วิชาการดอทคอม ptt logo

การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ

การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ถึง ชาวดักแด้......พอดีได้รับเมล์จาก โห้ดักแด้ เกี่ยวกับเรื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ...ผมก็เลยเอามาโพสต์ให้อ่านกันนะครับ...... **ดร.วุฒิพงษ์ เพรียบจริยวัฒน์ นักวิชาการ คัดค้านนโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจของรัฐบาล --เดิมพันด้วยชะตา
ผู้เขียน: manman ชมแล้ว: 22,909 ครั้ง
post ครั้งแรก: Fri 19 October 2007, 12:54 pm ปรับปรุงล่าสุด: Fri 2 November 2007, 1:22 pm
อยู่ในส่วน: ไม่ได้ระบุว่าให้อยู่ห้องใด

หน้าที่ 1 - แปรรูปปตท.เอื้อพวกพ้อง ประชาชนรับกรรมยามวิกฤติ
เซี่ยงเส้าหลง •• ไม่ธรรมดาเสียแล้วเมื่อ นพ.ประเวศ วะสี ไปพูดที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยในหัวข้อ ข่าวเจาะ – เครื่องมือในการจัดการทุจริตคอร์รัปชั่น นอกจากจะตอกย้ำถึงโรคระบาดที่คนไทยทั้งประเทศกำลังติดเชื้ออยู่ในขณะนี้คือ โรคขาดศักดิ์ศรีของความเป็นคน และโรคที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ติดเชื้อมานานพอสมควรแล้วคือ ขันทีซินโดรม ท่านยังบอกว่า การคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นเพราะนักการเมืองใช้สมองส่วนของสัตว์ และหากทั้ง 2 โรคยังไม่ทุเลาและมีอาการรุนแรงขึ้นก็จะถึงจุดที่เกิด กระแสสังคม ขึ้นมาว่า “...กูไม่เอามึง.” ไม่ธรรมดาก็ตรงที่ระยะหลัง ๆ นี้ท่านพูดจา ตรงไปตรงมา – ไม่ต้องเสียเวลาตีความปรัชญา ท่านมองเห็นอะไรในสิ่งที่คนทั่วไปยังไม่เห็นหรือ ปราชญ์ ที่ได้รับการยกย่องจากปัญญาชนทั้งแผ่นดินให้เป็น ราษฎรอาวุโส ท่านนี้ “เซี่ยงเส้าหลง” ว่าท่านเป็นหนึ่งในบุคคลที่ “...เห็นเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้น.” ดังนัยที่ ขงเบ้ง จารึกเป็นภาษิตไว้ในกระท่อมหลายพันปีมาแล้วว่า “...ผู้ใดได้ยินเสียงฟ้าร้อง ไม่ได้หมายความว่าผู้นั้นจะมีโสตประสาทที่ดี ผู้ใดมีโสตประสาทที่ดีคือผู้ซึ่งได้ยินเสียงคนที่ไม่ได้พูด ผู้ที่เห็นภูเขาอยู่เบื้องหน้า ไม่ได้แปลว่าเป็นผู้ที่มีจักษุประสาทดี ผู้ที่มีจักษุประสาทที่แท้จริงก็คือผู้ที่เห็นเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้น.” โปรดพิจารณา •• ทำไมผู้คนจึงพูดถึง ขันที หรือ ขันทีข้างกายนายกรัฐมนตรี อย่าว่าแต่ นพ.ประเวศ วะสี ที่นายกรัฐมนตรีคนนี้อาจจะ ไม่นับถืออีกต่อไปแล้ว แม้แต่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่นายกรัฐมนตรีคนนี้ยังคง ใช้บริการอยู่ในระดับหนึ่ง ก็ยังเคย ติง, เตือน ไว้ตั้งแต่เมื่อ ต้นปี 2546 อย่าง ตรงไปตรงมา เลย •• วันนี้จะไม่พูดป่าทั้งป่าว่าด้วย เศรษฐกิจพอเพียง แต่จะขอกระโดดชกกระโดงคางรัฐบาลชุดนี้กันตรง ๆ เลยว่า วิกฤตราคาน้ำมัน ที่เกิดขึ้นขณะนี้รัฐบาลชุดนี้ ขาดเครื่องมือในการบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนเฉพาะหน้า ก็เพราะไปเห็นแก่ ประโยชน์ส่วนตัว ดำเนินนโยบาย แปรรูปรัฐวิสาหกิจแนวใหม่ คือ กระจายทุนส่วนหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์ อย่างชนิดที่เรียกได้ว่าทั้ง บ้าคลั่ง และ ไม่จำแนก การแปรรูป ปตท. ก็คือการทำลาย ปรัชญาพื้นฐานของการก่อตั้ง ที่มีอยู่แต่เดิมว่า เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในยามสถานการณ์จำเป็น เราจะเห็นได้ว่าแทนที่ปตท.จะทำหน้าที่ ถ่วงดุลบริษัทน้ำมันต่างชาติ ในด้าน ตรึงราคา โดย ยอมสละกำไรเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ปตท.กลับ ร่วมมือกับบริษัทน้ำมันต่างชาติ ชนิดขึ้นราคาเท่าไรก็ขึ้นด้วยช่วยกระพือจะมี สร้างภาพ, หลอกลวง เพราะ อายฟ้าอายดิน อยู่บ้างก็เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนที่ตรึงราคาดีเซลไว้ ต่ำกว่าบริษัทน้ำมันต่างชาติ 40 สตางค์/ลิตร แต่แล้วก็ แอบขึ้นราคามา 30 สตางค์/ลิตร เหลือส่วนต่างอยู่เพียง 10 สตางค์/ลิตร ท่ามกลางเสียงโอดโอยน่าสะอิดสะเอียนว่า ยังขาดทุนอยู่ จริงอยู่ ไม่ผิด เพราะขณะนี้ ปตท.เปลี่ยนปรัชญา จากยุคเดิมที่ ทำเพื่อประชาชน ไปเป็น ทำเพื่อผลกำไรสูงสุดของผู้ถือหุ้น ยิ่งน้ำมันแพงเท่าไร ผลกำไรปตท.ยิ่งมหาศาล และอย่าเห็นว่าประชาชนคนไทยกินหญ้าหรือมือมีกีบที่โกหกว่า ปตท.เป็นรัฐวิสาหกิจของประเทศไทย – กำไรมากก็ตกอยู่กับคนไทย ประชาชนคนไทยวันนี้ไม่โง่ถึงขนาดจะลืมไปว่า หุ้น 35 % ที่ถูกกระจายออกไป นั้นไปตกอยู่กับ กลุ่มทุน ซึ่งเป็น คนส่วนน้อยของสังคม และน่าอเนจอนาถที่ว่ากลุ่มทุนทั้งที่ ปรากฏชื่อตรงไปตรงมา และที่ ปรากฏชื่อสลับซับซ้อนหลากหลาย นี้ถึงที่สุดแล้วเกือบทั้งหมดก็คือ ตัวแทนของนักการเมืองที่เป็นรัฐบาล กำไรส่วนนี้คิดกลม ๆ จากเมื่อ ปี 2547 ก็ตกประมาณ 20,000 ล้านบาท แทนที่จะตกอยู่กับประชาชนคนไทยทั้งหมดกลับถูกยักย้ายถ่ายเทไปตกอยู่กับ กลุ่มคนที่ได้เปรียบในสังคมไทยแค่หยิบมือเดียว มันน่าสะอิดสะเอียนตรงที่คนกลุ่มนี้เป็น กลุ่มทุนใหม่ที่มั่งคั่งจากสื่อสารโทรคมนาคมและตลาดหุ้น ที่ร่วมเสพสังวาสสันถวะกันอยู่ใน พรรคไทยรักไทย ที่ขึ้นมาเป็นใหญ่ในแผ่นดินเพราะเกาะมากับ ขบวนชาตินิยมทางเศรษฐกิจ ในช่วง ปี 2540 – 2543 ที่ต่อต้านนโยบายเศรษฐกิจของ พรรคประชาธิปัตย์ ยุค ธารินทร์ นิมมานเหมินท์ จึงไม่แปลกที่กลุ่มทุนในคราบนักการเมืองขบวนนี้จะ ทรยศ, เสียสัตย์ กับสิ่งที่เคยรับปากไว้เช่น ยกเลิก-แก้ไขกฎหมายขายชาติ 11 ฉบับ, ปกป้องโชห่วยของคนไทย และ ฯลฯ เรื่องของ ปตท. ที่เล่ามาโดยสังเขปด้วยภาษาชาวบ้านง่าย ๆ นี้แหละคือ ตัวอย่างผลเสียหายของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจอย่างบ้าคลั่ง อยากให้อ่านรายละเอียดที่ สนธิ ลิ้มทองกุล เคยพูดไว้หมดเปลือกใน เมืองไทยรายสัปดาห์ – วันที่ 25 มีนาคม 2548 ที่ฟันธงอย่างไม่อ้อมค้อมว่า ผลกำไรมหาศาลของปตท. ทั้งใน ปี 2547 ที่ตก 66,000 ล้านบาท (และขอให้ดูใน ปี 2548 ที่จะ มากกว่ามาก) นี้ก็คือ ผลกำไรอัปลักษณ์ ที่เสมือน สูบเลือดสูบเนื้อประชาชน อีกสักครั้ง •• จาก ปตท. แทนที่จะ หยุด กลุ่มทุนในคราบนักการเมืองปากคาบคัมภีร์ขบวนนี้กลับพุ่งเป้ามาที่ กฟผ. อพิโถอพิถังพุทโธธัมโมสังโฆสุริยะสุริยายังไม่ทันที่จะ แปรรูปสมบูรณ์แบบ เป็น บริษัทกฟผ.จำกัด(มหาชน) ก็เริ่มต้นด้วยการ ขึ้นค่าเอฟที ซึ่งแท้จริงแล้วก็คือหลักประกันในการทำให้ ราคาหุ้นกฟผ.ขึ้นสูง เป็น หุ้นน่าลงทุน ซึ่งก็จะพัฒนาไปเป็น กำไรอัปลักษณ์ ที่ ร้อยละ 30 ตกอยู่ในมือ กลุ่มคนที่ได้เปรียบในสังคมไทยแค่หยิบมือเดียว และมันยังคงน่าสะอิดสะเอียนตรงที่คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ก็จะอยู่ในส่วนของ กลุ่มทุนใหม่ที่มั่งคั่งจากสื่อสารโทรคมนาคมและตลาดหุ้น ที่ร่วมเสพสังวาสสันถวะกันอยู่ใน พรรคไทยรักไทย อีกนั่นแหละ แมงเม่า, นักลงทุนรายย่อย เป็นเพียง ข้ออ้าง ที่ฟังดูดีสำหรับผู้ตกอยู่ในมายาภาพเท่านั้น •• พูดก็พูดเถอะ “เซี่ยงเส้าหลง” ว่ากรณีที่เกิดขึ้นกับ ปตท., กฟผ. ก็ไม่ต่างกับกรณี กล้ายางอัปยศ เพราะเป็นเรื่องของกระบวนการ แสวงหาผลประโยชน์บนความทุกข์ยากเดือดร้อนของประชาชนคนยากคนจนคนด้อยโอกาส อย่าง สร้างภาพ, หลอกลวง ชนิดที่หากขาดอาวุธทางปัญญาก็ยากที่จะจับได้ไล่ทัน •• ที่แหละคือ รูปธรรม ที่ชัดเจนที่สุดของคำว่า Conflict of Interest หรือที่ ณรงค์ เพชรประเสริฐ แปลเป็นไทยง่าย ๆ ว่า (ผลประโยชน์)พัวพัน นั่นเอง •• การแปรรูปรัฐวิสาหกิจไม่ว่าจะแนวไหนนั้นจำเป็น ต้องจำแนก โดยแยก รัฐวิสาหกิจสาธารณูปโภคที่กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ออกมาไว้ต่างหากเพื่อให้การดำเนินการใด ๆ ต้องเป็นไปอย่าง ระมัดระวังอย่างยิ่ง ซึ่งพูดก็พูดเถอะประเด็นนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็เคย ให้สัจจะ ไว้กับขบวนประชาชนที่เรียกร้องต่อสู้แล้วเมื่อ วันที่ 23 พฤษภาคม 2546 (หลักฐานลายลักษณ์อักษร “เซี่ยงเส้าหลง” เคยนำมาแสดง ณ ที่นี้แล้วตั้งแต่เมื่อ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2547 และ วันที่ 8 มีนาคม 2547) แต่แล้วก็ เสียสัตย์ ในขณะที่รัฐวิสาหกิจประเภทที่ไม่เกี่ยวโดยตรงกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนและ จำเป็นต้องแข่งขันในตลาดโลก ที่ควรจะ เร่งแปรรูป ให้ รัฐถือหุ้นน้อยที่สุด อย่างเช่น การบินไทย รัฐบาลกลับ ไม่ทำ สายการบินแห่งชาติ ณ วันนี้จึงยังคงเช้าชามเย็นชามอยู่กับ ระบบราชการประจำ และยังคงเป็น แหล่งทำมาหากินในรูปแบบต่าง ๆ ของข้าราชการประจำและนักการเมือง ชนิดที่จะเกิดขึ้นไม่ได้ง่าย ๆ หาก เอกชนถือหุ้นข้างมาก จริงไหม •• สรุปก็คือด้านหนึ่งรัฐวิสาหกิจประเภทที่ รัฐควรถือหุ้นไว้ 100 % เพื่อไว้เป็น เครื่องมือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน – ยามจำเป็น อย่างเช่น ปตท., กฟผ. กลับถูก ยักย้ายถ่ายเทหุ้นออกไป 30 – 35 % ให้กับ กลุ่มทุน ซึ่งนอกจากจะ ล้วงกระเป๋าประชาชนปีละหลายหมื่นล้านบาท แล้วยัง ทำลายปรัชญาว่าด้วยการช่วยเหลือประชาชน ในขณะที่อีกด้านหนึ่งรัฐวิสาหกิจที่ รัฐควรจะถือหุ้นไว้เพียงไม่เกิน 51 % หรือต่ำกว่า 50 % เพื่อให้คล่องตัวในการออกไป แข่งขันในตลาดโลก กลับถูกดึงเอาไว้ให้ สูญเสียศักยภาพในการแข่งขัน, ยังคงเป็นแหล่งทำมาหากินของข้าราชการประจำและนักการเมือง อย่างเช่น การบินไทย นี่แหละคือโฉมหน้าที่แท้จริง •• ณ นาทีนี้ไม่ใช่ สุริยา ลาภวิสุทธิสิน คนเดียวหรอกที่ควร ลาออก แต่ใครที่ควรลาออกแล้วไม่ลาออกก็ไม่เป็นไรหรอกเพราะสรรพสำเนียงเสียงตะโกนก้อง “...กูไม่เอามึง.” จะมาถึงในไม่ช้าไม่นานหากใครคนนั้นยังคง บ้าอำนาจ, บ้าโลภ, ไม่ฟังเสียงใคร และ เห็นประชาชนทั้งประเทศเป็นหมา อย่างเช่นทุกวันนี้



*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา






จำไว้ตลอด