|
ขอเล่าต่อจากเมื่อวานเลยนะครับ เดิมพันอีกครั้งหนึ่งที่โด่งดังมีคนรู้จักแยะก็คือ การที่นักฟิสิกส์รางวัลโนเบลที่ดังที่สุดคนหนึ่งคือ ริชาร์ด ฟายน์แมน (Richard Feynman) วางเดิมพัน 1,000 เหรียญในปี 1959 ว่า ไม่น่าจะเป็นไปได้ที่จะมีใครสามารถสร้างมอเตอร์ขนาดเล็กกว่า 1/64 ส่วนของนิ้วในแต่ละด้านได้ ผลก็คือ ... ฟายน์แมนแพ้ครับ เพราะวิศวกรไฟฟ้า บิลล์ แมกเลลแลน (Bill MaLellan) ทำได้
แต่ที่ฟาย์แมนผิดหวัง (และเสียดายเสียยิ่งกว่าเงิน) ก็คือ เขาคิดว่าการจะสร้างมอเตอร์แบบนั้น น่าจะต้องใช้เทคโนโลยีแบบใหม่ๆ ที่ยังไม่มีขณะนั้น แต่ปรากฏว่าแมกเลลแลนใช้เทคนิคเดิมๆ ที่มีอยู่แล้วในขณะนั้น!
เล็กขนาดเนี่ยะ ใครมันจะไปทำได้ หึหึ ... เอ้า ผมแพ้พนันเรอะ ว้า
- ภาพจาก http://www.myspace.com/xochitlan
การเดิมพันร่วมสมัยอีกเรื่องหนึ่งที่รู้กันอย่างกว้างขวาง แม้กระทั่งนอกวงการฟิสิกส์ก็คือการที่ สตีเฟน ฮอว์คิง (Stephen Hawking) อัจฉริยะพิการพนันเป็นค่าสมาชิกนิตยสารเล่มหนึ่งกับ คิพ ทอร์น (Kip Thorne) ว่า ซิกนัส เอกซ์-1 (Cygnus X-1) ไม่ใช่ หลุมดำ ... ผลหรือครับ ... ฮอว์คิงแพ้พนันครับ!
แต่ที่เจ้าตัวคงจะปวดใจไม่น้อยก็คือ งานวิจัยจำนวนมากของฮอว์คิงก็เกี่ยวกับเจ้าพวกหลุมดำนี่แหละครับ ... เซียนขั้นเทพก็ผิดได้!
ล่าสุด เลวิส วอลเพิร์ต (Lewis Wolpert) ศาสตราจารย์แห่ง University College London พนันกับ รูเพิร์ต เชลเดรก (Rupert Sheldrake) ที่เป็นผู้อำนวยการของ Perrot-Warrick Project for research and unexplained human and animal abilities ว่า ในอีก 20 ปีข้างหน้า จะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะทำนายจากจีโนมของเอ็มบริโอว่า เอ็มบริโอจะพัฒนาไปอย่างไร ... โดยวอลเพิร์ตแทงข้างฝั่งว่า น่าจะเป็นไปได้ แต่ทางเชลเดรกบอกว่าโนเวย์ ... อีก 20 ถ้ายังอยู่กันก็จะรู้ว่าใครทายถูกใครทายผิดครับ!
นำชัย
16 ก.ค. 2552
กัปตันสโตกส์ไปทำอะไรมาน่ะครับ ถึงได้ซึมเศร้า
น่าสงสารเนอะ ขอไว้อาลัย Jumo Omuj
"ชีววิวัฒน์"
น่าสนใจมากครับ เกี่ยวกับอะไรเหรอครับ
คนให้เขาตั้งใจให้พ้องหรือว่าบังเอิญครับเนี่ย อิอิ

เต่ากาลาปากอสมีชื่อเสียงมากครับ ( ไปขอลายเซ็นหน่อยดีกว่า q^ ^p )
http://www.geocities.com/hot_pets/geninf03.htm

ใช่ครับ โดยเฉพาะตัวที่ชื่อว่า "จอร์จ" ที่เชื่อกันว่าได้เห็น "ดาร์วินตัวเป็นๆ" เมื่อคราวที่แกแวะไปที่เกาะ 170 กว่าปีก่อน
ได้บทความมาอ่านเล่นเพิ่มพูนความรู้อีกแล้ว ดีจัง อิอิ
ขอบคุณครับ อ. นำชัย
แหะๆ ไม่ได้มาอ่านนาน เผอิญงานเยอะมากครับ
ข้อมูลยังแน่นเหมือนเดิมนะครับอาจารย์
ปล.แล้วความรู้ผมจะมีราคาไหมเนี่ยยย
เหอๆ
ใกล้จะถึงวันสุนทรภู่แล้วสินะ วันที่เราได้รักและรู้จักกัน...
อ้า ! เข้าเรื่องได้แล้วครับ ผมเดาว่าวันสุนทรภู่ต้องมีเรื่องสุนทรภู่แน่ใน Blog นี้ เพราะฉะนั้นนักกลอนอย่างผม (มือสมัครเล่น) ต้องอดทนรอคอยหน่อยซะแล้วครับ
เทคโนโลยีใหม่ >>> วิถีชีวิตใหม่ >>> โรคใหม่ >>> การตลาดแบบใหม่ ?!?!?!????
อิอิ เงินๆ ทองๆ
สวัสดีครับ อ. ชิ้น
พอดีผมพึ่งเขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้ลงในอัพเดทไปอ่ะครับ (ใช้นามแฝง แต่ยังคงสะท้อนเด้งกลับมาโดนตัวได้อยู่ดี)
เอาเป็นว่าผมเห็นว่าน่าสนใจเลยเอามาเล่าสู่กันฟังแล้วกันครับ
ก่อนอื่น ขอออกตัวไว้ก่อนว่า ผมไม่นิยมไม้ป่าเดียวกันนะครับ (เกย์ในที่นี้รวมถึงเลสเบี้ยนด้วยนะครับ)
ผมเอามาสรุปเล่าให้ฟังคร่าวๆ เพราะว่าเรื่องนี้ค่อนข้างน่าสนใจ และอาจจะเกี่ยวข้องกับตัวเราโดยตรงก็เป็นได้ครับ (หลายๆ คนคงมีเพื่อนเป็นชนสีม่วงใช่ไหมล่ะครับ)
เรื่องนี้มันกลายเป็นประเด็นร้อน ฮอตฮิต ติดชาร์ต แถวนี้เพราะว่าโพลหลายๆ สำนักต่างก็ให้ข้อสรุปเหมือนๆ กันว่าชนส่วนใหญ่จะยอมรับเพศที่สามได้ถ้าพวกเขาไม่ได้เลือกที่จะเป็นแบบนั้น แต่นั่นก็หมายความว่าจะต้องมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถพิสูจน์ได้ว่า
"เรื่องเกย์เป็นเรื่องธรรมชาติ" 
เรื่องมันเลยยาวครับ
นักวิทยาศาสตร์มากมายหลายแขนงต่างก็พยายามพิสูจน์ว่ายีนเกย์นั้นมีจริงหรือไม่
ซึ่งผมขอแบ่งออกเป็นสามพวกละกัน
1) พวกแรกจะพยายามศึกษา ขุด ค้น เจาะลึกเข้าไปในจีโนมของคน และสัตว์มากมาย (โดยมากจะเน้นแมลงหวี่ครับ) เพื่อที่จะหาว่ายีนเกย์มีจริงหรือเปล่า
แล้วก็เจอซะด้วย 
แต่อนิจจา สรุปได้แต่ในแมลงหวี่ (ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นยีนที่เกี่ยวข้องกับการรับกลิ่นหรือไม่ก็เกี่ยวกับการส่งกระแสประสาทในสมอง ที่เด่นๆ มีสองยีนครับ ยีนนึงชื่อเจนเดอร์บลาย และอีกยีนหนึ่งเรียกว่ายีนฟรุ๊ตเลส ซึ่งก็มีปัญหาการเมืองอีกตอนตั้งชื่อ)
ยีนสองตัวนี้น่าสนใจครับเพราะว่ามันสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมทางเพศของแมลงหวี่ได้อย่างสิ้นเชิง เรียกว่าแปลงยีนเปลี่ยนเพศโดยไม่ต้องทำศัลยกรรมแต่อย่างใดครับ 
แต่สำหรับเรื่องยีนเกย์ในคนนั้นยังคงเป็นที่สับสนกันอยู่ครับ ว่ามีจริงหรือเปล่า เพราะว่ากลุ่มตัวอย่างเล็กเกินไป แล้วก็ยังควบคุมปัจจัยต่างๆ ในการทำวิจัยไม่ได้
อีกอย่างที่ยังเป็นข้อถกเถียงกันอย่างดุเด็ดเผ็ดร้อนก็คือ
"ถ้ายีนเกย์มีจริง แฝดร่วมไข่ หรือแฝดเหมือน หรือแฝดฝาเดียว (ชื่อเหมือนหอยฝาเดียวเลยแฮะ) ซึ่งมีพันธุกรรมเหมือนกันเปี๊ยบร้อยเปอร์เซ็นต์เพราะถอดแบบกันมาจากพิมพ์เดียวกัน ถ้าเป็นเกย์ก็ต้องเป็นเกย์เหมือนกันหมด เป็นไปไม่ได้ที่คนนึงจะเป็นเกย์และอีกคนจะเป็น ช จริงหรือเป็น ญ แท้" แต่คอรีเลชั่น หรือเปอร์เซ็นต์ที่แฝดคู่นึงนั้นจะเป็นเกย์ทั้งคู่มีแค่ 5-7 % เท่านั้นเอง
นั่นหมายความว่า ในแฝดร้อยคู่จะมีแฝดที่เป็นคู่แฝดเกย์แค่ 5-7 คู่เท่านั้น
หรือนั่นจะหมายความว่าเกย์ไม่ได้เกิดจากพันธุกรรม ??
คำถามนี้ตอบยากครับ ดังนั้นจึงมีนักวิทยาศาสตร์กลุ่มที่สองเกิดขึ้นมา
2) กลุ่มที่สอง ศึกษาสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อการเป็นเกย์
กลุ่มนี้อธิบายหลายๆ อย่างครับ แต่เป็นในแง่ของพัฒนาการเสียส่วนมาก ซึ่งสามารถอธิบาย (บางคนบอกว่าข้างๆ คู) ของการเกิดเกย์ในแฝดร่วมไข่ ไว้ว่าจริงๆ แล้ว แฝดทั้งสอง แม้ว่าจะมีพันธุกรรมเหมือนกันร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ทั้งคู่อาจจะได้รับฮอร์โมนสารอาหาร และ Growth factor ต่างๆ ในระดับที่แตกต่างกันไป ทำให้พัฒนาการของสมองของแฝดทั้งคู่ไม่เหมือนกันร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งอาจส่งผลให้คนนึงเป็นเกย์ แต่อีกคนไม่ 
ซึ่งก็มีงานวิจัยออกมาสนับสนุนอีกว่าพัฒนาการทางสมองตอนที่อยู่ในครรภ์นั้น มีผลมาจากสิ่งแวดล้อม (เช่น ฮอร์โมน และอื่นๆ) ค่อนข้างเยอะ ซึ่งจะเห็นได้จากการศึกษาที่พบว่าสมองของชายเกย์กับชายแท้จะไม่เหมือนกัน 
อีกตัวอย่างก็คือ กรณีที่ถ้าครอบครัวใดมีลูกชายมากกว่าหนึ่ง ลูกชายคนรองจะมีแนวโน้มว่าจะกลายเป็นเกย์มากกว่าคนโตถึง 33 %
ดังนั้น ถ้ามีลูกชายสามคน คนสุดท้องก็มีแนวโน้มที่จะเป็นเกย์ถึง 99% (ถ้าใครสนใจเรื่องนี้ ไว้คุยกันต่อได้ในภายหลังครับ) 
3) กลุ่มสุดท้าย ศึกษาพฤติกรรมเพื่อนร่วมโลกของเราว่ามีสัตว์อะไรเป็นเกย์หรือเปล่า
กลุ่มนี้พยายามจะลบคำครหาว่าเกย์เป็นเรื่องผิดธรรมชาติครับ
เพราะว่าหลายๆ คนกระแนะกระแหนว่าพฤติกรรมรักร่วมเพศนั้นเกิดจากสิ่งแวดล้อมและการเลี้ยงดู และคนส่วนใหญ่จะโบ้ยข้อกล่าวหานี้ไปให้สื่อ (ทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์) เป็นหลัก ที่เป็นต้นเหตุทำให้คนเป็นเกย์มากขึ้น ... 
และที่น่าสนใจก็คือ พฤติกรรมรักร่วมเพศในสัตว์มีจริงครับ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่เป็นอันขาด ... ซึ่งเรื่องนี้ถ้าว่ากันตามจริงก็ยาวสุดๆ อีก
เอาเป็นว่าพฤติกรรมรักร่วมเพศในสัตว์นั้นมีจริงและพบได้มากในสัตว์ชั้นสูงหลายๆ ประเภท เช่น วาฬ ยีราฟ ลิงบาบูนโบโนโบ นกหลายๆ ชนิดๆ กวาง และสัตว์อื่นๆ อีกมากมายกว่าห้าร้อยชาติพันธุ์ 
และที่ทำให้ผมเหวอที่สุดก็คือความจริงที่ว่า
"ในสังคมลิงบาบูนโบโนโบนั้น วานรชายร้อยเปอร์เซ็นต์เป็นไบครับ
!"
เป็นไงบ้างครับ อ่านแล้วน่าสนใจไหมล่ะ แล้วอาจารย์และเพื่อนๆ คิดว่ายังไงล่ะครับกับประเด็นนี้ ??
ในที่สุด ก็หาโอกาสเข้ามาเขียนตอนดึกสำเร็จจนได้ ... คุณ neverheal ถามคำถามที่ดีมากว่า ... แล้วความรู้ผมจะมีราคาไหม ... หวังว่าจะหาวิธีสร้าง "คุณค่า" และ "มูลค่า" ได้นะครับ ผมเองมองว่าตัวเราเองคงต้องเป็นคนค้นหาวิธีการต่างๆ เอง ... จะรอคนอื่นมาบอกให้ - ก็คงไม่ซึ้งใจนัก ;-P
คุณ jumo ครับ ... เมื่อคืนตอนนั่งทำงานอยู่ราวห้าทุ่มเที่ยงคืน ได้ยินรายการ TV ของ NBT เล่าแจ้งแถลงไขว่า สุนทรภู่นี่นอกจากเกิดในวังแล้ว ยังไม่ได้เป็นขี้เมาอีกต่างหาก ... สนุกดีครับ ... มีคนเค้าว่าประวัติศาสตร์เนี่ย เขียนขึ้นจากการตีความของคนรุ่นหลังโดยแท้ ... เวลาผมเล่าเรื่องไมโตรคอนเดรียที่บอกว่า บรรพบุรุษเราเป็นนักเดินทาง ... ก็จะเห็นเส้นทางเดินผ่านแหลมทองของเราด้วย ... ทำให้เกิดความคิด-ความเห็น-ความรู้สึกคนละเรื่องกับตอนเรียนเลยที่ว่า บรรพบุรุษของเราถอยร่นเพราะหนีเขามาจากเทือกเขาอัลไต ... เพราะอันที่จริงแล้ว เราอาจเป็นลูกหลานของ "นักผจญภัย" และ "นักบุกเบิก" ที่ไม่อยากอยู่กับที่ต่างหาก
เรื่องยีนเกย์ ถ้าสนใจ ไว้จะมาเล่าต่อให้ฟังครับ
อิอิ
สุดยอดเลยครับ คุณ yalie วิดีโอที่เอามาฝาก (เชิญชวนทุกท่านแวะชมวิดีโอในเว็บไซต์ข้างบนนี้ครับ) ... ผมเคยเห็นข่าวเรื่องการทำทำ decellularization (และเห็นภาพนิ่ง) มาก่อนแล้ว ยังนึกว่าเข้าท่ามาก ... เข้าใจคิดจริงๆ ... แต่พอมาเห็นหัวใจเต้นตุ๊บๆ ก็แทบจะร้อง เฮ้ย ... แบบเดียวกับตอนที่เห็น "สเต็มเซลล์" ในจานเลี้ยงเต้นตุ๊บๆ ที่บริษัทแห่งหนึ่งเอาโชว์ในงานสัปดาห์วิทย์สองสามปีก่อน
น้องๆ ที่เรียนสายชีววิทยา ... ถ้าสนใจเรียนศาสตร์อนาคตที่ลงเรียนได้ในวันนี้ ... เชิญเลือกเรียน "วิศวกรรมเนื้อเยื่อ (tissue engineering)" ได้เลยครับ
อัดรายการด้วย ดังใหญ่แล้ว อาจารย์ชิ้นเรา อิอิ


|
||||||
![]() |
สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย. ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง |