วิชาการดอทคอม ptt logo

ประวัติจอมพล ป. พิบูลสงคราม

สวัสดีครับ ช่วงที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสทำรายงานประวัติ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ในวิชาสงคมวิทยา จึงอยากมานำเสนอเผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่อยากได้ข้อมูล ผมไม่ทราบว่าจะมีคนทำมาแล้วรึเปล่า (มีแน่ๆเลยเนาะแหะๆๆ) แต่ถึงยังงัยก็เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์นะครับ
ผู้เขียน: Pun~Saddest~Crying ชมแล้ว: 30,450 ครั้ง
post ครั้งแรก: Sun 18 November 2007, 11:37 am ปรับปรุงล่าสุด: Sun 18 November 2007, 12:23 pm
อยู่ในส่วน: ไม่ได้ระบุว่าให้อยู่ห้องใด

หน้าที่ 1 - ประวัติ จอมพล ป. พิบูลสงคราม
หน้านี้ต้องการความช่วยเหลือในการแก้ไข ช่วยแก้ไขได้ที่นี่
คำนำ รายงานเรื่องบุคคลสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมนี้ ข้าพเจ้าได้คำนึงถึงความเป็นมาของสังคมในปัจจุบัน ซึ่งต้องเกี่ยวข้องกับบุคคล หรือกลุ่มบุคคลในอดีต ที่ได้มีส่วนกับการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆในบ้านเมือง ก่อให้เกิดลักษณะ และการดำรงชีวิตที่เปลี่ยนไปในสังคม บุคคลนั้นๆ ต่างก็เป็นบุคคลที่มีความสำคัญน่าศึกษา ประวัติ แนวคิด และการทำงานของเขาเหล่านั้นทั้งสิ้น ข้าพเจ้าจึงใคร่ขอนำเสนอบุคคลที่มีความสำคัญต่อสังคมในรายงานชิ้นนี้ ในโอกาสนี้ข้าพเจ้ามีความประสงค์ต้องการจะนำเสนอเรื่องราวของคนสำคัญในประเทศไทยซึ่งเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวพวกเรามาก โดยจะนำเสนออัตชีวประวัติ แนวคิด การดำเนินงาน และการเปลี่ยนแปลงของสังคม ในยุคสมัยของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งเป็นผู้มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในสาขาการปกครอง และการเมืองไทย ดั่งมีผู้กล่าวไว้ว่า การจะศึกษาเรื่องใดนั้น เป็นการสมควรยิ่งที่จะต้องศึกษาเรื่องราว ความเป็นมาในอดีต เพราะการศึกษาเพียงเรื่องราวที่รู้ในปัจจุบันก็เสมือนการรู้เพียงผิวเผิน ไม่อาจทราบว่ากว่าจะมาเป็นอย่างที่เห็นในปัจจุบันนั้นมีความเป็นมาอย่างไร และมีกระบวนการอย่างไร เช่นเดียวกับในโอกาสนี้ ข้าพเจ้าจึงจะนำเสนอบุคคลซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อประเทศ อย่างน้อยที่สุดก็เป็นการทราบส่วนประกอบเล็กๆ ส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์ซึ่งได้ดำเนินต่อมาเป็นเวลาปัจจุบันที่เราใช้ชีวิตกันอยู่ในเวลานี้ ข้าพเจ้ามีความเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ และน่าศึกษาอย่างยิ่ง จึ่งหวังว่ารายงานชิ้นนี้คงจะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยต่อผู้ที่มีความสนใจความเป็นมาของสังคม ณัติปัณวัตร เคนสิงห์ ประวัติย่อของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ฐานะทางสังคมของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ก. ชาติภูมิกำเนิด จอมพล ป. พิบูลสงคราม มีนามเดิมว่า แปลก ขีตตะสังคะ เป็นบุตรของนายขีต และนางสำอาง ขีตตะสังคะ เกิดเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ.2440 (ปีระกา) ณ บ้านปากคลองบางเขน จังหวัดนนทบุรี เนื่องจาก จอมพล ป. พิบูลสงคราม เกิดมาในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งชาติภูมิกำเนิดเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งของการเลื่อนฐานะทางสังคม (Social Mobility) ซึ่งอาจจะเป็นข้อได้เปรียบหากบุคคลผู้นั้นถือกำเนิดมาในสกุลวงศ์ หรือสกุลที่เป็นขุนนาง โอกาสที่จะได้รับการศึกษาเข้ารับราชการ และเลื่อนตำแหน่งหน้าที่ทางราชการมักจะได้เปรียบบุคคลที่เกิดในตระกูลสามัญ ดังนั้น จอมพล ป. พิบูลสงคราม ผู้สืบเชื้อสายมาจากตระกูลสามัญชน บิดามารดา เป็นชาวสวน โอกาสที่จะเข้ารับการศึกษา และเลื่อนฐานะทางสังคมจึงด้อยกว่าบรรดาบุตรหลานของเชื้อพระวงศ์ หรือขุนนางทั้งหลายในสมัยนั้น จะสังเกตได้ว่ากลุ่มผู้นำทางทหารในการเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน พ.ศ.2475 นั้น ส่วนใหญ่มีพื้นเพมาจากตระกูลขุนนางแทบทั้งสิ้น การที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม มีโอกาสก้าวขึ้นไปเป็นหัวหน้ารัฐบาล บริหารประเทศทั้งทางด้านการเมือง การปกครอง และการทหารนั้น จึงกล่าวได้ว่ามิใช่ลักษณะการเลื่อนฐานะโดยอาศัยพื้นฐานทางครอบครัวเป็นปัจจัยสำคัญเหมือนผู้นำทหารบางท่าน ข. สภาพแวดล้อมทางสังคม แม้ว่าจังหวัดนนทบุรีจะเป็นเขตชานพระมหานครก็ตาม แต่โดยสภาพทั่วไปเมื่อศตวรรษก่อนยังมีลักษณะแบบชนบท ประชาชนส่วนใหญ่มีอาชีพในด้านเกษตรกรรม เช่น ทำนา ทำไร่ และทำสวน ดังนั้น วิถีชีวิตในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามจึงมีสภาพเช่นเดียวกับเด็กชาวชนบททั่วๆไป การที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม อยู่ในสภาพแวดล้อมแบบชนบท โอกาสที่จะได้เห็นความเจริญก้าวหน้าและความเปลี่ยนแปลงทางสังคมจึงมีไม่มากนัก ดังนั้น สภาพแวดล้อมทางสังคมจึงไม่มีส่วนในการสร้างสรรค์สติปัญญา หรือทัศนคติของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ให้แตกต่างไปจากเด็กชาวชนบทในขณะนั้น อย่างไรก็ดี การที่ถือกำเนิดมาในตระกูลชาวสวน เป็นผลให้จอมพล ป. พิบูลสงคราม มีนิสัยใจคอสุขุม เยือกเย็น พูดจาไพเราะ นุ่มนวล อ่อนน้อม อารมณ์ดีเสมอ และเป็นกันเองกับผู้ที่พบเห็น มีความขยันหมั่นเพียร ละเอียดรอบคอบ ไม่วู่วาม ไม่กล่าวผรุสวาท และไม่ชอบการทุจริตใดๆตลอดอายุขัยของท่าน ค. การศึกษาเล่าเรียนในปฐมวัย บิดามารดาของจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นผู้มีความอุตสาหะในการประกอบอาชีพ จึงทำให้ครอบครัวมีฐานะดีพอสมควร จอมพล ป. พิบูลสงคราม และบรรดาพี่น้องทุกคน จึงมีโอกาสศึกษาเล่าเรียนตามวัยซึ่งนับได้ว่าเป็นข้อได้เปรียบของจอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อเทียบกับเด็กชนบทรุ่นราวคราวเดียว เพราะลักษณะสังคมไทยเป็นสังคมเกษตรกรรม ประชาชนชาวชนบทส่วนมาฐานะยากจน จึงนิยมให้บุตรหลานช่วยทำงานมากกว่าให้การศึกษาเล่าเรียน จอมพล ป. พิบูลสงคราม เริ่มศึกษาครั้งแรกที่โรงเรียนเขมาภิรตาราม ซึ่งเป็นโรงเรียนในละแวกบ้าน อาคารสถานที่เรียนถึงจะเป็นศาลาวัดก็ตาม แต่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็มีความอุตสาหะ มานะพยายามเล่าเรียนเป็นอย่างดี รวมทั้งประพฤติตนเป็นเด็กดี เรียบร้อย ไม่ดื้อรั้นซุกซน สถาบันการศึกษาชั้นสูงซึ่งเป็นที่นิยมกันในสมัยนั้น ก็คือโรงเรียนนายร้อยทหารบก เพราะนอกจากจะเป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงและมีเกียรติแล้ว เครื่องแบบนักเรียนนายร้อยทหารที่สง่างามยังเป็นที่สะดุดตาแก่ผู้พบเห็นอีกด้วย โรงเรียนนายร้อยทหารบก จัดตั้งขึ้นตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อเริ่มจัดตั้งโรงเรียนนายร้อยทหารบกนั้น ปรากฏว่าระเบียบการรับบุคคลเข้าศึกษาต่อยังอยู่ในขอบเขตจำกัด กล่าวคือ ผู้มีสิทธิเข้าเป็นนายร้อยทหารบกนั้น จะต้องเป็นพระบรมวงศานุวงศ์ บุตรข้าราชการ หรือบุตรนายทหารสัญญาบัตรเท่านั้น สามัญชนจึงมีโอกาสเข้าศึกษาเล่าเรียนได้ยาก ต่อมา ระเบียบวิธีรับบุคคลเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนนายร้อยทหารบกได้เปิดกว้างขวางขึ้น สามัญชนมีโอกาสที่จะสมัครเข้าศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาแห่งนี้ โดยมีหลักเกณฑ์ว่า สามัญชนจะต้องมีข้าราชการสัญญาบัตรเป็นผู้นำมาฝาก และเป็นผู้รับรอง ดังนั้น จอมพล ป. พิบูลสงคราม กับพลตรีประกิต ขีตตะสังคะ พี่ชาย จึงมีโอกาสเข้าโรงเรียนนายร้อยชั้นประถม โดยมีพลตรี พระยาสุรเสนา เป็นผู้ฝาก และรับรอง ง. การศึกษาในโรงเรียนต่างๆ จอมพล ป. พิบูลสงคราม เข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนนายร้อยชั้นประถม เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ.2452 และอีกสามปี ก็ได้เลื่อนขึ้นศึกษาที่โรงเรียนนายร้อยชั้นมัธยม ได้ศึกษาอีกสามปีจึงสอบไล่ได้ตามหลักสูตร และออกเป็นนักเรียนทำการนายร้อยทหารบก เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ.2458 พร้อมกับนักเรียนนายร้อยทหารบกรุ่นเดียวกันอีก 59 คน ในจำนวนนี้ ต่อมาได้รับราชการดำรงตำแหน่งสำคัญๆ หลายคน ได้แก่ จอมพลผิน ชุณหะวัณ พลเอก หลวงหาญสงคราม (พิชัย หาญสงคราม) พลเอก หลวงสวัสดิ์สรยุทธ (ดน บุนนาค) พลเอก หลวงวิชิตสงคราม (จิร วิชิตสงคราม) พลตำรวจเอก หลวงอดุลเดชจรัส (อดุล อดุลเดชจรัส) พลเอก มังกร พรหมโยธี พลโท หลวงเกียรติศักดิ์พิชิต (พิชิต เกียรติศักดิ์พิชิต) พันโท หลวงอำนวยสงคราม (ถม เกษะโกมล) เป็นต้น จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้รับคำสั่งให้ไปประจำกรมทหารปืนใหญ่ ที่จังหวัดพิษณุโลก ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน พ.ศ.2458 ระหว่าง พ.ศ.2460 – 2461 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้เข้ารับการศึกษาในโรงเรียนทหารปืนใหญ่ เป็นเวลา 2 ปี หลังจากสำเร็จการศึกษาแล้ว ได้รับคำสั่งให้เข้าประจำกรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ.2462 ต่อมา วันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ.2462 ได้รับคำสั่งให้ทำหน้าที่นายทหารคนสนิทของ พันเอก หม่อมเจ้าปรีดิเทพย์พงษ์ เทวกุล ผู้บังคับการกรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ เหตุการณ์ตอนนี้ เป็นช่วงชีวิตที่สำคัญตอนหนึ่งของจอมพล ป. พิบูลสงคราม กล่าวคือ พันเอก หม่อมเจ้าปรีดิเทพย์พงษ์ เทวกุล ทรงสำเร็จการศึกษาวิชาทหารปืนใหญ่มาจากกองทัพบกเยอรมนี มีกิตติศัพท์เลื่องลือในเรื่องระเบียบวินัยเฉียบขาด เคร่งครัดมาก และขณะนั้น สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา (พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว) ก็ทรงดำรงตำแหน่งเป็นผู้บังคับกองร้อยที่ 1 ในกรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ อยู่ด้วย วันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2464 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งขณะนั้นมียศเป็นร้อยโท ได้เข้าศึกษาในโรงเรียนเสนาธิการทหารบก ที่ตั้งอยู่ในกระทรวงกลาโหม นับเป็นนายทหารฝึกหัดราชการโรงเรียนเสนาธิการทหารบก ชุดที่ 10 ภายหลังที่ได้ศึกษาครบหลักสูตร 2 ปี ผลของการศึกษาปรากฏว่าจอมพล ป. พิบูลสงคราม สอบได้เป็นที่ 1 ของรุ่น คือได้คะแนนร้อยละ 82.12 ทางราชการจึงส่งไปศึกษาวิชาทหารปืนใหญ่ ณ ประเทศฝรั่งเศสเป็นเวลาประมาณ 3 ปี ตั้งแต่เดือน พฤษภาคม พ.ศ.2467 จ. การศึกษาในประเทศฝรั่งเศส ระหว่างที่กำลังศึกษาอยู่ในประเทศฝรั่งเศส จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้มีโอกาสพบกับนักเรียนไทยหลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายปรีดี พนมยงค์ ร้อยโทประยูร ภมรมนตรี (ยศขณะนั้น) ร้อยตรีทัศนัย มิตรภักดี (ภายหลังเป็นพันตรี หลวงทัศนัยนิยมศึก) นายตั้ว ลภานุกรม หลวงสิริราชไมตรี และนายแนบ พหลโยธิน เป็นต้น บรรดานักเรียนไทยเหล่านี้ ล้วนมีความคิดเห็นตรงกันว่าถึงเวลาแล้วที่ประชาชนชาวไทย ควรมีสิทธิเสรีภาพในการปกครองตนเอง ได้เยี่ยงอารยประเทศทั้งหลาย ดังนั้น การประชุมเพื่อกำหนดแนวทางที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นแบบประชาธิปไตย จึงเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกที่กรุงปารีส โดยมีทั้ง 7 ท่านที่กล่าวมาแล้วเป็นคณะริเริ่ม เมื่อจอมพล ป. พิบูลสงคราม เดินทางกลับประเทศไทยแล้ว ได้เข้าประจำกรมจเรทหารปืนใหญ่ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2470 และได้รับคำสั่งให้เป็นนายทหารประจำพระองค์พลเอก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระนริศรานุวัดติวงศ์ ต่อมาในวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ.2470 ได้รับพระราชทานยศเป็นร้อยเอก และบรรดาศักดิ์เป็นหลวงพิบูลสงคราม วันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ.2471 ได้เลื่อนยศเป็นพันตรี ในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2475 และได้รับคำสั่งให้ไปประจำกรมจเรทหารบก ซึ่งพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา มีตำแหน่งเป็นจเรทหารบก ฉ. การเตรียมการเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน เมื่อคณะผู้ริเริ่มการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งประชุมกันที่กรุงปารีส ทยอยกันกลับมารับราชการในประเทศไทย การชักชวนให้ผู้ที่มีความคิดเห็นทางการเมืองตรงกัน ก็ได้เริ่มขึ้นโดยความระมัดระวังมาก มีการกลั่นกรองเป็นพิเศษ เพราะเคยมีตัวอย่างมาแล้วในการปฏิวัติเมื่อ ร.ศ.130 (พ.ศ.2455) ซึ่งครั้งนั้น ร้อยเอก หลวงสินาดโยธารักษ์ (ยุทธ คงอยู่) ผู้ก่อการได้นำความลับไปเปิดเผย จึงถูกจับกันหมด ในที่สุดได้ผู้ร่วมคิดในการเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดินครั้งนี้แบ่งเป็นสายๆ ดังนี้ ทหารบก 34 คน ทหารเรือ 19 คน พลเรือน 45 คน รวม 98 คน พันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าคณะผู้ก่อการ พันเอก พระยาทรงสุรเดช เป็นรองหัวหน้า พันตรี หลวงพิบูลสงคราม เป็นหัวหน้าสายทหารบก นาวาตรี หลวงสินธุ์สงครามชัย (สินธุ์ กมลนาวิน) เป็นหัวหน้าสายทหารเรือ ส่วนการวางแผนนั้น พันเอก พระยาทรงสุรเดช รับผิดชอบในการวางแผนการยึดอำนาจ การคุมตัวบุคคลสำคัญนำไปกักไว้ที่ฐานปฏิบัติการ และการใช้กำลังทหาร เป็นต้น และนายปรีดี พนมยงค์ รับผิดชอบในการเตรียมใบปลิว คำแถลงการณ์ การชี้แจงเหตุผลในกายึดอำนาจให้แก่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ การเตรียมร่างรัฐธรรมนูญ เค้าโครงเศรษฐกิจ และการบริหารประเทศ แม้ว่า การเตรียมการเปลี่ยนแปลงการปกครองการแผ่นดินครั้งนั้นจะทำอย่างรอบคอบ ปกปิดเป็นความลับที่สุด แต่ขณะนั้นในวงการทหารเกิดการระส่ำระสาย เนื่องจากพลเอก พระองค์เจ้าบวรเดช เสนาบดีกระทรวงกลาโหม ทรงลาออกจากราชการเมื่อเดือน มิถุนายน พ.ศ.2474 เพราะงบประมาณทางการทหารถูกตัดทอนลงไปมาก ฐานะทางการคลังของประเทศง่อนแง่น และมีข่าวลือว่าจะเกิดการกบฏในวันที่ 6 เมษายน พ.ศ.2475 ซึ่งเป็นวันเฉลิมฉลอง 150 ปี ของจักรีบรมหาราชวงศ์ พร้อมกับการเฉลิมฉลองพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และสะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ รัฐบาลได้ทราบข่าวนี้ จึงได้จัดตั้งตำรวจกองพิเศษ เพื่อแกะรอยติดตามการเคลื่อนไหวของบุคคลที่อยู่ในข่ายต้องสงสัย ขณะนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จแปรพระราชฐานไปประทับแรม ณ พระราชวังไกลกังวล หัวหิน ซึ่งเสนาบดีว่าการกระทรวงกลาโหม และแม่ทัพที่ 1 ได้ตามเสด็จไปด้วย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมอบให้จอมพล สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์ วรพินิต ประทานอภิรัฐมนตรีสภา และเสนาบดีกระทรวงมหาไทยขณะนั้น เป็นผู้รักษาพระนคร ช. วันที่ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 ซึ่งตรงกับวันศุกร์ แรม 6 ค่ำ เดือน 7 ปีวอก บรรดานายทหารบก นายทหารเรือ ที่ร่วมกันเตรียมการยึดอำนาจ ได้ไปชุมนุมกันที่ลานหน้าพระบรมรูปทรงม้า ด้านทางเข้าสนามเสือป่า โดยมีทหารเรือเรียงรายป้องกัน ตามแนวถนนศรีอยุธยา หน้าวังปารุสกวัณ ครั้งถึงเวลา 06.00 น. พันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา ในฐานะผู้นำได้ประกาศยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินนามคณะราษฎร เพื่อให้การปกครองประเทศเปลี่ยนจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบประชาธิปไตย โดยมีรัฐธรรมนูญเป็นหลักในการปกครองประเทศ ครั้นแล้ว นายทหารจำนวนหนึ่งได้เข้ายึดพระที่นั่งอานันตสมาคม เพื่อใช้เป็นที่บัญชาการนายทหารอีกส่วนหนึ่งเดินทางไปคุมตัวบุคคลสำคัญ ตามแผนการยึดอำนาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บุคคลที่สำคัญที่สุดในพระนคร คือ จอมพล สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ผู้รักษาพระนคร จอมพล ป. พิบูลสงคราม พร้อมด้วยพันโท พระประศาสน์พิทยายุทธ (วัน ชูถิ่น) กับเรือเอก หลวงนิเทศกลกิจ (กลาง โรจนเสนา) ได้นำรถหุ้มเกราะ 2 คัน พร้อมทั้งนักเรียนนายสิบจำนวนหนึ่ง ไปเชิญเสด็จจากวังบางขุนพรหม ไปประทับที่พระที่นั่งอานันตสมาคมพร้อมด้วยพระชายา โดยการจู่โจมเข้าไปก่อนที่อธิบดีกรมตำรวจ ซึ่งไปรออยู่จะมีโอกาสถวายรายงานเรื่องการเคลื่อนไหวของคณะทหารที่ทำการปฏิวัติ คณะราษฎรได้แต่ตั้งผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารรวม 3 คน คือ นายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นหัวหน้า นายพันเอก พระยาทรงสุรเดช รองหัวหน้า นายพันเอก พระยาฤทธิอัคเณย์ รองหัวหน้า ต่อมาคณะราษฎร ได้ทูลขอให้กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ลงพระนามในกระดาษใบประกาศดังข้อความดังนี้ “ด้วยตามที่คณะราษฎร ได้ยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินไว้ได้ โดยมีความประสงค์ข้อใหญ่ที่จะให้ประเทศสยามมีธรรมนูญการปกครองแผ่นดินนั้น ข้าพเจ้าขอให้ทหาร ข้าราชการ และราษฎรทั้งหลาย จงช่วยกันรักษาความสงบ อย่าให้เสียเลือดเนื้อของคนไทยด้วยกันโดยไม่จำเป็น (ลงพระนาม) บริพัตร” นายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่ถูกเชิญตัวมากักอยู่ที่พระที่นั่งอนันตสมาคมมีหลายท่าน เช่น พลโท พระยาสีหราชเดโชชัย เสนาธิการทหารบก และ พลตรี หม่อมเจ้านิลประภัศศร เกษมศรี เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบก เป็นต้น พลเอก จิร สิชิตสงคราม ซึ่งเป็นนักเรียนนายร้อยที่สำเร็จเป็นนายทหารรุ่นเดียวกันและเป็นนายทหารปืนใหญ่เช่นเดียวกับ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ต่อมาได้รับราชการตำแหน่งสำคัญของประเทศชาติหลายตำแหน่ง ได้ให้ทัศนะว่า สาเหตุของการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. 2475 มี 3 ประการ คือ 1. สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศตกต่ำ รายได้ไม่สมดุลกับรายจ่าย สินค้าที่ผลิตได้ไม่มีใครซื้อ ดังนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงให้เก็บภาษีเพิ่มและปลดข้าราชการออก ความปั่นป่วนที่มาจากเศรษฐกิจตกต่ำ ทำให้ประชาชนทั่วไปคิดว่ารัฐบาลไม่มีความสามารถ 2. นักศึกษาทั้งหลายที่ประเทศไทยส่งออกไปศึกษายังต่างประเทศ ได้เห็นการปกครองของประเทศในยุโรปแตกต่างไปจากของประเทศไทย เช่น ประเทศอังกฤษ และฝรั่งเศส เมื่อได้ศึกษาถึงความเจริญ ก็เกิดความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครอง 3. ประเทศไทยในเวลานั้น ตำแหน่งสำคัญชั้นผู้ใหญ่ล้วนแต่เจ้านายในราชวงศ์ เจ้านายที่รองลงมาที่ทำงานร่วมกับข้าราชการทั่วไป ก็จะได้เลื่อนขั้นเร็วกว่า ทั้งนี้เพราะการให้ความดีความชอบมีหลายลักษณะ เช่น ปีแรกได้บรรดาศักดิ์ ปีที่สองได้เหรียญตา ปีที่สามจึงจะได้เลื่อนชั้นเงินเดือน ส่วนข้าราชการที่เป็นเจ้ายศตั้งแต่หม่อมเจ้าขึ้นไป ไม่จำเป็นต้องรอให้ขอบรรดาศักดิ์ ไม่ต้องรอให้ได้เหรียญตรา ก็เลื่อนชั้นเงินเดือนได้ทุกปี ลักษณะนี้ทำให้ข้าราชการทั่วไปคิดถึงความเสมอภาค และเป็นสาเหตุให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองด้วย ซ. การบริหารราชการแผ่นดิน วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ.2475 ได้มีการเลือกประธานคณะกรรมการราษฎร (นายกรัฐมนตรี) ปรากฏว่า พระยามโนปกรณ์นิติธาดา (ก้อน หุตะสิงห์) ได้รับเลือกตั้ง และจอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการาษฎร (รัฐมนตรี) ด้วยผู้หนึ่ง ในจำนวนกรรมการราษฎร 14 คน นับว่าจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้เริ่มมีตำแหน่งในการบริหารราชการแผ่นดิน ตั้งแต่คณะรัฐมนตรีชุดที่ 1 ถึงชุดที่ 3 ซึ่งมีพระยามโนปกรณ์นิติธาดาเป็นนายกรัฐมนตรี และต่อมาในคณะรัฐมนตรีชุดที่ 4 และชุดที่ 5 ซึ่งพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นนายกรัฐมนตรี ในคณะรัฐมนตรีชุดที่ 6 ชุดที่ 7 และชุดที่ 8 ซึ่งพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นนายกรัฐมนตรี จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ต่อมาจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้รับตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ในคณะรัฐมนตรีชุดที่ 9 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ.2481 ท่านได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กับได้ทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการระยะหนึ่ง ครั้นเมื่อ เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ขอลาออกจากตำแหน่ง จอมพล ป. พิบูลสงคราม (ซึ่งขณะนั้นมียศเป็นพลตรี) ก็ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในคณะรัฐมนตรีชุดที่ 10 และได้กราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ.2487 เนื่องจากสภาผู้แทนราษฎร ลงมติไม่รับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติอนุมัติพระราชกำหนดระเบียบราชการบริหารนครบาลเพชรบูรณ์ และการจัดสร้างพุทธบุรีมณฑล พ.ศ.2487 ทั้งนี้ เพื่อรักษาหลักการของการปกครองระบอบประชาธิปไตย ภายหลังการก่อรัฐประหารเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2490 ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ในคณะรัฐมนตรีชุดที่ 21 เมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ.2491 พร้อมกับร่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยด้วย ในคณะรัฐมนตรีชุดที่ 22 ตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ.2492 จอมพล ป. พิบูลสงคราม มิได้มีตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีเท่านั้น ท่านได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงการคลังรวม 3 กระทรวง จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในคณะรัฐมนตรีชุดที่ 23 ชุดที่ 24 และชุดที่ 25 ซึ่งได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กับกระทรวงเศรษฐการ ( ระยะหนึ่ง ) ด้วย ในคณะรัฐมนตรีชุดที่ 26 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 12 มีนาคม – 12 กันยายน พ.ศ.2500 ท่านต้องรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และกระทรวงสหกรณ์เพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากรัฐมนตรีว่าการของทั้งสองกระทรวงนั้นขอลาออก วันที่ 16 กันยายน พ.ศ.2500 คณะทหารได้เข้ายึดอำนาจการปกครอง จอมพล ป. พิบูลสงคราม ตัดสินใจลี้ภัยการเมืองไปอยู่ประเทศกัมพูชาระยะหนึ่ง แล้วจึงเดินทางต่อไปพำนักอยู่ในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น จากนั้นได้เดินทางไปทัศนาจรในสหรัฐอเมริกา แล้วเดินทางไปอุปสมบทที่ วัดไทยพุทธค-ยาในประเทศอินเดีย ด้วยความเลื่อมใสที่มีมานานแล้ว จอมพล ป. พิบูลสงคราม ถึงแก่อสัญกรรมด้วยความสงบ ที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ.2507 อัฐิของท่านถูกนำกลับมาสู่ประเทศไทยโดยสายการบินไทยเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ.2507 และได้นำไปประดิษฐานที่วัดพระศรีมหาธาตุ ซึ่งท่านดำริให้จัดสร้างขึ้น วีรบุรุษประชาธิปไตยของไทย ได้จากโลกไปแล้วมากว่า 40 ปี แต่กริยาท่าทางนุ่มนวล รอยยิ้มแย้มบริสุทธิ์ แสดงถึงความโอบอ้อมอารี เป็นมิตรไมตรีต่อผู้ที่พบเห็น ความซื่อสัตย์สุจริต ทัศนคติอันกว้างขวาง ไหวพริบปฏิภาณ ความคิดริเริ่มมากมาย รวมทั้งความมุ่งมั่นที่อันจะยกฐานะของประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศทั้งปวง ให้ประชาชนชาวไทยปลอดภัย และมีความสุขทั่วหน้ากัน ความซื่อตรงจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และพระบรมราชจักรีวงศ์ และรักษากฎเกณฑ์กติกาของระบอบประชาธิปไตยอย่างเคร่งครัด รวมทั้งการเอาใจใส่ปรับปรุงกองทัพของชาติเพื่อความมั่นคงของท่าน จะคงอยู่ในความทรงจำของคนไทยตลอดชั่วกาลนาน ผลงานของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ในด้านสังคม การทำนุบำรุงพระศาสนา กรมศาสนาเดิมชื่อ “กรมธรรมการ” ในชั้นแรกตั้งที่ทำการอยู่ที่ถนนจักรเพชร หน้าโรงไฟฟ้าวัดเลียบ ด้านริมคลองโอ่งอ่าง ต่อมาย้ายไปอยู่ที่วังจันทรเกษม ถนนดำเนินนอกเมื่อ พ.ศ.2483 ในปี พ.ศ.2484 กรมธรรมการ ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น กรมการศาสนา ขึ้นในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ แต่ยังคงมีหน้าที่จัดกิจการเกี่ยวกับพระศาสนาทุกศาสนา โดยเฉพาะพระพุทธศาสนา รับสนองงานพระศาสนาตามนโยบายของคณะสงฆ์ รักษาผลประโยชน์ของพระศาสนา รักษาความเรียบร้อยทางด้านพระสงฆ์ และประชาชนที่เกี่ยวข้องกับพระสงฆ์ และสมบัติของพระศาสนา เป็นสื่อสัมพันธ์ระหว่างพุทธจักร และอาณาจักรเพื่อดำเนินกิจการตามนโยบายให้สอดคล้องต้องกัน เป็นตัวแทนของคณะสงฆ์ในการติดต่อกับองค์การรัฐบาล และเป็นตัวแทนรัฐบาลในการติดต่อกับคณะสงฆ์ เพื่อให้การปกครองคณะสงฆ์สอดคล้องกับการปกครองฝ่ายบ้านเมือง ซึ่งมีพระราชบัญญัติคณะสงฆ์เป็นหลักปฏิบัติ ในวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ.2495 กรมศาสนาย้ายสังกัดจากกระทรวงศึกษาธิการไปสังกัดกระทรวงวัฒนธรรม และในต้นปี พ.ศ.2497 ได้ย้ายที่ทำการจากวังจันทรเกษมไปตั้งอยู่ในบริเวณสนามเสือป่า เขาดินวนา ระหว่างที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีอยู่นั้นได้ให้ความสนใจ และสนับสนุนงานด้านการทำนุบำรุงพระศาสนาต่างๆ โดยให้กรมการศาสนาเป็นหน่วยงานปฎิบัติ ผลงานตามลำดับ ดังนี้ พ.ศ.2492 ดำเนินการจัดสร้าง โรงพยาบาลสงฆ์ ขึ้นที่บริเวณมุมหนึ่งของทุ่งพญาไท เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จเรียบร้อย ได้ส่งมอบให้กระทรวงสาธารณสุขรับไปดำเนินการ ประกอบพิธีเปิดโรงพยาบาลสงฆ์ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2494 การจัดตั้ง อิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (อ.ว.ท.) เพื่อให้การศึกษาอบรมทางศาสนาแก่เยาวชนมุสลิม รับเฉพาะนักเรียนชายที่สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมปีที่ 6 เข้าศึกษาตามหลักสูตรระยะเวลาศึกษา 5 ปี วิชาที่เปิดเรียนในหลักสูตรมี วิชาศาสนาอิสลาม ภาษาอาหรับ ภาษามลายู และความรู้ทั่วไป ทางราชการจัดให้อยู่หอพักโดยไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน และค่าอาหารแต่อย่างใด และเริ่มเปิดทำการสอนเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ.2493 ต่อมาอิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ได้ย้ายสังกัดจากกรมการศาสนาไปขึ้นกับกรมวิสามัญศึกษา พ.ศ.2494 ได้ดำเนินการสร้างมัสยิดกลางที่จังหวัดปัตตานี เพื่อเป็นศูนย์การบำเพ็ญศาสนกิจของชาวมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ 4 จังหวัด สำหรับกิจกรรมสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่จอมพล ป. พิบูลสงครามให้การสนับสนุนมี ดังนี้ 1. ส่งคณะผู้แทนพุทธศาสนิกชนไทย ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิทั้งฝ่ายสงฆ์ และฝ่ายคฤหัสถ์ เข้าร่วมการประชุมพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก ซึ่งเป็นการประชุมระหว่างประเทศที่จัดขึ้นรวม 5 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 ที่ประเทศศรีลังกา ครั้งที่ 2 ที่ประเทศญี่ปุ่น ครั้งที่ 3 ที่ประเทศพม่า ครั้งที่ 4 ที่ประเทศเนปาล ครั้งที่ 5 ในประเทศไทย 2. จัดคณะผู้แทนพุทธศาสนิกชนชาวไทยไปร่วมงานพุทธชยันตี ที่ประเทศพม่า และญี่ปุ่น 3. จัดผู้แทนคณะสงฆ์ไทย ร่วมกับผู้แทนรัฐบาลไทยไปร่วมงานฉลอง วันครบรอบ 200 ปีที่พระอุบาลีแห่งกรุงศรีอยุธยา นำคณะสงฆ์สยามวงศ์ไปประดิษฐาน ณ ลังกาทวีป ประเทศศรีลังกา พ.ศ.2497 4. จัดตั้งหน่วยวิจัยพระพุทธศาสนาขึ้น โดยรวบรวมพระภิกษุผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งได้รับการศึกษาจากต่างประเทศ ทำการวิจัยเรื่องของพระพุทธศาสนาที่เป็นปัญหา หรือที่น่าสนใจของประชาชน แปลผลงานวิจัยออกเป็นภาษาอังกฤษ ต่อมา หน่วยวิจัยนี้ได้เปลี่ยนฐานะเป็น มูลนิธิภูมิพโลภิกขุ 5. อำนวยความสะดวกถวายสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม คราวเสด็จเยือนประเทศต่างๆ รอบโลก ตามคำเชิญของประเทศเหล่านั้น 6. จัดผู้แทนคณะสงฆ์ไทยไปร่วมงานฉัฎฐสังคายนา (สังคายนาพระไตรปิฎก ครั้งที่ 6) ที่ประเทศพม่า ตามที่รัฐบาลพม่าขอความร่วมมือ ระหว่างวันที่ 17 – 24 พฤษภาคม พ.ศ.2499 7. แปรพระไตรปิฎกออกเป็นภาษาไทยฉบับสมบูรณ์ และพิมพ์เผยแพร่มาตั้งแต่ พ.ศ.2500 8. จัดงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ อันเป็นมงคลของพระพุทธศาสนาที่ดำรงมาตลอดถึง พ.ศ.2500 9. ส่งเสริมให้มีการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาพระปริยัติธรรมในคณะสงฆ์ตามลำดับ 10. บูรณะปูชนียสถานสำคัญของไทย ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดต่างๆ ทั่วราชอาณาจักรในงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ รวม 15 แห่ง เช่น พระปฐมเจดีย์ เป็นต้น จนสำเร็จเรียบร้อยดี 11. จัดงบประมาณเพื่อบูรณะวัดต่างๆ ที่ชำรุดทรุดโทรม 12. ดำเนินการสร้างวัดไทยที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย เพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของไทยในต่างประเทศ และส่งพระสงฆ์ไทยไปอยู่ประจำเป็นหลักฐาน 13. อุปถัมภ์การบูรณะวัดอานันทเมตยารามในสิงคโปร์ กับสร้างวัดไทยขึ้นในนครกัวลาลัมเปอร์ 14. จัดตั้งห้องไทย แสดงศิลปวัฒนธรรมทางพุทธศาสนาของไทยที่ปาสาณคูหา เพื่อเป็นที่ทำการ ฉัฏฐสังคายนาในประเทศพม่า 15. ตั้งหน่วยสงเคราะห์พระภิกษุสามเณรผู้ประสบภัย เป็นสาธารณสงเคราะห์ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยให้คลายลงเฉพาะหน้า สนองพระราชดำริห์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 16. ให้ความอุปถัมภ์แก่คณะสงฆ์ ฟื้นฟูให้มีการแต่งตั้งสมณศักดิ์ขึ้นใหม่ทุกระดับชั้นเพื่อรักษาจารีตประเพณีดั้งเดิมของไทยให้คงอยู่ การสร้างวัดพระศรีมหาธาตุ ในการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ.2483 นายพันเอก หลวงพิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้เสนอให้สร้างวัดขึ้นเป็นอนุสรณ์แห่งการปกครองระบอบประชาธิปไตย และกำหนดแล้วเสร็จทันในการวันชาติที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2484 สถานที่จัดสร้างใกล้กับอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ บนที่ดินริมถนนพหลโยธิน ตรงหลักกิโลเมตรที่ 18 ตำบลกูบแดง (ปัจจุบันคือ แขวงอนุสาวรีย์) บางเขน ซึ่งคณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้วลงมติเห็นชอบให้สร้างวัดขึ้น โดยให้ชื่อว่า “วัดประชาธิปไตย” และมอบให้ นายพันเอก หลวงเสรีเริงฤทธิ์ เป็นผู้อำนวยการก่อสร้าง หลวงวิจิตรวาทการ และพระพรหมพิจิตรเป็นผู้ออกแบบ นายช่างกรมศิลปากร และกรมรถไฟ เป็นนายช่างก่อสร้าง ขณะที่กำลังดำเนินการจัดสร้าง รัฐบาลได้ส่งคณะทูตพิเศษ มีนาวาเอก หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ เป็นหัวหน้าคณะไปเจริญสันถวไมตรี กับประเทศต่างๆ ในเครือจักรภพอังกฤษภาคเอเชีย เมื่อคณะทูตพิเศษเดินทางไปถึงประเทศอินเดีย ได้ติดต่อขอพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และขอให้รัฐบาลอินเดียตอนกิ่งพระศรีมหาโพธิ์ จากต้นที่สืบเนื่องมาแต่ต้นเดิมที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จประทับตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ณ พุทธคยา ประเทศอินเดียให้ 5 กิ่ง พร้อมทั้งดินจากสังเวชนียสถาน 4 ตำบล คือที่ประสูติ ที่ตรัสรู้ ที่ทรงแสดงปฐมเทศนา และที่ปรินิพพาน ทั้งนี้รัฐบาลอินเดียได้พิจารณาเห็นว่าประชาชนที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนามีอยู่ในนานาประเทศเป็นอันมาก แต่ประเทศเอกราชที่ยกย่องพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาทางราชการ มีพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขของประเทศทรงเป็นพุทธมามกะ และทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก มีเพียงประเทศไทยประเทศเดียวเท่านั้น จึงยินดีมอบพระบรมสารีริกธาตุที่ขุดค้นพบ ณ มหาสถูปธรรมราชิกะ และเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอินเดียพร้อมทั้งกิ่งพระศรีมหาโพธิ์ และดินจากสังเวชนียสถานให้ตามความประสงค์ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ให้อันเชิญพระบรมสารีริกธาตุ กิ่งพระศรีมหาโพธิ์ และดินจากสังเวชนียสถานไปประดิษฐานเพื่อความเป็นมงคลแก่วัดที่สร้างใหม่ แล้วถวายนามวัดนี้ว่า “วัดพระศรีมหาธาตุ” สำหรับพระบรมสารีริกธาตุ ได้อันเชิญไปบรรจุในพระเจดีย์ศรีมหาธาตุ มีพิธีบรรจุเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2484 ส่วนต



*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา






จำไว้ตลอด

จำนวน 6 ความเห็น, หน้า | 1 |
ความเห็น 1 18 พ.ย. 2550 (12:25)
ลองอ่านกันดูนะครับ



แล้วมีอะไรจะเอามาลงเรื่อยๆ



เจอกันครับผม
Pun~Saddest~Crying
ร่วมแบ่งปัน4 ครั้ง - ดาว 150 ดวง

ความเห็น 2 30 พ.ย. 2550 (20:48)
64761
น่านับถือ ประวัติท่าน
มองอย่างบุเรงนอง
ร่วมแบ่งปัน10 ครั้ง - ดาว 150 ดวง

ความเห็น 3 18 ก.ค. 2551 (09:43)

ขอบคุณคร้าบบบ


T_bump
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็น 5 24 มี.ค. 2552 (23:38)

อ่า

Int. to Soc. อ.กังสดาล

เราก็ได้ทำเหมือนกัน

ทำเรื่องจิรนันท์ พิตรปรีชา

น่าเสียดายไม่มีไฟล์เก็บไว้

^^'


Gnodeej
ร่วมแบ่งปัน4 ครั้ง - ดาว 52 ดวง

ความเห็น 6 13 มิ.ย. 2553 (21:37)
ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆ
doreamon_kuku
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็น 7 27 ก.ย. 2553 (14:34)
โอ้วว ชื่นใจ TT ไม่ได้เข้ามาเช็คเลย ขอบคุณมากครับ
Pun~Saddest~Crying
ร่วมแบ่งปัน4 ครั้ง - ดาว 150 ดวง






Pun~Saddest~Crying
(ณัติปัณวัตร เคนสิงห์)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 2,582 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 7 ปี
แบ่งปันความรู้ 4 ครั้ง
ได้รับดาว 150 ดวง

โหวตเพิ่มดาว

Blog อื่น ๆ ของผู้เขียน