วิชาการดอทคอม ptt logo

อยากเก่งเรื่องการเขียนเรียงความ(อังกฤษ) ทำไงดี?

บทความเสนอวิธีหนึ่งในการฝึกการเขียนเรียงความ(ภาษาอังกฤษ) โดยอ้างอิงประสบการณ์ตรงของผู้เขียนผสมผสานกับทฤษฎีการเขียน (composition theory)
ผู้เขียน: เมื่อลมแรง...ใบไม้ก็ร่วง ชมแล้ว: 9,570 ครั้ง
post ครั้งแรก: Thu 30 August 2007, 8:16 am ปรับปรุงล่าสุด: Thu 30 August 2007, 8:17 am
อยู่ในส่วน: ไม่ได้ระบุว่าให้อยู่ห้องใด

หน้าที่ 1 - อยากเก่งเรื่องการเขียน(อังกฤษ) ทำไงดี?
คำถาม อยากจะขอคำแนะนำว่าทำยังไงจึงจะเก่งภาษาอังกฤษได้ โดยเฉพาะการเขียน ช่วยแนะนำหน่อยนะครัย พอดีอยู่เมืองไทยขอบคุณครับ ตอบ หวัดดีครับ -- ตอบเรื่องการเขียนนะครับ ผมแน่ใจว่าคุณจะต้องเคยอ่านเคยฟังวิธีฝึกมาหลายแง่หลายมุม แล้วแต่ละที่ก็แตกต่างกันไป แต่สำหรับผมเองผมฝึกแบบนี้ครับ ข้อศูนย์เลย และสำคัญมากๆๆ คือต้องรักก่อนครับ ต้องรักที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เรียนรู้ภาษาใหม่ๆ ถ้าไม่รักด่านแรก (คือข้อถัดจากนี้) ก็ไม่ผ่านหรือว่าผ่านไปได้ยากมากครับ ผมชอบวิธีที่ครูเคทเขียนในหนังสือเกี่ยวกับจุดนี้คือ สร้างแรงบันดาลใจก่อนว่าเราจะเรียนภาษาเพื่ออะไร เพื่อให้ได้งานที่ดีกว่า เพื่อพัฒนาตัวเอง เพื่อให้โก้เก๋ แล้วเก็บแรงบันดาลใจไว้ตลอดเวลาครับ ข้อแรก เริ่มจากแกรมม่าร์และศัพท์ครับ ผมถือว่าเป็นหัวใจหลักในการเขียน แต่ไม่ได้หมายถึงว่าต้องรู้แกรมม่าร์แบบนักภาษาศาสตร์ (แต่แน่นอนถ้าได้ก็ดีครับ) ผมหมายถึงพอรู้ในระดับหนึ่ง (ม. ปลายเมืองไทย) และศัพท์ก็ควรรู้บ้าง ในระดับม. ปลายอีกเช่นกัน แต่รู้แกรมม่าร์อย่างเดียว ให้ตายยังไงก็เขียนไม่ได้(ดี)ครับ ผมเจอปัญหานี้มาก่อน ผมเรียนแกรมม่าร์มา (จนสอบเอนท์ติด--ไม่ได้อวดนะครับ - -* ผมแค่จะบอกว่าแกรมม่าร์ต้องดีระดับหนึ่งเท่านั้น ถ้าอยากเขียนได้ดี) แต่พออาจารย์ให้เขียน ผมกลับเขียนไม่ออก แล้วยังเขียนผิดแกรมม่าร์อีกเยอะมาก ที่เป็นแบบนี้เพราะว่า ระหว่างเขียนแกรมม่าร์ไม่ใช่เรื่องเดียวที่นักเขียนเป็นห่วง ดังนั้นนักเขียนอาจจะเสียสมาธิไปกับเรื่องอื่นๆ จนไม่ได้สนใจแกรมม่าร์เลย (นี่แหละครับสาเหตุที่ผมว่าทำไมแกรมม่าร์ต้องดี ถ้าแกรมม่าร์ดีแล้ว คุณก็ตัดความกังวลไปได้หนึ่งอย่างระหว่างเขียน เหมือนเวลาเราเขียนภาษาไทยครับ คุณไม่เคยกังวลว่าจะเขียนถูกหลักไวยกรณ์หรือเปล่า (เพราะว่าคุณมีความรู้เรื่องไวยกรณ์ไทยแล้ว) แต่สิ่งที่คุณกังวลคือ สิ่งที่คุณส่งให้คนอ่าน ดังนั้นในการเขียนอังกฤษเช่นกัน ฝึกแกรมม่าร์ให้แม่น เพื่อที่คุณจะได้ไปกังวลกับตัวสารที่คุณต้องการส่งให้คนอ่านครับ) ข้อสอง อ่านเยอะๆ ครับ แต่อย่าอ่านเปล่า ต้องอ่านแบบนักเขียน นั่นคือ เวลาอ่านก็สังเกตว่าศัพท์ตัวไหนใช้ยังไง นักเขียนคนนี้จบย่อหน้ายังไง นักเขียนคนนี้เปลี่ยนเรื่องคุยระหว่างย่อหน้ายังไง เป็นต้น ข้อสาม ไปเรียนครับ การเขียนเป็นเรื่องที่ฝึกได้ แต่หลังจากที่เราพอมีพื้นฐานมาแล้วเท่านั้น ถ้าเรายังไม่มีพื้นฐาน เราต้องเรียนเพื่อให้รู้ถึงเทคนิคต่างๆ และอีกอย่างการเรียนหมายถึง การมีคนตรวจงานเขียนให้ เรียนที่ไหน? ผมต้องบอกว่า “ต้องถามตัวคุณเองว่าคุณอยากเขียนได้แบบไหน?” เขียนได้แบบสอบผ่าน -- ก็เรียนตามสถาบันกวดวิชาเพื่อเตรียมตัวสอบทั่วไป เขียนได้แบบใช้งานได้จริง -- เรียนในที่ที่เข้าสอนให้ใช้งานได้จริงๆ (คือ ไม่ใช่พวกคอร์สเตรียมตัวสอบ) ข้อสี่ ฝึกคิด งานเขียนที่ดี เกิดจากความคิดที่ดี นักเขียนต้องคิดเยอะครับ คิดแล้วต้องฝึกประมวล/สรุปความคิด เช่น เพื่อนคุณสามคนไปดูหนังมาเรื่องเดียวกัน แต่ว่าแต่ละคนมารีวิวให้คุณฟังต่างกันหมด แล้วผมถามคุณว่าไหนคุณบอกผมหน่อยดิว่า review หนังเรื่องนี้เป็นยังไง? สังเกตนะครับผมไม่ได้ถามคุณว่า "เพื่อนแต่ละคน review หนังยังไง" ทีนี้แหละครับ คุณต้องประมวลรีวิวทั้งสามออกมาเป็นเรื่องๆ เดียว (สาม เป็น หนึ่ง) นี่แหละครับ เป็นงานหนึ่งของนักเขียน ข้อห้า ข้อนี้ดูเหมือนจะไกลตัว และเป็นอุดมคติไปหน่อย แต่ผมก็แนะนำทุกคนที่มาปรึกษาผมเสมอว่า ต้องอ่านทฤษฎีการเขียน (theory of composition) ผมเชื่อว่าตัวผมเองพัฒนาการเขียนได้ค่อนข้างเร็วกว่าคนอื่นก็เพราะว่าผมอ่านทฤษฎีการเขียน ทั้งๆ ที่ผมเริ่มเขียนเรียงความภาษาอังกฤษครั้งแรกเมื่อ 7 ปีก่อน (จริงๆ ครั้งแรกสุดเมื่อ 9 ก่อน แต่อย่าเรียกว่าเรียงความเลย เพราะว่าครั้งนั้นเขียนแค่ 10 ประโยค) ตอนนั้นถูกอาจารย์บอกว่าอย่าไปเรียนอะไรที่เกี่ยวกับการเขียนอีกนะ เพราะว่าจะทำให้ผมคะแนนตกได้ง่ายๆ แต่ 3 ปีหลังจากวันนั้น ผมก็ได้รับคำชมที่ทำให้รู้สึกว่าการเขียนผมดีขึ้นมากๆ แล้ว (คำชมจากอาจารย์ฝรั่ง ชมว่าดีกว่านักเรียนอเมริกันปี 2 ในห้องที่เหลืออีก 15 คน) ซึ่งผมว่าผลนี้มาจากการอ่านทฤษฎี เพราะมันทำให้ผมรู้ว่านักเขียนคิดหรือว่ามองโลกยังไง มองการเขียน (writing process) ยังไง เป็นต้นครับ ข้อหก เป็นคำแนะนำจากพี่อีกคน บอกว่า ถ้าอยากเก่ง ก็ต้องเรียนเอกอังกฤษ ผมเห็นด้วยครับ แต่ก็รู้ว่าความชอบแต่ละคนไม่เหมือนกันแน่นอน แต่ถ้าคุณเรียนเอกอังกฤษอยู่แล้ว ก็ถือว่าเป็นโชคดีครับ หมายเหตุ บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกทาง http://dialogueonwriting.blogspot.com/2006/11/eslcomposition.html



*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา






จำไว้ตลอด






เมื่อลมแรง...ใบไม้ก็ร่วง
()

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 2,990 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 6 ปี
แบ่งปันความรู้ 10 ครั้ง
ได้รับดาว 151 ดวง

โหวตเพิ่มดาว

Blog อื่น ๆ ของผู้เขียน