การพัฒนาทักษะการสะกดคำภาษาอังกฤษตามหลัก Phonics โดยใช้ชุดการสอน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านเชิงทะเล (ตันติวิท) จังหวัดภูเก็ต Development of Spelling skills with Phonics rule by using Instructional package for Pratomsuksa 5’s student B | วิชาการ.คอม


การพัฒนาทักษะการสะกดคำภาษาอังกฤษตามหลัก Phonics โดยใช้ชุดการสอน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านเชิงทะเล (ตันติวิท) จังหวัดภูเก็ต Development of Spelling skills with Phonics rule by using Instructional package for Pratomsuksa 5’s student B

สารบัญ

บทที่ 1 บทนำ

บทที่ 1

บทนำ

 

1.1    ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษได้รับการกำหนดให้เรียนในทุกช่วงชั้น ซึ่งสถานศึกษาสามารถจัดเป็นสาระการเรียนรู้พื้นฐานที่ทุกคนต้องเรียนและจัดเป็นสาระการเรียนรู้เพิ่มเติมให้ผู้เรียนได้เลือกเรียนตามความถนัดและตามความสนใจอีกด้วย อีกทั้งในสังคมโลกปัจจุบันการเรียนภาษาเพื่อให้สามารถใช้ภาษาในการติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นได้ตามความต้องการในสถานการณ์ต่างๆ ทั้งในชีวิตประจำวันและการงานอาชีพและยังเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ ดังนั้นการจัดกระบวนการเรียนการสอนต้องสอดคล้องกับธรรมชาติและลักษณะเฉพาะของภาษา การจัดการเรียนการสอนภาษาจึงควรจัดกิจกรรมให้หลากหลายทั้งกิจกรรมการฝึกทักษะทางภาษา และกิจกรรมการฝึกผู้เรียนให้รู้วิธีการเรียนภาษาด้วยตนเองควบคู่ไปด้วย อันจะนำไปสู่การเป็นผู้เรียนที่พึ่งตนเองได้ (Learner Independence) และสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต (Life long learning) โดยใช้ภาษาต่างประเทศเป็นเครื่องมือในการค้นคว้าหาความรู้ในการเรียนสาระการเรียนรู้อื่นๆ ในการศึกษาต่อ รวมทั้งในการประกอบอาชีพ ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายสำคัญประการหนึ่งของการปฏิรูปการเรียนรู้ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2544 : 1)

การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศเป็นสิ่งจำเป็น ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการติดต่อสื่อสาร การศึกษา การแสวงหาความรู้เพิ่มเติม และเพื่อการประกอบอาชีพ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2544 : 1) นอกจากนี้แล้ว การเรียนภาษาอังกฤษนั้นปัญหาที่พบอยู่เสมอก็คือการสะกดคำไม่ถูกต้อง ซึ่งไม่เพียงแต่จะพบในบรรดาผู้ที่เรียนภาษาต่างประเทศเป็นภาษาที่สองเท่านั้น แม้ผู้เรียนภาษาของตนเอง เช่น นักเรียนไทยที่เรียนภาษาไทยหรือนักเรียนอเมริกันที่เรียนภาษาอเมริกันก็ยังสะกดคำในภาษาของตนไม่ค่อยถูกเช่นกัน (สุนทร สุนันท์ชัย 2511 : 18)

การสอนภาษาอังกฤษให้มีประสิทธิภาพตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตรนั้น ผู้สอนจะต้องสอนให้ผู้เรียนใช้ภาษาในการติดต่อสื่อสารได้อย่างถูกต้อง จึงจำเป็นต้องมีการฝึกฝนทักษะพื้นฐานที่สัมพันธ์กัน ทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน ซึ่งจากการสำรวจสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนวิชาภาษาอังกฤษ พบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อย มีความสำคัญมาก และเป็นปัญหาขั้นพื้นฐานอันจะนำไปสู่การพัฒนาทักษะทางภาษาด้านต่างๆ คือ นักเรียนสะกดคำภาษาอังกฤษไม่เป็น นักเรียนบางคนเขียนภาษาไทยกำกับไว้ใต้คำ เวลาอ่าน นักเรียนก็มักจะอ่านภาษาไทยแทนภาษาอังกฤษ ส่งผลให้นักเรียนไม่สามารถอ่านคำนั้นๆได้จริง สังเกตได้ว่าผู้เรียนที่อ่านคำได้อย่างถูกต้องด้วยความเข้าใจนั้น เป็นผู้ที่สะกดคำเป็น ซึ่งเมื่อสะกดคำเป็น สามารถอ่านคำได้ก็จะสามารถเขียนได้ ตามลำดับ ดังนั้นการสะกดคำจึงเป็นพื้นฐานสำคัญและมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ครูจะต้องวางรากฐานการสะกดคำให้นักเรียนเข้าใจอย่างถ่องแท้ รวมถึงสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างถูกต้อง สำหรับนักเรียนที่สะกดคำภาษาอังกฤษไม่เป็นนั้นมีผลทำให้ทักษะการเรียนภาษาอังกฤษด้านอื่นๆไม่บรรลุเป้าประสงค์ทางการศึกษาด้วย อีกทั้งอาจนำไปสู่ความล้มเหลวในการเรียนการสอนซึ่งแสดงให้เห็นจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ตกต่ำของนักเรียนที่มีจุดอ่อนในเรื่องของการสะกดคำ ดังนั้นการสอนสะกดคำภาษาอังกฤษ ครูควรสอนแบบทักษะสัมพันธ์ คือ การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียนให้สอดคล้องกัน ผู้วิจัยจึงได้ใช้ชุดการสอนซึ่งประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ หนังสือฝึกการสะกดคำ ชุด Amazing Words ชุดแบบฝึกการสะกดคำ และแบบทดสอบการสะกดคำ เพื่อให้นักเรียนพัฒนาความสามารถในการสะกดคำ รวมไปถึงการพัฒนาทักษะในการฟัง พูด อ่าน และเขียน อย่างถูกต้องเข้าใจและมีประสิทธิภาพต่อไป ซึ่งกรอบแนวคิดของงานวิจัยคือ การผสมผสานระหว่างหลักการสะกดคำกับหลัก Phonics เพื่อพัฒนาทักษะทางภาษาทั้ง 4 ด้าน โดยที่ 3 ส่วนนี้จะถูกบูรณาการเข้าด้วยกัน

 

1.2          วัตถุประสงค์ของการวิจัย

1)    เพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้ เรื่องการสะกดคำภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านเชิงทะเล (ตันติวิท) สำนักงานเขตสพท.ภูเก็ต จังหวัดภูเก็ตโดยใช้ชุดการสอนสะกดคำ

2)    เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของชุดการสอน ซึ่งประกอบด้วย หนังสือ Amazing Words ใบความรู้ สื่อการเรียนการสอนต่างๆ และชุดแบบฝึกทักษะการสะกดคำ

3)    เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ในการสะกดคำภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านเชิงทะเล (ตันติวิท) สำนักงานเขตสพท.ภูเก็ต จังหวัดภูเก็ตก่อนและหลังการใช้ชุดการสอนสะกดคำ

4)      เพื่อศึกษาผลประสิทธิภาพการสอนสะกดคำและวิเคราะห์ผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง

 

1.3          สมมติฐาน

1)    ความแตกต่างของทักษะการสะกดคำของนักเรียนส่งผลต่อความแตกต่างของความแปรปรวนของคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนหรือไม่

H0 : ค่าความแปรปรวนของคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนไม่แตกต่างกัน

H1 : ค่าความแปรปรวนของคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนแตกต่างกัน 

2)      ค่าเฉลี่ยคะแนนผลการทดสอบหลังเรียนของนักเรียนมากกว่าค่าเฉลี่ยคะแนนผลการทดสอบก่อนเรียนของนักเรียนหรือไม่

H0 : ค่าเฉลี่ยคะแนน Pre-test กับค่าเฉลี่ยคะแนน Post-test ไม่ต่างกัน

H1 : ค่าเฉลี่ยคะแนน Pre-test น้อยกว่าค่าเฉลี่ยคะแนน Post-test 

 

1.4          ขอบเขตการศึกษาวิจัย

ขอบเขตในการศึกษาวิจัย ได้แก่

1)      ประชากร

ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ของโรงเรียนบ้านเชิงทะเล (ตันติวิท) ทั้งหมด 52 คน

2)      กลุ่มตัวอย่าง

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ห้อง 5/1 โรงเรียนบ้านเชิงทะเล (ตันติวิท) ในปีการศึกษา 2550 จำนวน 26 คน โดยผู้วิจัยได้ทำการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster random sampling) ด้วยการจับฉลาก จากกลุ่มประชากร คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ของโรงเรียนบ้านเชิงทะเล (ตันติวิท) ปีการศึกษา 2550 จำนวน 2 ห้องเรียน ทั้งหมด 52 คน

3)      เนื้อหาที่ใช้

เนื้อหาจากหนังสือ Project Play and Learn ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 บทที่ 6 – 9 และคลังคำ (Lexicon) จากเอกสารของกลุ่มงานพัฒนาหลักสูตรสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาภูเก็ต รวมทั้งคำศัพท์ทั่วไปจากสิ่งแวดล้อมในห้องเรียน

4)      ตัวแปรที่ศึกษา

ตัวแปรอิสระ ได้แก่ ชุดการสอนสะกดคำภาษาอังกฤษ, ชุดแบบฝึก

ตัวแปรตาม ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ด้านการเรียนเรื่องการสะกดคำ

5)      ระยะเวลาในการทดลองศึกษา

ดำเนินการทดลองในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 ระยะเวลา 6 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 5 วัน คือตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ วันละ 3 คาบ คาบละ 20 นาที เป็นเวลา 25 ชั่วโมง ช่วงเวลาดำเนินการวิจัยทั้งสิ้น 2 เดือน (ตั้งแต่เดือนมกราคม 2551 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2551)

 

1.5    ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

นักเรียนมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ อันจะส่งเสริมให้ประสิทธิภาพการเรียนรู้ในการสะกดคำเพิ่มมากขึ้น และสามารถยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 นอกจากนี้กิจกรรมที่ระบุไว้ในชุดการสอนช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างสร้างสรรค์และสามารถนำไปบูรณาการเข้ากับความรู้อื่นๆตลอดจนนำไปพัฒนาวิธีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องต่อไป

  

ผู้วิจัยนำแนวคิดของการจัดการความรู้ มีเกลียวความรู้ เป็นแนวทางในการถ่ายทอด หมุนเวียน แลกเปลี่ยนและแบ่งปันความรู้เรื่องการสะกดคำ ทั้งนี้เกลียวความรู้หรือ SECI Model ของ Nonaka & Takeuchi นั้นแบ่งออกเป็น 4 กระบวนการ ได้แก่ Socialization, Externalization, Combination และ Internalization ร่วมกับการใช้วงจร PDCA (Plan --> Do --> Check --> Action) ของเดมมิ่งเป็นตัวขับเคลื่อนให้ความรู้เรื่องการสะกดคำนั้นคงอยู่และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

 

1.6    นิยามคำศัพท์เฉพาะ/คำจำกัดความที่ใช้ในงานวิจัย

1)    การสะกดคำ หมายถึง การนำพยัญชนะ สระ และตัวสะกด มาประสมกันเป็นคำที่มีความหมาย สามารถ อ่าน พูด และเขียนได้อย่างถูกต้อง

2)    ผลสัมฤทธิ์ในการสะกดคำ หมายถึง คะแนนที่นักเรียนได้จากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การสะกดคำ ซึ่งผู้วิจัยเป็นผู้สร้างขึ้น

3)    ประสิทธิภาพการสอน หมายถึง ผลการประเมินการจัดการเรียนการสอนของครู ที่ได้จัดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของแต่ละจุดประสงค์การสอน หรือแต่ละบทเรียน ตามความประสงค์ของผู้ตรวจสอบ

4)    Phonics (Letter used to make sounds) หมายถึง ตัวอักษรที่ใช้ออกเสียงเป็นกระบวนการ โดยสอนโครงสร้างเสียงตัวอักษรตัวเดียวก่อน แล้วจึงจะนำเสียงมารวมกัน หรืออาจกล่าวได้ว่า ตัวอักษรที่ใช้ออกเสียงเป็นวิธีการสอนการอ่านเสียงของตัวอักษรที่สร้างเป็นคำ (จากหนังสือ English For Primary Teachers ของ Mary Slatter & Jane Willis และแปลโดย ดร.มณีเพ็ญ อภิบาลศรี และ อาจารย์อิศรา ประมูลศุข หน้า 80)

5)    หนังสือ Amazing Words หมายถึง นวัตกรรมที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของชุดการสอนสะกดคำภาษาอังกฤษ ซึ่งเนื้อหาของหนังสือได้จากการรวบรวมคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่น่าสนใจ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และมุ่งเน้นที่การสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ความหมายของคำที่สื่อด้วยรูปภาพ และข้อสังเกตของเสียงที่พบบ่อย โดยมีจุดมุ่งหมายให้นักเรียน ได้ฝึกฝนและเห็นถึงข้อสังเกตต่างๆของการสะกดคำ รวมทั้งช่วยให้นักเรียนออกเสียงคำศัพท์ได้อย่างถูกต้อง

6)      Alphabet หมายถึง อักษรที่เป็นพยัญชนะทุกตัว มักใช้ในการเรียกชื่อพยัญชนะ

7)      Consonant หมายถึง อักษรที่เป็นพยัญชนะทุกตัว มักใช้ในการอธิบายเสียงพยัญชนะ

8)      Vowel หมายถึง อักษรที่เป็นสระ เช่น a, e, i, o, u

9)      Diphthong หมายถึง สระผสม เช่น ai, ei, ie, ea, ou

10)  Double Consonants หมายถึง การซ้ำพยัญชนะ เมื่อพยัญชนะตัวนั้นเป็นตัวสะกด เสียงตัวสะกดจะเหมือนเสียงพยัญชนะตัวเดียว ส่วนพยัญชนะตัวสุดท้ายจะถูกขีดทิ้งหรือละไว้

11)  Consonant Digraph CK หมายถึง พยัญชนะ “ck” เป็นพยัญชนะ 2 ตัวมักเขียนติดกัน แต่ออกเสียงเพียงเสียงเดียวและมักอยู่ท้ายคำ

หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา