การพัฒนาทักษะการสะกดคำภาษาอังกฤษตามหลัก Phonics โดยใช้ชุดการสอน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านเชิงทะเล (ตันติวิท) จังหวัดภูเก็ต Development of Spelling skills with Phonics rule by using Instructional package for Pratomsuksa 5’s student B | วิชาการ.คอม


การพัฒนาทักษะการสะกดคำภาษาอังกฤษตามหลัก Phonics โดยใช้ชุดการสอน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านเชิงทะเล (ตันติวิท) จังหวัดภูเก็ต Development of Spelling skills with Phonics rule by using Instructional package for Pratomsuksa 5’s student B

สารบัญ

บทที่ 5 สรุป อภิปรายและข้อเสนอแนะ

บทที่ 5

สรุป อภิปรายและข้อเสนอแนะ

 

การศึกษาวิจัยครั้งนี้ เป็นการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการสะกดคำภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยการใช้ชุดการสอนสะกดคำภาษาอังกฤษ ซึ่งผู้วิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะการสะกดคำภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้นักเรียนมีทักษะการสะกดคำภาษาอังกฤษที่สูงขึ้น หลังจากการศึกษาวิจัยและทดลองสามารถสรุปเป็นประเด็นสำคัญได้ดังนี้

 

5.1          วัตถุประสงค์ของกิจกรรมการใช้ชุดการสอน

1)      เพื่อศึกษาผลการพัฒนาชุดการสอนสะกดคำภาษาอังกฤษ

2)      เพื่อศึกษาผลการพัฒนาชุดแบบฝึกเพื่อการสะกดคำภาษาอังกฤษ

3)      เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการสะกดคำภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5

4)      เพื่อศึกษาผลการตรวจสอบประสิทธิภาพการสอนสะกดคำภาษาอังกฤษ

5)    เพื่อศึกษาผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ห้อง 5/1 โรงเรียนบ้านเชิงทะเล (ตันติวิท) ปีการศึกษา 2550

 

5.2          สมมติฐานการใช้ชุดการสอน

1)    ชุดการสอนสะกดคำภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่พัฒนาขึ้นนี้ มีประสิทธิภาพช่วยนักเรียนให้มีทักษะการสะกดคำภาษาอังกฤษที่สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้

2)    ชุดการสอนสะกดคำภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่พัฒนาขึ้นนี้ ส่งเสริมให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ในการสะกดคำภาษาอังกฤษที่สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้

3)      นักเรียนมีความพึงพอใจในการเรียนการสะกดคำ โดยใช้ชุดการสอนสะกดคำภาษาอังกฤษที่พัฒนาขึ้น

 

 

 

 

5.3          วิธีการดำเนินการใช้ชุดการสอน

1)    กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ห้อง 5/1 โรงเรียนบ้านเชิงทะเล (ตันติวิท) ในปีการศึกษา 2550 จำนวน 26 คน

2)      เครื่องมือการจัดกิจกรรม ได้แก่

·      แผนการจัดการเรียนรู้ จัดเป็น 20 แผนการเรียนรู้ ได้แก่ มารู้จักชื่อและเสียงพยัญชนะกันเถอะ, สระน่ารู้, Short a words, Long a words, Short e words, Long e words, Short i words, Long i words, Short o words, Long o words, Short u words, Long u words, Blends, Double Consonants, Consonant Digraph CK, Consonant Digraph 4H, Silent letters, Homophones, Magic e และ Compound words ใช้เวลาทั้งหมด 25 ชั่วโมง

·      ในการดำเนินการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้แต่ละแผน ผู้วิจัยเก็บข้อมูลจากบันทึกหลังสอนและแบบบันทึกและประเมินทักษะการสะกดคำภาษาอังกฤษเป็นรายแผน เพื่อสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน พบว่าในการเรียนตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1, 3, 12, 19 และ 20 นักเรียนผ่านเกณฑ์การประเมินระดับคุณภาพในการสะกดคำทุกคน และในการเรียนตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 นักเรียนผ่านเกณฑ์ระดับคุณภาพเพียง 65.38% เนื่องจากเป็นหน่วยการเรียนรู้ที่มีคำศัพท์ 2 พยางค์ และนักเรียนคิดว่าเป็นเรื่องยากที่จะสะกดคำที่มี 2 พยางค์ จึงออกเสียงอย่างไม่มั่นใจและไม่ชัดเจน

·      แบบทดสอบการสะกดคำภาษาอังกฤษ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ได้แก่ แบบทอดสอบก่อนเรียน (Pre-test) และแบบทดสอบหลังเรียน (Post-test) ฉบับละ 40 ข้อ แบ่งเป็น 6 ตอน ได้แก่

ตอนที่ 1 วัดจุดประสงค์ด้านความเข้าใจเกี่ยวกับคำที่ใช้สระเสียงสั้นและยาว รวมทั้งสามารถสะกดคำต่างๆตามหลัก Phonics ของนักเรียน

ตอนที่ 2 วัดจุดประสงค์ด้านความเข้าใจเสียงของคำต่างๆและสามารถจำแนกคำที่มีเสียงเหมือนกันได้

ตอนที่ 3 วัดจุดประสงค์ด้านความเข้าใจและใช้ทักษะการสะกดคำในการจัดเรียงตัวอักษรให้เป็นคำได้อย่างถูกต้อง

ตอนที่ 4 และตอนที่ 5 วัดจุดประสงค์ด้านความเข้าใจเกี่ยวกับ Silent Letters, Homophones, Consonant Digraph และ Blends สำหรับคำศัพท์ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5

ตอนที่ 6 วัดจุดประสงค์ด้านความเข้าใจเกี่ยวกับ Double Consonants, Magic e และ Compound Words สำหรับคำศัพท์ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5

 

·        ชุดแบบฝึก มีทั้งหมด 3 ชุด จำนวน 600 ข้อ ได้แก่

ชุด Let’s Spell มีทั้งหมด 20 ส่วน รวม 300 ข้อ

ชุดดอกไม้ผสมคำ มีทั้งหมด 10 ส่วน รวม 120 ข้อ

Worksheet Learn by heart มีทั้งหมด18 ส่วน รวม 180 ข้อ

·      แบบสำรวจความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนการสอนโดยใช้ชุดการสอนสะกดคำ สำรวจจากนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ห้อง 5/1 โรงเรียนบ้านเชิงทะเล (ตันติวิท) จำนวน 26 คน

 

5.4          การวิเคราะห์ข้อมูล

1)    วิเคราะห์ผลการพัฒนาชุดการสอนสะกดคำภาษาอังกฤษ โดยพิจารณาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่มีต่อชุดการสอนสะกดคำภาษาอังกฤษ

2)    วิเคราะห์ผลการพัฒนาชุดแบบฝึกเพื่อการสะกดคำ จากแบบฝึกฉบับร่าง หาค่าประสิทธิภาพ E1/E2 แบบรายบุคคล (One to one testing) จากนักเรียน 3 คน ซึ่งกำหนดเกณฑ์มาตรฐานไว้ที่ 60/60 แล้วทำการปรับปรุงแก้ไข จากนั้นนำแบบฝึกที่ผ่านการแก้ไขปรับปรุงแล้วไปทดลองกับกลุ่มย่อย (Small group testing) กับนักเรียน 9 คน ซึ่งกำหนดเกณฑ์มาตรฐานไว้ที่ 70/70และนำแบบฝึกฉบับสมบูรณ์ไปทดลองภาคสนาม (Field testing) กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 26 คน ซึ่งกำหนดเกณฑ์มาตรฐานไว้ที่ 80/80

3)    วิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการสะกดคำภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยพิจารณาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนจากแบบทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) และแบบทดสอบหลังเรียน (Post-test) รวมทั้งพิจารณาค่าความแตกต่างของคะแนนรายบุคคล และทำการทดสอบสมมติฐานเกี่ยวกับความแตกต่างของทักษะการสะกดคำของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนว่าส่งผลต่อความแตกต่างของความแปรปรวนของคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนหรือไม่ รวมถึงการทดสอบสมมติฐานเกี่ยวกับความแตกต่างค่าเฉลี่ยคะแนน Pre-test กับคะแนน Post-test ว่าค่าเฉลี่ยคะแนน Post-test ของนักเรียนมากกว่าค่าเฉลี่ยคะแนน Pre-test ของนักเรียนหรือไม่

4)    วิเคราะห์ผลการตรวจสอบประสิทธิภาพการสอน พิจารณาตามเกณฑ์ของค่าสัมประสิทธิ์การกระจาย (Coefficient of Variation หรือ C.V.) ค่าเฉลี่ยคะแนนก่อนเรียนกับคะแนน หลังเรียน

5)    วิเคราะห์ผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยพิจารณาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนผลสำรวจความพึงพอใจของนักเรียน

5.5          สรุปผลการใช้นวัตกรรม

1)    ผลการพัฒนาชุดการสอนสะกดคำภาษาอังกฤษ สรุปได้ว่าผู้เชี่ยวชาญเห็นว่าชุดการสอนสะกดคำภาษาอังกฤษมีความหมาะสมมาก โดยมีค่าเฉลี่ยรวม 4.07 จากระดับ 5 คะแนน

2)      ผลการพัฒนาชุดแบบฝึกเพื่อการสะกดคำ สำหรับแบบฝึกฉบับร่างได้ค่าประสิทธิภาพแบบฝึกระหว่างการเรียนการสอน E1/E2 แบบรายบุคคล (One to one testing) จากนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง รวมจำนวน 3 คนโดยมีผลการเรียนระดับ เก่ง ปานกลาง และอ่อน อย่างละ 1 คน โดยได้ค่าประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ 61.00 / 68.67 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 60/60 ที่ตั้งไว้ และพบว่าจากการทดลองใช้แบบฝึกในขั้นตอนนี้ นักเรียนทำกิจกรรมในแบบฝึกไม่ได้ตามระยะเวลาที่กำหนด ผู้วิจัยจึงนำแบบฝึกมาปรับลดด้านจำนวนกิจกรรมในแต่ละแบบฝึก จากนั้นผู้วิจัยนำแบบฝึกไปทดลองกับกลุ่มย่อย (Small group testing) ที่มีผลการเรียน เก่ง ปานกลาง อ่อน อย่างละ 3 คน รวมจำนวน 9 คน โดยได้ค่าประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ70.50 / 80.59 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 70/70 ที่ตั้งไว้ จากการสังเกตผู้วิจัยพบว่านักเรียนสามารถปฏิบัติกิจกรรมต่างๆในแบบฝึกได้ตามระยะเวลาที่กำหนด แต่นักเรียนกลุ่มอ่อนนั้นมีบางกิจกรรมที่ต้องอาศัยคำชี้แนะเพิ่มเติม ดังนั้นผู้วิจัยจึงปรับเปลี่ยนคำสั่งให้ละเอียดและชัดเจนมากขึ้น หลังจากนั้นผู้วิจัยนำแบบฝึกไปทดลองภาคสนาม (Field testing หรือ Field Tryout 1:100) กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 26 คน โดยได้ค่าประสิทธิภาพ E

หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา