วิชาการดอทคอม ptt logo

สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา

เรื่องสามเหลี่ยมเบอร์มิวดานี้ เป็นเรื่องที่น่าฉงนและน่าสงสัยตลอดทั้งศตวรรษที่ผ่านมา ด้วยความลึกลับซับซ้อนของพื้นที่แห่งนี้ เราจะมาหากันตอบกัน ณ บัดนี้
ผู้เขียน: naruk_Joy ชมแล้ว: 8,131 ครั้ง
post ครั้งแรก: Tue 1 April 2008, 8:21 am ปรับปรุงล่าสุด: Tue 1 April 2008, 9:36 am
อยู่ในส่วน: ไม่ได้ระบุว่าให้อยู่ห้องใด

หน้าที่ 1 - เรื่องน่าตื่นเต้นของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา

ประวัติของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา








                 สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา(Bermuda) อยู่ในอาณาเขตบริเวณส่วนหนึ่งของมหาสมุทรแอตแลนติกทิศตะวันตกและะมีเนื้อที่ถึง 500,000 ตารางไมล์ พื้นที่ทั้งหมดของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาเริ่มจากตอนเหนือของเบอร์มิวดาไปถึงตอนใต้ของรัฐฟลอริดาจากฟลอริดามุ่งตรงไปทางตะวันออกทำมุมสี่สิบองศากับเส้นรุ้งผ่านบาฮามัสและเปอร์โตริโก จากน้นก็ย้อนเยงกลับไปสู่ทางใต้ซึ่งเป็นตอนเหนือของเบอร์มิวดาอีกครั้ง ทำไห้อาณาบริเวณแห่งนี้กลายเป็นสามเหลี่ยมขนาดใหญ่ แหล่งกำเนิดปรากฏการณ์อันลี้ลับมหัศจรรย์ ซึ่งชื่อ"สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา" นี้ตั้งขึ้นเป็นรั้งแรกในปี ค.ศ. 1964 โดยนักเขียนชื่อ วี แกนดิส และยิ่งโด่งดังมากขึ้นเมื่อหนังสือ "สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา" ของชาร์ลส์ เบอร์ลิทซ์ ได้พิมพ์ออกมาจำหน่ายในปี ค.ศ. 1974


                  ส่วนเรื่องที่สงสัยว่าเครื่องบินที่บินผ่านแล้วต้องสูญหายไปทุกครั้งนั้น จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร หรือสาเหตุมาจากสิ่งใด เพราะก่อนที่เรือและเครื่องบินจะหายสาบสูญไปนั้นการติดต่อกับฐานปฏิบัติการหรือสถานีปลายทางยังคงดำเนินไปตามปกติสภาพอากาศก็สงบแจ่มใส ไม่มีวี่แววของพายุร้ายใด ๆ แต่จู่ ๆ เรือและเครื่องบินเหล่านั้นก็จะหายไปอย่างฉับพันโดยไม่มีร่องรอยแม้แต่นักบินก็ไม่มีโอกาสที่จะแจ้งข่าวไปทางวิทยุให้หน่วยควบคุมการบินทราบได้แต่ในบางครั้งก่อนที่เครื่องบินจะหายสาบสูญ นักบินมีเวลาพอจะแจ้งข่าวผิดปกติมายังฐานปฏิบัติการได้ ซึ่งทุกรายต่างแจ้งตรงกันว้าไม่สามารถควบคุมกลไกต่าง ๆ ให้ดำเนินไปตามปกติได้ เข็มทิศระจำเครื่องหมุนปั่นจนไม่สามารถบอกทิศทางได้ ท้องฟ้ากลายเป็นสีเหลือง มองดูคล้ายหมอกหนาทึบ และท้องทะเลที่เงียบสงยก็กลับปั่นป่วนขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ

                  เรื่องสามเหลี่ยมเบอร์มิวดายังคงเป็นปริศนา มีเพียงเรื่องเล่าที่น่าตื่นเต้นว่าผู้คน เรือ หรือเครื่องบินที่เดินทางผ่านไปในบริเวณนั้นมักหายไปอย้างลึกลัยและไร้ร่องรอย ราวกับถูกดูดเข้าไปในมิติลี้ลับหรือแดนสนธยา ดังเช่น ในปี ค.ศ. 1872 ลูกเรือแฃะกัปตันรวมถึงผู้คนบนเรือสินค้าแมรี่ เซเลสเต (Mery Celeste) สูญหายไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือแต่เรือเปล่าลอยอยู่กลางทะเล หรือการหายไปของฝูงเครื่องบินอเวนเจอร์ 5 ลำ ของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาที่รู้จักกันในนาม "ไฟลท์ 19" ในปี ค.ศ. 1945 ซึ่งการหายสาบสูญของเรือ เครื่องบิน และผู้คนอย่างไร้ร่องรอยเสมอ ๆ จึงเป็นเรื่องท้าทายความสามารถของมนุษย์ในการแก้ไขปมปริศนา ซึ่งได้มีนักวิชาการต่าง ๆ เสนอทฤษฎีการหายไปอย่างลึกลับที่แตกต่างกันไป เช่น มนุษย์ต่างดาว สนามแม่เหล็กลึกลับ การเกิดฟองก๊าซจากใต้สมุทร ความแปรปรวนของสภาพอากาศ รวมทั้งแก้วผลึกไฟซากเทคโนโลยีของแอนแลนตีส โดยทฤษฎีเหล่านี้ยังเป็นเพียงข้อสันนิษฐานที่ไม่สามารถหาข้อสรุปว่าทฤษฎีไหนถูกต้องที่สุด




*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา






จำไว้ตลอด






naruk_Joy
(Joy)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 3,090 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 6 ปี
แบ่งปันความรู้ 3 ครั้ง
ได้รับดาว 152 ดวง

โหวตเพิ่มดาว

Blog อื่น ๆ ของผู้เขียน