“I went to the woods because I wanted to live deliberately. I wanted to live deep and suck out all the marrow of life. To put to route all that was not life; and not when I had come to die, discover that I had not lived.”
“ข้าดุ่มด้นเข้าไปในไพรพฤกษ์ หมายเจาะลึกว่าความสุขอยู่หนไหน
แสวงหาถึงแก่นแท้เพื่อแน่ใจ มิยอมสิ้นอายุขัยก่อนได้พบ”
- (เรียบเรียงจาก Subtitle ของคุณพัชชา) –

...ผมมีเพื่อนเป็นครูอยู่หลายคน และหลายๆครั้งที่ผมมีโอกาสได้พบปะพูดคุยกับเพื่อนๆกลุ่มนี้ ผมพบว่าปัจจุบันแม่พิมพ์ของชาติมีงานล้นมือเหลือเกิน ล้นซะจนไม่มีเวลาที่จะมาเอาใจใส่ลูกศิษย์ บางคนถึงกับไม่มีเวลาเตรียมการเรียนการสอน เนื่องจากระบบใหม่ที่ครูทุกคนต้องทำผลงานเพื่อจะเลื่อนขั้น ผู้ปกครองสมัยนี้จึงไม่สามารถฝากฝังลูกๆให้โรงเรียนเป็นผู้ดูแลอนาคตของชาติได้เพียงลำพัง โดยเฉพาะเด็กมัธยมวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงโฮโมนวัยที่มีพลังในการสร้างสรรค์และแสวงหาตัวเอง ในบรรดาหนัง Coming of Age ที่ผมชื่นชอบมากที่สุดหนึ่งในนั้นคือหนังเรื่องนี้ “Dead Poets Society” หรือสมาคมกวีไร้ชีพ ที่หนังได้ถ่ายทอดเรื่องราวของเด็กนักเรียนมัธยมชั้นดีแห่งหนึ่งของอเมริกาผ่านระบบการสอนของคุณครู Keating คนที่ใช้วิธีคิดล้ำสมัยและไม่สอดคล้องกับวัฒนธรรมเดิมๆ ในยุค 1959 อเมริกันยังยึดตำราเป็นใหญ่เพื่อให้เด็กสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยดังๆ แล้วประสบความสำเร็จในวิชาชีพของตนเอง หนังที่ทำให้ให้ผู้คนตระหนักว่าวิชาชีพนั้นเป็นสิ่งมนุษย์ไขว่คว้ามาเพื่อเลี้ยงชีพ แต่บทกวีคือสิ่งที่เราต้องมีชีวิตอยู่เพื่อมัน...

...หลายๆคนอาจจะเห็นด้วยกับสังคมการเรียนรู้แบบใหม่และอีกกลุ่มหนึ่งอาจจะไม่เห็นด้วย เพราะผมเชื่อว่าแนวคิดทั้งสองอย่างมันมีทั้งข้อดีข้อเสีย การเรียนรู้ด้วยตัวเองของเด็กมันอาจจะจุดประกายทางความคิดสร้างสรรค์แต่เราอาจจะลืมไปว่ามันเกิดจากคนที่อ่อนด้อยประสบการณ์ ขาดการตัดสินใจที่จะฟันธงลงไปว่าสิ่งไหนคือสิ่งที่ถูกหรือสิ่งไหนคือสิ่งที่ควรจะทำ เด็กจึงต้องมีผู้ชี้ทางให้พวกเขาเดินไปข้างหน้าอย่างปลอดภัย สิ่งที่ชอบกับสิ่งที่ถนัดบางที่มันไม่ได้มาพร้อมกัน ความชอบอย่างเดียวมันไม่ได้ทำให้คนประสบความสำเร็จได้หากขาดการฝึกฝนและพัฒนา การเรียนรู้จากในตำราบางทีมันก็ทำให้เด็กขาดประสบการณ์จริงที่จะต้องพบในชีวิตข้างหน้า ครูจึงเป็นเหมือนผู้สร้างความเข้มแข็งทางความคิดให้กับลูกศิษย์ การเรียนรู้ที่แท้จริงสำหรับเด็กต้องเรียนรู้ด้วยตนเองโดยผู้ใหญ่ไม่ปล่อยให้โดดเดี่ยว เหมือนกับในหนัง Animation ของ Ghibli Studio เรื่อง Whisper of the Heart โดย Yushifumi Kondo ที่พ่อแม่เปิดโอกาสให้เด็กทดลองเรียนรู้สิ่งที่ตนเองชอบแต่ไม่เคยปล่อยให้เด็กๆเหล่านั้นโดดเดี่ยว พร้อมเสมอที่จะปลอบประโลมเมื่อพวกเขาบาดเจ็บ แต่ใน “Dead Poets Society” นั้นไม่เคยเปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้ และยังปิดกั้นไม่ให้พวกเขาได้สัมผัสฝันแม้โอกาสนั้นผ่านมาให้พวกเขาได้ฉกฉวย...

...”Seize the Day!” ฉกฉวยวันเวลาเมื่อเธอมีโอกาส อย่าปล่อยให้วันเวลามันผ่านไป เธอไม่รู้หรอกว่าชีวิตมันสั้นนัก นี่อาจจะเป็นนัยยะที่หนังซุกซ่อนเอาไว้เพื่อเตือนไม่ให้เราประมาทกับเวลาที่มันผ่านไปอย่างรวดเร็ว อย่าปล่อยให้ชีวิตล่องลอยไปตามกระแสหลักของสังคม อย่าปล่อยให้ตำราเรียน ประเพณีเดิมๆ ปิดกั้นการแสวงหา เหมือนกวีนิพนธ์ข้างต้นที่แปลโดย “พัชชา” สละสลวยเหลือเกินและครอบคลุมเนื้อหาของตัวหนัง เปรียบได้กับ Neil ลูกศิษย์ของครู Keating ผู้เป็นเหยื่อของระบบเก่า เขาถูกจุดประกายความคิดจากคุณครูที่มาพร้อมกับระบบใหม่ และเลือกทำตามใจตัวเองครั้งแรกในชีวิต แต่ด้วยวุฒิภาวะที่ยังไม่พร้อมจะต้านทานแรงปะทะนั้นได้จึงทำให้เกิดโศกนาฏกรรมตั้งแต่ก้าวแรกที่เขาดุ่มด้นเข้าพงไพร โอกาสแห่งการแสงหาหมดไปพร้อมกับชัยชนะของระบบเดิมโดยมีเจ้าของระบบใหม่ตกเป็นแพะรับบาป แต่อย่างน้อยร่องรอยการต่อสู้ยังคงหลงเหลืออยู่ในตัวลูกศิษย์ที่เหลือของเขา แม้จะไม่ใช่ทั้งหมดแต่มันก็ให้ความหวังและพลังมหาศาลที่จะนำพาหลักการของเขาให้ดำเนินต่อไป...

…คนนอกกรอบมักจะถูกมองในแง่ลบเสมอจากคนในกรอบ แต่พวกเขามักจะมีมุมมองใหม่เสมอ นั้นอาจจะเป็นเพราะว่ากรอบเดิมทำให้พวกเขาเหนื่อยหน่ายกับข้อเสียเก่าๆที่ขาดการแก้ไข การฉีกตำราหน้าแรกทิ้งไป หรือการยืนมองนักเรียนจากโต๊ะเขียนหนังสือคือการลบมุมมองเดิมๆของลูกศิษย์เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองจากภายใน เพราะกวีหรือศิลปะนั้นมันไม่ได้มีกฎเกณฑ์ที่ตายตัวเหมือนกับสาขาวิชาอื่นๆ มนุษย์จึงสามารถใช้ความรู้สึกบอกได้ว่าชอบหรือไม่ชอบได้ การตัดสินคุณค่าเชิงตัวเลขอาจจะไม่สามารถบอกว่าดีหรือไม่ดีได้เสมอไป แต่ว่ามันอาจจะง่ายและชัดเจนกว่าการใช้อารมณ์วัด การประเมินผลเชิงคุณค่าจึงถูกหลงลืมไป คุณค่านั้นไม่สามารถมองที่มุมๆเดียว แต่ต้องมองทุกมุม มองให้รอบทิศทางเหมือนเวลาเรามองลูกกลมๆ 360 องศา การสอนให้เขารู้จักมองหลายๆมุม อาจจะทำให้เราเรียนรู้สิ่งใหม่จากพวกเขา มุมที่เราไม่เคยมองเห็นมันมาเลยชั่วชีวิต...

...ฉากสุดท้ายในหนังเป็นฉากที่ทรงพลังเหลือเกิน ฉากที่ลูกศิษย์แสดงคำอำลาต่อการจากไปของคุณครู Keating ครูผู้เป็นคนจุดประกายทางความคิดให้ลูกศิษย์ลุกขึ้นยืดหยัดเพื่อฝันของพวกเขา “คุณครูครับ เราจะสู้เพื่อฝัน” จึงเหมาะสมที่สุดแล้วสำหรับชื่อภาษาไทยของหนังเรื่องนี้ ผมบอกเพื่อนที่เป็นครูเสมอว่า พวกเขาเป็นเหมือนแม่พิมพ์ของเด็กๆ เป็นผู้สร้างอนาคตของเด็กทุกคน อย่าได้ท้อถอยหรือหวั่นไหวไปกับระบบหรือระเบียบของสังคมเลย หน้าที่ของพวกเขาคือสร้างอนาคตของชาติ และอนาคตของเด็กนักเรียนอยู่ในมือของคุณครูทุกคน แต่สิ่งหนึ่งที่ผมไม่สามารถทำได้คือส่งเสียงให้พ่อแม่และผู้ปกครองได้ยินว่าการปล่อยให้พวกเขาโดดเดี่ยวจากการเรียนรู้โดยมีโรงเรียนเป็นความหวังมันทำไม่ได้แล้วสำหรับสภาพสังคมปัจจุบัน อย่าปล่อยให้พวกเขาเดียวดายจากการเรียนรู้ หรือปิดกั้นพวกเขามากจนเกินไป เพราะพลังของการสร้างสรรค์นั้น มันเกิดจากโฮโมนของคนรุ่นนี้ทั้งนั้น สิ่งที่ท่านทำได้คือ “ปลดปล่อยให้พวกเขาฉกฉวยโอกาสแห่งการเรียนรู้ โดยไม่ปล่อยให้พวกเขาเดียวดาย” น่าจะเป็นวิถีที่ประนีประนอมที่สุดแล้วสำหรับระบบการเรียนรู้แบบใหม่...

...ขอมอบให้คุณครูทุกคนของผม และให้กำลังใจเพื่อนๆที่เป็นครูทุกคน...
รักและเคารพอย่างยิ่ง

-อั๋นน้อย-
blog อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง