การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
ถึง ชาวดักแด้......พอดีได้รับเมล์จาก โห้ดักแด้ เกี่ยวกับเรื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ...ผมก็เลยเอามาโพสต์ให้อ่านกันนะครับ......
**ดร.วุฒิพงษ์ เพรียบจริยวัฒน์ นักวิชาการ
คัดค้านนโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจของรัฐบาล
--เดิมพันด้วยชะตา
ผู้เขียน: manman ชมแล้ว: 19,261 ครั้ง
post ครั้งแรก: Fri 19 October 2007, 12:54 pm ปรับปรุงล่าสุด: Fri 2 November 2007, 1:22 pm
อยู่ในส่วน: ไม่ได้ระบุว่าให้อยู่ห้องใด
หน้าที่ 1 - แปรรูปปตท.เอื้อพวกพ้อง ประชาชนรับกรรมยามวิกฤติ
เซี่ยงเส้าหลง
ไม่ธรรมดาเสียแล้วเมื่อ นพ.ประเวศ วะสี ไปพูดที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยในหัวข้อ ข่าวเจาะ เครื่องมือในการจัดการทุจริตคอร์รัปชั่น นอกจากจะตอกย้ำถึงโรคระบาดที่คนไทยทั้งประเทศกำลังติดเชื้ออยู่ในขณะนี้คือ โรคขาดศักดิ์ศรีของความเป็นคน และโรคที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ติดเชื้อมานานพอสมควรแล้วคือ ขันทีซินโดรม ท่านยังบอกว่า การคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นเพราะนักการเมืองใช้สมองส่วนของสัตว์ และหากทั้ง 2 โรคยังไม่ทุเลาและมีอาการรุนแรงขึ้นก็จะถึงจุดที่เกิด กระแสสังคม ขึ้นมาว่า ...กูไม่เอามึง. ไม่ธรรมดาก็ตรงที่ระยะหลัง ๆ นี้ท่านพูดจา ตรงไปตรงมา ไม่ต้องเสียเวลาตีความปรัชญา ท่านมองเห็นอะไรในสิ่งที่คนทั่วไปยังไม่เห็นหรือ ปราชญ์ ที่ได้รับการยกย่องจากปัญญาชนทั้งแผ่นดินให้เป็น ราษฎรอาวุโส ท่านนี้ เซี่ยงเส้าหลง ว่าท่านเป็นหนึ่งในบุคคลที่ ...เห็นเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้น. ดังนัยที่ ขงเบ้ง จารึกเป็นภาษิตไว้ในกระท่อมหลายพันปีมาแล้วว่า ...ผู้ใดได้ยินเสียงฟ้าร้อง ไม่ได้หมายความว่าผู้นั้นจะมีโสตประสาทที่ดี ผู้ใดมีโสตประสาทที่ดีคือผู้ซึ่งได้ยินเสียงคนที่ไม่ได้พูด ผู้ที่เห็นภูเขาอยู่เบื้องหน้า ไม่ได้แปลว่าเป็นผู้ที่มีจักษุประสาทดี ผู้ที่มีจักษุประสาทที่แท้จริงก็คือผู้ที่เห็นเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้น. โปรดพิจารณา
ทำไมผู้คนจึงพูดถึง ขันที หรือ ขันทีข้างกายนายกรัฐมนตรี อย่าว่าแต่ นพ.ประเวศ วะสี ที่นายกรัฐมนตรีคนนี้อาจจะ ไม่นับถืออีกต่อไปแล้ว แม้แต่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่นายกรัฐมนตรีคนนี้ยังคง ใช้บริการอยู่ในระดับหนึ่ง ก็ยังเคย ติง, เตือน ไว้ตั้งแต่เมื่อ ต้นปี 2546 อย่าง ตรงไปตรงมา เลย
วันนี้จะไม่พูดป่าทั้งป่าว่าด้วย เศรษฐกิจพอเพียง แต่จะขอกระโดดชกกระโดงคางรัฐบาลชุดนี้กันตรง ๆ เลยว่า วิกฤตราคาน้ำมัน ที่เกิดขึ้นขณะนี้รัฐบาลชุดนี้ ขาดเครื่องมือในการบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนเฉพาะหน้า ก็เพราะไปเห็นแก่ ประโยชน์ส่วนตัว ดำเนินนโยบาย แปรรูปรัฐวิสาหกิจแนวใหม่ คือ กระจายทุนส่วนหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์ อย่างชนิดที่เรียกได้ว่าทั้ง บ้าคลั่ง และ ไม่จำแนก การแปรรูป ปตท. ก็คือการทำลาย ปรัชญาพื้นฐานของการก่อตั้ง ที่มีอยู่แต่เดิมว่า เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในยามสถานการณ์จำเป็น เราจะเห็นได้ว่าแทนที่ปตท.จะทำหน้าที่ ถ่วงดุลบริษัทน้ำมันต่างชาติ ในด้าน ตรึงราคา โดย ยอมสละกำไรเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ปตท.กลับ ร่วมมือกับบริษัทน้ำมันต่างชาติ ชนิดขึ้นราคาเท่าไรก็ขึ้นด้วยช่วยกระพือจะมี สร้างภาพ, หลอกลวง เพราะ อายฟ้าอายดิน อยู่บ้างก็เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนที่ตรึงราคาดีเซลไว้ ต่ำกว่าบริษัทน้ำมันต่างชาติ 40 สตางค์/ลิตร แต่แล้วก็ แอบขึ้นราคามา 30 สตางค์/ลิตร เหลือส่วนต่างอยู่เพียง 10 สตางค์/ลิตร ท่ามกลางเสียงโอดโอยน่าสะอิดสะเอียนว่า ยังขาดทุนอยู่ จริงอยู่ ไม่ผิด เพราะขณะนี้ ปตท.เปลี่ยนปรัชญา จากยุคเดิมที่ ทำเพื่อประชาชน ไปเป็น ทำเพื่อผลกำไรสูงสุดของผู้ถือหุ้น ยิ่งน้ำมันแพงเท่าไร ผลกำไรปตท.ยิ่งมหาศาล และอย่าเห็นว่าประชาชนคนไทยกินหญ้าหรือมือมีกีบที่โกหกว่า ปตท.เป็นรัฐวิสาหกิจของประเทศไทย กำไรมากก็ตกอยู่กับคนไทย ประชาชนคนไทยวันนี้ไม่โง่ถึงขนาดจะลืมไปว่า หุ้น 35 % ที่ถูกกระจายออกไป นั้นไปตกอยู่กับ กลุ่มทุน ซึ่งเป็น คนส่วนน้อยของสังคม และน่าอเนจอนาถที่ว่ากลุ่มทุนทั้งที่ ปรากฏชื่อตรงไปตรงมา และที่ ปรากฏชื่อสลับซับซ้อนหลากหลาย นี้ถึงที่สุดแล้วเกือบทั้งหมดก็คือ ตัวแทนของนักการเมืองที่เป็นรัฐบาล กำไรส่วนนี้คิดกลม ๆ จากเมื่อ ปี 2547 ก็ตกประมาณ 20,000 ล้านบาท แทนที่จะตกอยู่กับประชาชนคนไทยทั้งหมดกลับถูกยักย้ายถ่ายเทไปตกอยู่กับ กลุ่มคนที่ได้เปรียบในสังคมไทยแค่หยิบมือเดียว มันน่าสะอิดสะเอียนตรงที่คนกลุ่มนี้เป็น กลุ่มทุนใหม่ที่มั่งคั่งจากสื่อสารโทรคมนาคมและตลาดหุ้น ที่ร่วมเสพสังวาสสันถวะกันอยู่ใน พรรคไทยรักไทย ที่ขึ้นมาเป็นใหญ่ในแผ่นดินเพราะเกาะมากับ ขบวนชาตินิยมทางเศรษฐกิจ ในช่วง ปี 2540 2543 ที่ต่อต้านนโยบายเศรษฐกิจของ พรรคประชาธิปัตย์ ยุค ธารินทร์ นิมมานเหมินท์ จึงไม่แปลกที่กลุ่มทุนในคราบนักการเมืองขบวนนี้จะ ทรยศ, เสียสัตย์ กับสิ่งที่เคยรับปากไว้เช่น ยกเลิก-แก้ไขกฎหมายขายชาติ 11 ฉบับ, ปกป้องโชห่วยของคนไทย และ ฯลฯ เรื่องของ ปตท. ที่เล่ามาโดยสังเขปด้วยภาษาชาวบ้านง่าย ๆ นี้แหละคือ ตัวอย่างผลเสียหายของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจอย่างบ้าคลั่ง อยากให้อ่านรายละเอียดที่ สนธิ ลิ้มทองกุล เคยพูดไว้หมดเปลือกใน เมืองไทยรายสัปดาห์ วันที่ 25 มีนาคม 2548 ที่ฟันธงอย่างไม่อ้อมค้อมว่า ผลกำไรมหาศาลของปตท. ทั้งใน ปี 2547 ที่ตก 66,000 ล้านบาท (และขอให้ดูใน ปี 2548 ที่จะ มากกว่ามาก) นี้ก็คือ ผลกำไรอัปลักษณ์ ที่เสมือน สูบเลือดสูบเนื้อประชาชน อีกสักครั้ง
จาก ปตท. แทนที่จะ หยุด กลุ่มทุนในคราบนักการเมืองปากคาบคัมภีร์ขบวนนี้กลับพุ่งเป้ามาที่ กฟผ. อพิโถอพิถังพุทโธธัมโมสังโฆสุริยะสุริยายังไม่ทันที่จะ แปรรูปสมบูรณ์แบบ เป็น บริษัทกฟผ.จำกัด(มหาชน) ก็เริ่มต้นด้วยการ ขึ้นค่าเอฟที ซึ่งแท้จริงแล้วก็คือหลักประกันในการทำให้ ราคาหุ้นกฟผ.ขึ้นสูง เป็น หุ้นน่าลงทุน ซึ่งก็จะพัฒนาไปเป็น กำไรอัปลักษณ์ ที่ ร้อยละ 30 ตกอยู่ในมือ กลุ่มคนที่ได้เปรียบในสังคมไทยแค่หยิบมือเดียว และมันยังคงน่าสะอิดสะเอียนตรงที่คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ก็จะอยู่ในส่วนของ กลุ่มทุนใหม่ที่มั่งคั่งจากสื่อสารโทรคมนาคมและตลาดหุ้น ที่ร่วมเสพสังวาสสันถวะกันอยู่ใน พรรคไทยรักไทย อีกนั่นแหละ แมงเม่า, นักลงทุนรายย่อย เป็นเพียง ข้ออ้าง ที่ฟังดูดีสำหรับผู้ตกอยู่ในมายาภาพเท่านั้น
พูดก็พูดเถอะ เซี่ยงเส้าหลง ว่ากรณีที่เกิดขึ้นกับ ปตท., กฟผ. ก็ไม่ต่างกับกรณี กล้ายางอัปยศ เพราะเป็นเรื่องของกระบวนการ แสวงหาผลประโยชน์บนความทุกข์ยากเดือดร้อนของประชาชนคนยากคนจนคนด้อยโอกาส อย่าง สร้างภาพ, หลอกลวง ชนิดที่หากขาดอาวุธทางปัญญาก็ยากที่จะจับได้ไล่ทัน
ที่แหละคือ รูปธรรม ที่ชัดเจนที่สุดของคำว่า Conflict of Interest หรือที่ ณรงค์ เพชรประเสริฐ แปลเป็นไทยง่าย ๆ ว่า (ผลประโยชน์)พัวพัน นั่นเอง
การแปรรูปรัฐวิสาหกิจไม่ว่าจะแนวไหนนั้นจำเป็น ต้องจำแนก โดยแยก รัฐวิสาหกิจสาธารณูปโภคที่กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ออกมาไว้ต่างหากเพื่อให้การดำเนินการใด ๆ ต้องเป็นไปอย่าง ระมัดระวังอย่างยิ่ง ซึ่งพูดก็พูดเถอะประเด็นนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็เคย ให้สัจจะ ไว้กับขบวนประชาชนที่เรียกร้องต่อสู้แล้วเมื่อ วันที่ 23 พฤษภาคม 2546 (หลักฐานลายลักษณ์อักษร เซี่ยงเส้าหลง เคยนำมาแสดง ณ ที่นี้แล้วตั้งแต่เมื่อ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2547 และ วันที่ 8 มีนาคม 2547) แต่แล้วก็ เสียสัตย์ ในขณะที่รัฐวิสาหกิจประเภทที่ไม่เกี่ยวโดยตรงกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนและ จำเป็นต้องแข่งขันในตลาดโลก ที่ควรจะ เร่งแปรรูป ให้ รัฐถือหุ้นน้อยที่สุด อย่างเช่น การบินไทย รัฐบาลกลับ ไม่ทำ สายการบินแห่งชาติ ณ วันนี้จึงยังคงเช้าชามเย็นชามอยู่กับ ระบบราชการประจำ และยังคงเป็น แหล่งทำมาหากินในรูปแบบต่าง ๆ ของข้าราชการประจำและนักการเมือง ชนิดที่จะเกิดขึ้นไม่ได้ง่าย ๆ หาก เอกชนถือหุ้นข้างมาก จริงไหม
สรุปก็คือด้านหนึ่งรัฐวิสาหกิจประเภทที่ รัฐควรถือหุ้นไว้ 100 % เพื่อไว้เป็น เครื่องมือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ยามจำเป็น อย่างเช่น ปตท., กฟผ. กลับถูก ยักย้ายถ่ายเทหุ้นออกไป 30 35 % ให้กับ กลุ่มทุน ซึ่งนอกจากจะ ล้วงกระเป๋าประชาชนปีละหลายหมื่นล้านบาท แล้วยัง ทำลายปรัชญาว่าด้วยการช่วยเหลือประชาชน ในขณะที่อีกด้านหนึ่งรัฐวิสาหกิจที่ รัฐควรจะถือหุ้นไว้เพียงไม่เกิน 51 % หรือต่ำกว่า 50 % เพื่อให้คล่องตัวในการออกไป แข่งขันในตลาดโลก กลับถูกดึงเอาไว้ให้ สูญเสียศักยภาพในการแข่งขัน, ยังคงเป็นแหล่งทำมาหากินของข้าราชการประจำและนักการเมือง อย่างเช่น การบินไทย นี่แหละคือโฉมหน้าที่แท้จริง
ณ นาทีนี้ไม่ใช่ สุริยา ลาภวิสุทธิสิน คนเดียวหรอกที่ควร ลาออก แต่ใครที่ควรลาออกแล้วไม่ลาออกก็ไม่เป็นไรหรอกเพราะสรรพสำเนียงเสียงตะโกนก้อง ...กูไม่เอามึง. จะมาถึงในไม่ช้าไม่นานหากใครคนนั้นยังคง บ้าอำนาจ, บ้าโลภ, ไม่ฟังเสียงใคร และ เห็นประชาชนทั้งประเทศเป็นหมา อย่างเช่นทุกวันนี้
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา