ศิลปวิจารณ์ | วิชาการ.คอม


ศิลปวิจารณ์

สารบัญ

ศิลปวิจารณ์

-1-     ศิลปวิจารณ์                        

1.ความเข้าใจในความงาม                                ความงามคืออะไร

          ความงามเป็นผลงามมาจากความรู้สึกของมนุษย์แต่ละคน  อันเนื่องมาจากการได้สัมผัสกับสิ่งที่มีความงาม  สามารถรับรู้ความงามได้มากน้อยต่างกัน  การตีความหมายของความงามจึงแตกต่างกันไปตามมุมมอง  ดังมีนักปรัชญาได้ให้คำนิยามไว้ว่า

       โสกราตีส  

            นักปรัชญาสมัยอารยธรรมกรีก  ให้คำนิยามไว้ว่า  ความงาม  คือ “ความเหมาะสมของสัดส่วน”  โดยถือว่าความงามนั้นต้องมีขนาดและสัดส่วนที่สัมพันธ์กัน  จนกรีกโบราณยึดถือเป็นเกณฑ์ในเรื่องสัดส่วนของความงาม  เช่น  ความงามของคนแบ่งออกเป็น  8  ส่วน  โดยนับศีรษะเป็นสัดส่วนที่ 1  ความงามของอาคารมีสัดส่วน  1:3:5  คือ สูง 1 ส่วน  กว้าง  3  ส่วน  ยาว  5  ส่วน  ดังจะได้เห็นภาพวิหารพาร์เธนอน  ปัจจุบันความหมายในคำนิยามนี้ก็ยังใช้ได้อยู่   ซึ่งเราจะเห็นได้จากการออกแบบเครื่องเรือนที่ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของสัดส่วนระหว่างเครื่องเรือนกับคนด้วย  เป็นต้น

 

ภาพเปรียบเทียบสัดส่วนของคนในแบบต่าง ๆ

 

-2-          โสกราตีส        นักปรัชญาชาวกรีก  ให้คำนิยามไว้ว่า  ความงาม  คือ “การเลียนแบบ”  โดยกล่าวว่าความงามนั้นเป็นแบบที่มีอยู่แล้วในสรรพสิ่งที่อยู่บนโลกนี้  แนวคิดนี้ส่งผลให้ศิลปินกรีก  แสดงความงามของเทพเจ้าเป็นประติมากรรมเป็นรูปมนุษย์   โดยมุ่งเน้นความสมบูรณ์ของรูปร่างทรวดทรง   ศิลปินที่ยึดถือนิยามนี้นิยมสร้างสิลปะในลักษณะเลียนแบบเหมือนจริง

 

ประติมากรรม “อพอลโล”

           เฮอร์เบิร์ต  รีด

                นักปรัชญาชาวอังกฤษ ให้คำนิยามไว้ว่า  ความงาม  คือ “ความเป็นเอกภาพที่สมบูรณ์ในองค์ประกอบศิลป์”  นั้นคือ  ความงามที่เกิดขึ้นในศิลปะ  โดยการนำทัศนธาตุทางศิลปะมาจัดองค์ประกอบศิลป์ให้มีความสมบูรณ์

-3-         อิมมานูเอล  คานต์

              นักปรัชญาชาวเยอรมัน  ให้คำนิยามไว้ว่า  ความงาม  คือ “สิ่งที่ดี  เป็นความสุข  ความเพลิดเพลิน  และความพึงพอใจ”

         อาร์เธอร์  โซเพนเฮาร์

              นักปรัชญาชาวเยอรมัน  ให้คำนิยามไว้ว่า  ความงาม  คือ “สิ่งที่สอดคล้องกับความชอบหรือรสนิยมของเรา”

 

        จากแนวคิดในเรื่องคำนิยามของความงามของนักปรัชญาดังกล่าว  พอสรุปได้ว่า 

 “ความงามเป็นความพอดีของสัดส่วน  ความเป็นเอกภาพของทัศนธาตุ  มีองค์ประกอบศิลป์สมบูรณ์ลงตัวของสรรพสิ่งทั้งหลายที่มนุษย์สัมผัสรับรู้ได้  แล้วเกิดความพึงพอใจและมีความสุข ”

 

2.ประเภทของความงาม

             ความงามแบ่งเป็น  2  ประเภทใหญ่ ๆ  ได้แก่  ความงามที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ   และความงามที่เกิดขึ้นจากการสร้างสรรค์ของมนุษย์

       2.1 ความงามที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ  

             เป็นความงามที่ปรากฏขึ้นเองตามธรรมชาติของสิ่งต่าง ๆ  เช่น  ความงามของดวงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณและยามอัสดง  ความงามของดวงจันทร์ในคืนวันเพ็ญ  ความงามของภูเขา  ต้นไม้  ดอกไม้  ที่สัมพันธ์กลมกลืนกับบรรรยากาศ  เป็นต้น

         2.2 ความงามที่เกิดขึ้นจากการสร้างสรรค์ของมนุษย์

            เป็นความงามที่มีผลมาจากธรรมชาติ  และสิ่งแวดล้อมเป็นแรงดลใจในการสร้างสรรค์และถ่ายทอดออกมาเป็นผลงานศิลปะที่มีความงาม  เช่น  งานจิตรกรรม  งานประติมากรรม  และงานสถาปัตยกรรม  เป็นต้น

-4- 3.การรับรู้คุณค่าของความงาม

          ความงามเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถรับรู้และสัมผัสได้  มนุษย์เราต่างก็พึงพอใจในความและมีความสุขเมื่อได้สัมผัสกับความงาม  สามารถรับรู้ความงามออกเป็น  3  ลักษณะ  ดังนี้

         3.1 การรับรู้ความงามได้จากภายในตัววัตถุ

            การรับรู้คุณค่าของความงามที่เป็นคุณสมบัติภานยในตัววัตถุหรือผลงานศิลปะ  ปรากฏให้เห็นในลักษณะความเหมาะสมของขนาด  สัดส่วน  รูปร่าง  สี เป็นต้น  เช่นเรารับรู้ความงามของดอกไม้ที่ถูกกำหนดมาโดยธรรมชาติ  ปรากฏให้เห็นถึงลักษณะความเหมาะสมของรูปร่าง  ความได้สัดส่วนของกลีบดอก  และสีสัน  ส่วนความงามในผลงานศิลปะเกิดจากการสร้างสรรค์ของมนุษย์ที่ปรากฏให้ลักษณะความเหมาะสมของการนำทัศนธาตุทางศิลปะมาจัดองค์ประกอบศิลป์

         3.2 การรับรู้ความงามได้จากจิตกำหนด

               เป็นการรับรู้คุณค่าของความงามที่เกิดจากความรู้สึกและจิตใจของแต่ละคนเป็นตัวกำหนด  ดังนั้น  คุณค่าความงามของวัตถุหรือผลงานศิลปะจะไม่คงที่และขึ้นอยู่กับความชอบ  รสนิยมที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของอารมณ์  ความรู้สึก  ซึ่งเปลี่ยนไปตามคติความเชื่อของบุคคลหรือสังคมในแต่ลยุคสมัย

           3.3 การรับรู้ความงามที่ได้จากสภาวะความสัมพันธ์ของวัตถุและจิตใจ

                เป็นการรับรู้คุณค่าของความงามที่เกิดจากสภาวะความสัมพันธ์ของวัตถุหรือผลงานศิลปะที่มีคุณค่าความงามอยู่จริง  จิตใจต้องอยู่ในสภาวะพร้อมที่จะรับรู้และชื่นชมต่อคุณค่าความงามในวัตถุหรือผลงานศิลปะนั้น  โดยจำเป็นต้องมีหลักเกณฑ์บางอย่างเป็นเครื่องมือพิจารณา  จึงจะเป็นการรับรู้คุณค่าของความงามที่สมบูรณ์

 

4.รูปแบบของการสร้างสรรค์ความงามในศิลปะ

                 การแสดงทางความงามในงานศิลปะ  นิยมถ่ายทอดลักษณะรูปแบบของการสร้างสรรค์ความงามเป็น  3  ลักษณะ  ดังนี้

            -5-               4.1 สร้างสรรค์ความงามเหมือนจริง

                    สร้างสรรค์ความงามเหมือนจริง  หมายถึง  การสร้างงานที่เหมือนจริงดังที่ปรากฏอยู่ในธรรมชาติ  โดยยึดหลักการสร้างสรรค์และการนำเสนอดังที่ตามองเห็น  เช่น  การเขียนภาพเหมือนคน  การปั้น  การแกะสลัก  ภาพหุ่นนิ่งในงานจิตรกรรม  และการหล่อรุป   เป็นต้น

 

“The  Stonebreakers” ผลงานของกุสตาฟ  คัวร์เบท์   แสดงความงามที่เหมือนจริง  สะท้อนภาพความจริงของคนยากจนและลำบากแห่งชนบทบ้านนอก

                      4.2 สร้างสรรค์ความแบบตัดทอน

                   สร้างสรรค์ความแบบตัดทอน   หมายถึง  การสร้างสรรค์งานศิลปะในลักษณะบิดเบือนไปจากของจริง  โดยจะให้ความสำคัญกับรูปแบบที่เหมือนจริงน้อยลง  แต่ให้ความสำคัญกับรูปแบบความคิดของศิลปินมากขึ้น  เพื่อสื่อความงามในการรับรู้ให้เข้าใจ

-6-

 

ง่ายและรวดเร็ว การเขียนภาพแบบตัดทอนนี้นับว่าเป็นพื้นฐานที่สำคัญของการออกแบบทุกชนิด

          4.3 สร้างสรรค์งานตามความรู้สึก

                   สร้างสรรค์งานตามความรู้สึก  หมายถึง  การสร้างสรรค์งานศิลปะที่ไม่มีรูปแบบและเรื่องราวเหมือนจริง  แต่มุ่งแสดงอารมณ์ความรู้สึกของศิลปินที่ถ่ายทอดลง ในผลงานโดยการนำทัศนธาตุทางศิลปะมาจัดองค์ประกอบศิลป์ให้ปรากฏในลักษณะ เส้น  สี  แสงเงา  เป็นต้น  เพื่อกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ความรู้สึก  เช่น  ความสนุก  ความตื่นเต้น  ความรัก  เป็นต้น                            

  5. จากความชอบสู่ความซาบซึ้ง

                 เมื่อมีโอกาสได้ชมงานศิลปะที่มีความสวยงาม  ได้ฟังเพลงที่ไพเราะ  จะรู้สึกประทับใจ  จะรู้สึกชอบเพราะทำให้เกิดอารมณ์สะเทือนใจ  ก่อให้เกิดความสุข  ความสนุก  ผู้ที่มีความรู้เรื่องศิลปะ  รวมทั้งศิลปินและนักวิจารณ์ก็พอจะอธิบายได้ว่างานนั้นมีความงามมีความไพเราะอย่างไร

             ดังนั้น  การศึกษาวิธีการพัฒนาตนเองจากความชอบในงานศิลปะไปสู่ความซาบซึ้งจนสามารถวิเคราะห์  วิจารณ์  และการประเมินค่าของผลงานศิลปะได้  จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อยกระดับจิตใจให้รักความประณีต  ความงาม  และดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข   การเข้าสู่ความซาบซึ้งในความงามของงานศิลปะ  มี  4  ขั้นตอน  ดังนี้

              5.1 สร้างความรู้สึกชอบ

                     ความชอบนับว่าเป็นแรงจูงใจอันดับแรกของมนุษย์    ในการที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้บรรลุความสำเร็จได้ง่ายและรวดเร็ว  เพราะความชอบทำให้เกิดความพอใจ  ความสนุกสนานเพลิดเพลิน  ไม่รู้สึกถูกบังคับฝืนใจในการทำกิจกรรรมนั้น ๆ  การสร้างความชอบในงานศิลปะควรเริ่มต้นจากการดูหนังสือภาพงานศิลปะ   เข้าร่วมกิจกรรมหรือไปชมนิทรรศการศิลปะ  แล้วพิจารณาเลือกผลงานศิลปะที่ชอบที่สุด  โดยที่ยังไม่มีความรู้ในผลงานชิ้นนั้นเลย  เพื่อนำไปสู่การค้นคว้าต่อไป

-7-             5.2 ความชอบสร้างความสนใจ

                     เมื่อเรามีความชอบก็จะนำพาให้เราเกิดความสนใจเข้าไปสู่การศึกษาหาความรู้ในสิ่งที่อยากรู้จากขั้นพื้นฐานสู่ขั้นที่สูงขึ้น  เช่น  เมื่อเราชอบผลงานศิลปะชิ้นใดชิ้นหนึ่งเป็นพิเศษ  ทำให้เราเกิดความสนใจและต้องการศึกษาว่าผลงานนั้นมีลักษณะความเป็นมาอย่างไร  ใครเป็นผู้สร้างสรรค์  และใช้เทคนิควิธีการอย่างไร  เป็นต้น

              5.3 ความสนใจสร้างความเข้าใจ

                    เมื่อเราเกิดความสนใจและเข้าไปศึกษาผลงานศิลปะที่เราชื่นชอบเป็นพิเศษ  ก็จะเกิดความรู้ความเข้าใจในรูปแบบและเทคนิควิธีการสร้างสรรค์งานศิลปะนั้น ๆ  และเป็นพื้นฐานสำคัญในการเรียนรู้ศิลปะของศิลปินคนอื่น ๆ  ต่อไป

              5.4 ความเข้าใจสร้างความซาบซึ้ง

                    เมื่อเกิดความเข้าใจในผลงานศิลปะอย่างถ่องแท้แล้ว  ก็จะทำให้เราเห็นความสัมพันธ์ของศิลปะกับชีวิต   และได้ซึมซับแนวคิดจินตนาการ   และเทคนิควิธีการที่หลากหลายของศิลปิน  จนสามารถวิเคราะห์  วิจารณ์  และประเมินค่าความงามของงานศิลปะต่าง ๆ   อันจะนำไปสู่ความซาบซึ้งในความของศิลปะในที่สุด   และหากได้ลงมือปฏิบัติงานศิลปะได้ด้วยตนเองตามความสนใจและความถนัดอย่างอิสระ  ก็เท่ากับว่าเราได้ก้าวสู่โลกของศิลปะจากการได้สัมผัสจริง  โดยใช้อารมณ์  ความรู้สึก  และจินตนาการมากกว่าฝีมือ

 

6.ศิลปวิจารณ์

                   การวิจารณ์แสดงความคิดเห็นเป็นสิ่งจำเป็นในการศึกษาค้นคว้า

หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา