พรุ่งนี้มีโปรแกรม ต้องไปพูดที่กระทรวงวิทย์ฯ ใครสนใจและสะดวกก็แวะไปฟังได้นะครับ
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
มาดูกันต่อเลยครับว่า การเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับกีฬาโอลิมปิกอย่างไรอีกบ้าง จากที่ได้กล่าวถึงไปบ้างแล้วในตอนที่แล้ว
ในปี ค.ศ. 1956 ที่กรุงเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เกิดการบอยคอตต์ (boycott) กีฬาโอลิมปิกกันนัวเนียไปหมด ประกอบไปด้วยการที่ประเทศเนเธอร์แลนด์, สเปน และสวิตเซอร์แลนด์ บอยคอตต์สหภาพโซเวียตซึ่งไปยุ่งวุ่นวายกับการเมืองของประเทศฮังการี แถมพกด้วยการที่ประเทศกัมพูชา, อียิปต์, อิรัก และเลบานอน ร่วมกันบอยคอตต์ไม่เข้าร่วมแข่งขันจากกรณีของวิกฤตการณ์คลองสุเอช จากฝีมือของประเทศสหรัฐอเมริกา, ฝรั่งเศส และอิสราเอล
ใครบอกว่าโอลิมปิกไม่เกี่ยวกับการเมือง – ผมขอเถียงแบบหัวชนฝาเลยสิเอ้า!
การบอยคอตต์ด้วยเหตุผลทางการเมืองยังตามมาหลอกหลอนกีฬาโอลิมปิกอีกในปี ค.ศ. 1972 (จัดที่เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมนีตะวันตกขณะนั้น) และค.ศ. 1976 (จัดที่เมืองมอนทรีออล ประเทศแคนาดา) ประเทศในทวีปแอฟริการวม 28 ประเทศได้รวมหัวกันเรียกร้อง และกดดันคณะกรรมโอลิมปิกสากล (IOC) ว่า จะบอยคอตต์โอลิมปิกในครั้งนั้น หากไม่ตัดสิทธิ์ประเทศแอฟริกาใต้กับประเทศโรดีเซีย และประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับประเทศแอฟริกาใต้ที่มีนโยบายสนับสนุนการเหยียดผิว ซึ่ง IOC ก็โอนอ่อนผ่อนตามในกรณีประเทศแอฟริกาใต้เองและโรดีเซีย
แต่สำหรับกรณีของประเทศนิวซีแลนด์ในปี 1976 นั้น IOC ไม่เห็นด้วยกับคำร้องจากสาเหตุประเทศนิวซีแลนด์ส่งนักกีฬารักบี้ไปทัวร์ไปประเทศแอฟริกาใต้ เนื่องจากเห็นว่ากีฬาดังกล่าวไม่ได้บรรจุอยู่ในกีฬาโอลิมปิกแต่อย่างใด ผลก็คือนักกีฬาแอฟริกันจากหลายประเทศโดนเรียกตัวกลับประเทศ ทั้งๆ ที่เริ่มการแข่งขันบางประเภทไปแล้วด้วยซ้ำ นับรวมแล้วมี 22 ประเทศที่บอยคอตต์กีฬาโอลิมปิกในคราวนั้น
อันที่จริงแล้ว เรื่องนโยบายแบ่งแยกผิวส่งผลให้ประเทศแอฟริกาใต้ถูกบังคับให้ไม่สามารถส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกอย่างยาวนาน ตั้งแต่ ค.ศ. 1960–1992 เลยทีเดียว
ระหว่างทศวรรษ 1940-1980 คณะกรรมโอลิมปิกสากลต้องเข้ามาจัดการกับ “ข้อเรียกร้องทางการเมือง” หลายครั้งหลายกรณีด้วยกัน ตัวอย่างหนึ่งก็คือกรณีประเทศจีนและไต้หวัน หลังการแบ่งแยกประเทศในปี ค.ศ. 1949 เป็นจีนแผ่นดินใหญ่ (ซึ่งใช้ชื่อว่า “สาธารณรัฐประชาชนจีน” หรือในภาษาอังกฤษว่า People’s Republic of China) และไต้หวัน (ซึ่งใช้ชื่อว่า “สาธารณรัฐจีน” หรือ Republic of China) ทำให้ในเฮลซิงกิเกมส์ปี ค.ศ. 1952 IOC ตัดสินใจส่งคำเชิญให้ทั้งจีนแผ่นดินใหญ่และไต้หวันเข้าร่วมการแข่งขันทั้งสองประเทศ
การตัดสินใจดังกล่าวทำให้ประเทศจีนแผ่นดินใหญ่หัวฟัดหัวเหวี่ยง และตัดสินใจบอยคอตต์กีฬาโอลิมปิกอย่างต่อเนื่องนานนับหลายทศวรรษ กว่าจะยอมเข้าร่วมการแข่งขันอีกครั้งก็กินว่าอีกเกือบ 30 ปี!

สนามกีฬาแห่งชาติกรุงปักกิ่ง - ภาพจาก http://www.abc.net.au/news/stories/2007/08/08/1999305.htm
โอลิมปิกที่กรุงมอนทรีออลนั้น ประเทศจีนกดดันประเทศเจ้าภาพอย่างหนัก จนในที่สุดประเทศเจ้าภาพคือแคนาดา แจ้งแก่นักกีฬาจากประเทศไต้หวันว่า ไม่อาจจะใช้ชื่อประเทศในการเข้าร่วมการแข่งขันว่า Republic of China ได้อีกต่อไป ทำให้ไต้หวันตัดสินใจถอนตัวจากการแข่งขันในโอลิมปิกปีนั้น และยังถอนตัวอีกครั้งหนึ่งในปี ค.ศ. 1980 ด้วย แต่ในที่สุด ไต้หวันกลับเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกต่ออีกครั้งในปี ค.ศ. 1984 ที่กรุงลอสแองเจลิส
แต่คราวนี้ IOC และประเทศไต้หวันแก้ปัญหาโดยการให้ประเทศไต้หวันกลับเข้าร่วมการแข่งขันในชื่อ “จีนไต้หวัน (Chinese Taipei)”
ปีเดียวกันกับที่ประเทศจีนแบ่งแยกออกเป็น 2 ประเทศคือ ค.ศ. 1949 นั้น ก็เป็นปีเดียวกับที่ประเทศเยอรมนีแบ่งแยกออกเป็น 2 ประเทศเช่นกันคือ เยอรมนีตะวันตกและเยอรมนีตะวันออก แรกสุดคณะกรรมการโอลิมปิกสากลประสบความสำเร็จในการยืนกรานว่า แม้ว่าจะมีการแบ่งแยกทางการเมืองออกเป็น 2 ประเทศ แต่นักกีฬาเยอรมันควรเข้าแข่งขันร่วมกันในนามของประเทศเยอรมนีหนึ่งเดียวเท่านั้น ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นตั้งแต่ เมลเบิร์นเกมส์ ปี ค.ศ. 1956 ถึงเม็กซิโกซิตี้เกมส์ ปี ค.ศ. 1968
แต่หลังจากนั้นนักกีฬาจากทั้ง 2 ประเทศก็เข้าแข่งขันโดยใช้ชื่อประเทศแยกจากกัน และเป็นเช่นนั้นจนกระทั่งกลับมามีการรวมประเทศเกิดขึ้นอีกครั้ง จึงได้กลับมาแข่งขันในนามประเทศเยอรมนีในบาร์เซโลนาเกมส์ ค.ศ. 1992 แต่ที่น่าขันเป็นอย่างยิ่งในทางประวัติศาสตร์ก็คือ ประเทศเยอรมนีตะวันออกนี่เองที่เคยทำสถิตเป็นประเทศที่ได้รับเหรียญทองโอลิมปิกมากที่สุด และยังไม่มีใครทำลายสถิติดังกล่าวลงได้
แต่ประเทศเยอรมนีตะวันออกกลับไม่มีตัวตนอยู่ให้ประเทศอื่นทำลายสถิติเสียแล้ว!
การเมืองไม่เคยหมดไปจากโอลิมปิกจริงๆ เพราะแม้แต่โอลิมปิกครั้งล่าสุด (ค.ศ. 2004) ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซนั้น ประเทศอิหร่านมีคำสั่งไม่ให้นักกีฬาของตนเข้าร่วมการแข่งขันในกีฬานัดใดก็ตามที่มีนักกีฬาอิสราเอลร่วมในการแข่งขันนั้นด้วย ทำให้อดเข้าชิงเหรียญในกีฬาบางประเภทไป
แต่ก็ใช่ว่าถ้าการเมืองมายุ่งเกี่ยวกับโอลิมปิกแล้วต้องเป็นเรื่องร้ายเสมอไป ในซิดนีย์เกมส์ปี ค.ศ. 2000 กองทัพนักกีฬาเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ตกลงใจยอมเดินขบวนเข้าพิธีเปิดร่วมกันเป็นครั้งแรก แม้ว่าจะยังคงเข้าแข่งขันในนามชาติของตนอยู่ก็ตาม ในโอลิมปิกคราวเดียวกันนี้เอง ประเทศเกิดใหม่อย่างประเทศติมอร์ตะวันออก ก็มีโอกาสเข้าร่วมแข่งขันภายใต้ธงของกีฬาโอลิมปิกทัดเทียมกับชาติอื่น
เหตุการณ์เล็กๆ สองเหตุการณ์ที่เล่ามานี้ทำให้หลายชาติมองว่า กีฬาโอลิมปิกอาจมีบทบาท (แม้จะเล็กน้อยมากก็ตาม) ในการส่งเสริมสันติภาพและความเสมอภาคของประเทศในโลกนี้
นำชัย
http://www.biotec.or.th/Guru/
21 ส.ค. 2551
ขอบคุณสำหรับกำลังใจครับ ครูป้อม
เห็นช่วงนี้ ครูป้อมก็ขยันอัพเดทหน้า blog อยู่เหมือนกันนะครับ
มีคนเข้าไปดูไม่น้อยเสียด้วย
ขอบคุณมากครับ ครูป้อม ![]()
เป็นแนวคิดที่น่าสนใจดีครับ คุณ KUCHIKI NAMTIP
ถ้าหมั่นอัพเดทข้อมูล และคัดกรองเอาที่น่าเชื่อถือ
จะเป็นแหล่งรวมข้อมูลที่ดีได้ครับ ถ้าไม่รู้จะหาข้อมูลจากไหน
ผมแนะนำให้เริ่มจากเว็บ http://www.sciencedaily.com/
เพราะมีข่าวเยอะดี และอัพเดทบ่อย ... ขอให้สนุกครับ
นำชัย
ขอบคุณครับ คุณ vaseline
คงอีกสักพักครับ
ขอชื่นชมคุณนำชัย สร้างสรรค์ผลงานด้วยใจที่ทุ่มเทเพราะว่ากว่าจะเขียนได้ขนาดนี้ไม่ใช่เรื่อง่าย กว่าจะเป็นะบรรทัด เป็นบท ต้องใช้ทั้งความรู้ ความสามารถ เวลา ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ทรัพยากรมากมาย ที่สำคัญคือจิตใจที่มีแต่ให้ เสียดายหากคุณนำชัยจะไปจริง

