เมื่อวานนี้ ผมมีโอกาสไปประชุมที่ อย. (องค์การอาหารและยา) ที่อยู่ตรงบริเวณของกระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี ที่ประชุมกันนั้นเพราะได้รับการมอบหมายให้เป็นหนึ่งในคณะทำงานชุด “คณะทำงานผลิตชุดสื่อความรู้เพื่อผู้บริโภค เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ เซลล์ เนื้อเยื่อ และผลิตภัณฑ์จากเซลล์และเนื้อเยื่อ” เป็นการประชุมครั้งที่ 2 ของคณะทำงานชุดนี้ การประชุมครั้งแรกนั้น ผมมีประชุมอื่นซ้อนและทางนี้แจ้งมาช้าจึงไม่ได้เข้า
คณะทำงานชุดนี้ผมไม่เคยรู้จักมาก่อนเลย การประชุมเมื่อวานเป็นการตามงานที่ให้บริษัทเอกชนที่รับทำชุดความรู้นี้ เข้ามาเสนอแนวคิดและแนวทางการทำงาน เพื่อให้คณะทำงานได้แสดงความคิดเห็น ซึ่งในที่สุดก็สรุปว่า จะมีเว็บไซต์เกี่ยวกับเรื่องสเต็มเซลล์ ไฟล์หนังสือ และจะมีการทำเอนิเมชัน (อาจพ่วง VDO คลิปสัมภาษณ์ด้วย) 
เซลล์มนุษย์ระยะไม่กี่วัน
ใจความใหญ่ที่คุยกันเมื่อวานคือ
1. มีการโฆษณาเกินจริงเกี่ยวกับการใช้สเต็มเซลล์รักษาโรคอยู่มากมาย โดยเฉพาะในโรงพยาบาลเอกชน นอกจากโรคเลือดที่ใช้รักษาได้แล้ว โรคอื่นๆ ยังเป็นการวิจัยทั้งหมด แต่มักโฆษณาจนผู้ป่วยหลงเชื่อว่าใช้รักษาได้แน่ โดยเฉพาะโรคเกี่ยวกับระบบประสาท
2. มีการเก็บค่ารักษาแพงมาก (หลายแสนจนถึงหลายล้าน) ทั้งที่ในต่างประเทศ การรักษาที่อยู่ในระยะวิจัย จะต้องทำ “ฟรี” ทั้งหมด
3. มีการโฆษณาการเก็บรักษาเลือดจากสายสะดือและรก เพื่อใช้รักษาโรคในอนาคต โดยอวดอ้างว่ารักษาได้แทบทุกโรค ซึ่งไม่จริง ยังไม่นับราคาค่าบริการที่เป็นหลักแสนบาท
4. มีการใช้เซลล์จากสัตว์ (เช่น แกะ) มาใช้ในการรักษา ซึ่งไม่ถูกต้องคือจนถึงวันนี้ องค์การอนามัยยังประกาศให้เป็นเรื่องต้องห้าม สำหรับการรักษาโรคในมนุษย์โดยใช้เซลล์จากสัตว์ต่างสปีชีส์ ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า ซีโนทรานสแพลนเทชัน (Xenotransplantion)
ยังมีประเด็นย่อยอีกหลายประเด็น แต่ที่เขียนมาข้างต้นเป็นประเด็นหลักที่คงต้องแก้ไขความเข้าใจกัน ... อีกนาน นึกแล้วก็น่ากลัวจริงๆ เลยครับ สำหรับ “การค้าที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการรักษา อย่างไม่มีคุณธรรมกำกับ”
ผมเองก็เคยเจอกับตัวคือ พาคุณแม่ไปรักษาโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง เมื่อถ่ายเอกซเรย์ ก็พบค่อนข้างชัดเจนว่าคุณแม่ติดเชื้อวัณโรค (ปอดดูขาววอกไปข้างหนึ่ง เพราะเซลล์ตายไปเยอะ) แต่คุณแม่ซึ่งป่วยอยู่ไม่น้อย ก็ต้องเข้าทำ CT Scan อีก ซึ่งค่าใช้จ่ายกว่า 3 หมื่นบาทสำหรับการตรวจกรณีหลัง โดยที่ไม่ได้ให้ข้อมูลใดๆ ที่ช่วยยืนยันได้เลยว่า คุณแม่ติดวัณโรคจริงหรือไม่
เมื่อคุยกัน หมอแนะนำให้ผ่าตัดเนื้อเยื่อปอดมาตรวจเพิ่มเติมอีก (ซึ่งก็ไม่รับประกันอีกเช่นกันว่า จะตอบได้แน่นอนหรือไม่ รวมทั้งมีความเสี่ยงจากการผ่าตัดด้วย) ซึ่งต้องเสียค่าบริการอีก 5 หมื่นกว่าบาท ผมก็ขอเลยเปลี่ยนโรงพยาบาล ซึ่งแห่งหลังที่ไปเป็นโรงพยาบาลรัฐ พอเห็นฟิลม์เอกซเรย์และผลตรวจน้ำลายแล้ว หมอก็ให้ยาวัณโรคเลย
คิดถึงเรื่องนี้ทีไรก็เศร้าทุกที ... การรักษาแบบ “สุรุ่ยสุร่าย” เกินจำเป็น ที่ทำไปเพราะโรงพยาบาลเสียเงินค่าอุปกรณ์ราคานับหลายล้านหรือหลายสิบล้านแล้ว ก็ต้องใช้ให้คุ้ม ได้ยินมาว่าโรงพยาบาลบางแห่งให้เปอร์เซ็นต์หมอที่สั่งใช้เครื่องอีกต่างหาก – เฮ้อ ... อย่างที่เคยบอกไว้นะครับ ความฉลาดหรือระดับการศึกษากับความดีงาม เป็นสองอย่างที่ไม่ขึ้นใดๆ ต่อกันเลยจริงๆ!
นำชัย
19 พ.ย. 2551
ปล. ที่ขำๆ ก็คือ มีเว็บไซต์ขายครีมกระปุกสเต็มเซลล์ ที่เอาส่วนหนึ่งของบทความที่ผมเขียนไว้ไปแปะไว้ด้วย ... แต่ไม่ลงข้อมูลให้หมด (เช่น ส่วนใหญ่ยังเป็นการวิจัยระดับคลินิก ไม่ได้ใช้รักษาจริงทั่วไป) ... ใครไม่รู้ อาจจะนึกว่า ผมไปมีเอี่ยวด้วย - ซวยเลยตู!
ขอบคุณสำหรับกำลังใจครับ ครูป้อม
เห็นช่วงนี้ ครูป้อมก็ขยันอัพเดทหน้า blog อยู่เหมือนกันนะครับ
มีคนเข้าไปดูไม่น้อยเสียด้วย
ขอบคุณมากครับ ครูป้อม ![]()
เป็นแนวคิดที่น่าสนใจดีครับ คุณ KUCHIKI NAMTIP
ถ้าหมั่นอัพเดทข้อมูล และคัดกรองเอาที่น่าเชื่อถือ
จะเป็นแหล่งรวมข้อมูลที่ดีได้ครับ ถ้าไม่รู้จะหาข้อมูลจากไหน
ผมแนะนำให้เริ่มจากเว็บ http://www.sciencedaily.com/
เพราะมีข่าวเยอะดี และอัพเดทบ่อย ... ขอให้สนุกครับ
นำชัย
ขอบคุณครับ คุณ vaseline
คงอีกสักพักครับ
ขอชื่นชมคุณนำชัย สร้างสรรค์ผลงานด้วยใจที่ทุ่มเทเพราะว่ากว่าจะเขียนได้ขนาดนี้ไม่ใช่เรื่อง่าย กว่าจะเป็นะบรรทัด เป็นบท ต้องใช้ทั้งความรู้ ความสามารถ เวลา ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ทรัพยากรมากมาย ที่สำคัญคือจิตใจที่มีแต่ให้ เสียดายหากคุณนำชัยจะไปจริง

