วิชาการดอทคอม ptt logo

การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(Natural Resource And Environmental Managment : NREM)

จัดการทรัพยากรอย่างไรให้ใช้ได้นานๆๆที่สุดพร้อมทั้งหลักการอนุรักษ์
ผู้เขียน: nutsinee_12 ชมแล้ว: 23,840 ครั้ง
post ครั้งแรก: Sat 3 November 2007, 11:40 pm ปรับปรุงล่าสุด: Sun 23 March 2008, 10:28 pm
อยู่ในส่วน: ไม่ได้ระบุว่าให้อยู่ห้องใด

หน้าที่ 1 - การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
หน้านี้ต้องการความช่วยเหลือในการแก้ไข ช่วยแก้ไขได้ที่นี่

การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ คือ การเดินทางไปยังแหล่งธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นและแหล่งวัฒนธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับระบบนิเวศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่ปรากฏในพื้นที่ด้วยความระมัดระวังไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือทำลายคุณค่าของระบบนิเวศ และในขณะเดียวกันก็ช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อการอนุรักษ์ทรัพยากร ธรรมชาติและเกิดประโยชน์ต่อประชาชนท้องถิ่น

 

ทรัพยากรการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

- ลักษณะพื้นฐานของทรัพยากรการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

ทรัพยากรการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (ecotourism resources) คือ ทรัพยากรธรรมชาติ หรือ ทรัพยากรทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ ที่เกี่ยวเนื่องกับระบบนิเวศธรรมชาติ มีความอุดมสมบูรณ์ มีความโดดเด่นของระบบนิเวศธรรมชาติสูง ไม่ใช่สภาพระบบนิเวศที่เสื่อมโทรม หรือดัดแปลงอย่างมาก สามารถรองรับกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงนิเวศได้โดยไม่ก่อเกิดผลกระทบรุนแรงต่อระบบนิเวศ เอื้อให้เกิดการเรียนรู้ และกิจกรรมการอนุรักษ์ ชุมชนท้องถิ่นได้รับประโยชน์จากการใช้แหล่งท่องเที่ยวหรือทรัพยากรการท่องเที่ยว มีความเป็นไปได้ในการนำทรัพยากรท่องเที่ยวมาใช้ประโยชน์ – การเข้าถึง และ ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว

ทรัพยากรธรรมชาติ คือ ทรัพยากรชีวภาพและกายภาพ  อันได้แก่ พื้นที่ป่า  สัตว์ป่า  น้ำตก  หุบเหว  ถ้ำ  ชายหาด เกาะ ปะการัง ปลา และ อื่นๆ  ที่มีสภาพความงามโดดเด่น  เอื้ออำนวยประโยชน์ต่อการพักผ่อนหย่อนใจและการศึกษาธรรมชาติ

ทรัพยากรทางวัฒนธรรม คือหลักฐานทางกายภาพที่หลงเหลือ และการปฏิบัติกิจกรรมที่บ่งบอกถึงวัฒนธรรม ความเป็นอยู่  และสิ่งที่เกิดขึ้นในยุคก่อน แยกเป็น

•           ทรัพยากรทางโบราณคดี (archeological resources)

•           ภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรม (cultural landscape)

•           สิ่งตกทอดตามประเพณีโบราณสู่ชนรุ่นปัจจุบัน (ethnographic resources)

-         การวิเคราะห์และประเมินศักยภาพทรัพยากรการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

       ศักยภาพทรัพยากรเป็นข้อมูลที่ สำคัญในการวางแผนการจัดการแหล่งท่องเที่ยวอาศัยการศึกษาวิจัยเพื่อกำหนดตัวชี้วัด (indicator) และมาตรฐาน (standard) ในการวัด การดำเนินการในพื้นที่จริงอาศัยการสังเกต และตรวจวัดข้อมูลอย่างเป็นระบบ และละเอียดรอบคอบ ข้อมูลที่ได้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการออกแบบกิจกรรมการท่องเที่ยวและกำหนดรูปแบบการพัฒนาพื้นที่

- หลักการและแนวทางปฏิบัติในการพัฒนาพื้นที่และการป้องกันผลกระทบ

หลักการพื้นฐานของการจัดการแหล่งนันทนาการทางธรรมชาติ ได้แก่

1. จัดการพื้นที่ (site management)

            - เน้นรักษาระบบนิเวศดั้งเดิม

            - กำหนดขีดความสามารถในการรองรับของพื้นที่ / กำหนดระดับการพัฒนาที่เหมาะสม

            - พัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกเท่าที่จำเป็น

            - เน้นสิ่งอำนวยความสะดวกขนาดเล็กที่กลมกลืนกับธรรมชาติ และวัฒนธรรมท้องถิ่น

            - ควบคุมผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการพัฒนาอย่างเข้มงวด

2. จัดการผู้ใช้ประโยชน์ (user management)

3. ติดตามตรวจสอบผลกระทบจากกิจกรรมนันทนาการในพื้นที่ (recreational impact monitoring)

              ขีดความสามารถในการรองรับ (carrying  capacity) คือ ปริมาณนักท่องเที่ยวรูปแบบของกิจกรรมการท่องเที่ยว / กิจกรรมนันทนาการ และระดับ   การพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกที่แหล่งท่องเที่ยวแต่ละแหล่งจะสามารถรองรับได้โดยไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบนิเวศของแหล่งท่องเที่ยวและประสบการณ์นันทนาการที่นักท่องเที่ยวควรจะได้รับจากการไปเยือนแหล่งท่องเที่ยวนั้นๆ

นักท่องเที่ยวและตลาดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

- ลักษณะเฉพาะของนักท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

สิ่งที่ก่อให้เกิดการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวคือ  แรงจูงใจในการเข้าร่วมกิจกรรมนันทนาการ /  แรงจูงใจในการท่องเที่ยว

แรงจูงใจ (motivation / motives) คือ สิ่งที่เป็นสาเหตุแห่งพฤติกรรม / สิ่งที่กระตุ้นให้บุคคลแสดง ออกซึ่งการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง แรงจูงใจในการเข้าร่วมกิจกรรมนันทนาการ (recreation motivation / motives)สิ่งที่กระตุ้นให้บุคคลเข้าร่วมกิจกรรมนันทนาการ หรือ ปัจจัยผลัก (push factors) ให้บุคคลตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรมนันทนาการ มีทั้ง ปัจจัยภายใน และ ปัจจัยภายนอก

ปัจจัยภายใน คือ ความต้องการ (need) / ความปรารถนา (desire) ความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ตามแนวคิดของ Maslow ความต้องการของมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมนันทนาการ

1.  พัฒนาการของบุคคล (personal development) บุคคลต้องการที่จะรู้จักตัวเอง (สร้าง/พัฒนา self concept); ต้องการพัฒนาขีดความสามารถส่วนบุคคลไปสู่ขั้นสูงสุด (self actualization); ต้องการการพัฒนาด้านความรู้สึกนึกคิดและจิตใจ จิตวิญญาณ ฯลฯ

2.  พัฒนาการทางสังคม (social bonding)  การเข้าร่วมกิจกรรมนันทนาการ/ การท่องเที่ยวเปิดโอกาสให้บุคคลตอบสนองแรงจูงใจด้านการปฏิสัมพันธ์ (แรงจูงใจใฝ่สัมพันธ์) การเล่นกีฬาเป็นทีม  การเข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่มเพื่อน กลุ่มครอบครัว ฯลฯ

3.    การบำบัดรักษา/ฟื้นฟู (Therapeutic Healing)  มนุษย์อาศัยอยู่ในโลกแห่งความเครียด  รับความกดดันจากสภาพแวดล้อมและการดำรงชีวิต   นันทนาการและการท่องเที่ยวช่วยบำบัด รักษา ฟื้นฟู ทั้งทางร่างกายและจิตใจ  เปิดโอกาสให้บุคคลหลีกหนีความเครียด  สร้างความสดชื่นให้กับร่างกายและจิตใจ เพื่อกลับมาเผชิญสิ่งต่าง ๆ ต่อไป

4.    สุขภาพร่างกายที่ดี (Physical Well-being)  มนุษย์ทุกคนมีความจำเป็นพื้นฐานที่จะต้องมีกิจกรรมทางด้านร่างกาย เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อ / อวัยวะส่วนต่าง ๆ อันส่งผลให้สุขภาพทางกายโดยรวมสมบูรณ์แข็งแรง

5.    การกระตุ้น (Stimulation)   มนุษย์มีลักษณะของความอยากรู้อยากเห็น/ตื่นเต้นกับสิ่งใหม่ ๆ อยู่ในธรรมชาติ (curious by nature) คนส่วนใหญ่จะหลีกหนีความจำเจ ซ้ำซาก ต้องการได้พบเห็น เรียนรู้สิ่งใหม่

6.     ความเป็นอิสระและเป็นตัวของตัวเอง (Freedom and Independence) เป็นองค์ประกอบพื้นฐานของนันทนาการ / กิจกรรมยามว่าง   การเข้าร่วมกิจกรรมนันทนาการจึงเป็นการแสดงออกซึ่งความเป็นอิสระเป็น   ตัวของตัวเองของบุคคล และการส่งเสริมให้คนประกอบกิจกรรมนันทนาการในยามว่างก็เป็นการส่งเสริมให้คนพัฒนาความเป็นอิสระและความเป็นตัวของตัวเองเพิ่มขึ้น

7.      การระลึกถึงเรื่องราวในอดีต / ย้อนอดีต (Nostalgia) – ความต้องการที่จะเรียนรู้ / ทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องราวในอดีต / ประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของตนเอง และมนุษยชาติ

ปัจจัยที่จูงใจให้บุคคลเข้าร่วมกิจกรรมนันทนาการ  (ผลการสำรวจในทวีปอเมริกาเหนือในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา)

1.   ความชื่นชม/รักธรรมชาติ (enjoy nature)

2.   ความแข็งแกร่งทางร่างกาย (physical fitness)

3.   ความเครียด / ความต้องการที่จะลดความตึงเครียด (reduce tension)

4.   การพักผ่อนทางร่างกาย (physical rest)

5.   การหลีกหนีจากความแออัดและเสียงที่รบกวน (escape noise and crowd)

6.   การเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ (outdoor learning)

7.   การได้รำลึกถึง / ได้เรียนรู้เกี่ยวกับสมบัติทางวัฒนธรรมและสิ่งที่ตกทอดจากบรรพบุรุษ (nostalgia)

8.   การได้แบ่งปันค่านิยมที่คล้ายกัน / ได้ใช้เวลาร่วมกับผู้ที่มีค่านิยมคล้ายกัน (share similar values)

9.   การใช้เวลาร่วมกับสมาชิกในครอบครัว  (family kinship)

10.  การได้พบปะกับผู้คนใหม่ ๆ  (meet new people)

11.  ความเป็นอิสระ (independence)

12.  ความสำเร็จในสิ่งที่ได้รับการกระตุ้น (achievement stimulation)

13.  การได้เสี่ยง (risk taking)

 

เปรียบเทียบปัจจัยภายในที่ส่งผลต่อการเข้าร่วมกิจกรรมนันทนาการ

 

สังคมตะวันตก

ประเทศไทย

* ความชื่นชมในธรรมชาติ

* ความแข็งแกร่งทางร่างกาย

* ความเครียด

* ความเหนื่อยล้า/ต้องการการพักผ่อน

   ทางกาย

* ความแออัด/สิ่งรบกวน           

* ความเครียด

* สุขภาพร่างกาย

* การใช้เวลาร่วมกับเพื่อนและ/

  หรือสมาชิกในครอบครัว

* หลีกหนีจากความจำเจ

* ความชื่นชมในธรรมชาติ

 

ความแตกต่างในลักษณะพื้นฐานทางสังคมประชากร (socio-demographic characteristics)

ได้แก่  เพศ  อายุ การศึกษา อาชีพ  รายได้ สถานภาพสมรส ที่อยู่อาศัย

ปัจจัยภายนอก ได้แก่ ประชากร  การคมนาคมและการสื่อสาร  การพัฒนาพื้นที่ / แหล่งนันทนาการ และอื่น ๆ

การจำแนกประเภทของนักท่องเที่ยวตามแรงจูงใจ

1. Midcentric Motivations

- การใช้เวลาพักผ่อนและความรื่นรมย์

- การใช้เวลาว่างร่วมกัน / ปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน ญาติพี่น้อง

- สุขภาพ

- หลีกหนีชีวิตประจำวันที่จำเจ

- หลีกหนีปัญหาชีวิต

- ความซาบซึ้งกับความงามของสิ่งที่พบเห็น

- ความสะดวกสบาย / ความสุขทางกาย           (เช่น อาหารที่ดี  ที่พักหรูหรา)

- Shopping

2.  Near – Phychocentric and  Phychocentric Motivations

- การพัฒนาตัวเอง

- ภาพพจน์ในสังคม

- ค่านิยม

ลักษณะเฉพาะของนักท่องเที่ยวเชิงนิเวศและกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

- มีแรงจูงใจที่จะศึกษาเรียนรู้และแสวงหาประสบการณ์จากธรรมชาติและวัฒนธรรมท้องถิ่น

- นิยมเดินทางไปยังแหล่งธรรมชาติที่ยากลำบากต่อการเดินทางและ ท้าทาย

- มักให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายน้อยกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป

- ต้องการการบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกประเภทที่ให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติแวดล้อม

- อาศัยธรรมชาติ หรือวัฒนธรรมที่ปรากฏดั้งเดิมเป็นทรัพยากรพื้นฐานรองรับกิจกรรม

- เน้นการเรียนรู้และได้รับประสบการณ์เกี่ยวกับธรรมชาติและวัฒนธรรมดั้งเดิมเป็นหลัก

- ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในระดับต่ำ

- ตัวอย่างกิจกรรม   การเดินป่า (hiking / trekking) กิจกรรมศึกษาธรรมชาติ (nature study) กิจกรรมดูนก (bird watching) กิจกรรมล่องเรือศึกษาธรรมชาติ (boat sightseeing) กิจกรรมดำน้ำ (skin or scuba driving) และกิจกรรมศึกษาเรียนรู้วิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ

แนวทางในการจัดการนักท่องเที่ยว มีเป้าหมายการจัดการนักท่องเที่ยว คือ

- ประสบการณ์นันทนาการที่มีคุณภาซึ่งมักจะวัดจากความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว

- คุณภาพทรัพยากร มักวัดจากระดับผลกระทบที่เกิดจากกิจกรรมการท่องเที่ยว

การดำเนินการด้านการสื่อความหมายสิ่งแวดล้อมในการจัดการการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

การสื่อความหมายธรรมชาติ/สื่อความหมายสิ่งแวดล้อม  (nature / environmental interpretation) คือ การแปลความ หรือ ตีความเกี่ยวกับธรรมชาติและสรรพสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ด้วยวิธีการหรือตัวกลางหรืออุปกรณ์ที่เหมาะสมเพื่อให้ผู้มาเยือนได้รู้ เข้าใจ และได้รับความเพลิดเพลินกับการได้เข้าไปประกอบกิจกรรมในพื้นที่

การสื่อความหมายธรรมชาติเป็นกิจกรรมการศึกษาเรียนรู้ประเภทหนึ่ง แต่มิใช่เป็นการบังคับให้ต้องเรียนรู้ เป็นกิจกรรมที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวสมัครใจที่จะเรียนรู้มากกว่า

 

วัตถุประสงค์ของการสื่อความหมายธรรมชาติ

1)      เพื่อช่วยให้ผู้มาเยือนพื้นที่ได้เข้าใจ ตระหนัก และพึงพอใจเกี่ยวกับพื้นที่และทรัพยากร ซึ่งจะทำให้ผู้มาเยือนได้รับประสบการณ์ที่ดีและมีคุณค่ากลับไป

2)      เพื่อช่วยสนับสนุนงานจัดการพื้นที่ในลักษณะต่าง ๆ เช่นสามารถเป็นเครื่องมือส่งเสริม แนะนำผู้มาเยือนให้รู้จักใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างถูกต้อง หลีกเลี่ยงการใช้พื้นที่เปราะบาง และช่วยลดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมในพื้นที่

3)      เพื่อเป็นเครื่องมือประชาสัมพันธ์ และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีเกี่ยวกับหน่วยงานและบุคลากร

หลักการพื้นฐานและแนวปฏิบัติในการสื่อความหมาย

1)      การสื่อความหมายธรรมชาติเป็นการใช้สิ่งที่มีอยู่รอบตัว และตัวกลางที่สร้างขึ้นเพื่อบอกเล่า หรือสื่อถึงความหมาย และความสัมพันธ์ของสรรพสิ่งต่าง ๆ

2)    การสื่อความหมายเป็นกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวกระทำโดยสมัครใจ  ดังนั้นจำเป็นต้องพัฒนารูปแบบและวิธีการให้เป็นที่น่าสนใจ เพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการ    

3)    การสื่อความหมายไม่ใช่การสั่งสอน แต่เป็นการกระตุ้นความรู้สึกหรืออารมณ์ให้รับรู้และเข้าใจในความหมายของสิ่งที่ต้องการสื่อ

4)    การสื่อความหมายจำเป็นต้องคำนึงถึงลักษณะพื้นฐานของกลุ่มคนที่มาใช้บริการ  เช่น เด็ก  ผู้ใหญ่  และกระทำภายใต้ขอบเขตของความสนใจและประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว

5)    การให้ข้อมูลข่าวสารและข้อเท็จจริงไม่ใช่การสื่อความหมาย  แต่การสื่อความหมายอาศัยและข้อเท็จจริงต่าง ๆ เป็นพื้นฐานในการให้ความหมายและสาระต่าง ๆ ที่ถูกต้องและน่าสนใจ

6)    การสื่อความหมายมีวิธีการหลากหลาย  เช่น  ใช้บุคคล  ใช้อุปกรณ์  เทคนิคต่าง ๆ ในการใช้สื่อความหมาย  อย่างไรก็ดี การเลือกวิธีการและเทคนิคขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของทรัพยากรที่จะนำมาใช้สื่อความหมาย  ศักยภาพและขีดจำกัดในการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ

7)    การพัฒนากิจกรรมสื่อความหมายจำเป็นต้องอาศัยทั้งความรู้  ด้านวิทยาศาสตร์และศิลปะประกอบกัน เพื่อให้การสื่อความหมายดังกล่าวมีคุณภาพ

8)    การสื่อความหมายธรรมชาติจำเป็นต้องมีการจัดระบบระเบียบของเนื้อหาสาระให้ง่ายต่อความเข้าใจ และไม่ควรให้เนื้อหาสาระมากเกินไปในกิจกรรมสื่อความหมายหนึ่ง ๆ เนื่องจากจะทำให้นักท่องเที่ยวเบื่อและสับสน

9)    การออกแบบระบบสื่อความหมายธรรมชาติจำเป็นต้อง

        ถ่ายทอดความสำคัญของพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวได้ทราบ และตระหนักถึงคุณค่าของพื้นที่

10)  การออกแบบระบบสื่อความหมายธรรมชาติในพื้นที่จำเป็นต้องวางแผนไปในอนาคตถึงหัวข้อของการสื่อความหมาย  วิธีการ  สถานที่  งบประมาณ  และสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวข้อง ต่าง ๆ อย่างเป็นระบบและผสมกลมกลืนกันทั้งพื้นที่ โดยไม่  เกิดความซ้ำซ้อน

 

รูปแบบการให้บริการด้านการสื่อความหมาย

1)      การบริการสื่อความหมายโดยใช้คน (personal service)  ได้แก่     การพูดสื่อความหมาย (interpretive talk)  การเดินสื่อความหมาย (interpretive walk)  การบรรยายประกอบสไลด์ (slide program)

2)    การบริการสื่อความหมายโดยไม่ใช้คน (non-personal service) ได้แก่  การจัดให้มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติด้วยตนเอง (self-guided trail)  นิทรรศการ  (indoor/outdoor/wayside exhibits)  สไลด์ประกอบเสียง (slide tape program)  วีดิทัศน์ (video tape)  และสื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ (printed materials)

สิ่งอำนวยความสะดวกและ




*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา






จำไว้ตลอด






nutsinee_12
(ณัฐศิณีย์ บุญธรรม)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 1,317 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 6 ปี
แบ่งปันความรู้ 1 ครั้ง
ได้รับดาว 150 ดวง

โหวตเพิ่มดาว

Blog อื่น ๆ ของผู้เขียน