ในฐานข้อมูลบอกว่าผมเริ่มเขียน blog ในวิชาการดอทคอม ตั้งแต่ 16 ม.ค. 2007 หรือกว่า 3 ปีมาแล้ว ผมเขียน blog
นี้ โดยคิดว่าน่าจะถือเป็นการ “บริการสาธารณะ” ในการให้ความรู้ทางวิชาการ และเป็นการตอบแทนสังคม (ผมเขียน blog นี้ โดยไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น) เพราะผมเคยเป็นนิสิตทุน
พสวท. ซึ่งก็มาจากเงินภาษีอาการของคนทั้งประเทศ
จึงควรตอบแทนประเทศในแบบที่ตนเองถนัดทำได้ดีและมีประโยชน์
ผมวางขอบเขตว่าเกี่ยวกับ “วิทยาศาสตร์
เทคโนโลยี ภูมิปัญญา ความหรรษา และคุณค่าของชีวิต” และตั้งเป้าว่าจะดึงดูดครู อาจารย์ และนักเรียน
ที่น่าจะเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่เข้ามาในวิชาการดอทคอม ให้รู้สึกว่า (1)
เรื่องราวความรู้ทางวิทยาศาสตร์นั้นน่าพิศวง (2)
เราสามารถเรียนรู้วิทยาศาสตร์ได้อย่างสนุกสนาน (3)
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์สำคัญกว่าตัวความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้ทุกวัน
... บางเรื่องอาจกลับจากผิดเป็นถูกด้วยซ้ำ ด้วยเหตุนี้ การเรียนรู้การสอนในสังคมไทยจึง “ผิดปกติ” เป็นอย่างมากที่สอนให้เด็กเชื่อตามครูและหนังสือเรียนเป็นหลัก
แต่ไม่สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองจากการทดลองและสรุปความจริง แต่ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ ไม่สามารถโยงใยความรู้ทางวิทยาศาสตร์
และนำมาใช้ในชีวิตจริงได้ ... ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้ามาก
ในระหว่างที่เขียนอยู่
ผมเองก็ได้ซึมซาบความจริงบางอย่างที่ไม่ได้คาดหมาย เช่น
มิตรภาพจากผู้ที่ไม่เคยรู้จักพบปะกันมาก่อนเลยในชีวิต หรือในทางลบเช่น
การขาดไร้มรรยาทของบางคนที่ตั้งใจแต่เข้ามาแปะโฆษณา (ทั้งๆ ที่วิชาการดอทคอมเอง
ก็เปิดทางให้เปิดหน้า blog
ใหม่หรือแม้แต่โฆษณาเลยตรงๆ ในส่วนล่างสุดของหน้าเว็บหลักอยู่แล้ว)
หรือเข้ามาวิจารณ์ก่นด่าผมแบบเสียๆ หายๆ ทั้งๆ
ที่สามารถเห็นแย้งกันได้อย่างสุภาพ (สังคมไทยเจ็บป่วยอะไรอยู่หรือเปล่า?)
แต่ไม่มีงานเลี้ยงที่ไม่เลิกรา
ถึงวันนี้ผมอยากจะหยุด blog
นี้ลงชั่วคราว (คาดว่าจะไม่ถาวร) อย่างไม่มีกำหนดว่าจะกลับมาอีกเมื่อไหร่
ใครที่ยังไม่เคยอ่าน blog หน้าเก่าๆ ก่อนหน้านี้ ก็มีให้อ่านแก้คิดถึงกันมากกว่า
700 หน้า ... ใครที่อยากอ่านบทความหรือติดต่อผม ก็คงสามารถทำได้โดยตรงต่อหน้า
หรืออ่านบทความผ่านทางนิตยสาร เช่น UpDATE หรือไม่ก็ผ่านทาง e-mail หรือเครือข่ายรูปแบบอื่นๆ เช่น Facebook (ลองค้นด้วยคำว่า Namchai Chewawiwat) และ twitter http://twitter.com/namchai_sciman เป็นต้น
ลาที
มิใช่ลาก่อนครับ
นำชัย
2 เม.ย. 2553
ป.ล. ผมยังไม่ใช้ Hi5 นะครับ
รอดได้ไงเนี่ยครับ
อ้อ ผมขอถามหน่อยนะครับว่าอาจารย์เคยออกหนังสือพิมพ์บ้างไหมครับ
ปล.ไม่รู้ต้นปลายซ้ายขวาครับ คนที่เห็นสัจธรรมไวไวน่าจะเป็นพระมากกว่า
สวัสดีค่ะ อ.นำชัย
สวัสดีครับ คุณแม่ ... หายไปนานเลยนะครับ ;-P
อ.สบายดีนะคะ สำหรับคุณแม่ไม่ค่อยสบายเท่าไหร่เลยค่ะ เพราะเปิดเทอมทีเงินที่ออมไว้ทั้งปีหายยวบไปเป็นครึ่งเลยค่ะ เพื่อไปจ่ายเป็นค่าเทอมและค่าใช้จ่ายจิปาถะให้กับลูกๆ (เลี้ยงลูก 2 คน ตามลำพังเนื่องจากพ่อเด็กไปมีครอบครัวใหม่)
ขอบคุณมากครับ ... ผมสบายดี หลังจากที่ปีที่แล้วสะบักสะบอมมากจากโรคกาย โรคใจ
น่าเห็นใจจังครับ เรื่องภาระยามเปิดเทอม ผมเองแม้จะยังโสด แต่เมื่อนึกย้อนกลับไปที่คุณพ่อคุณแม่ ว่าต้องเลี้ยงลูกถึง 7 คนแล้วก็เข้าใจได้ไม่ยากว่า ที่คุณพ่อตอนมีชีวิตอยู่พูดทีเล่นทีจริงอยู่บ่อยๆ ว่า ถ้าไม่มีลูกเยอะอย่างนี้ก็อาจจะมีฐานะดีร่ำรวยไปแล้วนั้นจริงปานใด (ครอบครัวผมฐานะปานกลางค่อนไปทางยากจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่คุณพ่อเสีย เมื่อตอนผมเรียน ม.1 ครอบครัวซวนเซเป็นอย่างมาก)
ความจริงในชีวิตบางทีก็โหดร้ายอย่างนี้แหละครับ (แต่ก็เป็นกำลังใจให้นะครับ) ต้องบอกจากใจจริงว่า คุณแม่เก่งมากๆ เป็น single mom ที่ดูแลลูกๆ ถึง 2 คน ... อย่างไรก็ตาม ขอให้มองเรื่องเหล่านี้ในทางบวกให้มากไว้นะครับ ผมยังจำข้อความในหนังสือธรรมมะเล่มหนึ่งได้ดี เค้าว่าเกิดเป็นคนนี้มีโอกาสดีมาก ที่จะทำให้เข้าถึงธรรมมะอย่างแท้จริง เพราะถ้าไปเกิดเป็นสัตว์ อสุรกาย ฯลฯ ในภพภูมิต่ำกว่า ก็จะทุกข์ทนจนไม่อาจจะเรียนรู้ "ความสุข" หรือ "ความไม่ทุกข์ไม่สุข" ในขณะที่เกิดเป็นเทวดา พรหม ฯลฯ ในภพภูมิที่สูงกว่า ก็อาจจะ "ติดสุข" จนไม่คิด "หลุดพ้นสุขพ้นทุกข์" ไปเสียอีก
หวังเพียงขอให้ลูกๆตั้งใจเรียนและประกอบสัมมาชีพที่ดี คงขออนุญาตพื้นที่อ.ว่า หากเด็กๆที่แวะเวียนเข้ามาอ่านในเวปนี้ขอให้รู้ว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ที่นู๋ๆใช้จ่าย ขอให้จ่ายในแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ต่อการศึกษา โดยหากนำไปใช้จ่ายในสิ่งที่ฟุ่มเฟือย หรือทำร้ายตนเอง ขอให้อย่าทำเลย ให้คิดถึงคุณพ่อคุณแม่ให้มากๆ เพราะการหาเงินในยุคนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย พ่อแม่ต้องประหยัดทุกวิถีทาง เพื่อเก็บเงินให้ลูกเรียน และโดยส่วนตัวก็ไม่มีทรัพย์สินอะไรให้กับลูก นอกจากการศึกษาที่จะทุ่มให้กับลูกๆอย่างเต็มที่ ขอบคุณอ.มากค่ะที่ให้ระบายความในใจ/ คุณแม่แก่ๆ 48 ปี
อันที่จริงต้องขอบคุณ คุณแม่ ที่เข้ามาเล่าความในใจ ถ้าน้องๆ ได้เข้ามาอ่านข้อความเหล่านี้ คงจะเข้าใจ "ความในใจ" ของคุณพ่อคุณแม่มากขึ้นนะครับ และคงจะคิดพิจารณาเรื่องการใช้เงินและแม้แต่การหาเงินมากขึ้น
อย่างที่ผมอาจะเคยเล่าให้ฟังไปบ้างแล้วว่า ผมพยายามหารายได้ตั้งแต่สมัยเรียน ม.ปลาย ไม่ว่าจะเป็นการสอนพิเศษ เขียนขำขันไปส่งสำนักพิมพ์ จนโตขึ้นมาหน่อยก็เริ่มแปล เริ่มเขียนบทความ ฯลฯ ดังนั้น ตัวตนของผมก็เป็นผลจาก "กรรม" ที่สะสมกัน ... ผมไม่เคยรู้สึกว่ามาถึงวันนี้ได้ เพราะความ "ฟลุ๊ค" ล้วนๆ ตรงจุดไหนของชีวิตเลยครับ
ขอเป็นกำลังใจให้คุณแม่นะครับ อย่าได้เกรงใจที่จะเข้ามาพูดคุย เล่าสู่กันฟังแบบนี้เองนะครับ ... ถ้าผมเป็นลูก "คุณแม่" .... คงรู้สึกภูมิใจในตัวแม่ตัวเองมากเลยนะครับ
br />สวัสดีค่ะ ทุกคน
กลับมาแล้ว อิอิ เหอๆ คุณjumo หายหน้า หายตา ไปนานเลยทีเดียวแต่ก็กลับมาแล้ว วงสนทนา ก้คงจะคึกคักยิ่งขึ้นไปอีก อีกอย่างมี สมาชิกใหม่เข้ามาด้วย หุหุ
ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ คุณ chat025
หัวข้อสนทนาของ คุณ neverheal กับ ดร.นำชัย หนูขอร่สมด้วยค่ะ คือ ว่า ถ้าไม่ตัดพระออกไป ก็นึก พระพุทธองค์ นะคะ คิดเหมือนกัน มั้ยเนี่ย
ส่วน"ใครสักคนที่รักเรา" เหอๆ ไม่รู้เหมือนกัน รักตัวเองให้เป็นก่อนแล้วกัน เหอๆ
แล้วก็ความคิดเห็นที่ 573 ที่ว่า บางทีโลกนี้สำหรับใครบางคนมันอาจใหญ่โตมากเกินกว่าจะรับไหวก็ได้...
ไม่รู้ว่าคิดยังไงนะคะ แต่ว่ามองแล้วดูเหงาๆ ยังไงชอบกล แต่ว่าจินตนาการก็คงจะใหญ่กว่าโลกอยู่แล้วล่ะ อิอิ
คิดถึงทุกคนเน้อ
ขอบคุณทุกท่านที่ผ่านมาแล้วมีน้ำใจฝากคำฝากความต่างๆ ไว้ ... ยินดีต้อนรับคุณ chat025 นะครับ อ้อ แล้วก็คุณ jumo ที่หายหน้าหายตาไปพักใหญ่ หวังว่าสุขสบายดี หวัดดีคุณ neverheal กับคุณน้อง hopun ด้วยนะครับ
อ.สุรัชน์ครับ ผมอยากได้ "รักยืนยง" แต่ไม่อยากเจอ "ปั่น" อ่ะครับ ไม่ชอบเพศเดียวกันน่ะครับ อิอิ ;-P
คมกริบจริงๆ ครับ บิล คลินตัน
แหะ แหะ ... บังเอิญเป็นสมาชิก SA เลยได้เร็วน่ะครับ คุณ yalie ... อืมม์ แนวคิดฟื้นคืนชีพสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วนี่มันน่าสนใจจริงๆ น่ะแหละครับ คุณ jumo ... ไม่งั้น ผมคงไม่เขียนหนังสือเรื่อง โคลนนิ่งไดโนเสาร์ หรอกนะครับ อิอิ ;-P

