|
สำหรับโอลิมปิกยุคใหม่นั้น การเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่เป็นระยะๆ เสมอมา จะว่าไปแล้วก็ตั้งแต่เริ่มมีแนวคิดจะจัดกันแล้วล่ะครับ แต่ที่เห็นได้ชัดๆ ว่าเป็นเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ ก็คงจะได้แก่การที่ต้องยกเลิกการแข่งขันไป 3 ครั้งระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว
แต่กระนั้น ภายหลังสงครามโลกทั้งสองครั้งก็ยังมีผลพวงเรื่องของการเมือง เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างชัดเจนเช่นกัน กีฬาโอลิมปิกปี ค.ศ. 1920 ที่เมืองแอนท์เวิร์บ (Antwerp) ประเทศเบลเยี่ยม ประเทศออสเตรีย, บัลแกเรีย, เยอรมนี, ฮังการี และตุรกี ต่างถูกห้ามเข้าร่วมการแข่งขัน เนื่องจากบทบาทด้านลบของประเทศเหล่านี้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำนองเดียวกันกับในกีฬาโอลิมปิกปี ค.ศ. 1948 ที่กรุงลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักร ซึ่งประเทศเยอรมนีและญี่ปุ่น ไม่ได้สิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันเช่นกัน เนื่องจากบทบาทของประเทศทั้งสองในสงครามโลกครั้งที่ 2
ไม่เพียงแต่เท่านั้น กีฬาโอลิมปิกยังเกี่ยวข้อง “โดยตรง” กับการเมืองอีกหลายครั้ง หนึ่งในจำนวนนั้นได้แก่คราวที่จัดที่นครเบอร์ลิน ในปี ค.ศ. 1936 คณะกรรมการโอลิมปิกสากลได้ตัดสินในปี ค.ศ. 1931 ให้กรุงเบอร์ลินเป็นสถานที่จัดการแข่งขันโดยไม่อาจรู้อนาคตได้เลยว่า เพียงหลังจากนั้นไม่นานพรรคนาซีก็ได้เข้ามามีอำนาจควบคุมประเทศ เมื่อมีกระแสข่าวออกมาว่ารัฐบาลพรรคนาซี จะไม่ยินยอมให้นักกีฬาชาวยิวเข้าร่วมการแข่งขัน ซึ่งละเมิดกฎบัตรโอลิมปิกอย่างชัดเจน หลายประเทศในขณะนั้นซึ่งก็รวมทั้งประเทศสหรัฐอเมริกา ประกาศจะบอยคอตต์หากเยอรมนีทำเช่นนั้น
แต่ในที่สุด นักกีฬาเชื้อสายยิวที่มีเพียง 2 คน ก็ได้เข้าร่วมการแข่งขันดังกล่าว ที่น่าขันเป็นอย่างยิ่งก็คือโอลิมปิกที่เบอร์ลินซึ่งประเทศเจ้าภาพ ต้องการใช้เป็นโอกาสดังกล่าวในการเหยียดเชื้อชาติ และแสดงความยิ่งใหญ่ของความเป็นชาติอารยันของตน แต่การแข่งขันในครั้งนั้นกลับเป็นโอลิมปิกครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ที่นักกีฬาอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันคือ เจสซี โอเวนส์ (Jesse Owens) สามารถทำได้ถึง 4 เหรียญทอง และกลายเป็นฮีโร่ในการแข่งขันครั้งนั้น!
อย่างไรก็ตาม เบอร์ลินเกมส์ในปี 1936 ซึ่งจัดขึ้นในยุคที่พรรคนาซีครองประเทศเยอรมนีอยู่นั้น ประเทศเจ้าภาพก็ตั้งอกตั้งใจอย่างยิ่งในการใช้กีฬาโอลิมปิก เพื่อการโฆษณาชวนเชื่อให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของกองทัพนักกีฬา (และกองทัพทหาร) ของอาณาจักรไรซ์ที่สาม ดังจะเห็นได้จากพิธีการต่างๆ ที่ก่อนหน้านั้นจัดกันอย่างค่อนข้างจะเรียบง่าย ก็ถูกปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นขบวนพาเหรดที่โอ่อ่ายิ่งใหญ่ และที่น่าขันหนักเข้าไปอีกก็คือ โอลิมปิกที่เบอร์ลินในคราวนี้เองที่เริ่มมีการวิ่งคบเพลิงจากประเทศกรีซไปยังประเทศเจ้าภาพเป็นครั้งแรก 
ภาพจาก http://www.loongbridge.com/qqhru.html
ครับ … เป็นการวิ่งคบเพลิงอันเดียวกันกับที่เคยสร้างปัญหาปวดหัวให้ประเทศเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกปีนี้อย่างประเทศจีนในขณะนี้นั่นเอง
ที่น่าประหลาดใจก็คือจนถึงบัดนี้ก็ยังสับสนกันอยู่ไม่น้อยว่า การวิ่งคบเพลิงนี้เป็นธรรมเนียมที่มีต้นสายปลายเหตุมาอย่างไรกันแน่ ... ทำไมจึงต้องวิ่ง!
นำชัย
http://www.biotec.or.th/Guru/
20 ส.ค. 2551
ขอบคุณสมาชิกหน้าใหม่ๆ ที่แวะทักทายกันนะครับ ![]()
ขอบคุณสำหรับกำลังใจครับ ครูป้อม
เห็นช่วงนี้ ครูป้อมก็ขยันอัพเดทหน้า blog อยู่เหมือนกันนะครับ
มีคนเข้าไปดูไม่น้อยเสียด้วย
ขอบคุณมากครับ ครูป้อม ![]()
เป็นแนวคิดที่น่าสนใจดีครับ คุณ KUCHIKI NAMTIP
ถ้าหมั่นอัพเดทข้อมูล และคัดกรองเอาที่น่าเชื่อถือ
จะเป็นแหล่งรวมข้อมูลที่ดีได้ครับ ถ้าไม่รู้จะหาข้อมูลจากไหน
ผมแนะนำให้เริ่มจากเว็บ http://www.sciencedaily.com/
เพราะมีข่าวเยอะดี และอัพเดทบ่อย ... ขอให้สนุกครับ
นำชัย
ขอบคุณครับ คุณ vaseline
คงอีกสักพักครับ
ขอชื่นชมคุณนำชัย สร้างสรรค์ผลงานด้วยใจที่ทุ่มเทเพราะว่ากว่าจะเขียนได้ขนาดนี้ไม่ใช่เรื่อง่าย กว่าจะเป็นะบรรทัด เป็นบท ต้องใช้ทั้งความรู้ ความสามารถ เวลา ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ทรัพยากรมากมาย ที่สำคัญคือจิตใจที่มีแต่ให้ เสียดายหากคุณนำชัยจะไปจริง


|
||||||
![]() |
สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย. ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง |