ความเห็น 73 6 ส.ค. 2550 (23:10) ต้องขอบคุณครู...ชิต อีกครั้งครับ คราวนี้เปลี่ยนจาก Firefox เป็น IE คิดว่าอาจช่วยได้ครับ จะลองพิมพ์เสร็จ แล้วกด "ส่งข้อความ" แค่นั้นครับ
ผมไม่ค่อยทราบประวัติศาสตร์ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองละเอียดนัก แต่อย่างไรผมก็คิดว่า การทิ้งระเบิดปรมาณูลูกที่สอง เป็นความเลวร้าย ที่ไม่อาจยอมรับได้ไม่ว่าจะคิดในแง่ไหน
ถ้าคิดว่าทิ้งระเบิดลูกแรก เป็น ยูเรเนียม แล้ว ระเบิดลูกที่สอง ที่เป็น พลูโตเนียม เพียงเพื่ออยากรู้ความแตกต่าง หรือ เพียงเพื่อจะแสดงให้โลกรู้ว่ามีระเบิดสองชนิต อยู่ในมือ
ไม่ว่าจะคิดในแง่ไหนก็ ... (ไม่อาจเขียนบรรยายให้สม...ได้)
ระเบิดเพียงลูกเดียวก็น่าจะเพียงพอที่จะทำให้ประเทศใดก็ได้ ในเวลานั้นยอมแพ้ได้ จริงไหมครับ
ผมไม่อยากพาดพิงประเทศมหาอำนาจมาก ขอร่วมเสริมในประเด็นอื่นนะครับ
ผมได้อ่าน หนังสือ ที่ผู้ก่อตั้งบริษัท SONY คุณ Akio Morita เขียนชื่อ Made In Japan
สะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติในการทำงานที่น่าประทับใจ ตั้งแต่สมัยเก่าก่อนมา คนญี่ปุ่นเชื่อว่าอะไรที่คนชาติอื่นทำได้ ถ้าตัวเองทุ่มเทและตั้งใจจริงก็จะทำได้(ดีกว่า) ผมดูจากหนังเรื่อง
Tora! Tora! Tora! (1970)
http://www.imdb.com/title/tt0066473/
ซึ่งจะเป็นคนละมุมกับหนังเรื่อง Pearl Harbor (2001)
http://www.imdb.com/title/tt0213149/
แต่ทั้งสองเรื่องสะท้อนเหตุการณ์เดียวกัน แต่เรื่องแรกสาระมากกว่า ประสิทธิภาพในการรบของญี่ปุ่นนี่เหนือชั้นกว่ามาก คุณ Morita เองตอนนั้นอายุ 24 เรียนฟิสิกส์ประยุกต์อยู่ที่ Osaka Imperial University ถูกเกณฑ์มาช่วยงานกองทัพ พัฒนา อาวุธนำวิถีด้วยความร้อน เครื่องช่วยมองเห็นเวลากลางคืน เท่าที่อ่านๆดู ฟิสิกส์ประยุกต์ของญี่ปุ่นในตอนนั้นแข็งแกร่งมากครับ สมัยสงครามโลกครั้งที่สองนี่ห้าสิบกว่าปีแล้วนะครับ ญี่ปุ่นมีผู้เชี่ยวชาญที่เป็นเจ้าของทฤษฎีใหม่ๆเกี่ยวกับเรดาร์ได้แล้ว ทฤษฎีและการทดลองต่างๆเกี่ยวกับไมโครเวฟ ก็ทำกันมาตั้งแต่ตอนนั้น
เราไม่ได้พูดถึงความอัจฉริยะ แต่เราพูดถึงความอุตสาหะ ใจสู้ การไม่กลัวที่จะก้าวไปสู่ดินแดนความรู้ใหม่ๆของคนญี่ปุ่น ยิ่งอ่านไปก็ยิ่งรู้สึกนับถือ
และก็อดไม่ได้ที่จะมองดูความเป็นไปของวงการวิทยาศาสตร์บ้านเรา
สิ่งที่ผมประทับใจมากจากหนังสือของคุณ Morita ก็คือ ระเบิดปรมาณูไม่ได้มีผลเพียงแค่ทำลายผู้คนบ้านเมือง แต่ยังทำลายความฝัน กำลังใจ และศรัทธาของนักวิจัยญี่ปุ่นในตอนนั้นด้วย
คุณ Morita คนหนุ่มเลือดร้อนในเวลานั้น เมื่อรู้ข่าวระเบิดที่ทางการบอกเพียงแต่ว่าเป็นระเบิดชนิดใหม่ แต่ท่านรู้ว่ามันคือระเบิดปรามณู ท่านเดินไปหาหัวหน้าแล้วบอกว่า
"เราควรเลิกงานวิจัยทั้งหมดที่ทำอยู่นี้ดีกว่า ถ้าอเมริกาสามารถทำระเบิดปรมาณูได้ สิ่งที่เราทำอยู่นี้ไม่มีทางไล่ตามเทคโนโลยีของอเมริกาทัน" ท่านเสริมในหนังสือว่า ท่านพอรู้ถึงศักยภาพของระเบิดปรมาณู แต่ตอนนั้นคิดว่าต้องใช้เวลาอีก 20 ปีกว่ามนุษย์จะรู้จักใช้มัน
แต่ญี่ปุ่นก็สามารถ เอาชนะความรู้สึก "ด้อย" ในช่วงเวลานั้นไปได้ ก้าวสู่ช่วงเวลาปัจจุบันที่เทคโนโลยีไม่มีใครตามทัน และวิทยาศาสตร์พื้นฐานก็ไม่น้อยหน้าใคร ซึ่งคิดว่า คนที่เคยศึกษาที่ญี่ปุ่นอย่าง ดร.นำชัย น่าจะรู้ความ(ไม่)ลับนี้ดี ว่าเค้าทำได้อย่างไร
มองทางฝั่งอเมริกา
ในตอนนั้น อเมริกา ได้ "สมองไหล" จากเยอรมัน ได้คนเก่งๆอย่าง ไอน์สไตน์ และท่านอื่นๆมา
แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรในการพัฒนาระเบิดโดยตรง เพราะท่านเหล่านั้นอาวุโสแล้ว แต่ความยิ่งใหญ่ของท่านเหล่านั้นก็เป็นแรงบันดาลในให้เกิดเลือดใหม่ เข้ามาเสริมทัพมากมาย
ไอน์สไตน์ ไม่ได้ทำระเบิด อันนี้ บรรดาแฟนพันธุ์แท้ของท่านคงแก้ต่างให้แล้ว
แต่ผมไม่คิดว่า พวกที่ทำระเบิดจะเป็นคนชั่วช้า ซึ่งจริงๆปัญหาเรื่องจริยธรรมคงเถียงกันไม่จบ หลายครั้งนักวิทยาศาสตร์เหล่า ก็ไม่ได้คิดอะไรมากว่า ความท้าทายที่อยู่ตรงหน้า การแก้ปัญหาให้ได้ก่อนคนอื่น นักวิทยาศาสตร์+ตัววิทยาศาสตร์เอง ก็คือพลังอย่างหนึ่ง ก็คล้ายกับพลังงานอื่นๆที่ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ถ้านักวิทย์ A ไม่ทำ ก็ต้องมีนักวิทย์ B มาทำอยู่ดี
เขียนไป ก็สรุปอะไรไม่ได้...
มองในแง่พลัง ความรู้และเทคโนโลยีที่ใช้ในการก่อกำเนิดระเบิดปรมาณู แต่มาก็ถูกนำมาใช้ทำความเข้าใจ เกี่ยวกับกำเนิดดวงดาว และจักรวาล ก็โดยนักฟิสิกส์คนเดิมๆที่ทำระเบิด ทั้งฝั่งอเมริกา และก็รัสเซีย นั่นล่ะครับ