ความเห็น 2 28 ก.ย. 2550 (17:45) ถึงผู้ที่เกี่ยวข้องครับ (ฉบับที่ 1 )
สิ่งที่ไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับห้องเชียร์และการรับน้อง
1.การใช้ความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ เช่น การว้าก การบังคับให้ทำหรือเข้าร่วมกิจกรรมที่รุ่นพี่กำลังใช้อยู่ในห้องเชียร์ และที่ไหนๆก็ตาม เนื่องจากเหตุผลดังต่อไปนี้
ประการแรก ผมคิดว่า ความจริงใจและความรักใคร่กลมเกลียวมีความสามัคคีกันไม่ได้เกิดจากการใช้ความรุนแรงหรือใช้กำลังบังคับ(ทั้งทางตรงและทางอ้อม) ไม่เช่นนั้น4จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็คงสงบร่มเย็นไปนานแล้วเพราะมีทหารมากมายเลย และผมเชื่อว่า ที่ใดมีการบังคับที่นั่นย่อมมีการต่อต้าน อย่างน้อยก็ผมคนนึงครับ
ประการที่สอง ที่นี่เป็นมหาวิทยาลัย.........(พะเยา).ที่มีความสง่างามสมนามสถาบันเป็นแหล่งรวมของบรรดาผู้ใฝ่หาความรู้ ซึ่งจะเรียกว่าเป็นปัญญาชนก็ว่าได้ ผมคิดอยู่ในใจเสมอว่า ทำไมคนในระดับปัญญาชนต้องลดระดับสติปัญญาของตัวเองลงไปทำกิจกรรมอะไรอย่างนี้ ซึ่งผมมองว่ามันเป็นกิจกรรมที่ป่าเถื่อน ไร้อารยธรรม เป็นการละเมิดสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างมาก รุ่นพี่ไม่ควรจะสร้างความสามัคคีด้วยวิธีการใช้ความรุนแรง เพราะการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาไม่ใช่วิธีและทางออกที่ดี พวกผมโตๆกันแล้ว เราพูดจากันดีๆก็พอ ไม่เห็นจำเป็นต้องว้าก บังคับ หรือใช้ความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ การกระทำเหล่านี้มันส่งผลต่อความรู้สึกและสภาพจิตใจของผมอย่างรุนแรงและทำให้เกิดบาดแผลในใจที่ยากจะจางหาย พี่บางคนอยากว้ากเพราะอยากแกล้งน้อง สนุกดี พี่บางคนอยากว้ากเพราะอยากที่จะเอาคืน พี่บางคนอยากว้ากเพราะคิดว่าเป็นประเพณี พี่บางคนคิดว่าการว้ากจะช่วยน้องได้ แต่สำหรับผมไม่คิดว่าจะได้อะไรจากการว้าก นอกจากความรู้สึกว่าพี่คนนี้ติดลบ
2.การใช้เพลงและกิจกรรมที่ส่อไปในทางลามกอนาจาร ผมคิดว่า ความสนุกสนานครื้นเครงไม่จำเป็นต้องเกิดมาจากเรื่องลามกเหล่านี้ เพลงที่มีทำนองสนุกสนาน หรือกิจกรรมที่สนุกสนานก็มีตั้งมากมายที่ไม่มีเรื่องพวกนี้เข้ามากเกี่ยวข้อง
3.การใช้กฎหมู่บังคับให้เข้าห้องเชียร์ ถึงแม้ว่าพี่จะบอกว่าขอคนที่สมัครใจเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงมันคือการบังคับทางอ้อม เพราะพี่จะให้นับจำนวนคนที่เข้าห้องเชียร์ ใครขาดก็จะถามว่าไปใหน ทำไมมาไม่ได้ ซึ่งในบางครั้งมันเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคลที่ทุกคนพึงจะมี ในความรู้สึกของผมผมคิดว่าการทำอะไรโดยที่ทำออกมาจากใจจริง(สมัครใจ)ย่อมดีกว่าทำเพราะโดนบังคับ ความสนุกสนานจะเกิดขึ้นอย่างแท้จริง และยิ่งถ้ากิจกรรมที่พี่ๆนำมาให้นั้นมีความสนุกสนานอย่างสร้างสรรค์ เป็นกิจกรรมที่ดีมีประโยชน์ ไม่ไร้สาระน่าเบื่อ ไม่มีความรุนแรงหรือลามกเข้ามาเกี่ยวข้อง น้องๆก็ต้องอยากเข้าร่วมกิจกรรมเป็นธรรมดาไม่เห็นต้องบังคับ(ทั้งทางตรงและทางอ้อม)นอกเสียจากว่ากิจกรรมนั้น.................
4.การที่พี่สั่งให้น้องทำอะไรในบางเรื่อง ผมคิดว่ามันมากเกินความพอดีไปแล้วบางครั้งมันไม่เหมาะสมเอามากๆ ไม่คิดว่าจะได้เห็นจากในรั้วมหาวิทยาลัยนี่เองไม่จำเป็นต้องไปหาดูที่อื่นเลย บางครั้งพี่ก็ใช้อารมณ์ในการสั่งมากกว่า บางครั้งก็ทำไปเพราะความสนุก คึกคะนอง แล้วถามน้องๆว่ายอมรับมั้ย มันก็เหมือนกับการมัดมือชกบังคับให้ตอบ หรือบางคนก็ตอบด้วยความกลัวซึ่งคำตอบก็มีอยู่คำตอบเดียวคือ ยอมรับครับ ยอมรับค่ะ ทั้งที่ในความเป็นจริงบางคนอาจคิดแย้งในใจแต่ไม่กล้าพูดออกมา อาจจะเป็นเพราะกลัวว่ารุ่นพี่จะลงโทษหรือกลัวว่าเพื่อนๆจะเดือดร้อน พอทำออกมา มันก็ออกมาไม่ดี ได้ไม่ครบ หรือไม่เป็นอย่างที่พี่คิด เพราะรับปากไปด้วยการบังคับ(ทางอ้อม) หรือ ความไม่เต็มใจ หรือสมัครใจ
5.การกระทำที่เหมือนกับการตบหัวแล้วลูบหลัง พอเข้าห้องเชียร์ก็มีพี่ว้าก พอมาถึงวันปิดห้องเชียร์พี่ๆก็มาพูดว่าที่พี่ทำไปนั้นมันเป็นหน้าที่ ที่จริงพี่ไม่อยากทำหลอก พี่ไม่อยากเห็นน้ำตาของน้องๆเลย (มันเป็นเหตุผลหรือข้ออ้างผมไม่รู้)พอหลังจากการสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้หรือสร้างรอยร้าวในใจให้พี่ก็จะเอาขนมเอาของขวัญที่พี่ๆรวบรวมเงินกันซื้อมาให้น้องๆ บอกว่า พี่ๆเป็นห่วงน้องๆพี่รักน้องๆทุกคน เหมือนกับจะให้น้องลืมเรื่องที่เพิ่งผ่านมาหลังจากตบหัวแล้วก็ลูบหลังซะหน่อย ผมยังจำเพลงสองประโยคได้อย่างติดหูเป็นเพลงที่พวกพี่ตั้งใจร้องร่วมกันให้รุ่นน้อง ประโยคแรกที่จำได้แม่นคือ เด็กมีหัวใจ ผู้ใหญ่โปรดระวัง ผมก็ไม่เข้าใจว่ามันออกมาจากปากรุ่นพี่ได้อย่างไร เพราะถ้าเปรียบเทียบกันแล้วผมก็คือเด็ก พี่ก็คือผู้ใหญ่ (พร่ำบอกให้น้องไหว้พี่นะคะ) แต่สิ่งที่พี่กำลังทำกับผมคือ ผู้ใหญ่กำลังขยี้ หัวใจเด็กคนหนึ่ง (หรืออีกหลายคนแต่ยังไม่กล้าแสดงตัว) หัวใจดวงนั้นใกล้จะสลายแล้วครับอีกไม่นานจริงๆ ส่วนอีกประโยคที่ผมจำได้ติดหูเช่นกันคือ จะรักเจ้าดังดวงจิต ใจคิดกรุณา (กรุณาลูบหลังให้หลังจากตบหัวแล้วเหรอครับ ผมไม่เข้าใจจริงๆ )
ผมคิดว่าผลจากการใช้ความรุนแรงหรือบังคับจะก่อให้เกิดผลที่ตามมาดังต่อไปนี้
1. ไม่มีความจริงใจให้แก่กัน ไม่เกิดความรักอย่างแท้จริงทำไปเพราะสถานการณ์บังคับในตอนแรกอาจจะรักกัน(ให้พี่ดู) แต่หลังจากนั้นก็จะเริ่มแตกกันเป็นกลุ่มๆ
2. เสียการเรียน เสียเวลาทบทวนโดยเปล่าประโยชน์น่าจะเอาเวลาที่ทำเรื่องราวที่ไร้สาระหรือไม่เหมาะสมมานั่งอ่านหนังสือจะดีกว่า เพราะแม่พ่อส่งผมให้มาเรียน ไม่ใช่ส่งผมมาให้รุ่นพี่ว้าก ผมเห็นด้วยครับว่า เราไม่ควรจะเรียนอย่างเดียวควรหากิจกรรมทำควบคู่กันไปแต่กิจกรรมทำนั้นต้องดีด้วยไม่ใช่แบบที่เป็นอยู่ในตอนนี้
3. สร้างบาดแผลในใจและความรู้สึก bad impression ให้กับน้องๆ
4. รุ่นน้องรู้สึกเกลียดรุ่นพี่ ไม่ชอบหน้า ไม่อยากเห็น ไม่อยากคุย ไม่อยากไหว้ ซึ่งผลจากสิ่งเหล่านี้ก็จะทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นน้อง มีการแสดงความจริงใจอย่างเสแสร้งแกล้งทำ เพื่อให้มันผ่านไป เพราะในใจจริงก็ไม่อยากทำอยู่แล้ว
5. ทำให้ผมมีความรู้สึกที่ไม่ดีต่อการเข้าห้องเชียร์ และทำให้เกิดความรู้สึก ขยาด ต่อการเข้าร่วมกิจกรรมใดๆไปเลย ทำให้ผมพลาดโอกาสที่ดีๆในชีวิตอย่างน่าเสียดายเพียงเพราะคนเพียงกลุ่มเดียว
6. เป็นการปลูกฝังระบบเผด็จการให้กับสังคม(เป็นศูนย์บ่มและเพาะ)ในอนาคต เพราะเมื่อรุ่นพี่สั่งให้รุ่นน้องทำอะไรน้องๆก็ต้องทำทั้งๆที่บางครั้งต้องทำในสิ่งที่ไม่เห็นด้วย บางอย่างเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมเอามากๆ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะตกอยู่ภายใต้ระบบเผด็จการโดยเผด็จการในรูปของนิสิต (นักเผด็จการรุ่นเยาว์)ทำให้ประเทศไม่ได้รับการพัฒนาอย่างที่ควรจะเป็น (ข้อนี้ถือว่าร้ายแรงมากในระยะยาว ซึ่งทำให้ชาติบ้านเมืองของเราเป็นเช่นทุกวันนี้)
ทั้งหมดที่เขียนมานี้เป็นความคิดเห็นและทัศนคติส่วนตัว ซึ่งก็คือ 1 เสียงและ 1 ความคิดเห็นในระบอบประชาธิปไตย
ที่ผมเขียนมา ณ ที่นี้ หวังว่าท่านผู้เกี่ยวข้องจะช่วยผมได้
เด็กมีหัวใจ ผู้ใหญ่โปรดระวัง
ว้าก
.ผมทำไม?
ด้วยความเคารพอย่างสูง
เด็กที่รอการช่วยเหลือจากท่าน
**********************************************************
ถึงผู้ที่เกี่ยวข้องครับ (ฉบับที่2)
ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม เกี่ยวกับแนวทางและวิธีการแก้ไข ปัญหาของการเข้าห้องเชียร์และรับน้อง
1.ขอเสนอให้ทำเป็นโครงการ รับน้องปลอดเหล้า เข้า ห้องเชียร์ปลอดว้าก ควบคู่กันไป มีการประกาศเป็นกฎของมหาวิทยาลัยอย่างชัดเจน ว่าจะไม่มีความรุนแรงใดๆมาเกี่ยวข้องในการเข้าห้องเชียร์ และการรับน้องโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายที่มีอยู่ มีการประชาสัมพันธ์ให้บุคคลภายนอกได้ทราบว่า การรับน้องของมหาวิทยาลัยนเรศวรของเราที่มี ศาสตราจารย์ เกียรติคุณคุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ ซึ่งเป็นทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และยังเป็นนายกสภามหาวิทยาลัยนเรศวร จะเป็นมหาวิทยาลัยนำร่องเรื่องการรับน้องและกิจกรรมห้องเชียร์ กิจกรรมสำนักที่ปราศจากการใช้ความรุนแรง ไม่เหมือนอย่างที่เป็นมาในปีนี้ มีกิจกรรมที่สร้างสรรค์ให้น้องๆได้เข้าร่วม ยิ่งในปัจจุบันนี้ รัฐบาลกำลังรณรงค์โครงการคุณธรรมนำประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยของเราก็สามารถมีส่วนร่วมกับโครงการนี้ได้ โดยมีการสอดแทรกคุณธรรมคติธรรม หรือแนวคิดแบบประชาธิปไตยเข้าไปในกิจกรรมได้อีกด้วย เช่นเดียวกับที่มหาวิทยาลัยของเราเป็นมหาวิทยาลัยนำร่องเรื่องการแต่งกายให้ถูกระเบียบ ซึ่งผมเชื่อว่าโครงการนี้จะเป็นผลดีต่อมหาวิทยาลัยของเราอย่างแน่นอน เพราะพ่อแม่ผู้ปกครองของนิสิตในอนาคตก็จะได้มีความสบายใจ ไม่ต้องกังวล หรือเป็นห่วงลูกหลาน เพิ่มความอุ่นใจในความปลอดภัยของลูกหลานมากขึ้นกว่าเดิม มีความสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดประโยชน์กับตัวนิสิต สังคม และที่สำคัญจะทำให้ประเทศชาติของเรามีการพัฒนาประชาธิปไตยไปในแนวทางที่ควรจะเป็นอีกด้วย
2.ไม่มีการบังคับให้เข้าร่วมกิจกรรม(ทั้งทางตรงและทางอ้อม)และต้องประกาศให้น้องๆทราบอย่างชัดเจนว่า น้องๆสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ตามความสมัครใจไม่มีการบังคับใดๆทั้งสิ้น ผมคิดว่าโดยปกติแล้วน้องๆที่จะเข้ามาเป็นนิสิตในอนาคตนั้นจะมีความรักในสำนัก หรือมีความสนใจในสำนักของตัวเองเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อเข้ามาแล้วก็ต้องมีความอยากรู้ว่าสำนักวิชาของตัวเองนั้นมีอะไรบ้างที่น่าสนใจ ผมคิดว่าการที่เราทำอะไรโดยสมัครใจ และอยากที่จะทำย่อมมีประสิทธิภาพมากกว่า น้องๆจะเกิดความจริงใจ สนุกสนาน ครื้นเครงอย่างแท้จริง น้องๆรู้สึกประทับใจในสิ่งที่เกิดขึ้นในแง่ดี และในที่สุดก็จะนำมาซึ่งความรู้สึกรักในสำนักวิชา รักในสถาบันของตนเอง ในปีหน้าน้องเหล่านั้นก็อยากที่จะเป็นพี่ STAFF อยากที่จะถ่ายทอดสิ่งดีๆที่พี่ให้อย่างสร้างสรรค์แก่น้องๆรุ่นต่อไป สิ่งที่เราได้ก็คือ คนที่มีความตั้งใจ เต็มใจ สมัครใจ และอยากที่จะทำงานจริงๆให้กับสำนักที่ตัวเองรัก ผลจากสิ่งเหล่านี้ก็จะเป็นผลให้เกิดการพัฒนากิจกรรมสำนักวิชาให้มีความสร้างสรรค์ยิ่งๆขึ้นไป
3.มีการทำกล่องรับเรื่องราวร้องเรียนหรือข้อเสนอแนะ ความคิดเห็น เรื่องห้องเชียร์และกิจกรรมรับน้องต้องประกาศให้น้องๆทราบโดยทั่วกันว่าน้องๆมีสิทธิที่จะร้องเรียนหรือข้อเสนอแนะได้ที่ไหนบ้าง ซึ่งจะต้องเก็บเรื่องร้องเรียนไว้เป็นความลับด้วยเพื่อความปลอดภัยของผู้ร้องเรียน หากน้องคนไหนคิดว่ากิจกรรมที่ได้พบเห็นนั้น( แสดงว่าไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นคณะของตัวเอง คณะไหนก็ได้เพราะเราเป็นนิสิตของมหาวิทยาลัย เราจึงควรมีส่วนร่วมในการพัฒนามหาวิทยาลัยของเรา) ไม่มีความเหมาะสม หรือเมื่อทำแล้วรู้สึกอึดอัดใจ ก็สามารถส่งเรื่องราวได้ที่กล่องเพื่อใช้ในการแก้ไขและพัฒนากิจกรรมในปีต่อๆไป และควรจะมีการติดคำร้องเรียน ข้อเสนอแนะ ติชมให้นิสิตได้ทราบโดยทั่วกันว่ามีปัญหาอะไรที่กำลังเกิดขึ้นกับเพื่อนๆของเขา หรือเพื่อนๆคิดเห็นอย่างไรกับกิจเข้าห้องเชียร์ รับน้อง กิจกรรมของสำนัก ถ้าหากว่าเป็นคำร้องเรียน ผู้ที่เกี่ยวข้องหรือมีส่วนรับผิดชอบควรจะบอกด้วยว่าปัญหานั้นได้รับการแก้ไข หรือดำเนินการไปถึงไหนแล้ว ควรระบุให้มีความชัดเจนด้วย
4.หากิจกรรมที่มีความสร้างสรรค์แทนการว้าก ยกตัวอย่าง เช่น แนะนำประวัติความเป็นมาของสำนักวิชา เรื่องราวเกร็ดสาระน่ารู้ เปลี่ยนจากการว้ากเป็นการจับเข่าคุยกัน , ให้น้องๆร่วมกันเสนอโปรเจกต์พัฒนาสถาบันหรือสังคม แล้วก็ให้น้องช่วยกันทำโปรเจกต์นั้นเป็นผลงานของรุ่น จัดให้มีเกมส์เชิงสร้างสรรค์ ประเทืองปัญญา แบบอัจฉริยะข้ามคืนก็น่าสนใจ หรือจะเป็นกิจกรรม walk rally แนะนำสถานที่สำคัญในสถาบัน (หรือในเมือง)กิจกรรมเหล่านี้เป็นเพียงแค่การยกตัวอย่างเท่านั้น ในความเป็นจริงแล้วยังมีกิจกรรมที่สร้างสรรค์อีกมากมายที่เราทุกคนสามารถที่จะระดมความคิดหรือออกแบบกิจกรรมเองได้ นำมาขั้นระหว่างการร้องเพลงสำนัก ถ้ากิจกรรมที่พี่ๆให้ทำนั้นเป็นกิจกรรมที่สนุกสนานอย่างสร้างสรรค์ เป็นกิจกรรมที่ดีมีประโยชน์ ไม่ไร้สาระน่าเบื่อ ไม่มีความรุนแรงหรือเรื่องลามกเข้ามาเกี่ยวข้องน้องๆก็ต้องอยากเข้าร่วมกิจกรรมเป็นธรรมดาไม่จำเป็นต้องมีการบังคับให้เข้าร่วม ในทางตรงกันข้ามถ้ากิจกรรมนั้นไม่สนุกสนานอย่างสร้างสรรค์ เป็นกิจกรรมที่หาประโยชน์ไม่ได้ ไร้สาระ น่าเบื่อ มีการใช้ความรุนแรงหรือมีเรื่องราวลามกเข้ามาเกี่ยวข้องน้องๆเหล่านั้นก็คงจะไม่เข้าร่วมกิจกรรมกันเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ห้องเชียร์ของสำนักนั้นๆขาดในประสิทธิภาพของงานไป ผลงานที่ออกมาล้มเหลว ปีไหนสำนักวิชาทำกิจกรรมที่ไม่สร้างสรรค์ (ซึ่งน้องๆจะเป็นคนกำหนดว่ากิจกรรมในปีนั้นสร้างสรรค์หรือไม่ ถ้าไม่สร้างสรรค์น้องๆก็มีสิทธิ์ไม่เข้าได้) ในปีนั้นสำนักวิชาของตัวเองก็จะไม่มีผลงานไปแสดงในกิจกรรมระหว่างสำนักที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวที่จะทำให้เกิดการแข่งขันระหว่างสำนักวิชาอย่างสร้างสรรค์และในที่สุดก็จะนำไปสู่การพัฒนากิจกรรมต่างๆของมหาวิทยาลัยไปในทางที่ดีอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนต่อไปในอนาคต
5.อาจารย์ควรเข้าไปสอดส่องดูแล การทำกิจกรรมของรุ่นพี่ และมีคณะกรรมการตรวจดูแลความเหมาะสมอีกครั้งหนึ่ง ดังเช่นที่มีมาในปีนี้ แต่บางสำนักวิชาก็ควรจะมีการเพิ่มอาจารย์ผู้ดูแลด้วยเพราะอาจารย์เพียงท่านเดียวอาจดูแลเด็กหลายๆคนได้ไม่ทั่วถึงเท่าอาจารย์หลายคนคอยดูแล
6.ไม่มีการใช้ความรุนแรงใดๆทั้งสิ้นในห้องเชียร์ , การรับน้องและพิธีต่างๆของสำนัก ไม่ว่าจะเป็นว้าก หรือสั่งทำโทษ เพราะว่าน้องๆที่มาเข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมดล้วนมาด้วยความเต็มใจ สมัครใจ เพราะไม่มีการบังคับใดๆทั้งสิ้น สนใจ และอยากที่จะเข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่ามีการคัดกรองเอาคนที่สนใจ อยากที่จะทำกิจกรรมอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องบังคับหรือใช้ความรุนแรงเพื่อให้น้องเหล่านั้นเกิดความสนใจ และใส่ใจขึ้นอีก ถ้าหากว่ารุ่นพี่ใช้ความรุนแรงกับน้องๆที่มีความสนใจอยากจะทำกิจกรรมอยู่แล้ว จะทำให้น้องๆรู้สึกไม่ดีต่อสำนักไปเลยและทำให้สำนักขาดผู้ที่จะเป็นกำลังหลักในการพัฒนากิจกรรมที่มีความสร้างสรรค์จริงๆไปอย่างน่าเสียดายมาก ดังนั้นการสอนร้องเพลงและการทำกิจกรรมร่วมกัน ควรเป็นความสัมพันธ์ระหว่าง พี่ กับ น้อง มากกว่า ความสัมพันธ์ระหว่าง รุ่นพี่ กับ รุ่นน้อง พี่ควรจะเข้าไปสอนน้องร้องเพลงในแถว ไม่ใช่ออกมายืนแบบหน้ากระดาน เพราะจะทำให้น้องรู้สึกว่าถูกแบ่งแยกระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นน้อง ไม่เกิดความสนิทสนมและความผูกพันกันเท่ากับการที่พี่เข้าไปแทรกตัวอยู่ในแถวเพื่อสอนน้องร้องเพลงแล้วทั้งหมดก็หันหน้าไปในทางเดียวกันแบบนี้จะทำให้การสอนน้องร้องเพลงมีประสิทธิภาพดีกว่าวิธีแบบเดิม
7.รุ่นพี่ต้องให้เกียรติ รุ่นน้อง เคารพสิทธิของความแตกต่าง ทางชีวะวิทยา ทางสังคม ศาสนา และเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในตัวน้องๆ เพราะเราคนทุกคนล้วนมีความแตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นวิธีคิด แนวความคิด ภูมิหลัง พื้นฐานทางเศรษฐกิจ ครอบครัว การอบรมเลี้ยงดู ดังนั้น การที่จะนำวิธีการใช้ความรุนแรงเพื่อที่จะให้ผู้อื่นทำตามตน คิดแบบตน นั้นไม่ถูกต้อง ความสามัคคีนั้นเป็นสิ่งสำคัญ แต่ต้องมีเหตุผล และมีวิธีการที่แสดงถึงความเป็นอารยะ(เพราะเราคือปัญญาชน ของประเทศ)
8.เพลงที่ใช้ควรมีความเหมาะสม เพราะเพลงสันทนาการบางเพลงมีเนื้อหาที่ส่อไปในทางลามกมาก ควรจะมีการคัดและกรองก่อนที่จะนำออกมาเผยแพร่ เพราะอาจจะก่อให้เกิดผลเสียหาต่อมหาวิทยาลัยโดยภาพรวมในภายหลังได้ (โดยหลักแล้วภาษาเขียนย่อมมีความคงทนและมีความเป็นสาธารณะมากกว่าภาษาพูดอยู่แล้วการจะเขียนหรือพิมพ์อะไรออกมาแต่ละทีจึงต้องมีความชัดเจน สมบูรณ์ มากกว่าภาษาพูด เพราะผู้ส่งสารไม่อาจจะกำหนดหรือคาดเดาการศึกษาและสถานภาพทางสังคมของผู้รับสารได้ เพียงแค่กระดาษที่เขียนตกไปถึงมือผู้อ่านไม่ว่าจะเป็นใครก็ทำให้เรามีผู้รับสารที่เราไม่คาดคิดได้ ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ต้องมีการระมัดระวัง และรับผิดชอบในข้อความที่จะเขียนหรือพิมพ์ออกมา)
9.มีการจัดอบรมพี่ที่จะมาเป็นพี่ STAFF เกี่ยวกับกิจกรรมที่จะนำมาใช้ในห้องเชียร์ รับน้อง และกิจกรรมของสำนัก ว่าควรมีความสร้างสรรค์อย่างไร กิจกรรมอะไรบ้างที่จัดว่าสร้างสรรค์ มีการออกแบบกิจกรรมที่สร้างสรรค์ร่วมกัน มีการสาธิตกิจกรรมตัวอย่างหรือวิธีการเล่นให้ดูเพื่อให้ทุกคนเกิดความเข้าใจ ทำให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพสูงสุดและทำให้เกิดความผิดพลาดคลาดเคลื่อนน้อยที่สุดในการทำกิจกรรมวันจริง
10.มีการแจกแบบสอบถามใบประเมินผลกิจกรรมห้องเชียร์และรับน้อง ทุกวันเพื่อจะได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพื่อนำมาปรับใช้ได้อย่างทันท่วงทีและที่สำคัญพี่ๆจะได้ข้อมูลที่ตรงกับความเป็นจริงและความรู้สึกในตอนนั้นขณะนั้นมากที่สุดเพราะการแจกใบประเมินให้ทำหลังจากที่กิจกรรมต่างๆได้จบลงไปแล้ว(โดยเฉพาะห้องเชียร์ และรับน้อง)จะได้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงด้วยเหตุเพราะ ทุกคนล้วนมีความอยากในการใช้อำนาจและความดิบแต่เพราะความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่อยู่ในใจ ทำให้ความอยากและความดิบอันนั้นสงบลงไปได้แต่เมื่อเขาได้เป็นรุ่นพี่มหาวิทยาลัย เขาได้เป็นใหญ่ที่สุดในการรับน้องน้องใหม่ อำนาจได้ตกอยู่ในกำมือเขาแล้ว ในเวลานั้นเขาอาจจะรู้สึกไม่ดีต่อการเข้าห้องเชียร์ แต่ว่าเหตุการณ์นั้นเขาสามารถผ่านมันมาได้แล้ว แต่ความรู้สึกบางอย่างที่มันเก็บกดอยู่ในจิตใจมันยังไม่ถูกระบายออกมาเพราะจะไประบายกับรุ่นพี่ก็ไม่ได้ และในที่สุดผู้ที่ต้องรับเคราะห์ก็คือ คนที่บังเอิญเกิดหลังพวกที่มาก่อน 1 ปี นั่นก็หนีไม่พ้นน้องใหม่นั้นเอง (สิ่งเหล่านี้มันจะเป็นวงจรที่ดำเนินซ้ำแล้วซ้ำเล่าไปเรื่อยๆเหมือนเกมส์โดมิโน รุ่นน้องก็จะเป็นเพียงโดมิโนตัวหนึ่งที่รอการล้มลงตามแรงโดมิโนตัวพี่แล้วน้องเหล่านั้นก็จะล้มลงไปยังโดมิโนตัวน้องอีกที แต่สิ่งที่แตกต่างกับเกมส์ก็คือ มันไม่มีโดมิโนที่จะเป็นตัวสุดท้าย หากไม่มีใครมาสนใจดูแลมันก็จะเป็นเช่นนี้เรื่อยไป) ที่นี้ก็มาถึงช่วงอันแสนสนุกสำหรับพวกพี่ๆที่จะสำเร็จความใคร่ทางอารมณ์โดยการใช้เสียงหรือความรุนแรง ที่ตัวเองมีความหื่นกระหายและอยากที่จะระบายออกมา โดยการหาเหตุผลที่สวยหรูมาประกอบ ว่ามันจะทำให้น้องๆเกิดความรัก ความสามัคคีต่อกัน มีความอดทนอดกลั้นต่อสิ่งต่างๆที่จะเข้ามาในอนาคต ถามว่าถ้าวิธีการหรือกิจกรรมเหล่านี้มันได้ผลจริงๆ แล้วทำไม บริษัทเอกชนจึงไม่จับพนักงานกับผู้บริหารทุกคนมาเข้าค่ายทหาร เข้าห้องเชียร์ที่มีว้ากเกอร์มาตะโกน ตะคอกด่า สร้างความกดดัน บังคับให้ร้องเพลงของบริษัทเพื่อให้พนักงานและผู้บริหารมีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มีระบบ ระเบียบเพื่อผลประโยชน์ของบริษัทล่ะครับ นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างอื่นๆอีกที่เป็นการทำให้ประเทศของเราไม่พัฒนาเท่าที่ควรเช่นทุกวันนี้ เช่น ตอนไปสมัครงาน จะมีคำถามว่า คุณรู้ไหมเสาส่งสัญญาณที่นี่เป็นสีอะไร คุณรู้ไหมปล่องไฟที่นี่สีอะไร พวกเขาเหล่านั้นไม่ได้สามัคคีในหมู่วิชาชีพวิศวะด้วยกันหลอกหรือครับ ถ้าเป็นสีแดง แสด ม่วง บานเย็น จะเข้าไปทำงานร่วมกันไม่ได้เหรอครับ แล้วสิ่งที่รุ่นพี่พยายามสร้างความสามัคคีนั้นมันไม่ได้เพื่อที่จะเอามาพัฒนาประเทศของเราหรือครับ หรือว่ามันเป็นเพียงแค่คำอ้างที่จอมปลอม เป็นคำที่คิดขึ้นมาลวงเพื่อให้การสำเร็จความใคร่การในใช้กำลังและอำนาจแบบเผด็จการ ของตัวเองบรรลุผลต่างหาก สิ่งเหล่านี้มันไม่ได้ทำให้น้องทนต่อความกดดันของสังคมได้หรอก แต่มันทำให้ยอมจำนนต่ออำนาจได้ง่ายดาย แม้รู้ว่าอำนาจนั้นถูกใช้แบบผิดๆก็ตาม ต่างหาก
หมายเหตุ -- ผมไม่ต้องการทำให้พี่ๆคนใดเดือดร้อน เช่นเดียวกับที่พี่บอกผมในวันปิดห้องเชียร์ว่า ที่พี่ทำนั้นที่จริง พี่ไม่อยากเห็นน้ำตาของน้องๆเลย แต่ผมต้องการที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนามหาวิทยาลัยที่ผมรัก
ด้วยความเคารพอย่างสูง
***********************************************************
บทเพลงแห่งปัญญาชน
สะพานโค้ง
พานโค้งๆๆเปิดกระโปรงเห็นแมงเต่าทอง
เต่าทองของน้องมีหนวดๆ พี่จะเอาจรวดมายิงเต่าทอง
พานโค้งๆๆเปิดกระโปรงเห็นแมงเต่าทอง
เต่าทองของน้องมีขนๆ พี่จะเอาปืนกลมายิงเต่าทอง
พานโค้งๆๆเปิดกระโปรงเห็นแมงเต่าทอง
เต่าทองของน้องมีไฝๆ พี่จะเอาปืนใหญ่มายิงเต่าทอง เมขลา
เมขลา สิมาล่อแก้ว รามศูรเห็นแล้วขว้างขวานออกไป
ขว้างขวานมาถูกอกเมขลาร้อง โอ๊ย..........สูงไปๆ
ขว้างขวานมาถูกขาเมขลาร้อง อา..........ต่ำไปๆ
ขว้างขวานมาถูกสะดือเมขลาร้อง อื้อ..........เกือบใช่ๆ
ขว้างขวานมาถูกหว่างขาเมขลาร้อง อ้า..........แช่ไว้
(2รอบ)
หนูแดง
หนูแดงๆๆเอ้า แทงก็แทงไม่เข้า เอ้า
แทงจนปวดหัวเขา เอ้า
แทงไม่เข้าซักที เอาวาสลีนมั้ยพี่
ทาตรงนั้น แทงตรงนี้ แรงๆอีกที
ปะดึ๊บ ปะดึ๋บ ปะดึ๊บ
โนราห์
นิง นุงนิง นุงนิง นุงนิงๆ
โนเอ้ย โนรา พระสุธนจับหน้า โนราทำเฉย
โนเอ้ย โนรม พระสุธนจับ..... โนรมทำเฉย
โนเอ้ย โนรอย พระสุธนดึง....... โนรอยร้องเฮ้ย
โนเอ้ย โนรี พระสุธนจับ..... โนรเสียวเอ๊ยๆ
น้องนวล
พี่คะ พี่ขา อย่าทำนวลนะนวลเจ็บ เจ็บ
นวลบอกอย่าแทง อย่าแทงๆ
ถ้านอนตะแคงนวลชอบๆ
บูชายัญ
วู้......*บูชายัญๆๆเอ้า บูชายัญๆๆ
จับคนที่........เอามาลูบไล้เอามาโลมเลีย
เอามาทำเมียมาบูชายัญ*
ข่มขืน
เมื่อหนูโดนข่มขืน เขาปืนจี้หัว
แทงตรงนั้น แทงตรงนี้ทั่งตัว
จ่อปากหนู หนูยังจำได้ดี ทีสองทีไม่ว่า ตั้งห้าสิบที
นอนน้ำตาไหลปรี่ เจ็บนี้แทบตาย
เมื่อหนูโดยข่มขืน เขาให้ยืนถ่างขา แล้วบังคับๆให้หลับตา
อนิจจา เขายังทำหนูได้ ทีสองทีไม่ว่าตั้งห้าสิบที
นอนน้ำตาไหลปรี่ เจ็บนี้สบาย
นวลอนงค์
นวลอนงค์นอนตรงๆพี่จะขี่
นอนดีๆพี่จะขี่นวลอนงค์
นอนตะแคงพี่ก็แทงไม่ลง
บอกให้นอนตรงๆจะได้ไม่ต้องถ่างขา
ถ้าไม่รักพี่ไม่แทง ถ้าไม่แรงก็บอกมา
คนอะไรอย่างกับเสาไฟฟ้า
บอกให้นอนแก้ผ้า
แม่เทพธิดานวลอนงค์(2รอบ)
สตรี
สตรีๆ สตรีมีศัตรู สัตว์มีรูคือสตรี
สตรีมี2กลีบเอาไว้หนีบของศัตรู
ศัตรูมีแท่งเอาไว้แทงของสตรี
สตรีบอกว่าดี(เบิ้ล 4ที)ขออีกทีนะศัตรู (2 รอบ)
เมียงู
บาทเดียวดูเพลิน อะไรไม่เกินเมียงูๆ
ลูบได้คลำได้ๆ แต่อย่าเอาไม้แหย่รู แหย่รู (2รอบ)
นมไข่
นมเล็กๆนมเด็กอนุบาล นมบานๆนมเด็กประถม
นมใหญ่ๆนมเด็กมัธยม นมกลมๆนมเด็กมหาลัย
ไข่เล็กๆนมเด็กอนุบาล ไข่ยานๆนมเด็กประถม
ไข่ใหญ่ๆนมเด็กมัธยม ไข่กลมๆนมเด็กมหาลัย
สุดที่รัก
สุดที่รักอย่าพึ่งรีบไป สบู่อะไรก็ใช้ไปก่อน
สุดที่รักอย่าพึงเข้านอน รอพี่ก่อนแล้วพี่จะไป
สุดที่รักโปรดถอดเสื้อใน กางเกงในได้ยิ่งดี
อาบน้ำเสร็จตั้งท่าให้ดี อึ๊บ 2 3 ทีแล้วพี่จะไป
หอย
(ผัด/เสียบ/เหม็น/เด้ง/ร่อน/โยก)
หอย....ผัด หอยผัดๆๆ หอยผัด
ของเราขายดีมาลองดูซี หอยผัดๆ
หอย....เสียบ หอยเสียบๆๆ หอยเสียบ
ของเราขายดีมาลองดูซี หอยเสียบๆ
หอย....เหม็น หอยเหม็นๆๆ หอยเหม็น
ของเราขายดีมาลองดูซี หอยเหม็นๆ
หอย....เด้งหอยเด้งๆๆ หอยเด้ง
ของเราขายดีมาลองดูซี หอยเด้งๆ
หอย....ร่อน หอยร่อนๆๆ หอยร่อน
ของเราขายดีมาลองดูซี หอยร่อนๆ
หอย....หอยโยกๆๆ หอยโยก
ของเราขายดีมาลองดูซี หอยโยกๆ
เอ้า โยก ๆๆ โยกเข้าไปให้มันหลุดโลกๆ
สุดท้ายนี้ผมยินดีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นครับ antiviolence4@hotmail.com