วิชาการดอทคอม ptt logo

ฮิสทีเรีย

เรามักเข้าใจว่าฮิสทีเรียคือความต้องการทางเพศ ซึ่งที่จริงไม่ใช่ แล้วคืออะไร?
ผู้เขียน: ศานตาราม ชมแล้ว: 33,969 ครั้ง
post ครั้งแรก: Wed 6 February 2008, 12:24 pm ปรับปรุงล่าสุด: Sat 16 February 2008, 8:06 pm
อยู่ในส่วน: ไม่ได้ระบุว่าให้อยู่ห้องใด

หน้าที่ 1 - โรคฮิสทีเรีย

ฮิสทีเรียคืออะไร



 



สารบัญ



 



 



 



1.  ฮิสทีเรียในสายตาของคนทั่วไป



2.  ฮิสทีเรียกับนิมโฟมาเนีย



3.  ฮิสทีเรียกับความเชื่อทางเรื่องเพศ 



4.  ฮิสทีเรียกับความเชื่อในสมัยกรีกโบราณ       



5.  ฮิสทีเรียกับแนวคิดของซิกมันด์ ฟรอยด์



6.  ฮิสทีเรียคืออะไร



7.  ลักษณะอาการของฮิสทีเรีย



     Histrionic Personality Disorder



       Somatization Disorder



       Conversion Disorder



       Dissociative Disorder



8.   สาเหตุหลักของโรคฮิสทีเรีย



9.  การรักษาอาการฮิสทีเรีย






1.  ฮิสทีเรียในสายตาของคนทั่วไป



 



        เมื่อเอ่ยถึงคำว่าฮิสทีเรีย  คำที่คนมักคิดถึงก็คือ "เซ็กส์จัด" หรือ "ขาดผู้ชายไม่ได้" 



        ในความเข้าใจของคนส่วนใหญ่  ฮิสทีเรียคือโรคที่ผู้ป่วยมีความต้องการทางเพศสูงผิดปกติ  และแสดงออกถึงความต้องการทางเพศอย่างเปิดเผย  เมื่อเห็นผู้หญิงที่ทำตัวยั่วยวนผู้ชาย หรือดูมีความต้องการทางเพศสูงก็มักจะมองว่าเป็นฮิสทีเรีย  และเมื่อพูดถึงคนเป็นฮิสทีเรียก็จะคิดถึงผู้หญิงที่มีพฤติกรรมในลักษณะดังกล่าว



        ยิ่งเมื่อมีหนังสือ "หัวใจนี้...ไม่มีพอ"  ซึ่งเล่าเรื่องราวของผู้หญิงที่บอกว่าเป็นฮิสทีเรีย  โดย "หลิว" คือผู้หญิงที่มีความต้องการทางเพศสูง และมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายมากมาย รวมถึงพี่ชายแท้ๆ ของตัวเองด้วย  หนังสือเล่มนี้ทำให้ผู้อ่านมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไป  บ้างสงสารเห็นใจ บ้างสมน้ำหน้า และบ้างก็มองในแง่ลบ  แต่สิ่งหนึ่งก็คือ ยิ่งย้ำภาพของโรคฮิสทีเรียในสายตาคนว่าเป็นโรคที่มีความต้องการทางเพศมากกว่าปกติ



          อันที่จริงแล้ว พฤติกรรมที่ดูคล้ายยั่วยวนหรือเล่นหูเล่นตากับผู้ชายไม่เลือกหน้านั้นอาจเป็นเพียงกลุ่มอาการส่วนหนึ่งของฮิสทีเรีย  แต่หากเป็นในกรณีของฮิสทีเรียแล้ว พฤติกรรมดังกล่าวของผู้ป่วยจะเป็นการเรียกร้องความสนใจ อันสืบเนื่องมาจากภาวะของจิตใจมากกว่าเป็นการแสดงความต้องการทางเพศ



        ค่านิยมของสังคมไทยนั้น ผู้หญิงต้องรักนวลสงวนตัว  ผู้หญิงที่มีพฤติกรรมแสดงออกทางเพศมากจึงถูกมองว่าเป็นผู้หญิงไม่ดี  และเมื่อคำว่าฮิสทีเรียถูกเข้าใจว่าเป็นอาการที่มีความต้องการทางเพศสูง จึงถูกมองในแง่ลบไปด้วย






2. ฮิสทีเรียกับนิมโฟมาเนีย



 



        นิมโฟมาเนีย (Nymphomania) คืออาการที่คนมักเข้าใจว่าเป็นฮิสทีเรีย (Hysteria) ก็คือจริงๆ แล้วอาการที่มีความต้องการทางเพศสูงผิดปกตินั้นคือนิมโพมาเนีย ไม่ใช่ฮิสทีเรีย



        นิมโฟมาเนีย หรือ Nymphomania มาจากคำว่า Nympho หมายถึงผู้หญิงที่มีความต้องการทางเพศสูง และ Mania ที่หมายถึงความคลั่งไคล้ Nymphomania จึงหมายถึงผู้หญิงที่มีความต้องการหรือความคลั่งไคล้ในเรื่องเพศมากเกินปกติ



        นิมโฟมาเนียนั้นไม่เป็นที่รู้จักในสังคมไทยมากนัก  หรืออาจรู้จักลักษณะอาการ แต่ไม่รู้ว่าคือนิมโฟมาเนีย  มักเข้าใจกันว่าอาการของนิมโฟมาเนียนั้นคือฮิสทีเรีย



        นิมโฟมาเนียเป็นที่รู้จักกันมาตั้งแต่ศตวรรษที่ ๑๙  วงการแพทย์ในสมัยนั้นถือว่านิมโฟมาเนียเป็นโรคทางกายภาพ  แต่การแพทย์ในปัจจุบันถือว่าเป็นอาการป่วยทางจิต  ลักษณะอาการของนิมโฟมาเนียคือผู้ป่วยจะไม่สามารถที่จะระงับอารมณ์ทางเพศของตัวเอง  และมีความไม่สมบูรณ์ทางจิต ทำให้ต้องการการตอบสนองทางเพศอยู่ตลอดเวลา โดยไม่เลือกว่าจะเป็นใคร และไม่สนถึงผลที่จะเกิดตามมา  และถึงแม้จะได้รับการตอบสนองทางเพศหลายครั้งแล้ว ก็ยังเกิดความต้องการทางเพศขึ้นอีก



        สาเหตุของนิมโฟมาเนียนั้น อาจมาจากสาเหตุทางกายภาพ คือ ความผิดปกติของกลีบสมองในส่วนขมับ ซึ่งพบได้น้อยมาก หรืออาจมาจากการได้รับยาบางชนิดมากเกินไปหรือการใช้สารเสพติด



        ส่วนสาเหตุที่มาจากสภาพทางจิตนั้น อาจเกิดจากความผิดปกติทางอารมณ์ที่มีความต้องการทางเพศมากเกินไป  สภาวะซึมเศร้าที่ทำให้สารเคมีในสมองผิดปกติ  หรือการที่ได้เห็นคนมีเพศสัมพันธ์กันในวัยเด็ก



        อาการของโรคนี้สามารถพบในผู้ชายได้เช่นกัน เรียกว่า สไตเรียซิส (Satyriasis)  ซึ่งจะมีอาการคล้ายกับที่พบในผู้หญิง






3. ฮิสทีเรียกับความเชื่อทางเรื่องเพศ



 



        ถึงแม้ว่าคำว่าฮิสทีเรียในปัจจุบันจะใช้ถึงสภาวะทางจิตที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องของความต้องการทางเพศแต่อย่างใด  เป็นเพียงความเข้าใจผิดของคนที่สับสนระหว่างฮิสทีเรียกับนิมโฟมาเนีย  แต่อย่างไรก็ตาม แต่เดิมนั้น ก็เชื่อว่าอาการของฮิสทีเรียนั้น มีสาเหตุมาจากอารมณ์ทางเพศนั่นเอง



 



4. ฮิสทีเรียกับความเชื่อในสมัยกรีกโบราณ        



          ฮิสทีเรีย มาจากคำภาษากรีกว่า ฮิสทีรอน แปลว่า มดลูก  ในสมัยโบราณนั้นเชื่อกันว่า ฮิสทีเรียเกิดกับผู้หญิงเท่านั้น ไม่เกิดในผู้ชายเด็ดขาด เนื่องจากผู้ชายไม่มีมดลูก  ฮิปโปเครติสและการแพทย์ในสมัยกรีกโบราณเชื่อว่า ฮิสทีเรียเกิดจากการที่มดลูกมีอาการฝ่อเนื่องจากขาดการมีเพศสัมพันธ์ มดลูกจึงเคลื่อนตัวไปยังอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย  เชื่อว่าเมื่อมดลูกเคลื่อนไปที่คอหอย ก็จะทำให้สตรีมีความรู้สึกรักใคร่ หรือเมื่อเคลื่อนไปที่ม้ามก็ทำให้เกิดอารมณ์โกรธขึ้งหุนหัน เป็นต้น



          ฮิปโปเครติส ผู้เป็นแพทย์มีชื่อเสียงในสมัยนั้นเชื่อว่า การแต่งงานจะเป็นการบำบัดรักษาอาการฮิสทีเรียได้ดีที่สุด



 



5. ฮิสทีเรียกับแนวคิดของซิกมันด์ ฟรอยด์



        ซิกมันด์ ฟรอยด์ เชื่อว่าอาการเจ็บป่วยทางกายบางอย่าง เช่น เป็นอัมพาตที่แขนขา หรือเจ็บที่นิ้ว โดยหาสาเหตุไม่ได้ และไม่พบความผิดปกติจากการตรวจทางร่างกาย  เกิดจากการที่เก็บกดอารมณ์และความต้องการทางเพศไว้อย่างเข้มข้น  จนความเก็บกดนั้นย้อนกลับ (Convert) เข้าสู่ร่างกาย ส่งผลให้เกิดอาการทางร่างกายขึ้น



        ฟรอยด์ใช้คำว่า คอนเวอร์ชั่น ฮิสทีเรีย (Conversion Hysteria) ในปัจจุบันนี้ใช้คำว่า Conversion Disorder และไม่ได้ใช้วิเคราะห์ในอาการที่เชื่อมโยงกับเรื่องเพศ แต่เชื่อว่าอาการที่ปรากฏเป็นกลไกของร่างกายที่ป้องกันตนเองให้หลีกหนีจากสถานการณ์ที่ตึงเครียดและไม่อยากเผชิญ



 



6. ฮิสทีเรียคืออะไร



          ฮิสทีเรีย (Hysteria) คือโรคทางจิตเวชในกลุ่ม Somatoform Disorders ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายโรคทางกาย เช่น อาการปวดตามร่างกาย โดยในการตรวจโรคทางกายไม่พบความผิดปกติ



        Conversion Disorder หรือ Hysterical Neurosis, Conversion Type เป็นอีกอาการหนึ่งในกลุ่ม Somatoform Disorders โดยผู้ป่วยจะมีอาการที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาท เช่น แขนเป็นอัมพาต ตามองไม่เห็น พูดไม่ได้ แต่ก็ไม่พบความผิดปกติในระบบประสาท



        ฮิสทีเรียพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และมักพบในช่วงวัยรุ่นถึงวัยผู้ใหญ่ตอนต้น






7. ลักษณะอาการของฮิสทีเรีย



 



อาการของฮิสทีเรียแบ่งออกเป็นหลายลักษณะ ได้แก่



 



          Histrionic Personality Disorder



        หรือบุคลิกภาพแบบฮิสทีเรีย ผู้ที่มีอาการในกลุ่มนี้ จะมีลักษณะที่พยายามทำตัวโดดเด่น เรียกร้องความสนใจอยู่ตลอดเวลา  บุคลิกของคนกลุ่มนี้จะมีลีลาท่าทางการแสดงออกมากจนเหมือนเล่นละคร การแสดงอาการและอารมณ์ต่างๆ จะดูเกินจริง  จนดูเหมือนเสแสร้ง เจ้ามารยา  และการที่กิริยาท่าทางแสดงออกเพื่อดึงดูดความสนใจ จึงดูเหมือนเป็นการยั่วยวนเพศตรงข้าม  และคนจึงมักเข้าใจผิดว่าคนที่เป็นฮิสทีเรียนั้นมีความต้องการทางเพศสูง ต้องการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่เลือก



        ที่จริงแล้ว ผู้ที่มีบุคลิกภาพแบบฮิสทีเรียนั้น มีความเป็นเด็กสูง ชอบเรียกร้องความสนใจ จึงมีการแสดงออกที่มากมายเพื่อให้คนมาสนใจ  ผู้ป่วยมักจะรู้สึกขาดความมั่นใจและไม่สบายใจหากไม่ได้เป็นศูนย์รวมความสนใจ และบางครั้งก็อาจใช้วิธีข่มขู่เพื่อเรียกร้องความสนใจ



        สาเหตุที่ทำให้คนมีบุคลิกภาพแบบฮิสทีเรียมักมาจากการที่ขาดความรักในช่วงหนึ่งของชีวิต ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องการความรักมากที่สุด  จึงทำให้มีอาการโหยหาความรักอยู่ตลอดเวลา  และเมื่อมีความรักก็จะไม่รู้จักพอ  แต่ก็เป็นความต้องการในความรัก ไม่ใช่ด้านความใคร่อย่างที่เข้าใจกัน



          ผู้ป่วยที่มีบุคลิกภาพแบบฮิสทีเรียมักมีปัญหาในการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น  ในขณะที่บุคลิกภาพของผู้ป่วยอาจดูมีเสน่ห์ดึงดูดใจเมื่อแรกพบ แต่ความสัมพันธ์มักจะไม่ยั่งยืน เพียงไม่นานก่อนที่คนอื่นจะรู้ถึงการเรียกร้องความสนใจอยู่ตลอดเวลาและขาดความน่าเชื่อถือ  ดังนั้น ผู้ป่วยในกลุ่มนี้จึงมักไม่มีปัญหาในการทำงาน แต่จะมีปัญหาในด้านความสัมพันธ์กับผู้ร่วมงานหรือคนรอบข้าง



 



           Somatization Disorder



        ลักษณะสำคัญคือ ผู้ป่วยมีอาการทางกายหลายอย่างเรื้อรังติดต่อกันมาเป็นเวลานาน โดยเริ่มเป็นก่อนอายุ ๓๐ ปี อาการที่สำคัญคือ อาการปวดตามที่ต่างๆ ของร่างกาย เช่น ปวดศีรษะ ปวดท้อง ปวดหลัง ปวดข้อ ปวดตามแขนขา  อาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ แน่นท้อง อาเจียน ท้องเดิน อาการเกี่ยวกับระบบประสาท และอาการทางเพศ  โดยที่อาการเหล่านี้ไม่ใช่โรคทางกาย และไม่ได้มีความผิดปกติทางร่างกาย  นอกจากนี้จะมีอาการเกี่ยวกับระบบประสาทคล้ายกับ Conversion Disorder



        ลักษณะที่ผู้ป่วยเล่าอาการ มักฟังคลุมเครือ ไม่ชัดเจน หรือเกินจริง  ประวัติการเจ็บป่วยที่ฟังจากผู้ป่วยดูไม่น่าเชื่อถือ ต้องอาศัยประวัติการรักษาจากแพทย์ประกอบ  ผู้ป่วยมักมีอาการวิตกกังวลและซึมเศร้าด้วย และอาจมาพบแพทย์ด้วยเหตุผลดังกล่าว



        จากการตรวจวินิจฉัยโรคทางกายไม่พบความผิดปกติหรือการเจ็บป่วยใดๆ  จะสามารถวินิจฉัยว่าเป็น Somatization Disorder ได้จากอาการต่อไปนี้



        - ผู้ป่วยมีอาการทางกายหลายอย่าง เริ่มเป็นตั้งแต่ก่อนอายุ ๓๐ ปี และเป็นอาการเรื้อรังติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายปี



        - มีอาการปวดตามที่ต่างๆ ของร่างกายอย่างน้อย ๔ แห่ง



        - มีอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารอย่างน้อย ๒ อย่าง



        - มีอาการทางเพศอย่างน้อย ๑ อย่าง



        - มีอาการทางระบบประสาท คล้ายกับที่พบใน Conversion Disorder



        อาการที่มีมักสร้างปัญหาในการดำเนินชีวิตแก่ผู้ป่วย การรับประทานยาหลายชนิดทำให้เกิดผลข้างเคียง และผู้ป่วยมักพบแพทย์หรือเข้ารักษาในโรงพยาบาลอยู่บ่อยๆ



 



           Conversion Disorder



        หรือโรคประสาทฮิสทีเรียชนิดเปลี่ยนเป็นอาการทางร่างกาย เมื่อเกิดความเครียด ความหวาดกลัว หรือความขัดแย้งในจิตใจอย่างรุนแรง สภาวะดังกล่าวจะถูกเปลี่ยนเป็นอาการทางกาย คือจะเกิดความผิดปกติที่ระบบการเคลื่อนไหวหรือการรับรู้ เช่น เป็นอัมพาต กล้ามเนื้อไม่มีแรง มีอาการชาตามแขนขา พูดไม่ได้ ตามองไม่เห็น จมูกไม่ได้กลิ่น เสียการทรงตัว กล้ามเนื้อกระตุก ชัก เป็นต้น ซึ่งอาการเหล่านี้จากการตรวจไม่พบความผิดปกติทางร่างกายหรือทางระบบประสาทแต่อย่างใด



          อาการที่เกิดขึ้นมักเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น คนที่มีอาการแขนเป็นอัมพาตก็เป็นอัมพาตอย่างเดียว พูดไม่มีเสียงอย่างเดียว เป็นต้น และมักเกิดภายหลังความตึงเครียด ความผิดหวัง หรือความสูญเสียอย่างรุนแรง เช่น หลังสงคราม หรือการตายของบุคคลที่ตนรักมาก  หรือสภาพความขัดแย้งภายในจิตใจอย่างหนัก



        นอกจากนี้ อาการที่แสดงออกมาอาจเป็นสัญลักษณ์ของความขัดแย้งภายในจิตใจของผู้ป่วยด้วย เช่น มีความโกรธมาก จนนึกอยากทำร้ายผู้ที่ทำให้โกรธ แต่จิตใต้สำนึกก็ห้ามไม่ให้กระทำ จึงทำให้เกิดอาการอัมพาตที่แขน เนื่องจากความขัดแย้งในจิตใจ ระหว่างความรู้สึกโกรธจนอยากทำร้ายคู่กรณีอย่างรุนแรง กับสำนึกที่ห้ามไม่ให้ทำเช่นนั้น  ส่งผลออกมาเป็นอาการทางร่างกาย คืออาการอัมพาต



        หรือผู้ป่วยเกิดความโกรธแม่ของตนมากจนอยากจะด่าแม่ แต่ก็ขัดแย้งกับมโนธรรมในใจของตน จึงแสดงอาการออกมาเป็นไม่มีเสียง  หรือบางรายประสบกับเหตุการณ์ที่สะเทือนใจอย่างรุนแรง จึงมีอาการตามองไม่เห็นเพื่อจะได้ไม่ต้องเห็นเหตุการณ์ที่ทำให้สะเทือนใจอีก เป็นต้น



        อาการโรคประสาทฮิสทีเรียแบบ Conversion (Hysterical Neurosis, Conversion Type) หรือ Conversion Disorder นี้ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๑ และ ๒ พบว่ามีทหารเกิดอาการนี้จำนวนมาก โดยเฉพาะในแนวหน้าหรือหน่วยประจัญบาน เนื่องจากในสมรภูมิที่ต้องเผชิญกับความตายอยู่ตลอดเวลานั้น ทหารที่จิตใจไม่เข้มแข็งพอก็จะตกอยู่ในความเครียดอย่างหนัก จึงเกิดอาการฮิสทีเรีย เช่น อัมพาตที่ขา ขึ้น เพื่อสามารถหลบเลี่ยงจากภาวะเครียดจัดที่ต้องเผชิญได้โดยต้องไม่ถูกตำหนิ



        อาการฮิสทีเรียเป็นเหมือนกลไกมักเกิดขึ้นและทำให้ผู้ป่วยสามารถหลบจากภาระที่หนักหน่วงหรือสถานการณ์ที่ไม่อยากเผชิญได้โดยไม่ต้องเสียหน้า ไม่ถูกตำหนิ และมักทำให้ได้รับความเอาใจใส่ดูแลอย่างดีจากคนรอบข้าง  บางครั้งจึงถูกสงสัยว่าแกล้งทำ หรือถูกกล่าวหาว่าสำออย มารยา เสแสร้ง



        สิ่งสำคัญก็คือ คนที่มีอาการฮิสทีเรียนั้นไม่ได้แกล้งทำหรือตั้งใจให้เกิดอาการดังกล่าว และตัวผู้ป่วยเองก็ไม่รู้ว่าสาเหตุที่ทำให้ตนมีอาการนั้นมาจากภาวะทางจิต



        ที่สำคัญอีกอย่างในการที่จะระบุว่าอาการของผู้ป่วยคืออาการของฮิสทีเรียจริงๆ ก็คือ จะต้องแน่ใจว่าอาการที่เกิดขึ้นไม่ใช่อาการทางร่างกาย คือจากการตรวจร่างกาย ระบบประสาท ไม่พบความผิดปกติใดๆ



 



           Dissociative Disorder



           หรือโรคประสาทฮิสทีเรียชนิดความแตกแยกของบุคลิกภาพ คือผู้ป่วยมีความวิตกกังวลหรือความขัดแย้งในจิตใจมากจนทำให้บุคลิกภาพเปลี่ยนไปชั่วขณะ หรือสูญเสียความทรงจำในเรื่องที่กระทบกระเทือนจิตใจมากจนไม่ต้องการรับรู้



     &nbs




*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา






จำไว้ตลอด






ศานตาราม
(วิภาดา กิตติโกวิท)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 1,910 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 7 ปี
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 150 ดวง

โหวตเพิ่มดาว

Blog อื่น ๆ ของผู้เขียน