นำชัย ชวนคิด ฝัน และสรรค์สร้างสังคมไทย | วิชาการ.คอม


นำชัย ชวนคิด ฝัน และสรรค์สร้างสังคมไทย

สารบัญ

                       
หน้าที่ 1 Hero พันธุ์ใหม่
หน้าที่ 2 นักวิทย์นิเทศ
หน้าที่ 3 หนังสือ กับ นักเขียน
หน้าที่ 4 เรียนรู้ อย่างเป็นสุข (1)
หน้าที่ 5 เรียนรู้ อย่างเป็นสุข (2)
หน้าที่ 6 ความศักดิ์สิทธิ์ของล้อที่ 4
หน้าที่ 7 เรียนชีวะยังไง ให้สนุก และจำได้นานๆ (1)
หน้าที่ 8 เรียนชีวะยังไง ให้สนุก และจำได้นานๆ (2)
หน้าที่ 9 ตัวเลขกระแทกใจ (1)
หน้าที่ 10 ชวนชมฟุตบาทที่แปลกประหลาด มหัศจรรย์ที่สุดในโลก
หน้าที่ 11 หนังสือที่เปลี่ยนชีวิตผม (1)
หน้าที่ 12 ตัวเลขกระแทกใจ (2)
หน้าที่ 13 ข้อมูลที่ไม่ได้รับเชิญ
หน้าที่ 14 ตัวเลขกระแทกใจ (3)
หน้าที่ 15 Google กับ จอร์จ บุช และ หมอผ่าตัด กับ เนื้องอกบนแก้ม รมต.
หน้าที่ 16 มีเงินเพิ่ม แต่ความสุขไม่ได้เพิ่ม (1)
หน้าที่ 17 มีเงินเพิ่ม แต่ความสุขไม่ได้เพิ่ม (2)
หน้าที่ 18 ตัวเลขกระแทกใจ (4)
หน้าที่ 19 หนังสือที่เปลี่ยนชีวิตผม (2)
หน้าที่ 20 ตัวเลขกระแทกใจ (5)
หน้าที่ 21 หนังสือที่เปลี่ยนชีวิตผม (3)
หน้าที่ 22 ตัวเลขกระแทกใจ (6)
หน้าที่ 23 หนังสือที่เปลี่ยนชีวิตผม (4)
หน้าที่ 24 ตัวเลขกระแทกใจ (7)

สี่บทเรียนทองคำ (3)

ต่อจากหน้า 674–675ตั้งแต่วันศุกร์ที่แล้วจนถึงเมื่อวาน ดูเหมือนคุณเมอร์ฟี (Murphy) แกจะขยันมาก ... เรื่องก็คือ ฝรั่งเค้าบอกว่ามีกฎอยู่ข้อหนึ่งที่เรียกว่า กฎของเมอร์ฟี (Murphy’s Law) มีใจความสั้นๆ ว่า “อะไรก็ตาม (ข้าวของ, สถานการณ์, ฯลฯ) หากจะเกิดผิดพลาดได้ มันก็จะเกิดเหตุผิดพลาดขึ้น” และมักจะเกิดในช่วงเวลาคับขันเสียด้วย ... วันศุกร์ที่แล้ว ผมพยายามเข้ามาโพสต์แต่เปิด blog ไม่ได้เลย วันเสาร์ลองดูอีกครั้ง ก็ยังไม่ได้เหมือนเดิม แถมคอมพิวเตอร์ที่บ้านพังอีก ทำให้วันอาทิตย์ต้องเข้ามาเตรียมสไลด์ที่ออฟฟิศใน สวทช. สำหรับค่ายการ์ตูนไซไฟวันจันทร์ถึงวันพุธ แล้วก็วุ่นๆ อยู่ จนถึงตอนนี้ จึงเข้ามาโพสต์ได้บทเรียนจาก Murphy’s Law สำหรับผมก็คือ ต้องเตรียมการ “เผื่อไว้” สำหรับทุกเรื่อง เช่น save ไฟล์ที่จะใช้ present ไว้ทั้งในแผ่น CD และ thumb drive เสมอ (thumb drive อาจพังหรือหายขึ้นมาดื้อๆ ในตอนนั้น) ในระยะยาวก็ควรต้องลง hard disk ไว้ด้วย, พยายามเตรียมสไลด์ให้เสร็จก่อนวันจริงอย่างน้อย 2 วัน (เพราะในที่สุดมันจะไปเสร็จในวันสุดท้ายพอดี หรือไม่ก็ไม่กี่ชั่วโมงก่อนพูดพอดี) แหะ แหะ รูปนี้ปรากฏขึ้นเมื่อผมค้น google ด้วยคำว่า aether ซึ่งจะพาดพิงในบทความข้างล่างนี้ ... ที่น่าสนใจคือ ตัวอักษรในกรอบดำด้านล่าง --> มีใครอ่านออกบ้างไหมครับ? แปลกที่ว่าน่าจะมีหลายคนที่อ่านออกเหมือนกับผมว่า มันคือ This is a Picture in a Post ... ความสามารถการอ่านหรือวิธีการอ่านของคนเรานี่ ช่างมหัศจรรย์จริงๆ มันช่างไม่ตรงไปตรงมาเสียเหลือเกิน! มาต่อกันคำสอนของคุณปู่ไวน์เบิร์กกันต่อดีกว่าครับคำแนะนำข้อที่สามของข้าพเจ้าอาจจะเป็นข้อที่ยากที่สุดที่จะทำตาม นั่นก็คือ ควรต้องยกโทษให้แก่ตนเองที่ใช้เวลาสิ้นเปลืองทิ้งไปเปล่าๆ นักศึกษามักจะถูกขอให้แก้โจทย์ปัญหาที่มีแต่บรรดาศาสตราจารย์ของพวกเขา (ซึ่งก็ใจร้ายอย่างเหลือเชื่อ) เท่านั้น ที่รู้ว่าจะแก้ปัญหาเหล่านั้นได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น ไม่สำคัญเลยว่าโจทย์ปัญหาเหล่านั้นจะสำคัญทางวิทยาศาสตร์หรือไม่ – นักศึกษาเหล่านั้นต้องโจทย์ปัญหาเพื่อผ่านวิชานั้นไปให้ได้ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง เป็นเรื่องยากเย็นยิ่งที่จะรู้ได้ว่า โจทย์ปัญหาใดสำคัญ และคุณก็ไม่รู้อีกด้วยว่า จะมีช่วงจังหวะวินาทีใดในประวัติศาสตร์ที่จะแก้โจทย์ปัญหาสักข้อออกได้ในตอนต้นศตวรรษที่ยี่สิบ นักฟิสิกส์ชั้นนำหลายๆ คน รวมทั้ง ลอเรนซ์ (Lorentz) และอับราฮัม (Abraham) (5) ต่างก็พยายามแก้ปัญาทฤษฎีเกี่ยวกับอิเล็กตรอน ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะต้องการจะเข้าใจว่า ทำไมความพยายามทั้งหลายทั้งปวงที่จะตรวจจับผลกระทบของอีเธอร์ (6) ต่อการเคลื่อนที่ของโลกจึงได้ล้มเหลวกันไปหมด ทุกวันนี้เรารู้แล้วว่า พวกเขาทำวิจัยบนโจทย์ปัญหาที่ตั้งไว้ผิด แต่ในตอนนั้น ไม่มีใครสักคนที่สร้างพัฒนาทฤษฎีเกี่ยวกับอิเล็กตรอนได้สำเร็จ เพราะยังไม่มีการค้นกลศาสตร์ควอนตัม (7) แต่อย่างใด จนปี 1905 ที่ความอัจฉริยะของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ทำให้เขาตระหนักรู้ว่า ปัญหาที่ถูกต้องที่ควรต้องทำวิจัยได้แก่ การศึกษาผลกระทบการเคลื่อนที่ต่อการวัดของอวกาศและเวลาเนื่องจากคุณไม่มีทางแน่ใจได้เลยว่า โจทย์ปัญหาใดที่เป็นโจทย์ปัญหาอันถูกต้องที่ควรต้องทำวิจัย คุณก็จะใช้เวลาส่วนใหญ่ทิ้งเปล่าไปในห้องปฏิบัติการหรือที่โต๊ะทำงานของคุณ หากคุณต้องการทำวิจัยแบบสร้างสรรค์ คุณก็จะต้องทำตัวให้คุ้นเคยกับการใช้เวลาส่วนใหญ่แบบไม่สร้างสรรค์ ทำตัวให้สงบไม่หวาดหวั่นอยู่ในห้วงมหาสมุทรแห่งความรู้ทางวิทยาศาสตร์(มีต่อ)(5) ลอเรนซ์ (Lorentz) และอับราฮัม (Abraham) น่าจะหมายถึง เฮนดริก ลอเรนซ์ (Hendrik Lorentz) นักฟิสิกส์ชาวดัทช์ และแม็กซ์ อับราฮัม (Max Abraham) นักฟิสิกส์ชาวเยอรมัน ทั้งคู่ศึกษาเกี่ยวกับสมบัติของอิเล็กตรอน

(6) อีเทอร์ (มีสะกดทั้งแบบ aether และ ether) เป็นสิ่งที่เคยเชื่อกันในฟิสิกส์ยุคต้นว่า เป็นตัวกลางที่แทรกซึมและเติมเต็มอยู่ในสสารทุกอย่าง และทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการส่งคลื่นหรือพลังงานรูปแบบต่างๆ ซึ่งต่างจากอีเทอร์ในยุคกลางหรือยุคเก่ากว่านั้น ซึ่งเชื่อกันอีเทอร์มีตำแหน่งอยู่ในจักรวาลเหนือพื้นโลกขึ้นไป และเป็น “ธาตุที่ห้า” ถัดจากธาตุดิน น้ำ ลม และไฟ คำว่า “อีเทอร์” มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก หมายความว่า “อากาศส่วนบน (upper air)” หรือ “อากาศสดใหม่บริสุทธิ์ (pure, fresh air)”    

(7) กลศาสตร์ควอนตัม (quantum mechanics) เป็นสาขาหนึ่งของฟิสิกส์ที่ศึกษาสสารในระดับอะตอมหรือเล็กกว่าอะตอม (อนุภาคพื้นฐานต่างๆ)นำชัย

http://www.biotec.or.th/Guru  

22 ต.ค. 2552

  

หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา