|
เมื่อวาน (พุธ 23 ก.ค.) เพิ่งส่งต้นฉบับชุดสุดท้ายของหนังสือ “โรคอุบัติใหม่” ให้ทางฐานบุ๊คส์ไป ... ชื่อสุดท้ายที่จะใช้พิมพ์บนปกนี่ไม่รู้นะครับว่า ทาง สนพ. อยากใช้ว่าอะไร ... ปิดต้นฉบับคราวนี้ฉุกเฉินมาก เพราะมีงานโน่นนี่เยอะแยะมากในช่วงที่ผ่านมา ทำให้กว่าจะเสร็จก็ตี 2 ของคืนวันอังคารที่ 22 ก.ค. ... ทำให้เมื่อวานออกอาการเบลอๆ ไปทั้งวัน (นอนไปราว 5 ชม. เห็นจะได้) ... ปกติจะต้องนอนไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง ไม่เช่นนั้นจะเบลอ – ยิ่งอายุเยอะ ก็ยิ่งเห็นผลกระทบเรื่องนี้ชัดครับ
ไหนๆ ก็เขียนเรื่องเกี่ยวกับ “โรคอุบัติใหม่ (emerging diseases)” แล้ว ก็น่าจะนำมาเผยแพร่กัน (บางส่วนเท่านั้นนะครับ .. เดี๋ยวทาง สนพ. จะค้อนเอา
) ผมก็เลยขอนำ 2 บทแรกคือ บทนำและบทที่ 1 ที่มีหัวข้อว่า “ประวัติศาสตร์ย่อของโรคติดต่อ” มาแบ่งปันกัน โดยจะลงสลับๆ กับหัวเรื่องอื่นๆ ที่อยากเขียนต่อไปนะครับ
--------------------------------
หนังสือ “โรคอุบัติใหม่”
บทนำ
เมื่อราว 700 ปีก่อนซึ่งตรงกับรัชสมัยกรุงสุโขทัยของไทย เกิดมีโรคระบาดที่ไม่เคยมีใครรู้จักมาก่อนแพร่กระจายไปทั่วทวีปยุโรป โรคดังกล่าวคร่าชีวิตผู้คนในทวีปนั้นไปอย่างน้อย 1 ใน 4 ของประชากรทั้งหมดแต่บ้างก็ประเมินว่าอาจมากถึงครึ่งหนึ่งของชาวยุโรปทั้งหมดในขณะนั้นด้วยซ้ำไป ต่อมาโรคนี้ยังกระจายไปทั่วโลกและอาจจะทำให้มีคนเสียชีวิตมากถึง 75 ล้านคนทั่วโลก
โรคนี้ได้รับชื่อในภายหลังว่า กาฬโรค (black death หรือ black plaque)
ความร้ายแรงของกาฬโรคในคราวนั้น และที่เกิดขึ้นอีกหลายครั้งในหลายแห่งทั่วโลกในเวลาต่อมา ตลอดจนความหวาดกลัวของผู้คนทั่วไปและบุคลากรทางการแพทย์ รวมไปถึงการขาดความรู้และวิธีการที่มีประสิทธิภาพดีในการต่อสู้กับโรคนี้ อาจสะท้อนให้เห็นได้ดีที่สุดจากภาพ "หมอจงอยปากนกจากโรม (Doktor Schnabel von Rom หรือ Doctor Beak of Rome) ที่แพทย์ใช้ชุดเยี่ยมไข้ผู้ป่วยกาฬโรครูปทรงแปลกตา ประกอบด้วยเสื้อคลุมยาวเคลือบขี้ผึ้ง หน้ากากรูปนกที่ส่วนตามีคริสตัลติดไว้เพื่อป้องกันการติดเชื้อ ส่วนจงอยปากยาวที่เห็นก็เป็นส่วนกระเปาะสำหรับเก็บเครื่องเทศหอม และมีแท่งไม้ที่ใช้สัมผัสผู้ป่วย
|
|
|
ภาพแกะสลัก Doktor Schnabel von Rom (พ.ศ. 2199) ฝีมือศิลปิน Paul FÜrst ที่มา: http://www.sweetwaterlibraries.com/sclsblogs/backtoart/ |
โรคอุบัติใหม่ยุคโบราณอีกโรคหนึ่งที่ก่อความเสียหายแก่ผู้คนทั่วโลก รวมทั้งคนในแผ่นดินสุวรรณภูมิเองก็มีบันทึกเกี่ยวกับโรคนี้ มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาได้แก่ โรคฝีดาษหรือไข้ทรพิษ (smallpox) ประเมินกันว่า โรคนี้น่าจะคร่าชีวิตชาวยุโรปไปราว 4 แสนคนต่อปีในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 และเป็นสาเหตุของอาการตาบอดมากถึง 1 ใน 3 ของสาเหตุการตาบอดทั้งหมด โรคนี้มีอัตราการเสียชีวิตสูงมากถึงราว 20-60% ของผู้ติดเชื้อทั้งหมด โดยมากกว่า 80% ของเด็กที่ติดเชื้อมักจะเสียชีวิต
แม้แต่ในโลกยุคใหม่อย่างในศตวรรษที่ผ่านมานี้เอง โรคนี้ก็เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของผู้คนมากรวมกันถึงราว 300-500 ล้านคน หรือเฉลี่ยแล้วมากถึงราว 3-5 ล้านคนต่อปีเลยทีเดียว !
แต่ด้วยโปรแกรมการฉีดวัคซีนป้องกันโรคฝีดาษขององค์การอนามัยโลกและนานาชาติที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ในที่สุด องค์การอนามัยก็สามารถประกาศผลสำเร็จในการกำจัดโรคนี้ได้หมดในปี พ.ศ. 2522 จนถึงปัจจุบัน โรคติดต่อชนิดนี้ก็ยังคงเป็นโรคเพียงโรคเดียวที่มนุษย์สามารถกำจัดให้หมดไปโดยสิ้นเชิงจากธรรมชาติได้

ภาพวาดบันทึกเหตุการณ์โรคฝีดาษที่ระบาดใหญ่ในยุโรป
ในภาพจะเห็นบาทหลวงทำพิธีปัดรังควาญด้วย ที่มา: http://commons.wikimedia.org/wiki/Image:Smallpox01.jpg
(ยังมีต่อนะครับ)
นำชัย
24 ก.ค. 2551
ขอบคุณสมาชิกหน้าใหม่ๆ ที่แวะทักทายกันนะครับ ![]()
ขอบคุณสำหรับกำลังใจครับ ครูป้อม
เห็นช่วงนี้ ครูป้อมก็ขยันอัพเดทหน้า blog อยู่เหมือนกันนะครับ
มีคนเข้าไปดูไม่น้อยเสียด้วย
ขอบคุณมากครับ ครูป้อม ![]()
เป็นแนวคิดที่น่าสนใจดีครับ คุณ KUCHIKI NAMTIP
ถ้าหมั่นอัพเดทข้อมูล และคัดกรองเอาที่น่าเชื่อถือ
จะเป็นแหล่งรวมข้อมูลที่ดีได้ครับ ถ้าไม่รู้จะหาข้อมูลจากไหน
ผมแนะนำให้เริ่มจากเว็บ http://www.sciencedaily.com/
เพราะมีข่าวเยอะดี และอัพเดทบ่อย ... ขอให้สนุกครับ
นำชัย
ขอบคุณครับ คุณ vaseline
คงอีกสักพักครับ
ขอชื่นชมคุณนำชัย สร้างสรรค์ผลงานด้วยใจที่ทุ่มเทเพราะว่ากว่าจะเขียนได้ขนาดนี้ไม่ใช่เรื่อง่าย กว่าจะเป็นะบรรทัด เป็นบท ต้องใช้ทั้งความรู้ ความสามารถ เวลา ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ทรัพยากรมากมาย ที่สำคัญคือจิตใจที่มีแต่ให้ เสียดายหากคุณนำชัยจะไปจริง


|
||||||
![]() |
สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย. ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง |