วิชาการดอทคอม ptt logo

กรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม

เป็นกรมหนึ่งในกระทรวงยุติธรรม ที่บุคลากรปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เป็นที่พึ่งของประชาชนได้
ผู้เขียน: tidpea ชมแล้ว: 14,029 ครั้ง
post ครั้งแรก: Thu 13 March 2008, 4:30 pm ปรับปรุงล่าสุด: Thu 13 March 2008, 4:48 pm
อยู่ในส่วน: ไม่ได้ระบุว่าให้อยู่ห้องใด

หน้าที่ 1 - ภารกิจกรมคุมประพฤติ

ภารกิจกรมคุมประพฤติ

 

วิสัยทัศน์ (vision)

                                ในปี พ.. 2555 กรมคุมประพฤติเป็นองค์กรหลักในการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดในชุมชน ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดโดยระบบบังคับรักษาสนับสนุนการป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมด้วยเครือข่ายชุมชน มีบทบาทสำคัญในการนำเสนอวัตกรรมและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาค              ประชาสังคมในการบริหารงานยุติธรรมและการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิด มีบุคลากรที่มีคุณภาพเป็นมืออาชีพและรักการให้บริการ ตลอดจนมีวัฒนธรรมองค์กรที่โดดเด่น เป็นที่ประจักษ์ในด้านความซื่อสัตย์สุจริต        เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ มีการทำงานที่โปร่งใสได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

 

ประวัติความเป็นมา

                                ประเทศไทยเริ่มมีการนำระบบคุมประพฤติมาใช้เป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี พ.. 2495 โดยมาใช้กับผู้กระทำผิดที่เป็นเด็กและเยาวชนก่อน ส่วนผู้กระทำผิดที่เป็นผู้ใหญ่นั้น แม้ประมวลกฎหมายอาญา          .. 2499 มาตรา56, 57 และ 58 จะได้บัญญัติถึงวิธีการเกี่ยวกับการคุมประพฤติไว้แต่อย่างไรก็ตามศาลคงใช้มาตรการรอการกำหนดโทษ หรือรอการลงโทษเพียงอย่างเดียวโดยไม่ใช้วิธีการคุมความประพฤติ เนื่องจากยังไม่มีหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ที่จะรับผิดชอบดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลได้

                                จนกระทั่งรัฐบาลได้ผ่านพระราชบัญญัติวิธีการดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.. 2522 และได้มีการจัดตั้งสำนักงานคุมประพฤติกลาง ซึ่งเป็นหน่วยงานระดับกอง สังกัดสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ กระทรวงยุติธรรม และได้เปิดดำเนินการเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2522              โดยดำเนินการในกรุงเทพมหานครก่อน จนปรากฏผลเป็นที่น่าพอใจ และเพื่อเป็นการให้โอกาสแก่ประชาชนในทั่วทุกภูมิภาค ของประเทศ ให้ได้รับประโยชน์จากวิธีการคุมความประพฤติ จึงได้มีการเปิดดำเนินการสำนักงานคุมประพฤติในส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ เนื่องจากมีการขยายงานออกสู่ส่วนภูมิภาคมากขึ้น จึงให้สำนักงานคุมประพฤติกลางมีปริมาณงาน ขอบเขต อำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นเพื่อประสิทธิภาพและความคล่องตัวในการปฏิบัติงาน สำนักงานคุมประพฤติกลางจึงได้รับการยกฐานะให้เป็น “กรมคุมประพฤติ” เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2535 ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ 5) .. 2535 และพระราชบัญญัติปรับปรุงอำนาจหน้าที่และกิจการบริหารบางส่วนของสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ กระทรวงยุติธรรมไปเป็นของกรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม พ.. 2535

                                ในอดีตภาระหน้าที่การคุมประพฤติผู้กระทำผิดในประเทศไทยยังคงมีหน่วยงานรับผิดชอบอยู่หลายหน่วยงานทั้งกรมราชทัณ์ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน และกรมคุมประพฤติ ดังนั้นวันที่ 10 กรกฎาคม 2544 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้กรมคุมประพฤติเป็นหน่วยงานหลักในการคุมความประพฤติ       ผู้กระทำผิดทั้งในชั้นก่อนฟ้อง ชั้นการพิจารณาคดีของศาล และชั้นภายหลังศาลมีคำพิพากษา ซึ่งส่งผลให้โครงสร้างของกรมคุมประพฤติใหม่ตามแนวทางการปฏิรูปราชการเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2545 มีความ          ครอบคลุมถึงการคุมความประพฤติผู้ต้องหาและผู้กระทำผิดในแต่ละขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมซึ่งนำมาสู่กลไกในการที่จะพัฒนางานคุมประพฤติให้เป็นระบบและมีทิศทางที่ชัดเจนต่อไป

 

อำนาจกน้าที่ตามกฏกระทรวง

1.     ดำเนินการสืบเสาะและพินิจ ควบคุมและสอดส่อง แก้ไขฟื้นฟู และสงเคราะห์ผู้กระทำผิดในชั้นก่อนฟ้อง ชั้นพิจารณาคดีของศาล และภายหลังที่ศาลมีคำพิพากษาตามที่กฎหมายกำหนด

2.     ดำเนินการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติในระบบบังคับรักษาตามกฎหมายว่าด้วยการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด

3.       ส่งเสริมสนับสนุนเกี่ยวกับการดำเนินการแก้ไขฟื้นฟูและสงเคราะห์ผู้กระทำผิด          ในชุมชน

4.       พัฒนาระบบ รูปแบบ และวิธีการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดในชุมชน

5.     จัดทำและประสานแผนงานของกรมให้สอดคล้องกับนโยบาย และแผนแม่บทของกระทรวง รวมทั้งเร่งรัดติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของหน่วยงานในสังกัด

6.     เสริมสร้าง สนับสนุน และประสานงานให้ชุมชนและภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมและเป็นเครือข่ายในการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิด

7.     ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกรมหรือตามที่กระทรวงหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย

 

แนะนำงานคุมประพฤติ

                                การคุมประพฤติเป็นมาตรการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิด ด้วยวิธีการไม่ควบคุมตัว โดยการกำหนดเงื่อนไขการคุมความประพฤติ เพื่อให้ผู้กระทำผิดกลับไปใช้ชีวิตในสังคมตามปกติ การคุมประพฤติจึงเป็นวิธีที่เปลี่ยนแนวความคิดจากวิธีการลงโทษมาเป็นวิธีการบำบัดฟื้นฟู และจากการลงโทษจำคุกมาเป็นการเลี่ยงโทษจำคุก โดยมีพนักงานคุมประพฤติคอยดูแลช่วยเหลือให้บุคคลดังกล่าวสามารถแก้ไขปรับปรุงนิสัยและความประพฤติของตน ภายใต้การช่วยเหลือของชุมชนเฉพาะอย่างยิ่งให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมและรับผิดชอบในการป้องกันอาชญากรรมและการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด ซึ่งมาตรการดังกล่าวนี้สามารถ           ลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศชาติได้อย่างชัดเจน

                                งานคุมประพฤติเป็นงานที่สำคัญในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ซึ่งอยู่ในขั้นตอน           ทั้งก่อนพิพากษาคดีของศาล หลังการพิพากษาคดีและในกรณีที่จำเลยต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกมาระยะเวลาหนึ่ง และได้รับโอกาสการพักการลงโทษหรือลดวันต้องโทษผู้ต้องขังรายดังกล่าวก็จะต้องถูก        คุมความประพฤติไว้เช่นกัน ในการปฏิบัติงานในทุกขั้นตอนดังกล่าวมีพนักงานคุมประพฤติ (Probation Officer) เป็นผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งการที่จะให้การแก้ไขฟื้นฟูบรรลุวัตถุประสงค์อย่างแท้จริงจะต้องประกอบด้วย กระบวนการสืบเสาะหาข้อเท็จจริงและความเห็นเกี่ยวกับจำเลย (Social Investigation) และกระบวนการ       ควบคุมและสอดส่อง (Supervision) ซึ่งพนักงานคุมประพฤติจะเป็นผู้ให้คำแนะนำ ช่วยเหลือดูแลผู้กระทำผิดนั้นๆ โดยการนำทรัพยากรในชุมชนเข้ามาช่วยเหลือเรียกว่า งานกิจกรรมชุมชน (Community Affairs)         โดยมุ่งหวังให้ผู้กระทำผิดกลับตนเป็นพลเมืองดีและกลับคืนสู่ชุมชนอย่างมีคุณค่าต่อไป

 

งานสืบเสาะและพินิจ

                                การสืบเสาะและพินิจ เป็นกระบวนการแสวงหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประวัติและภูมิหลังทางสังคม รวมทั้งพฤติการณ์คดีของผู้กระทำผิด แล้วนำข้อเท็จจริงที่ได้มาประมวล วิเคราะห์ ทำรายงานพร้อมทั้งเสนอความเห็นเกี่ยวกบมาตรการการลงโทษที่เหมาะสม การแก้ไขฟื้นฟูที่เหมาะสมกับผู้กระทำผิดแต่ละราย โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของสังคมเป็นสำคัญ

                                ปัจจุบันกรมคุมประพฤติมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการสืบเสาะและพินิจผู้กระทำผิดใน 2 ขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม คือ

1.     ขั้นตอนของศาล : ก่อนการพิพากษาคดี เป็นการสืบเสาะและพินิจจำเลยตามคำสั่งศาล เพื่อศาลจักได้ใช้ข้อมูลและความเห็นของพนักงานคุมประพฤติในรายงานสืบเสาะและพินิจประกอบดุลยพินิจในการพิพากษาเพื่อลงโทษจำเลยแต่ละรายอย่างเหมาะสมต่อไป

2.     ขั้นตอนของราชทัณฑ์ : หลังการถูกลงโทษจำคุกมาแล้วระยะหนึ่ง ในกรณีที่นักโทษเด็ดขาดต้องโทษในเรือนจำมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของกำหนดโทษตามหมายศาลในขณะนั้น หรือไม่น้อยกว่า 10 ปี ในกรณีที่ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตและสามรถพิสูจน์ได้ว่า เขาเหล่านั้นสามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้โดยไม่เป็นอันตรายต่อสังคม จะได้รับการพิจารณาให้พักการลงโทษ ในขั้นตอนนี้พนักงานคุมประพฤติต้องสืบเสาะข้อมูลทางสังคม เพื่อประกอบดุลยพินิจของคณะกรรมการพักการลงโทษว่าผู้ต้องขังรายนั้นๆ สมควรได้รับการพักการลงโทษหรือไม่

ในอนาคต หากมาตรการชะลอการฟ้องซึ่งเป็นกระบวนการในชั้นก่อนการพิจารณาคดีของศาลได้รับการประกาศเป็นกฎหมายแล้ว ในกรณีที่พนักงานอัยการเห็นสมควรอาจมีคำสั่งให้พนักงาน           คุมประพฤติดำเนินการสืบเสาะ เพื่อประกอบดุลพินิจในการสั่งใช้มาตรการชะลอการฟ้องผู้กระทำผิดด้วย

 

วัตถุประสงค์ของงานสืบเสาะและพินิจ

1.     เพื่อเสนอข้อเท็จจริงและความเห็นเกี่ยวกับมาตรการการลงโทษ หรือการปฏิบัติที่เหมาะสมกับผู้กระทำผิดเป็นรายบุคคลโดยคำนึงถึงความปลอดภัยของสังคมเป็นสำคัญ

2.       เพื่อประโยชน์ในการวางแผนแก้ไขฟื้นฟูที่เหมาะสมกับผู้กระทำผิดแต่ละราย

 

งานสืบเสาะและพินิจ

                                การควบคุมและสอดส่องเป็นกระบวนการติดตาม ดูแลให้คำแนะนำและช่วยเหลือผู้กระทำผิดที่อยู่ระหว่างการแก้ไขฟื้นฟูในชุมชนภายใต้เงื่อนไขการคุมความประพฤติ เพื่อช่วยเหลือผู้กระทำผิดเหล่านั้นสามารถปรับปรุงแก้ไขนิสัยความประพฤติ และปรับตัวอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างปกติต่อไป   ตลอดจนไม่หวนกลับไปกระทำผิดซ้ำอีก โดยมีพนักงานคุมประพฤติเป็นผู้คอยควบคุมดูแลและติดตามเยี่ยมเยียน เพื่อให้คำปรึกษา แนะนำ ตักเตือน ช่วยเหลือในการดำเนินชีวิตด้านการปรับตัว นิสัยความประพฤติ การศึกษา งานอาชีพ ตลอดจนเรื่องอื่นๆ ด้วยการแก้ไขฟื้นฟูตามสภาพปัญหาและความต้องการเป็นรายบุคคล โดยอาศัยเทคนิควิธีต่างๆ เช่น การให้คำปรึกษา การบำบัดรักษาอาการเจ็บป่วยทางกายและจิตใจ        การให้ความรู้ การฝึกอาชีพ การปรับพฤติกรรม รวมทั้งให้การสงเคราะห์ในรูปแบบต่างๆ

                                ปัจจุบันผู้กระทำผิดที่อยู่ภายใต้การควบคุมและสอดส่องของกรมคุมประพฤติแบ่งเป็น  กลุ่มใหญ่ๆ ได้อีก

1.     ผู้กระทำผิดที่เป็นผู้ใหญ่ (อายุตั้งแต่ 18 ปี ขึ้นไป) ที่ศาลพิพากษา รอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำคุก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56

2.       ผู้กระทำผิดเป็นเด็กหรือเยาวชนที่ศาลเห็นควรใช้วิธีการคุมประพฤติ ซึ่งมี 4 กลุ่ม คือ

2.1    เด็กหรือเยาวชนที่พิพากษาแล้วว่าไม่มีความผิด แต่มีความประพฤติเสียหาย

2.2    เด็กหรือเยาวชนที่กระทำผิด แต่ศาลเห็นควรให้โอกาสแก้ไขปรับปรุงตนเอง จึงให้รอการลงโทษไว้

2.3   เด็กหรือเยาวชนที่ศาลเห็นสมควรส่งเข้าสถานฝึกอบรมโดยกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำ ขั้นสูง  ศาลอาจปล่อยไปโดยมีเงื่อนไข ให้คุมความประพฤติ

2.4   เด็กหรือเยาชนที่ศาลส่งเข้าสถานฝึกและอบรม เมื่อครบกำหนดปล่อยตัวแล้ว ศาลเห็นสมควรให้วางเงื่อนไขคุมความประพฤติต่อไปอีกระยะหนึ่งต่อไป

3.     ผู้กระทำผิดที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก ซึ่งเป็นนักโทษเด็ดขาดที่ได้รับโทษมาแล้วตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.. 2479 มาตรา 32 และได้รับการปล่อยตัวก่อนครบกำหนดโทษภายใต้เงื่อนไขการคุมความประพฤติของผู้ได้รับการพักการลงโทษหรือลดวันต้องโทษ

นอกจากนี้ ในอนาคตหากมาตรการชะลอการฟ้องซึ่งเป็นกระบวนการในชั้นก่อนการพิจารณาคดีของศาลได้รับการประกาศเป็นกฎหมายแล้วผู้กระทำผิดที่พนักงานอัยการมีคำสั่งให้ชะลอการฟ้อง และกำหนดเงื่อนไขการคุมความประพฤติก็จะเป็นผู้กระทำผิดอีกกลุ่มหนึ่งที่อยู่ภายใต้การควบคุมและสอดส่องนี้เช่นกัน

 

งานคุมประพฤติเด็กและเยาชน

                                เด็กและเยาวชนที่กระทำผิด แต่อยู่ในวิสัยที่สามารถปรับปรุงแก้ไขตนเองได้ ศาลจะใช้วิธีการรอการลงโทษหรือปล่อยตัวออกมาจากสถานฝึกอบรมโดยใช้วิธีการคุมความประพฤติ ซึ่งมีเงื่อนไขให้เด็กและเยาวชนต้องปฏิบัติตาม ดังนี้

1.       ให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ

2.       ให้ฝึกหัดหรือทำงานอาชีพให้เป็นกิจจะลักษณะ

3.       ให้ละเว้นการคบหาสมาคมหรือความประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำผิดในทำนองเดียวกันอีก

4.       ให้ไปรับการบำบัดรักษาอาการติดยาเสพติดให้โทษ ความบกพร่องทางร่างกายหรือทางจิตหรือความเจ็บป่วยอื่น

5.     เงื่อนไขอื่นๆตามที่เห็นสมควรเพื่อแก้ไขฟื้นฟูหรือป้องกันมิให้มีการกระทำผิดอีก เช่น กำหนดให้ทำงานบริการสังคมตามที่ศาลเห็นสมควร โดยอยู่ในความดูแลของกรม       คุมประพฤติ

ปัจจุบัน กรมคุมประพฤติมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลแก้ไขฟื้นฟูเด็กและเยาวชนที่กระทำผิดให้กลับตนเป็นพลเมืองดี โดยติดตามดูแลในระหว่างที่เด็กและเยาวชนเหล่านี้กลับไปอยู่ร่วมกับครอบครัวและดูแลให้ความช่วยเหลือแนะนำให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนดไว้ หากปฏิบัติตามครบถ้วนและไม่กลับไปกระทำผิดอีกก็จะพ้นจากการคุมประพฤติไปด้วยดี

 

ขั้นตอนการดำเนินงานของพนักงานคุมประพฤติ

1.       การปฐมนิเทศและชี้แจงเงื่อนไขการคุมประพฤติให้กับเด็กและเยาวชนตลอดจนผู้ป




*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา






จำไว้ตลอด

จำนวน 1 ความเห็น, หน้า | 1 |
ความเห็น 1 21 เม.ย. 2552 (17:59)

เนื้อหาไม่จบไช่ไหมครับ


nu016
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 51 ดวง






tidpea
(sungkum vongcomjun)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 920 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 7 ปี
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 147 ดวง

โหวตเพิ่มดาว

Blog อื่น ๆ ของผู้เขียน