วิชาการดอทคอม ptt logo

ความเข้าใจผิดเรื่อง

ผมพบเรื่องนี้เมื่อปีพศ.๒๕๒๙ แต่ตอนนั้นอาวุโสยังไม่สูงพอ เฝ้ารีรอจนถึงปีนี้ แต่ผมก็ไม่ได้เฉยอยู่ ตะลุยอ่านหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้แทบจะทุกวัน
ผู้เขียน: สร้างโดย: vanchana - อนุญาติให้: แก้ไขได้โดยสมาชิกทุกคน ชมแล้ว: 34,713 ครั้ง
post ครั้งแรก: Mon 10 March 2008, 11:59 am ปรับปรุงล่าสุด: Mon 30 November 2009, 9:02 am
อยู่ในส่วน: ไม่ได้ระบุว่าให้อยู่ห้องใด

หน้าที่ 2 - สอนอ่านไทยแบบ

การสอนอ่านหนังสือไทยแบบ"แจกลูก"เปรียบเสมือนการป้อนอาหารให้เด็ก อาหารอาจมีทั้งของคาว ของหวาน และน้ำดื่ม อาหารหลักของคนไทยแต่เดิมมา คือข้าวและปลา จึงมีคำพังเพยมากคำ ในภาษาไทย เช่น ในน้ำมีปลาในนามีข้าว กินข้าวกินปลา มีเรื่องเล่าว่า ชาวบ้านใช้ชนางดักปลาไว้และถูกคนจีนซึ่งอพยพเข้ามาอยู่เมืองไทยใหม่ๆ มีคำเรียกหาว่าเป็นจีนใหม่ จีนใหม่ไปพบปลาติดชนางอยู่ก็ปลดเอาไป เจ้าของชนางรู้เข้าก็ไปแจ้งพลตระเวนจับ เมื่อมาถึงโรงพัก ก็เริ่มสอบสวน ผู้สอบสวนหยิบกระดาษบันทึกตั้งท่าจด ถามชื่อแซ่ อายุ แล้วจดเรื่อยไป ระหว่างซักถามก็ชวนคุยเรื่องนั้นบ้างเรื่องนี้บ้าง จนกระทั่งไล่เลียงมาถึงอาชีพซึ่งมีอยู่ในแบบฟอร์มหรือไม่ผมก็ไม่ทราบ ก็เอ่ยถามผู้ต้องหาว่า ทำอะไร จีนใหม่เข้าใจว่าถามถึงทรัพย์ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ลัก เมื่อตัวเองสารภาพไปแล้วจึงตอบฉาดฉานว่า อั๊วก็ต้มมั่งทอดมั่ง พลตระเวนว่า ไม่ใช่ ที่ถามนี่หมายความว่า ลื้อทำอะไรกิน จีนใหม่ก็ว่า วันไหนอารมณ์ดี มีเวลามากอั๊วก็แกงกิน ซึ่งถ้าจะไม่ให้เกิดการเข้าใจผิดในคำถามพลตระเวนควรถามว่า ลื้อทำมาหากินอะไร (ปัญหาการใช้ภาษาไทยเรื่อง"พูด"ทำให้เกิดความสับสนแก่ผู้ฟัง เป็นเพราะเราไม่มีไวยากรณ์แบบภาษาของชาติอื่นๆ แต่ท่านผู้รู้บางท่านว่า ภาษาลำดับคำของไทย ก็ถือว่าเป็นไวยากรณ์รูปแบบหนึ่ง และคนรุ่นก่อนก็มีคำเตือนหรือข้อควรระวังไว้แล้ว เช่น พูดให้หมดเปลือก และ พูดไม่หมดเปลือก นี่กล่าวสำหรับคำพูด ส่วนในภาษาตัวเขียนก็มีคำเตือนว่า เขียนยุ่งเหมือนยุงตีกัน ลายมืออย่างกับไก่เขี่ย ในเรื่องการพูดให้รู้เรื่องนั้น ท่านพลตรีมรว.คึกฤทธิ์ ปราโมชอดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งผมจะพูดถึงท่านในฐานะนักปราชญ์แห่งประเทศไทย ท่านเขียนชมนายใหญ่ ศวิตชาติอดีตสส.ในหน้า ๕ ของนสพ.สยามรัฐรายวัน ว่าเป็นคนพูดดีมากคนหนึ่ง)เขาว่าเรื่องนี้เมื่อขึ้นศาลเป็นเรื่องราวใหญ่โตทีเดียว ถึงกับต้องมีการตั้งเป็นศาลกงศุลขึ้นในเวลาต่อมาของสมัยนั้น ซึ่งชาวต่างชาติยังมีสิทธิสภาพนอกอาณาเขตอยู่(แสงทองเขียนให้อ่าน สนุกดีไปหาอ่านครับเป็นเรื่องของการตัดสินคดี ชโนงชนางดักไว้กลางนา ติดกุ้งติดปลาใครลักพาไปกิน ต้องปรับไหมทรัพย์สิน....)
เรื่องจีนใหม่ยังมีเป็นเรื่องเล่า อยากบันทึกไว้กันสูญหายไม่มีเจตนาดูแคลนใคร จีนเก่าพาจีนใหม่ไปชมโขนกลางแปลง ที่สำหรับนั่งชมทำเป็นอัฒจันทร์ สูงขึ้นไปเป็นชั้นๆ จีนใหม่กับจีนเก่านั่งดูเคียงกันอยู่ที่ชั้นอัฒจันทร์ตอนล่าง เหนือขึ้นไปมีหญิงแม่ลูกอ่อนนั่งดูโขนและให้นมลูกไปพลางๆ ขณะที่การแสดงในฉากเป็นตอนที่ทศกรรฐ์ทรงราชรถออกมาชมสวน บังเอิญว่าเด็กน้อยซึ่งกำลังดูดนมแม่เกิดท้องเสียก็ปล่อยอุจจาระออกมาพรูดๆ "ไอ๋หยา ใคคี้รก" จีนใหม่ร้องลั่นเพราะหลังของแกถูกอุจจาระของเด็กราดรดเปรอะเปื้อนทั้งแผ่นหลัง "ขี่รถก็ทศกรรฐ์" จีนเก่าอธิบายอย่างผู้รู้ "ม่ายช่ายคี้รกหลัง" จีนใหม่ยังโวยต่อไป "ขี่รถหลัง อ๋อนางมณโฑ"  ภาษาไทยเป็นภาษาคำโดดพูดเป็นคำๆ คำหลายๆคำเมื่อนำมารวมกันก็เป็นความ เช่น พูดจาไม่เห็นได้ความ แต่ในวรรณคดีประเภทกลอนบทละคร จบบทหนึ่งๆมีคำห้อยท้ายว่า ๘ คำ บ้าง ๑๒ คำบ้าง ยังไม่ได้ค้นคว้า เลยไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร
ผมตีความเรื่องแจกลูกไว้หลายตอนกระจัดกระจายกันอยู่ตามหน้าบล๊อกวิชาการ ก็ลองดูตอนท้ายๆ หรือข้างๆบทความนี้(ตอนบน)อาจจะมีหน้าสืบค้น ก็ลองอ่านดูครับ การอ้างถึงสอนอ่านหนังสือไทยแบบแจกลูกดีอย่างไร ถ้าจะพูดเอาตามความรู้สึกเป็นเกณฑ์เห็นจะไม่ได้ เพราะธรรมชาติของคนก็นานาจิตตังอยู่แล้ว คำว่า"นานา"ต้องเขียนอย่างนี้เสมอจะใช้ไม้ยมกแทนเป็น"นาๆ"ไม่ได้ หลวงสำเร็จวรรณกิจครูภาษาไทยท่านให้เหตุผลไว้ เชื่อท่านเถิดท่านเป็นอดีตครูใหญ่โรงเรียนเทพศิรินทร์ ผมเคยอ่านพบนานแล้ว
(คำแนะนำของผมแม้จะขัดกับหลักกาลามสูตร แต่เมื่อเป็นเรื่องของบัญญัติชนิดที่เรียกว่า"สมมุติบัญญัติ"ก็ต้องเชื่อกันบ้าง เพราะเป็นความอยู่ร่วม การอยู่รอดของสังคม มิฉะนั้นบ้านเมืองคงวุ่นวายไม่รู้จบแน่ เหมือนเหตุการณ์บ้านเมืองของเราในขณะนี้ เพราะต่างคนต่างไม่ยอมรับบัญญัติที่สมมุติกันไว้ สมมุติแปลโดยตรงก็ว่าลงมติร่วมกัน ดังนั้นเมื่อต่างคนรวมตัวกันได้ จากคนก็เป็นคณะหรือเป็นฝ่าย ขั้นตอนต่อไป หาพวกสนับสนุน ถ้าหยั่งดูท่าทีแล้วเห็นจะสู้ไม่ได้แล้ว ก็อาจพัฒนาเป็น ชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้ารัฐ จะใช้เพียงเข้า"บ้าน"ก็ดูแคบไป เพราะยุคโลกาภิวัตน์ มันไร้พรมแดนแล้วหละครับ")
นับเป็นความโชคดีของผมที่เข้ามาทำงานในหอสมุดแห่งชาติ แต่ตอนแรกที่ได้ผ่านการสอบบรรจุเข้ามา พวกเรามีทั้งหมดรวม ๙ คน คนได้ที่ ๑ ได้รับการบรรจุเป็นเจ้าหน้าที่ กองจดหมายเหตุแห่งชาติ ซึ่งก็คือหอจดหมายเหตุแห่งชาติขณะนี้ อีก ๘ คนรวมทั้งผมก็ถูกบรรจุเข้าอยู่ในกองหอสมุดแห่งชาติ บางคนไปอยู่งานรับส่งลงทะเบียนหนังสือ บางคนรวมทั้งผมถูกส่งไปอยู่ที่งานจัดหมู่หนังสือ ที่เหลือไปอยู่งานบริการหนังสือ อันที่จริงก่อนแยกย้ายกันไป ก็มีการอบรมปฐมนิเทศกันก่อนโดยหัวหน้างานต่างๆเข้ามาทำหน้าที่อบรม ชะรอยผมตอบคำถามอาจารย์สุภาพันธ์ สุนทรมณีหัวหน้างานบริการตอบคำถามไปในลักษณะที่ท่านอาจคิดว่ากวนประสาทท่านเลยไม่เลือกผมให้ทำหน้าที่บริการประชาชน อัปเปหิผมไปอยู่งานจัดหมู่
แต่คงเป็นเพราะฟ้ามีตา บังเอิญว่าผู้สอบติดในคราวเดียวกันนี้ ท่านเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์การทูตท่านเกรงว่างานในหน้าที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาของท่าน ท่านตัดสินใจลาออกทันที อาจารย์ไข่มุกด์มิลินทรเลข หัวหน้างานบริการจึงมาดึงตัวผมไปทดแทน และผมก็ไม่ทำให้ใครๆผิดหวังเพราะอาจารย์ทั้งสองต่างชื่นชมสะดุดีผมไม่เว้นว่าง อาจารย์สุภาพันธ์เสนอให้ผมได้สองขั้นจนทำให้ผมต้องขอถอนตัว อ้อลืมบอกเล่า คำถามที่ท่านอาจารย์ถามตอนปฐมนิเทศก็คือ ถ้าท่านเป็นเจ้าหน้าที่บริการตอบคำถามท่านจะตอบคำถามอย่างไร ผมตอบว่า ก็ต้องแล้วแต่คำถามครับ
ที่ผมว่าโชคดีเพราะผมมีโอกาสได้พบปะบรรดาครูบาอาจารย์ที่เกษียณอายุท่านมาอ่านหนังสือที่หอสมุดฯกันมากหน้าหลายตา ผมมักเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากท่านเหล่านั้นด้วยถือคติว่า คุยกับปราชญ์ หนึ่งวันดีกว่าอ่านหนังสือ ๑๐๐๐พันเล่ม
อาจารย์ชวนสุทธิรักษ์ท่านเป็นอดีตครูใหญ่ประจำจังหวัดหลายแห่ง แห่งสุดท้ายคือโรงเรียนประจำจังหวัดเลย ด้วยบารมีของท่านสามารถช่วยบุตรชายให้ได้รับเลือกเป็นสมาชิกผู้แทนราษฎรก็ครั้งหนึ่ง ท่านมักมาพูดคุยกับผมเป็นประจำ พอผมบอกว่าลูกชายคนแรกของผมกำลังสอนพูด ท่านก็ว่า เขียนคำใส่กระดาษเป็นคำแล้วสอนให้แกอ่านซิ นี่เป็นการบอกใบ้ว่าการสอนอ่านหนังสือที่ถูกต้องคือการสอนอ่านเป็นคำนั่นเอง
ผมมีข้อเสียเวลาพูดก็บ้าน้ำลาย เวลาเขียนก็ออกนอกเรื่อง สำหรับเรื่องนานา ก็ขอเอามาบอกเพราะเห็นมีพิมพ์ผิดในหน้าหนังสือต่างๆไม่เว้นแม้แต่หน้าหนังสือพิมพ์ คำว่าหนังสือพิมพ์นี่ก็น่าจะนิยามกันใหม่ได้แล้ว ไม่ควรให้จำกัดว่าเป็นหนังสือที่เสนอข่าวประเภทสื่อมวลชนหรือต่อมวลชน เพราะยุคนี้ขึ้นชื่อว่าหนังสือก็ใช้กรรมวิธีการผลิตด้วยอุปกรณ์การพิมพ์ทั้งนั้น แม้จะมีหนังสือประเภททำมือที่ แนะนำกัน ก็น้อยนักที่จะเป็นลายมือเขียนเองไปจนจบกระบวนการผลิต เพราะท้ายที่สุดก็ต้องเป็นการพิมพ์อยู่ดี เมื่อยุคที่มีการพิมพ์ในประเทศไทยใหม่ๆ เจ้าของกิจการงานพิมพ์เป็นฝรั่งผู้เผยแพร่ศาสนาคริสต์ มักอ้างคุณวิเศษของพระเจ้า มีเรื่องเล่าว่าเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ท่านโต้แย้งกับฝรั่งเรื่องศาสนาจนฝรั่งเถียงไม่ขึ้น ท่านเจ้าพระยาฯแต่งหนังสือแสดงกิจจานุกิตย์ สอนคนไทยหลายเรื่อง เน้นวิทยาการ ตำหนิเรื่องประโลมโลกย์ ผมอ่านเรื่องของท่านแล้วรู้สึกชื่นชมในแนวความคิดของท่านมาก เขาว่าท่านไปจ้างโรงพิมพ์ฝรั่งให้พิมพ์ผลงานนี้ ฝรั่งปฏิเสธไม่รับพิมพ์ ท่านจึงเขียนคัดด้วยลายมือและลงทุนสั่งเครื่องพิมพ์หินเข้ามาพิมพ์เองเลยนับว่าท่านเป็นนักอุดมคติคนหนึ่ง แต่เพื่อแสดงถึงความยุติธรรมของโลกว่ามีอยู่จริง แม้ผมจะชื่นชมท่านเจ้าพระยาทิพากรฯมากสักเพียงไหน ผมจำเป็นต้องต่อว่าท่านบ้างเหมือนกัน เหตุเพราะท่านยกย่องสะดุดีหนังสือ ประถม ก กา เอาไว้ในหนังสือของท่านด้วยน่ะครับ
ท่านผู้อ่านอาจนึกรำคาญและตำหนิผมว่า มีอคติกับประถม ก กา มีเหตุขุ่นข้องหมองใจอะไรกันนักหนา เพราะเพียงแต่กาพย์ยานี ๑๑ซึ่งแจกแม่ ก กา ที่ว่า"แม่ไก่ในตะกร้า ไข่ไข่มา สี่ห้าใบ...."บทเดียวนี้ก็สามารถตรึงใจคนไทยทั้งมวลได้แล้ว
ก็นี่แหละครับคำที่ว่า"กลอนพาไป" มันกลบฝังปิดบังความมีเหตุผลของคนไทยอย่างสิ้นเชิง ไม่ส่งเสริมให้คนไทยใช้เหตุใช้ผลในการพิจารณาเรื่องความถูกต้อง แต่ยึดเอาความถูกใจเป็นใหญ่ตามหลัก มโนปัพพังคมาฯ เมื่อช่วงที่เพลงสาวโรงงานฉันทนากำลังดัง คำขึ้นต้นว่า ปิดไฟใส่กลอนจะเข้ามุ้งนอนนึกถึงใบหน้า นั่งเขียนจดหมายจะส่งให้ไปโรงงานทอผ้าถึงคนชื่อฉันทนา...หรือเพลงคลองบางกอกน้อยที่ว่า โถเจ้าว่ายน้ำไม่เป็นยังลงว่ายเล่นเพียงเห็นชื่นเย็นนิดหน่อย.... ท้ายสุดจมน้ำตาย แสดงว่า เนื้อเพลงแต่งเอามันเข้าว่าให้ได้รสให้ได้อารมณ์ แต่ไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงซึ่งเป็นตรรกะ ก็ลองวิจารณ์กันบ้าง มีเพลงหนึ่งให้รสทางวรรณคดีเข้าขั้นสุนทรียรสทีเดียว ซึ่งก็เป็นไปตามสุนทรียศาสตร์ฝ่ายสันสกฤตของพราหมณ์อันว่าด้วย"มนตราแห่งเสียง"แต่พระพุทธเจ้าไม่สรรเสริญ วิพากย์ว่า"อิตถี สัทโท"ร้ายนัก เสียงเว้าวอนของอิสตรีเป็นสัตรูของพรหมจรรย์ ท่านจึงวางหลักว่าภิกษุห้ามอยู่สองต่อสองกับสตรีในที่รโหฐาน ก็มีบางคนตะแบงว่าไม่น่าห้าม เพราะสองต่อสอง นับได้ถึงสี่คนเข้าไปแล้ว นี่ก็เป็นความดิ้นได้ของภาษารูปแบบหนึ่ง แต่หลักการของพุทธศาสนาเป็นหลักวิชาการที่ว่าด้วยเหตุผลจึงยากที่จะนำมาวิจารณ์ร่วมกันกับอารมณ์ของปุถุชนทั่วๆไป
ผมจึงมักออกความเห็นไว้ในที่ต่างๆว่า เรามีการใช้วิจารณญาณในเรื่องนานาสาระในลักษณะผิดฝาผิดตัวอยู่เสมอๆสาระจึงเป็นไร้สาระไปทันที นั่นคือ เอาทางโลกมามั่วกับทางธรรม เอาธรรมะมาแก้ปัญหาทางโลก แสดงว่าไม่เข้าใจโจทย์ เฮ้อ ไม่อยากเพ้อเจ้อต่อแล้ว กลับเข้าเรื่องเดิมดีไหม ลองดูเนื้อเพลงที่ผมอ้างถึงครับ"ทะเลงามยามดึกดื่นเมื่อคลื่นหลับแสงเดือนจับแจ่มนภาเวหาหาว พายเรือน้อยเคลื่อนคล้อยกลางแสงดาว พร่างน้ำพราวดุจเรือนเพชรเก็จมณี ดูซิดูใครสอนให้นอนหนุนตัก ซุกซนนักไม่กลัวน้องจะหมองศรี หนุนตักหนักจิตดรรชนี..."เพราะเมื่อว่ากันตามหลักดาราศาสตร์ มันขัดแย้งกัน เพราะเมื่อใดที่มีเดือนเพ็ญแสงเย็นอร่าม เมื่อนั้นย่อมไม่เห็นแสงดาว เขาว่ามันข่มกัน เหมือนหิ่งห้อยหรือจะแข่งกับแสงจันทร์ทำนองนั้นแหละ
เมื่อเขียนเรื่องแจกลูก ขอให้นึกถึง"คำ"เพราะ"ลูก"ที่พูดถึงกันในวิชาภาษาไทย สำหรับใช้อธิบายเรื่องภาษาไทย หมายถึงคำไทยที่ถูกสร้างไว้สำเร็จแล้ว ตามหลัก"วิธีอักษรไทย"ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานมีคำ"ลูกคำ"ใช้ ดังนั้นถ้าหากเราจะใช้ความคิดพินิจพิจารณากันสักหน่อยว่า วิธีการแจกลูกซึ่งท่านโบราณาจารย์ท่านทำขึ้นเพื่ออะไร หรือทำขึ้นไว้ทำไม ถ้ามิใช่ว่า เพื่อให้เกิดการสอนอ่านไทยด้วย"วิธีแจกลูก"นั่นต่างหากหรือ  และมันก็คือการสอนอ่านเป็น "คำ" ถ้าจะมีคำถามว่า ทำไมจึงต้องมีการสอนให้อ่านเป็นคำๆ ก็เพื่อหลีกเลี่ยงการสอนอ่านแบบสะกดคำ อันจะทำให้เกิดความสับสนระหว่างการสอน ทั้งนี้ก็เนื่องจากเหตุเพราะ การจัดวางรูปสระในสิ่งที่จะเกิดขึ้นภายหลังของการอักษร แล้วเกิดเป็น"คำ"ขึ้น นั่นคือ มีสระวางข้างหน้า มีสระวางข้างบน มีสระวางข้างหลัง มีสระวางข้างล่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือ สองอย่างก็ได้ แต่ทว่าการเปล่งเสียงออกจากปากฃองคน แต่ละครั้ง ก็เปล่งได้ แต่ละคำ เท่านั้น จึงเกิดเป็นปัญหาว่าจะออกเสียงเรียกชื่อพยัญชนะก่อนในขณะสอนอ่าน กรณีที่พยัญชนะอยู่ข้างหน้า หรือจะออกเสียงเรียกสระก่อนตามที่ตั้งชื่อเรียกให้ไว้ในกรณีสระถูกวางไว้ข้างหน้า(ก่อนมีการกำหนดใช้ "อ"เป็นทุ่นให้สระเกาะ) ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงเรื่องดังกล่าวนี้ การสอนอ่านจึงให้สอนเป็นคำ ซึ่งถือว่าดีที่สุด และควรทำให้เหมือนกับการป้อนข้าวเด็กเป็นอย่างยิ่งนั่นเอง คำว่า"อักษร"นี้ก็เช่นกันเคยมีความหมายซึ่งเป็นทั้งนาม และกริยา แต่ต่อมาเมื่อมีการนำคำว่า"อักขรวิธี"แบบบาลีของบาลีเข้ามาใช้ คำ"อักษร" จึงถูกลดทอนความสำคัญของความหมายเชิงกริยาไปเสีย
นี่ก็เป็นความสับสนอย่างหนึ่งของการเรียนรู้ภาษาตัวเขียนของไทยในสมัยต่อมา และคำว่า"สมัยต่อมา"นั้นจึงเป็นการหมักหมมทับถมของปัญหาต่างๆของสังคมไทย และกลายเป็นปัญหาตกค้างหรือปัญหา"ค้างเก่า"ตามคำกล่าวของมล.สมชาย จักรพันธ์ท่านอธิบดีกรมสุขภาพจิต ท่านว่ามันย้อนกลับมาเป็นสาเหตุปัจจุบัน เป็นแรงหนุน เป็นแรงจูงใจให้ผู้คนตัดสินใจทำอะไรลงไปอย่างหุนหันพลันแล่นฉับพลันทันทีในแบบที่ว่าขาดการยั้งหยุดคิด
ถ้าอาศัยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์อ้าง ก็ต้องว่าเป็นพลังงานศักย์นั่นเอง ไหนๆอ้างวิทยาศาสตร์แล้วน่าจะอ้างถึง กลุ่มนักจิตวิทยากลุ่มหนึ่งคือ"กลุ่มเกสตัลท์" ซึ่งทุกท่านในกลุ่มนี้ ล้วนมีส่วนสนับสนุนการสอนอ่านหนังสือเป็น"คำ"ด้วยกันทั้งสิ้น อาจมีบางท่านสงสัยว่า นักจิตวิทยาเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้วยหรือ "หรือ"หรือเปล่า ขอตอบว่าปัจจุบันถูกจัดสรรกันใหม่ สงเคราะห์ให้เป็นนักวิทยาศาสตร์แล้วครับ นับตั้งแต่พ.ศ.๒๔๒๒ท่านวิลเฮล์ม วู้นด์(ชาวเยอรมัน)ตั้งห้องปฏิบัติการขึ้นที่เมืองไลป์ซิก มีการตั้งสมมุติฐาน จดสถิติ ทำการทดสอบทดลองแล้วเสร็จ จนทำให้เป็นที่น่าเชื่อถือได้สำเร็จ สำหรับในกลุ่มเกสตัลท์ มี แมกซ์ เวอร์ทไทม์เมอร์ เคิร์ท คอฟฟ์ก้า และ วูลฟแกง โคห์เล่อร์ท่านทั้งสามอธิบายหลักการว่า สิ่งที่เกิด เห็นประจักษ์ต่อหน้าต่อตา เป็นยิ่งกว่าส่วนรวมตามหลักคณิตศาสตร์ที่ว่า เป็นผลบวกหรือผลรวมของส่วนย่อย  ท่านชี้ให้เห็นวิธีการ การทำงานของไฟวิ่งตามป้ายหรือแผงไฟโฆษณา ว่าแท้จริงแล้วไฟไม่ได้วิ่งไปไหน เป็นแต่เพียงการเปิดไฟปิดไฟ สลับกันเท่านั้นเอง
ดังนั้นการปรากฏการณ์นี้ ไม่สามารถอธิบายแบบแยกส่วนได้ แต่เป็นการรับรู้ทุกอย่างพร้อมเพรียงกันทั้งหมด เป็นการรับรู้ของจิต นั่นคือมิใช่การผสมผสานส่วนต่างๆเข้าด้วยกัน แต่ต้องให้ความสนใจไปถึงสิ่งอื่นๆ เช่น ประสาทสัมผัสทำงานร่วมกันอย่างไร จึงเกิดการรับรู้ที่มีความหมายขึ้นได้ 
มีข้อสงสัยเกิดขึ้นสำหรับเรา ซึ่งเป็นคนไทยแน่ๆ เพราะระหว่างชาวตะวันตกกับชาวตะวันออก เรายังมีความเชื่ออยู่ว่า เขากับเราเชื่อในเรื่องของสมองกับจิตไม่เหมือนกัน ชาวตะวันตกกล่าวว่าส่วนสำคัญของชีวิตคือสมอง สมองแบ่งเป็นสองซีก สมองซีกซ้ายรับเอาส่วนย่อยของจินตภาพเข้าไว้ แล้วนำเอามาจัดกระทำด้วยกิจกรรมทางปัญญา เช่น สร้างคำ ผวนคำ และวิเคราะห์คำได้  สมองซีกขวาจะเกี่ยวข้องกับจินตภาพในลักษณะรวม แต่ไม่เกี่ยวกับการจัดเปลี่ยนลำดับของแต่ละส่วนในจินตภาพ และเป็นสมองส่วนที่มองเห็นตระหนักได้แต่ละด้าน แทนที่จะมองย้อนกลับไปกลับมาในลักษณะไตร่ตรอง อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ที่สำคัญสมองซีกขวาสร้างภาษาเองไม่ได้ เมื่อได้ยินคำจากภายนอก ทำได้เพียงแต่บอกตนเองว่าคำๆนั้น ตรงกับภาพที่เห็นหรือไม่เท่านั้น ไม่อาจพูดคำนั้นออกมาได้ แต่เปรียบเทียบคำได้ อุปมาอุปไมยคำได้
ส่วนคนทางตะวันออกเชื่อว่าจิตเป็นนายกายเป็นบ่าว ทีนี้เมื่อกลุ่มเกสตัลท์ให้ความสำคัญเรื่องการรับรู้ของจิตขึ้นมา ก็ทำให้จิตวิทยาการเรียนรู้เปลี่ยนแปลงไปจากเหตุผลเดิมๆที่มีผู้วางทฤษฎีไว้(ซึ่งนั่นเป็นการสอนพูด แต่ก็ถูกนำมาใช้สำหรับสอนการอ่าน และถ้าว่าไปแล้วปรมาจารย์ของไทยรู้เรื่องนี้มาตั้งแต่เริ่มทำตำราสอนอ่านหนังสือไทยเป็นครั้งแรก แต่ด้วยอิทธิพลของการศึกษาที่ถูกนำเข้ามาจากตะวันตก"กฤษฎาภินิหาร"นี้จึงถูกบดบังเสียสิ้น) ความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้หมายถึงการปรับเปลี่ยนการสอนที่ทำงานแบบกลไก(Mechanism)คือ รู้ เข้าใจ และ ทักษะ เปลี่ยนเป็นการทำงานแบบปฏิกริยาเคมี ยีน และต่อมไร้ท่อ มีกระทบรู้(ผัสสะ)รับรู้ ตีความ ประเมินค่า ทั้งหมดเรียกว่าความประจักษ์ทางสื่อสัมผัส(Empirical) โดยใช้สื่อ(นาม) เป็นเครื่องนำไป(กริยา)นำไปซึ่ง(กรรม)ข้อเท็จจริง ความรู้ ความต้องการ คำสอน คำแนะนำ แรงกระตุ้น แรงจูงใจ โชคลาภ ทุกข์ร้อน(สื่อบางชนิดนำไปได้)มี ๕ ประเภท ๑.สื่อธรรมชาติสื่อสามัญ คลื่นแสง คลื่นเสียง ๒.สื่อบุคคลหรือสื่อมนุษย์ ฝากบอก พ่อสื่อแม่สื่อ คนนำสาร พลลาดตระเวน กองสอดแนม ม้าใช้ม้าเร็ว คนเป็นตัวแพร่ข่าวลือ ทูต ผู้สื่อข่าว ๓.สื่อเฉพาะกิจ จารึก ผู้ประกาศ จดหมาย ป้ายชื่อ ถนน-สถานที่ นิทรรศการ การประชุม การจัดงานประจำปี งานเทศน์มหาชาติ การจัดงานคืนสู่เหย้า ๔.สื่อสิ่งพิมพ์ หนังสือเล่ม หนังสือพิมพ์ วารสาร นิตยสาร แผ่นปลิว แผ่นพับ ใบประกาศแจ้งความ ๕.สื่ออิเล็กทรอนิก สิ่งที่สื่อนำไปคือ สาร หมายถึงเรื่องที่มีความหมาย ซึ่งมนุษย์สามารถรับรู้ได้จากแหล่งข้อมูลต่างๆ ในที่นี้เน้นเรื่องระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ โดยอาศัยสื่อประเภทใดๆนำไป ก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่คนสนใจ อยากรู้อยากเห็น สารมี ๓ ประเภท ๑.ข้อเท็จจริงเป็นกายภาพของสิ่งแวดล้อม ๒.ข้อคิดเห็นหรือทัศนะเป็นปรากฏการณ์ทางสมองและจิตใจซึ่งพิสูจน์ยาก ๓.ความรู้สึกเป็นเรื่องกว้างขวางมาก มีหลายลักษณะ ดีใจ เสียใจ น้อยใจ สลดใจ เศร้าใจ กังวลใจ ภูมิใจ แคลงใจ สังเวช หวงแหน ตื่นเต้น ลิงโลด อยากได้อยากดี อยากมีอยากเป็นฯลฯ
เมื่อสิ่งที่เป็น"อุปกรณ์"มีมากมาย จนสุดคณานับถึงปานฉะนี้ การเรียนอ่านไทยตามแบบอย่างวิธีเดิมๆ(ซึ่งเป็นการถูกดัดแปลงใหม่โดยฝรั่งต่างชาติ ที่เข้ามาเมืองไทยตอนยุคต้นรัตนโกสินทร์)ต้องเป็นอุปสรรคขัดขวางและกางกั้น การเรียนรู้ของอนุชนจนสุดพรรณนาแน่นอน"
(อย่าลืมว่าอุปกรณ์กับอุปสรรคมันเป็นปัจจยาการแก่กัน เป็นเหตุเป็นผลแก่กัน คงเหมือนศิลปะกับอนาจารนั้นแล)
แต่ท่านอย่าตกใจ ถ้าคิดว่ายังไงๆลูกหลานของท่านก็ต้องพร้อมยอมรับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพราะจำต้องอยู่เคียงคู่กันไปกับความเป็นโลกาภิวัตน์ของยุคแห่งปัจจุบันสมัยอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงหลบ
ท่านต้องเตรียมตัวพวกเขาให้พร้อม เพื่อพบกับเหตุการณ์และสถานการณ์ต่างๆ ด้วยการเผชิญหน้าอย่างกล้าหาญ ตามหลักธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือ"เวสารัชกรณียธรรม"
คลิกเข้าไปดูวิธีการที่ว่านี้ http://vanchana-vanchana.blogspot.com ซึ่งอยู่ตอนท้ายๆของบล๊อก จะอธิบายถึงหลักการของการอ่านหนังสือไทยแบบ"แจกลูก"ที่ถูกต้อง ชนิดที่เรียกว่า"นี่คือการสอนอ่านเป็น"คำ"ของหนังสือไทยอันแท้จริง"
ซึ่งถ้าหากว่า"จินดามณี"ฉบับที่แท้จริง ได้มีการจัดทำไว้จริง(อีกทั้งศรีปราชญ์ไม่ได้นำติดตัวไปเมืองนครศรีธรรมราชด้วย ตามการเดาของผม) และหากไม่ถูกทำลายจนไม่เหลือเศษซาก เพราะการเผาผลาญด้วยเพลิงกาลจนวอดวาย ไปพร้อมๆกับวังหลวงเมื่อวันที่ ๘ เมษายน พ.ศ.๒๓๑๐โดยฝีมือของชาวพม่าแล้ว
"จินดามณี" ก็ต้องสำแดงผลไว้อย่างเดียวกัน กับที่ผมค้นพบในหลักการ แล้วแสดงให้ดูนี้เช่นเดียวกัน(จินดามณีเป็นสมบัติในวังหลวงไม่ใช่ของกลางหรือของสาธารณะดังที่มีใครต่อใครชอบอ้างกัน)
นานๆครั้งผมหวนกลับมาคลิกดู มีกำลังใจอักโข เพราะบางท่านกรุณาผมมาก ให้คำแนะนำว่า ผมน่าจะเข้ามาอัพเดทบ่อยๆ ก็ขอบคุณครับสำหรับความอยากรู้ นับเป็นฉันทะที่ดีของท่าน ผมจึงอดเสียมิได้ที่จะฉลองศรัทธา เติมในส่วนที่เป็นวิริยะ เพื่อให้ท่านอื่นๆเกิดจิตตะ และวิมังสาต่อไป มีคำกล่าวว่าเด็กเหมือนผ้าขาวสีขาวบริสุทธิ แต่ต่อไปเด็กจะเติบโต และจะมีสีเปลี่ยนไป ส่วนสีจะสวยสดงดงามมากน้อย หรือกระดำกระด่างอย่างไร ก็สุดแท้แต่ว่าใครจะได้รับการตกแต่ง หรือแต่งแต้มด้วยสีอะไร คุณภาพของสีดีเพียงไร อีกทั้งฝีมือของช่างเนี้ยบหรือไม่ ในทำนองเดียวกัน เราเห็นสัมฤทธิผลของเด็กในอดีตได้ โดยดูจากผู้ใหญ่ในปัจจุบันนี้นี่เอง เพราะเป็นผลพวงของการบูรณะปฏิสังขรณ์ขัดเกลา จากครูบาอาจารย์ และตำรับตำราในอดีตด้วย หมอฟันหรือทันตแพทย์ว่า เด็กเกิดใหม่ไม่มีจุลินทรีย์ในปาก แต่ผู้เลี้ยงจะนำมาใส่ให้ ผู้เลี้ยงหรือแม่ของเด็ก เวลาป้อนอาหาร ถ้ายังร้อนๆอยู่ ก็มักเป่าด้วยลมปาก หรือไม่ก็ใช้ปากอมอาหารที่จะป้อนให้เด็ก แล้วจึงป้อนเด็กอีกที ตรงนี้แหละเป็นการฝากจุลินทรีย์เพื่อให้เด็กไปเพาะเลี้ยงต่อไป ผมเคยอ่านหนังสือกราบบังคมทูลรายงานการศึกษาของสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงทำขึ้นทูลเกล้าฯถวายรัชกาลที่ ๕ ฉบับลงวันที่ ๑๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๔๙ มีใจความตอนหนึ่งว่า " ...รัฐบาลมีอำนาจตกแต่งวิไสยใจคอพลเมืองได้ ด้วยการแต่งหนังสือสอนเด็กนักเรียน..."แต่เท่าที่ตรวจดูแบบชำเลืองด้วยหางตา ก็ไม่ปรากฎว่ามีหนังสือเล่มใดๆซึ่งถูกทำขึ้นโดยรัฐบาล แนะนำให้พลเมืองประพฤติชั่ว แต่ทำไมเด็กนักเรียนสมัยนี้จึง ติดเกม เล่นพนันบอล แข่งรถซิ่ง ยกพวกทำร้ายกัน สับสนเรื่องเพศ สำส่อนทางเพศ วัยรุ่นชายรุมโทรมวัยรุ่นหญิง ฯลฯ และหนักข้อขึ้นไปอีก พอโตเป็นผู้ใหญ่เต็มวัย กลับมีพฤติกรรมน่าเกลียดที่สุด เป็นต้นว่า ถกเถียงปัญหากับใครก็แพ้ไม่เป็น และที่ร้ายสุดๆ คือทุจริตคอรัปชั่น รังแกเพื่อนร่วมชาติ ทำร้ายประเทศชาติ
ผมไม่สงสัยว่าผู้ใหญ่เลอะเทอะ ทำให้สังคมไทยเละเทะ นั้นจริงแท้แล้ว
แต่สงสัยเพียงว่าหนังสือเล่มใดจุดชะนวน เท่านั้นเอง แต่ถ้าวิเคราะห์วิจารณ์กันแล้ว ไม่พบว่าหนังสือเล่มใดเป็นต้นเหตุ (แต่ผมได้ชี้ให้เห็นแล้วว่า หนังสือประถม ก กา เป็นตัวการก่อเรื่อง ก่อปัญหาทั้งสิ้น)
เพราะฉะนั้น เรื่องนี้จะมีอะไรเป็นปัจจัยอื่นอีกไม่ได้เด็ดขาด
นอกเสียจากว่า วิธีการสอน นั่นเอง




*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา






จำไว้ตลอด

จำนวน 1 ความเห็น, หน้า | 1 |
ความเห็น 1 8 ส.ค. 2551 (13:02)

{#emotions_dlg.q6}


นู๋นำ
ร่วมแบ่งปัน89 ครั้ง - ดาว 212 ดวง