|
มาเล่าเรื่อง “วิวาทะวิวัฒนาการ” ต่อนะครับ เรื่องสุดท้ายที่ผมพูดเกริ่นไว้ตอนต้นของการดีเบตก็คือ เรื่องของระดับความน่าเชื่อถือ (credibility) ของคำกล่าว (statement) … ตอนพูดในห้องไม่ได้มีคำภาษาอังกฤษพวกนี้นะครับ – ขนาดนี้ยังมีคนบอกว่าใช้ศัพท์วิชาการเยอะเลยครับ - -“
ขยายความก็คือ เพื่อที่จะเข้าถึง “ความจริงแท้ (truth)” ของธรรมชาติ นักวิทยาศาสตร์ก็เลยต้องศึกษา “ข้อเท็จจริง (fact)” ... คำหลังนี้ภาษาไทยให้ “คติ” ดีกว่าภาษาอังกฤษมากเลยนะครับ เพราะสิ่งที่เราเห็นนั้น มีทั้ง “เท็จ” และ “จริง” ... ยิ่งสมัยนี้คนมีความละอายต่อบาปน้อย จึงพูดเท็จกันเป็นว่าเล่น จึงเห็นกันได้ไม่ยากว่า การรับข้อมูลนั้นต้องระมัดระวัง
เมื่อนักวิทยาศาสตร์เห็น “ข้อเท็จจริง” แล้ว ก็จะพยายามอธิบาย ในการนี้ก็ต้องต้อง “สมมติฐาน (assumption)” หรือคำอธิบายต่างๆ ขึ้น ... ในระดับนี้ ความถูกต้องจึงต่ำอยู่ เพราะอาจจะทายแล้วถูกเลย หรือ ส่วนใหญ่จะ ... ผิดเลย จึงต้องมีการสังเกตเพิ่มเติม รวมทั้งการทดลองเพื่อตรวจสอบสมมติฐานที่อาจจะหาโอกาสสังเกตได้ยากมาก
หากมาถึงขั้นนี้แล้ว ก็ต้องมีการสรุปกันเสียทีหนึ่ง คราวนี้ จะได้ข้อสรุป (conclusion) ซึ่งก็ต้องถือว่า ผ่านการกลั่นกรองมาแล้วชั้นหนึ่ง (ดีกว่าสมมติฐาน ... แต่ก็ยังอาจจะผิดได้อยู่ดี) และเมื่อนำข้อสรุปต่างๆ ทั้งของตนเองและคนอื่นมาประกอบกัน ก็อาจตั้งขึ้นเป็น “ทฤษฎี (theory)” ได้ และหากทฤษฎีนั้น สามารถอธิบายได้ด้วยสมการคณิตศาสตร์ ก็จะเกิด “กฎ (law)” ใหม่ตามขึ้นมาอีกด้วย
ภาพจาก http://www.nplainfield.org/14922092202335370/site/default.asp
ดังนั้น คำกล่าวที่ว่า “วิวัฒนาการเป็นเพียงทฤษฎี ไม่ใช่กฎ จึงไม่น่าเชื่อถือ” นั้น จึงไม่ถูกต้อง เพราะวิวัฒนาการเป็น “ข้อเท็จจริง” ซึ่งเป็น "กฎ" ไม่ได้ เพราะไม่ได้ใช้สมการในการอธิบาย ... ส่วนทฤษฎีที่ชาร์ลส์ ดาร์วินอธิบายไว้นั้น เป็นการอธิบายว่าเกิดสปีชีส์ใหม่ๆ ขึ้นได้อย่างไร จึงเป็นทฤษฎีที่อธิบาย “กลไก (mechanism)” ของการเกิดสปีชีส์ใหม่ โดยเรียกเต็มๆ ว่า “ทฤษฎีวิวัฒนาการด้วยการคัดสรรตามธรรมชาติ (theory of evolution by natural selection)"
สิ่งที่เราเล่าเรียนกันในห้องเรียนนั้น เป็นทฤษฎีหรือกฎที่ผ่านการทดสอบซ้ำๆ ผ่านกาลเวลา ... และเป็นคำอธิบาย “ความจริง” ของธรรมชาติ โดยอาศัยการสังเกตและการทดลองข้อเท็จจริงด้วยอายตนะหรือประสาทสัมผัสต่างๆ ของเราเอง ... หากมีผู้พิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่า ทฤษฎีหรือกฎเหล่านี้ผิด ก็ต้องมีการทบทวนทฤษฎีหรือกฎนั้น ... ตรงนี้ต่างกับศาสนาต่างๆ ที่คำอธิบายในพระคัมภีร์ถือเป็น “สัจพจน์” คือ คำพูดที่ถูกต้องอย่างไม่อาจโต้แย้งได้
นักวิทยาศาสตร์จึงมีนิสัยประหลาดๆ อย่างหนึ่งคือ ชอบพิสูจน์ว่านักวิทยาศาสตร์ก่อนหน้าตน คิดอะไร “ไม่ถูก” หรือ “มีช่องโหว่ (คือ ถูกแต่ไม่หมด หรือถูกแบบมีเงื่อนไข)” เช่น ทฤษฎีสัมพันธภาพของไอน์สไตน์พิสูจน์ว่า หากวัตถุเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงมากๆ (เข้าใกล้ความเร็วแสง) กฎการเคลื่อนที่ของนิวตันจะคร่าวเกินไป ต้องเพิ่มตัวแปรเข้าไปอีกบางตัว เพื่อให้กฎการเคลื่อนที่ถูกต้องยิ่งขึ้น (แต่กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน ก็ยังคงถูกต้องอยู่ในสถานการณ์ส่วนใหญ่ ที่วัตถุไม่ได้เคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่สูงมากขนาดนั้น) ในกรณีนี้ ไอน์ไสตน์ไม่ได้ "ทำลาย" ความเชื่อเรื่องกฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน - ตามที่มีคนไม่เข้าใจส่วนหนึ่งมักอ้างกันผิดๆ - แต่อย่างใด!
ส่วนที่ว่าทำไมต้องพูดเรื่องนี้ก่อนการดีเบต ก็เพราะว่าในระหว่างการดีเบต จะมีการกล่าวอ้างเรื่องนั้นเรื่องนี้เยอะแยะไปหมด (จำนวนหนึ่งที่เป็นคำอ้างที่พบบ่อยในเว็บไซต์และเป็นการอ้างแบบ “ลอยๆ” เช่น นักวิทยาศาสตร์ยุคนี้ไม่เชื่อเรื่องวิวัฒนาการกันแล้ว ... อันนี้ไม่เคยมีหลักฐานเลย แต่มีหลักฐานในทางตรงกันข้ามคือ การทำโพลหลายๆ ครั้งแสดงว่า นักวิทยาศาสตร์ยุคนี้เชื่อเรื่องวิวัฒนาการมากกว่าสมัยก่อน)
แต่หากฟังไม่ดี จะเผลอไปให้ความสำคัญเข้า!
นำชัย
30 มี.ค. 2552
ขอบคุณสมาชิกหน้าใหม่ๆ ที่แวะทักทายกันนะครับ ![]()
ขอบคุณสำหรับกำลังใจครับ ครูป้อม
เห็นช่วงนี้ ครูป้อมก็ขยันอัพเดทหน้า blog อยู่เหมือนกันนะครับ
มีคนเข้าไปดูไม่น้อยเสียด้วย
ขอบคุณมากครับ ครูป้อม ![]()
เป็นแนวคิดที่น่าสนใจดีครับ คุณ KUCHIKI NAMTIP
ถ้าหมั่นอัพเดทข้อมูล และคัดกรองเอาที่น่าเชื่อถือ
จะเป็นแหล่งรวมข้อมูลที่ดีได้ครับ ถ้าไม่รู้จะหาข้อมูลจากไหน
ผมแนะนำให้เริ่มจากเว็บ http://www.sciencedaily.com/
เพราะมีข่าวเยอะดี และอัพเดทบ่อย ... ขอให้สนุกครับ
นำชัย
ขอบคุณครับ คุณ vaseline
คงอีกสักพักครับ
ขอชื่นชมคุณนำชัย สร้างสรรค์ผลงานด้วยใจที่ทุ่มเทเพราะว่ากว่าจะเขียนได้ขนาดนี้ไม่ใช่เรื่อง่าย กว่าจะเป็นะบรรทัด เป็นบท ต้องใช้ทั้งความรู้ ความสามารถ เวลา ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ทรัพยากรมากมาย ที่สำคัญคือจิตใจที่มีแต่ให้ เสียดายหากคุณนำชัยจะไปจริง


|
||||||
![]() |
สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย. ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง |