|
เมื่อคืนมีโอกาสได้อ่านเรื่อง A Passion for Crystals ซึ่งอยู่ในหนังสือ I wish I’d make you angry earlier ซึ่งกล่าวถึงประวัติของนักวิทยาศาสตร์หญิงคนหนึ่งที่ได้รางวัลโนเบลปี 1964 คือ โดโรธี ฮอดจ์คิน (Dorothy Hodgkin) โดยคนเขียนก็คือ แมกซ์ เพอรุตซ์ (Max Perutz) ซึ่งได้รางวัลโนเบลเหมือนกัน (ปี 1962) เป็นบทความที่กล่าวถึงบุคลิกของนักวิทยาศาสตร์ได้อย่างเห็นภาพและมีสีสรรมาก
เพอรุตซ์บอกว่าฮอดจ์กินเป็นคนที่ใครๆ ก็รัก แม้แต่คู่แข่งทางการงาน แถมยังเป็นคนที่มีทัศนคติต่อชีวิตที่ดีมาก ครั้งหนึ่งนักข่าวบีบีซีสัมภาษณ์เธอว่า เธอรู้สึกว่าเสียเปรียบในวิชาชีพนี้ เพราะว่าเป็นผู้หญิงหรือไม่ คำตอบก็คือ “เรื่องจริงก็คือ ... พวกผู้ชายดีต่อดิฉันเป็นพิเศษและช่วยฉันเสมอๆ เพราะว่า ฉันเป็นผู้หญิง” นอกจากนี้ ฝีมือก็โดดเด่นมากนะครับ เธอเป็นคนไขปัญหาโครงสร้างของคอเลสเตอรอล, วิตามินดี, เพนิซิลลิน, วิตามินบี 12 และอินซูลิน ... ล้วนแล้วแต่เป็นโมเลกุลสำคัญทั้งนั้น
โดโรธี ฮอดจ์กิน โครงสร้างเคมีที่เห็นอยู่ด้านหน้าเป็นของอินซูลิน - ภาพจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Dorothy_Hodgkin
ตอนที่ยังไม่ดังนั้น เธอประสบความสำเร็จในการไขปัญหาโครงสร้างของเพนิซิลลินด้วยเทคนิค x-ray crystallography ซึ่งในสมัยนั้นก็เป็นยุคต้นๆ ของเทคนิคนี้ แต่ดันทำเสร็จก่อนหน้าพวกนักเคมีจำนวนมากที่พยายามแข่งขันแกะโครงสร้างของมันอยู่ แต่ไม่สำเร็จซักที โครงสร้างที่ได้นั้นหน้าตาออกจะพิลึกและไม่น่าเป็นไปได้ จน จอห์น คอร์นฟอธ (John Cornforth) ที่เป็นนักเคมีคนหนึ่งถึงกับโวยวายเสียงดังว่า “ถ้าสูตรของเพนิซิลลิน เป็นแบบบนี้จริงๆ แล้วละก็ ผมจะเลิกทำเคมีแล้วไปปลูกเห็ด”
ปรากฏว่าฮอดจ์กินเป็นฝ่ายถูก แต่ก็ยังดีที่คอร์นฟอธไม่ไปปลูกเห็ดจริงๆ เพราะไม่งั้นเขาจะชวดรางวัลโนเบลในอีก 30 ปีต่อมา!
ในขณะที่ฮอดจ์กินใช้เวลาไม่นานนักในการทำนายโครงสร้างของเพนิซิลลิน (มี 39 อะตอม) แต่ใช้เวลากับกองทัพผู้ช่วยและนักเรียนถึง 8 ปีในการไขโครงสร้างวิตามินบี 12 ซึ่งมีอะตอมมากกว่า 1,000 อะตอมเป็นองค์ประกอบ แต่สารเคมีพวกนี้มีโครงสร้างไม่ซับซ้อนแบบพวกสารชีวภาพ เพราะกว่าที่เธอจะรู้โครงสร้างอินซูลินได้ ก็ต้องใช้เวลาถึง 34 ปีทีเดียว แต่เมื่อรู้แล้วก็เป็นประโยชน์แทบจะทันที เพราะทำให้พวกพันธุวิศวกร (genetic engineer) เอาไปใช้ปรับปรุงโครงสร้างและผลิตอินซูลินในเซลล์ง่ายๆ อย่างแบคทีเรีย ซึ่งก็ทำให้ช่วยชีวิตคนได้นับไม่ถ้วนจากนั้นมา
ผู้เขียนเล่าว่าเธอเป็นคนที่สมาธิดีมาก เพราะในขณะที่เลี้ยงลูก พูดคุยกับลูกอยู่นั้น เธอก็สามารถใช้เวลาว่างน้อยนิดสลับกลับมาคำนวณต่อในเรื่องซ้บซ้อนได้ และเธอทำทุกอย่างที่เล่ามาทั้งที่มือของเธอเป็นโรคไขข้ออักเสบ ... นี่แหละครับ Wonder Woman ตัวจริง
นำชัย
7 ม.ค. 2552
ปล. ว่ากันว่าเพราะบุคลิกอันอ่อนโยนของเธอ ทำให้เธอเป็นที่รักของลูกศิษย์แต่ละคนมาก ลูกศิษย์คนสำคัญที่โด่งดังที่สุด ซึ่งมาทำวิจัยสั้นๆ ตอนอยู่ปี 4 กับเธอก็คือ มาร์กาเร็ต โรเบิร์ต ซึ่งต่อมาได้เป็นนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ ... ครับ คนเดียวกับ “มากาเร็ต แทตเชอร์ (Margaret Thatcher)” หญิงเหล็กที่จบเคมีคนนั้นนั่นเอง!
ขอบคุณสมาชิกหน้าใหม่ๆ ที่แวะทักทายกันนะครับ ![]()
ขอบคุณสำหรับกำลังใจครับ ครูป้อม
เห็นช่วงนี้ ครูป้อมก็ขยันอัพเดทหน้า blog อยู่เหมือนกันนะครับ
มีคนเข้าไปดูไม่น้อยเสียด้วย
ขอบคุณมากครับ ครูป้อม ![]()
เป็นแนวคิดที่น่าสนใจดีครับ คุณ KUCHIKI NAMTIP
ถ้าหมั่นอัพเดทข้อมูล และคัดกรองเอาที่น่าเชื่อถือ
จะเป็นแหล่งรวมข้อมูลที่ดีได้ครับ ถ้าไม่รู้จะหาข้อมูลจากไหน
ผมแนะนำให้เริ่มจากเว็บ http://www.sciencedaily.com/
เพราะมีข่าวเยอะดี และอัพเดทบ่อย ... ขอให้สนุกครับ
นำชัย
ขอบคุณครับ คุณ vaseline
คงอีกสักพักครับ
ขอชื่นชมคุณนำชัย สร้างสรรค์ผลงานด้วยใจที่ทุ่มเทเพราะว่ากว่าจะเขียนได้ขนาดนี้ไม่ใช่เรื่อง่าย กว่าจะเป็นะบรรทัด เป็นบท ต้องใช้ทั้งความรู้ ความสามารถ เวลา ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ทรัพยากรมากมาย ที่สำคัญคือจิตใจที่มีแต่ให้ เสียดายหากคุณนำชัยจะไปจริง


|
||||||
![]() |
สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย. ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง |