การประกันคุณภาพการศึกษา | วิชาการ.คอม


การประกันคุณภาพการศึกษา

สารบัญ

บทความงานประกันคุณภาพ

การประกันคุณภาพการศึกษา : นวัตกรรมใหม่ของการปฏิรูปการศึกษาไทย

 

จินดา  ตาทิพย์

การปฏิรูปการศึกษาตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช  ๒๕๔๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๔๒ มีเป้าหมายหลัก คือ การพัฒนาคนไทยทั้งมวลให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ คุณธรรม จริยธรรม และวัฒนธรรมในการดำรงชีวิตให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่น  ได้อย่างมีความสุข ให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ ให้ทุกส่วนของสังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา โดยมีการดำเนินงานด้านกฎหมาย  การกำหนดนโยบายและแผน รวมทั้งการนำแผนไปสู่การปฏิบัติให้บรรลุเป้าหมาย ให้เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน และพบว่าคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานในปัจจุบัน  อยู่ในบรรยากาศที่จำเป็นต้องเร่งรัด พัฒนา ปรับปรุงแก้ไข ทบทวนกลวิธี และค้นหา นวัตกรรมเพื่อการนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษา เพื่อให้คนไทยได้มีการศึกษาที่ทันต่อโลกของกระแสโลกาภิวัฒน์ ซึ่งสังคมโลกของเรา มีการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว  และมีการแข่งขันกันทุก ๆ ด้านสูงมาก ตลอดเวลา ประชาชนคนไทยจำเป็นที่จะต้องได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพเพียงพอเท่านั้น จึงจะสามารถปรับตัวเข้ากับสังคมได้อย่างสมดุล กระทรวงศึกษาธิการจึงได้เล็งเห็นและให้ความสำคัญต่อการศึกษาโดยการปฏิรูปการบริหารและการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาให้มีคุณภาพอย่างแท้จริง

การประกันคุณภาพที่ได้นำมาใช้เพื่อการพัฒนาและปฏิรูปการศึกษาของไทย  ให้มีคุณภาพคือ เป็นระบบการบริหารจัดการที่กำกับขบวนการดำเนินงาน (การผลิต การบริการ) เพื่อให้เกิดความมั่นใจและรับรองได้ว่าว่าผล และ/หรือ ผลลัพธ์จากการดำเนินงานบรรลุเป้าหมายและจุดประสงค์ที่กำหนดไว้   การประกันคุณภาพการศึกษา เป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งก็คือผู้ปกครอง นักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชนทั่วไปว่า ผู้จบการศึกษาจากสถานศึกษานั้น ๆ จะมีคุณภาพตามที่ต้องการ  ซึ่งความหมายของ “คุณภาพ” ก็คือ วิธีการปฏิบัติที่มีมาตรฐานในกระบวนการผลิตนักเรียน นิสิต นักศึกษา ให้ได้ผลผลิตเป็นที่น่าพอใจและทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่าเป็นสิ่งที่ต้องการและความพึงพอใจของผู้รับบริการให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ได้วางข้อกำหนดและมาตรฐานไว้

          จากการที่พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ หมวด ๖ มาตรา ๔๘

ได้กำหนดให้สถานศึกษาทุกระดับต้องจัดให้มีระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา โดยให้ถือว่าการประกันคุณภาพการศึกษา เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารการศึกษาที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง   และมาตรา ๔๙   กำหนดให้มีสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.)  พัฒนาผลการจัดการศึกษาเพื่อเป็นการตรวจสอบคุณภาพการศึกษา   โดยทำการประเมินคุณภาพของสถานศึกษาอย่างน้อย  ๑ ครั้งในทุก ๕ ปี ดังนั้นจากปีที่ผ่านๆ มา  สมศ.  จึงได้กำหนดมาตรฐานการศึกษา  แบ่งเป็นมาตรฐานด้านผู้เรียน มาตรฐานด้านกระบวนการ และมาตรฐานด้านปัจจัย  เพื่อเป็นตัวบ่งชี้คุณภาพของการจัดการศึกษาของสถานศึกษาในระดับการศึกษาต่าง ๆและใช้เป็นเกณฑ์ในการประเมินภายนอกเพื่อรับรองคุณภาพ

           เฉลิม  ฟักอ่อน (ออนไลน์).แหล่งที่มา http://www.nitest.comได้นำเสนอแนวคิดการดำเนินการประกันคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา  ว่าในการประเมินรอบแรกของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา คณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อ ๒๕ มกราคม ๒๕๔๓ ให้  สมศ. ประเมินคุณภาพภายนอก เพื่อตรวจสอบคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, ๒๕๔๓)  ดังนั้น สถานศึกษาที่จัดการศึกษาจึงต้องดำเนินการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างกระตือรือร้น และเข้มแข็ง ตลอดจนหน่วยงานต่างๆ ที่รับผิดชอบและเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาดังกล่าวทุกระดับทุกสังกัด  จึงพัฒนาแนวทางการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาดังกล่าว  ซึ่งก็ถือได้ว่า เรื่องของการดำเนินการ การประกันคุณภาพการศึกษาเป็นนวัตกรรมใหม่สำหรับที่จะใช้ในการพัฒนาการศึกษาของชาติต่อไป

          ในการดำเนินงานการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ตลอดจนการเตรียมการรับการประเมินคุณภาพการศึกษาจากองค์กรภายนอก (สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา หรือ สมศ.) สถานศึกษาแต่ละแห่งจึงมีแนวทางในการดำเนินงานในการประกันคุณภาพด้วยกระบวนการพัฒนาที่เหมาะสมกับสถานศึกษา เช่นยึดหลักการดำเนินงานเพื่อพัฒนาคุณภาพตามวงจรของ เดมมิ่ง อันได้แก่ การวางแผน (Plan) การปฏิบัติตามแผน (Do) การตรวจสอบหรือประเมินผลการปฏิบัติงาน (Check) และการปรับปรุงแก้ไขและพัฒนา (Action)

มหาวิทยาลัยสยาม (ออนไลน์).แหล่งที่มา.http://cs.siam.edu/qa/fundamental นำเสนอความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการประกันคุณภาพการศึกษา ด้านความแตกต่างของระบบการประกันคุณภาพภายในและการประกันคุณคุณภาพภายนอกว่า  การประกันคุณภาพภายในและภายนอก โดยทั่วไปแล้วมีความคล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะในเรื่องของจุดมุ่งหมายที่ต้องการของสถาบันการศึกษาดำเนินการตามภารกิจหลักอย่างมีคุณภาพ รวมทั้งกระบวนการดำเนินการประกันคุณภาพ  แต่การประกันคุณภาพภายในและภายนอก  ก็ยังมีความแตกต่างในบางประเด็น ดังต่อไปนี้เช่น

          ๑)    การประกันคุณภาพภายใน  สถาบัน/หน่วยงานจะเป็นผู้ดำเนินการประเมินตนเอง และจัดทำรายงานการประเมินตนเอง เสนอต่อหน่วยงานต้นสังกัด/หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดย ต้องประเมินตนเองทุกปี ซึ่งต่างจากการประกันคุณภาพภายนอก  ที่สถาบัน/หน่วยงาน ต้องรับการประเมินคุณภาพจากหน่วยงานภายนอกซึ่งก็คือ สมศ.

          ๒.  การประกันคุณภาพภายใน  สถาบัน/หน่วยงานสามารถนำองค์ประกอบหลักในการดำเนินงาน ของสำนักงานคณะกรรมการการที่สถาบันนั้นสังกัดหรือระบบประกันคุณภาพระบบอื่น  เช่น ISO (International Organization for Standardization), TQM (Total Quality Management), The Malcolm Baldrige National Quality Award, CIPP (Context, Input, Process, Product)  มาใช้เพื่อควบคุมคุณภาพของสถาบัน/หน่วยงานที่จัดการศึกษา  โดยให้ครอบคลุมภารกิจหลักของสถาบัน/หน่วยงาน ซึ่งสถาบัน/หน่วยงานสามารถกำหนดตัวบ่งชี้ที่ใช้ในการประเมินตนเองได้โดยอิสระ ตามหลักการให้เสรีภาพทางวิชาการ (Academic Freedom)  และความมีอิสระในการดำเนินการของสถาบัน  (Institutional Autonomy)  เพื่อความมีคุณภาพภายในสถาบันอย่างเต็มที่  ทั้งนี้ สถาบันการศึกษาแต่ละระดับต้องพร้อมที่จะรับการตรวจสอบคุณภาพการศึกษาจากภายนอกตามหลักการของความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ (Accountability) 

          ประเวช  เวชชะ (เอกสารประกอบการเรียน.๒๕๕๑ : ๑) เสนอแนวคิดการพัฒนาคุณภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในกระบวนการพัฒนาสถานศึกษาว่า  การพัฒนาคุณภาพมิใช่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่เป็นการสั่งสมวิธีการคิดของนักปฏิบัติในด้านต่าง ๆ บางครั้งการคิดเหล่านั้นอาจจะมิได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อการพัฒนาคุณภาพโดยตรง เป็นความคิดโดยเอกเทศ แต่ก็สอดคล้องกับแนวคิดหลักของการพัฒนาคุณภาพในปัจจุบัน

          ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องของการประกันคุณภาพการศึกษา  เป็นเรื่องที่สถาบันการศึกษา  สนใจนำมาปฎิบัติกันมาเป็นทศวรรษแล้ว แต่กระนั้นก็ยังมีครู อาจารย์

จำนวนมากที่ไม่เข้าใจความหมาย แนวคิดที่แท้จริงของการประกันคุณภาพการศึกษา

รัตนา ประเสริฐสม  (ออนไลน์).แหล่งที่มา : http://dusithost.dusit.ac.th/  

เรียบเรียงเกี่ยวกับเรื่อง การประกันคุณภาพที่นำมาสู่การจัดการคุณภาพการศึกษาทั่วทั้งองค์กร (Total Quality Management : TQM ) ที่สถาบันการศึกษาหลายแห่งใช้เป็นหลักในการประกันคุณภาพการศึกษาดังนี้

การประกันคุณภาพ (Quality Assurance : QA) เป็นกระบวนการวิชาการเชิงระบบที่ระบุลักษณะความต้องการของตลาดและทำงานให้ตรงตามความต้องการนั้น ขณะเดียวกันองค์กรอาจจะพัฒนาให้มีคุณภาพตามมาตรฐานของตน แต่โดยทั่วไปมักจะรับเอามาตรฐานสากลที่องค์กรต่างๆยอมรับว่าเป็นระบบคุณภาพ ดังเช่น BS๕๗๕๐ หรือที่เรารู้ว่า ISO๙๐๐๐ เป็นต้น

ISO๙๐๐๐ เป็นระบบที่ออกแบบสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม แต่ก็มีผู้พยายาม หาวิธีประยุกต์  ISO๙๐๐๐  มาใช้ในการฝึกอบรมและการจัดการศึกษา ปรับให้เหมาะกับครู

และผู้เรียน โดยให้สอดคล้องกันกับมาตรฐานวิชาชีพที่พัฒนามาเป็นเวลานานเช่นกัน

การประกันคุณภาพเป็นระบบบริหารการจัดการ   โดยทั่วไปเมื่อกล่าวคำว่า  ประกันคุณภาพ

มักจะให้ความรู้สึกลึกลับ หรือให้ความรู้สึกว่าจะต้องใช้ทักษะที่ยุ่งยากซับซ้อนจึงจะถึงจุดหมายได้  แท้ที่จริงแล้ว การประกันคุณภาพเกิดขึ้นในวงธุระกิจที่ต้องการที่จะรักษาภาพลักษณ์ของตนเองให้คงอยู่ตลอดไป  การประกันคุณภาพเป็นเรื่องธรรมดาที่คนทั่วไปสามารถบริหารได้ การประกันคุณภาพเป็นเรื่องง่าย  ช่วยให้การทำงานได้อย่างราบรื่น และก้าวหน้าไปพร้อมๆกันได้อย่างเหมาะสม เป็นเรื่องของการทำงานในชีวิตประจำวัน

กล่าวโดยสาระสำคัญการประกันคุณภาพ เป็นวิธีการทำงานในองค์กรที่มั่นใจได้ว่า

๑. พันธกิจและจุดมุ่งหมายขององค์กรมีความชัดเจน ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนรู้

๒. ระบบของการทำงานให้สำเร็จ  ได้คิดไว้แล้ว  ได้รับพิสูจน์ทุกคนรับรู้

๓. ทุกคนมีความชัดเจนว่าใครรับผิดชอบเรื่องอะไร

๔. สิ่งที่องค์การกำหนดว่าคุณภาพนั้นต้องมีความชัดเจนมีเอกสารแสดง

๕. มีระบบการตรวจสอบว่างานทุกอย่างดำเนินไปตามแผนที่ได้กำหนดไว้

๖. หากมีความผิดพลาดใดๆ เกิดขึ้น มีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนว่าจะทำให้ถูกต้องได้อย่างไร

การประกันคุณภาพ  มีความหมายแตกต่างจากการควบคุมคุณภาพ  ซึ่งเป็นที่รู้จักกันมาช้านานและรู้จักกันอย่างกว้างขวาง   การควบคุมคุณภาพเป็นวิธีการตรวจสอบและคัดงานที่บกพร่องออก ซึ่งบางครั้งอาจใช้วิธีทางสถิติเข้าช่วย   ส่วนในการฝึกอบรมและการจัดการศึกษา มีการวัดผลด้วยการสอบ  หากใครไม่สามารถผ่านเกณฑ์ได้จะสอบตกหรือถูกคัดออก  แต่ในการประกันคุณภาพจะให้ความสำคัญในการป้องกัน ดังคำกล่าวที่ว่า การประกันคุณภาพ หมายถึง การทำสิ่งที่ถูกต้องตั้งแต่เริ่มแรกเพื่อป้องกันความผิดพลาด แต่ไม่ใช่มาทำให้ถูกต้องในภายหลัง  การประกันคุณภาพ (QA)  ยังแตกต่างไปจากการบริหารจัดการคุณภาพทั่วทั้งองค์กร (TQM) ที่มีจุดเริ่มต้นมาจากการแข่งขันกันในตลาดระหว่างญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา  ตลาดความต้องการคุณภาพและความเชื่อถือในราคาที่ยุติธรรม  ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่คุ้นเคยกันดีในวงการอุตสาหกรรมรถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ดังจะเห็นได้ว่าอุตสาหกรรมทั้งสองประเภทนี้มีผลผลิตที่มีคุณภาพมากกว่าที่เคยผลิตเมื่อ ๑๐ – ๒๐ ปีที่แล้วในวงการฝึกอบรมและการจัดการศึกษาในอดีตที่ผ่านมา ไม่มีความกดดันให้ต้องแข่งขันเหมือนในวงการอุตสาหกรรม แต่ปัจจุบันมีการแข่งขันกันมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีสื่อที่ทันสมัยเข้ามาช่วยให้ลูกค้าหรือผู้เรียนมีความจำเป็นต้องกลับไปเรียน  หรือฝึกหัด

ในสถาบันการศึกษาน้อยลงทุกที  สถาบันการศึกษาที่จัดการฝึกอบรมหรือจัดการศึกษา จึงต้องตระหนักว่า  ต้องพบการแข่งขันทั้งทางด้านคุณภาพและราคา   สถานการณ์ เช่นนี้ต้องใช้การบริหารจัดการคุณภาพทั่วทั้งองค์กรหรือที่เรียกว่า TQM

TQM   มีสมมุติฐานว่า การจัดการฝึกอบรมและการจัดการศึกษาจะคงอยู่ได้ถ้าพิสูจน์

ให้เห็นว่ามีทั้งคุณภาพและราคา   ความคิดนี้มิใช่ความคิดใหม่ในวงการอุตสาหกรรม แต่เพิ่ง

มีการนำมาใช้การฝึกอบรมและการจัดการศึกษา เราคงจะเคยได้ยินว่า ครูบางคนขอทรัพยากรสนับสนุนเพื่อจะให้เกิดคุณภาพ แต่ TQM จะเป็นการพิสูจน์คุณภาพ โดยใช้ทรัพยากรน้อยที่สุดที่จะสามารถแข่งขันได้  องค์กรจะเสียค่าใช้จ่ายในเรื่องที่ไม่มีคุณภาพน้อยลงด้วยการทำสิ่งที่ถูกต้องตั้งแต่เริ่มแรก  เมื่อเปรียบเทียบระหว่าง QA และ TQM สิ่งที่สำคัญก็คือ TQM คิดถึงค่าลงทุนเพื่อสร้างคุณภาพและถือว่าเป็นตัวบ่งชี้ที่สำคัญ  เงินลงทุนจะต้องลดลงแต่เพิ่มคุณภาพด้วยการป้องกันปัญหา มีการตรวจสอบน้อยลง และทำงานเสียหรือต้องกลับมาทำใหม่ต้องลดลง โดยรวมก็ถือว่ามีคุณภาพที่ดีกว่าแต่ราคาลดลง ส่วน QA ไม่คิดค่าลงทุนดังกล่าวความแตกต่างระหว่าง QA และTQM อาจสรุปได้ดังนี้

QA เป็นระบบพื้นฐานของการบริหารจัดการ มีสาระสำคัญคือ

๑. มีการกำหนดพันธกิจ

๒. มีลำดับขั้นการทำงาน

๓. มีระบบการตรวจสอบเพื่อดูว่าเป็นไปตามลำดับขั้นการทำงานหรือไม่

๔. มีระบบการแก้ไขเพื่อให้ทำงานได้ถูกต้อง

๕. มีการทบทวน มีการนิเทศเพื่อพัฒนาระบบ

 

พื้นฐานความคิดของระบบ QA

๑. มาตรฐานคุณภาพได้จากความต้องการของลูกค้า

๒. งานจะสำเร็จได้ ถ้าทุกคนช่วยกันกำหนดระบบการทำงานให้เป็นไปตามมาตรฐานและเขียนกระบวนการทำงาน ระบบประกันคุณภาพจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทุกคนทำตามข้อตกลง

TQM มีลักษณะที่สำคัญคือ

๑. ผู้ร่วมงานทุกคนพอใจที่จะพยายามพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง

๒. ทีมงานตรวจสอบคุณภาพการทำงานของตน

๓. กลุ่มย่อยของหน่วยงาน จะแก้ปัญหาทันที่ที่พบ

๔. วิธีการทำงานอาจปรับได้ ถ้ากลุ่มการทำงานพบวิธีการทำงานที่มีประสิทธิภาพกว่า เพื่อให้ได้คุณภาพมากยิ่งขึ้น

พื้นฐานความคิดของ TQM

๑. มาตรฐานคุณภาพ ควรปรับปรุงตามกาลเวลา

๒. มาตรฐานต้องเป็นสิ่งที่ดีกว่า

๓. ทุกคนสามารถบอกปัญหาและมีส่วนช่วยคิดแก้ปัญหา

จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าการเลือกใช้ QA หรือTQM มาประยุกต์ใช้ในการประกันคุณภาพการศึกษา จะเห็นผลไม่แตกต่างกัน แต่ TQM เป็นระบบที่สามารถนำมาปรับใช้กับการประกันคุณภาพการศึกษาได้อย่างเหมาะสมกว่า โดยที่ทุกคนในองค์กรมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพขององค์กร

หลักของ TQM ที่นำมาใช้ในการประกันคุณภาพการศึกษา มีดังนี้

๑. เน้นความต้องการของผู้เรียนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

๒. เน้นผลผลิต ได้แก่คุณภาพของบัณฑิตและผลงานตามพันธกิจ

๓. เน้นกลยุทธ์ มีการกำหนดมาตรการในการทำงาน

๔. เน้นกระบวนการ

๕. เน้นแหล่ง

๖. เน้นการทำงานเป็น๗. เน้นบทบาทของผู้บริหารในการบริหารจัดการ

๘. เน้นการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

๙. มีการเปรียบเทียบสมรรถนะ

การประกันคุณภาพการศึกษาด้วยการบริหารการจัดการทั่วไป จะต้องเป็นไปตามหลักการของการประกันคุณภาพ ซึ่งก็มีความสอดคล้องกับหลักการบริหารคุณภาพทั้ง ๑๔ ข้อ ของเดมมิ่ง (Deming Cycle) ซึ่งสรุปได้ดังนี้

๑. มีความโปร่งใส (Transparency)ทุกคนต้องการกำหนดภาระงาน

(Job Description)

๒. ตรวจสอบได้  (Accountability)

๓. สร้างวัฒนธรรมคุณภาพ (Quality Culture) เริ่มจากง่ายๆที่คนยอมรับและเพิ่มไปเรื่อยๆและทำให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

๔. เป็นคุณภาพของตนเอง (Preventive Quality) จัดระบบเพื่อไม่ให้มีปัญหาเกิดขึ้น

๕. เน้นกระบวนการเรียนรู้ (Learning Process) เรียนรู้เพื่อพัฒนา

๖. ทำสิ่งที่มีอยู่ให้ดีที่สุด (Do the Best the Less)

๗. มีการปรับปรุงและพัฒนา (Improvement and Development)ทำให้คุณภาพสูงขึ้นตามลำดับ

๘. เป็นข้อมูลเข้าสู่สังคมได้ (Public Information) 

เมื่อมีหลักการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาแล้ว สถาบันการศึกษา ต้องนำหลักการมาวางระบบการทำงานให้มีคุณภาพ ขณะเดียวกันต้องเตรียมการเพื่อตรวจสอบและประเมินคุณภาพการศึกษาด้วย   ในการวางระบบการทำงาน เพื่อการตรวจสอบการประเมินจะมีการนำทฤษฏีเข้ามาใช้มาก  ซึ่งส่วนมากนิยมใช้ CIPP Model ( Context Input Process Output Model) เป็นแนวทางและกำหนดองค์ประกอบหรือมาตรฐานในการทำงานไว้เป็นกรอบคุณภาพ การประกันคุณภาพเป็นระบบการบริหารจัดการที่วงการอุตสาหกรรมนำมาใช้ เพื่อลดต้นทุน ในการผลิตสินค้าได้คุณภาพที่ดี ตรงกับความต้องการของลูกค้า  สามารถแข่งขันในตลาดได้ ส่วนในวงการฝึกอบรมและการจัดการศึกษา  จะมีการพัฒนามาตามลำดับามลักษณะวิชาชีพ  จนเมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้น มีการแข่งขันกันสูงขึ้น สถาบันการศึกษาทุกระดับมีความจำเป็นที่จะต้องมีการปรับปรุงและพัฒนาตนเองอยู่เสมอ จึงมีการนำเอาแนวคิดเรื่องของการประกันคุณภาพมาใช้ในสถาบันการศึกษา แต่ด้วยเหตุผลที่สถาบันทางการศึกษาเป็นองค์การที่มีความรู้เกี่ยวข้องด้วยหลายฝ่าย  มีระบบการทำงานที่ต้องประสานงานกัน  เพื่อจุดมุ่งหมายเดียวกัน จึงมีความเหมาะสมที่จะนำวิธีการบริหารจัดการคุณภาพทั่วทั้งองค์กรมาใช้ในการดำเนินงานประกันคุณภาพทางการศึกษา เพื่อให้สามารถควบคุมตรวจสอบได้และมีผลให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและสูงขึ้นตามลำดับ  แต่การประกันคุณภาพทางการศึกษาเป็นเรื่องของทุกคน  ดังนั้น ครู อาจารย์ และผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องมีความรู้ความเข้าใจ  เรื่องการประกันคุณภาพการศึกษาและมีความสามารถทำงานของตนได้

          สำหรับความคิดเห็นส่วนตัวที่มีต่อระบบการประกันคุณภาพทางการศึกษา ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากการพัฒนาและปฏิรูปการศึกษาไทยตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๔๒  อันเป็นผลให้หน่วยงาน สถานศึกษาทุกแห่ง ทุกระดับต้องจัดให้มีระบบการประกันคุณภาพการศึกษาทั้งภายในและการประกันคุณภาพภายนอก ดังที่ได้อ้างบทความและข้อเขียนของผู้รู้ ผู้มีความชำนาญ และความเชี่ยวชาญในงานประกันคุณภาพหลาย ๆ ท่าน อย่างไรก็ตามงานประกันคุณภาพ ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ในการที่จะพัฒนาการศึกษาของชาติให้มีคุณภาพตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติ  ที่ต้องการปฏิรูประบบการศึกษาไทยให้พัฒนา ก้าวทันต่อสังคมโลกและความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีทางการศึกษาหรือจะเรียกได้ว่าแทบทุกด้าน   สำหรับข้อดีของการประกันคุณภาพการศึกษาพอจะวิเคราะห์ตามประเด็นต่าง ๆได้ดังนี้

๑. ทำให้มีการกระบวนการตรวจสอบคุณภาพการจัดการศึ

หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา