่สำหรับมหาคอมพิวเตอร์แล้ว จะมีศักยภาพการประมวลผลข้อมูลพร้อมๆ กันได้มากถึง 1.6 ล้านล้านเมกะไบต์
แต่ก็นั่นแหละครับ ... แม้ว่าคอมพิวเตอร์จะ “ประมวลผล” ได้ดียิ่ง (ทิ้งสมองมนุษย์ไม่เห็นฝุ่น) อย่างที่ว่า แต่ก็ยังเป็นเรื่องท้าทายในวงการปัญญาประดิษฐ์ว่า จะทำให้คอมพิวเตอร์ “คิด(เป็น)” ได้อย่างไร
นำชัย
26 มิ.ย. 2551
ปล. วันนี้เป็นวันพระ แรม 8 ค่ำ เดือน 7 นะครับ หา “ธรรมะ” ดีๆ มาฝากกันเช่นเคย
หนังสือ “วิธีสร้างบุญบารมี”
พระนิพนธ์ใน สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก
จัดพิมพ์โดย กองทุนธรรมวิหาร
บุญ ความหมายตามพจนานุกรมพุทธศาสน์ ของพระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) กล่าวว่า บุญคือ เครื่องชำระสันดาน ความดี กุศล ความสุข ความประพฤติขอบทางกาย วาจา ใจ และกุศลธรรม
บารมี คือ คุณความดีที่บำเพ็ญอย่างยิ่งยวด เพื่อบรรลุจุดหมายอันสูงยิ่ง
วิธีการสร้างบุญบารมีในพระพุทธศาสนา มีอยู่ 3 ขั้นตอนคือ การให้ทาน การถือศีล และการเจริญภาวนา ที่นิยมเรียกกันว่า “ทาน ศีล ภาวนา” ซึ่งการให้ทานหรือการทำทานนั้น เป็นการสร้างบุญเป็นเบื้องต้นที่สุด ได้บุญน้อยที่สุดในการทำบุญทั้ง 3 ขั้นตอน ซึ่งการให้ทานนี้ ไม่ว่าจะทำมากอย่างไร ก็ไม่มีทางที่จะได้บุญมากไปกว่าการถือศีลไปได้ และการถือศีลนั้น แม้จะถือมากและเคร่งครัดอย่างไร ก็ไม่มีทางที่จะได้บุญมากเกินไปกว่าการเจริญภาวนาไปได้ ฉะนั้น การเจริญภาวนานั้น จึงเป็นการสร้างบุญบารมีที่สูงที่สุด ได้บุญบารมีมากที่สุด
ในทุกวันนี้เราส่วนใหญ่ รู้จักกันแต่การให้ทานอย่างเดียว เช่น การทำบุญตักบาตร ทอดกฐิน ผ้าป่า สละทรัพย์สร้างโบสถ์วิหาร ศาลาการเปรียญ ส่วนการถือศีล ที่แม้จะได้บุญมากกว่าการทำทาน ก็ยังมีการวิรัติรักษา คือถือศีลกันเป็นส่วนน้อย ... การเจริญภาวนานั้น เป็นการสร้างบุญบารมีที่สูงที่สุด และยิ่งใหญ่ที่สุดในพระพุทธศาสนา จัดว่าเป็นแก่นแท้และสูงกว่าฝ่ายศีลมากนัก การเจริญภาวนานั้นมี 2 อย่าง คือ (1) สมถภาวนา (การทำสมาธิ) และ (2) วิปัสสนาภาวนา (การเจริญปัญญา) ... อารมณ์ของวิปัสสนานั้น แตกต่างไปจากอารมณ์ของสมาธิ เพราะสมาธินั้นมุ่งให้จิตตั้งมั่นอยุ่ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง แต่อารมณ์เดียว โดยแน่นิ่งอยู่เช่นนั้น ไม่นึกคิดอะไรๆ แต่วิปัสสนา ไม่ใช่ให้จิตตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียวนิ่งอยู่เช่นนั้น แต่เป็นจิตที่คิดใคร่ครวญ หาเหตุและผลในสภาวธรรมทั้งหลาย และสิ่งที่เป็นอารมณ์ของวิปัสสนานั้น มีแต่เพียงอย่างเดียวก็คือ “ขันธ์ 5”
ขอบคุณสำหรับกำลังใจครับ ครูป้อม
เห็นช่วงนี้ ครูป้อมก็ขยันอัพเดทหน้า blog อยู่เหมือนกันนะครับ
มีคนเข้าไปดูไม่น้อยเสียด้วย
ขอบคุณมากครับ ครูป้อม ![]()
เป็นแนวคิดที่น่าสนใจดีครับ คุณ KUCHIKI NAMTIP
ถ้าหมั่นอัพเดทข้อมูล และคัดกรองเอาที่น่าเชื่อถือ
จะเป็นแหล่งรวมข้อมูลที่ดีได้ครับ ถ้าไม่รู้จะหาข้อมูลจากไหน
ผมแนะนำให้เริ่มจากเว็บ http://www.sciencedaily.com/
เพราะมีข่าวเยอะดี และอัพเดทบ่อย ... ขอให้สนุกครับ
นำชัย
ขอบคุณครับ คุณ vaseline
คงอีกสักพักครับ
ขอชื่นชมคุณนำชัย สร้างสรรค์ผลงานด้วยใจที่ทุ่มเทเพราะว่ากว่าจะเขียนได้ขนาดนี้ไม่ใช่เรื่อง่าย กว่าจะเป็นะบรรทัด เป็นบท ต้องใช้ทั้งความรู้ ความสามารถ เวลา ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ทรัพยากรมากมาย ที่สำคัญคือจิตใจที่มีแต่ให้ เสียดายหากคุณนำชัยจะไปจริง

