การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน Problem - based Learning ( PBL ) | วิชาการ.คอม


การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน Problem - based Learning ( PBL )

สารบัญ

PBL คืออะไร

การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน     Problem – based Learning   (PBL)

 

                                                                                                                                                                                                                                     โดย  ยรรยง สินธุ์งาม

 

ความเป็นมา ของ PBL

                 

                แนวคิดในเรื่องของ การเรียนรู้ ที่นักจิตวิทยาทางการศึกษา นำมาเป็นประเด็นในการถกเถียงกันมีอยู่ 2 กลุ่ม  คือ 

                1.กลุ่มทฤษฎีการเรียนรู้เชิงพฤติกรรมนิยม (Behaviorist learning)  ในกลุ่มนี้เชื่อว่า ความรู้มีอยู่มากมายในโลก  แต่ความรู้ที่สามารถถ่ายโยงมายังผู้เรียน อย่างเป็นรูปธรรม มีเพียงเล็กน้อย   การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อมีการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนอง   นักจิตวิทยาที่ได้รับการยอมรับกัน ในกลุ่มนี้  คือ  สกินเนอร์ (Skinner) 

                2.  กลุ่มทฤษฎีการเรียนรู้เชิงพุทธิปัญญานิยม (Cognitive learning theory)  มีความเชื่อว่า  ความรู้เกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างที่มีลักษณะเฉพาะ (particular structure)  กับสิ่งแวดล้อมทางจิตวิทยา (psychological  environment)   ของผู้เรียนแต่ละบุคคล   การเรียนรู้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผู้เรียนได้ปรับเปลี่ยนโลกภายในของตน โดยอาศัยกระบวนการปฏิสัมพันธ์ที่เกิดจากการรับความรู้ใหม่เข้าไปในสมอง หรือจากการปรับเปลี่ยนความรู้เก่าให้เข้ากับความรู้ใหม่   นักจิตวิทยาที่ได้รับการยอมรับแนวคิดมากที่สุดในกลุ่มนี้  คือ  เพียเจท์ (Piaget)

 

              ในปี ค.ศ.1990  สหรัฐอเมริกาได้ประกาศให้ทศวรรษต่อไปเป็น  ทศวรรษของสมองและทศวรรษของการศึกษา  (The decade of brain and the decade of education)   เนื่องมาจาก ผลการค้นคว้าวิจัยเรื่อง สมอง ทำให้นักการศึกษารู้ว่า สมองมนุษย์มีลักษณะเฉพาะ เป็นแหล่งเก็บ เป็นแหล่งกำเนิดของพฤติกรรม เป็นอวัยวะที่มีความสลับซับซ้อนมากที่สุด ในร่างกายมนุษย์  สมองของคนเราสามารถรับเรื่องราวที่เกิดจากการเรียนรู้ ได้ทุกอย่าง (receive all education)  และด้วยความแตกต่างกันของ สมอง  ส่งผลให้คนเรามีลักษณะของการเรียนรู้ (Learning style) ที่แตกต่างกัน  จึงทำให้  วิธีการเรียนรู้ของมนุษย์แต่ละคนมีความแตกต่างกันไป              ด้วยเช่นกัน

นอกจากการค้นคว้าในเรื่องสมองแล้ว สหรัฐอเมริกายังได้มีการศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อดูแนวโน้มและวิสัยทัศน์ของหลักสูตรที่เหมาะสมกับผู้เรียนในศตวรรษที่ 21  

ใช้กลุ่มตัวอย่าง 150 คน จากหลากหลายอาชีพ เช่น นักธุรกิจระดับชาติ  ผู้นำทางการศึกษา และตัวแทนจากรัฐบาล  เครื่องมือวิจัยสำหรับโครงการนี้ คือการใช้เทคนิค Delphi ในการศึกษา ระยะเวลาในการวิจัย 3 ปี     ในรายงานส่วนหนึ่งของวิลสัน (Wilson, 1991) สรุปไว้ว่า  การเตรียมนักเรียนให้พร้อมที่จะเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต  มีความจำเป็นที่จะต้องปลูกฝังให้นักเรียนมีทักษะการคิดแบบวิจารณญาณ และมีทักษะในการตัดสินใจ   นักเรียนต้องสามารถเข้าถึงข้อมูล  และสามารถปรับแปลงข้อมูลเพื่อใช้ในการแก้ปัญหาได้   โดยนักเรียนเหล่านี้ต้องมีลักษณะกล้าเสี่ยง  เป็นนักสำรวจ    และเป็นนักคิดที่รู้จักให้ความร่วมมือกับผู้อื่น รวมทั้งต้องมีการบูรณาการหลักสูตรเพื่อให้เกิดกิจกรรมแบบ

สหวิทยาการ (Inter displinary activity)  ด้วย

 

ต่อมาได้มีทฤษฎีการเรียนรู้ใหม่ ๆ เกิดขึ้นหลายทฤษฎี   ทฤษฎีการเรียนรู้ที่นักการศึกษาส่วนใหญ่ให้ความสนใจกันมากได้แก่ ทฤษฎีการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์นิยม (Constructivist learning theory)  ซึ่งมีแนวคิดที่สอดคล้องกับการจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21 มากที่สุด    ซึ่งในกลุ่มนี้มีความเชื่อว่า  การเรียนรู้จะเกิดขึ้น เมื่อผู้เรียนได้สร้างความรู้ที่เป็นของตนเองขึ้นมา จากความรู้ที่มีอยู่เดิมหรือจากความรู้ที่รับเข้ามาใหม่    จากแนวคิดดังกล่าวจึงนำไปสู่การปรับเปลี่ยนวิธีเรียน วิธีสอน แนวใหม่ ห้องเรียนในศตวรรษที่ 21  ครูไม่ใช่ผู้จัดการทุกสิ่งทุกอย่าง ผู้เรียนต้องได้ลงมือปฏิบัติเอง   สร้างความรู้ ที่เกิดจากความเข้าใจของตนเอง และมีส่วนร่วมในการเรียนมากขึ้น  (Active learning)  

รูปแบบการเรียนรู้ ที่เกิดจากแนวคิดนี้ มีอยู่หลายรูปแบบ   ได้แก่  การเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative learning)    การเรียนรู้แบบช่วยเหลือกัน (Collaborative learning) การเรียนรู้โดยการค้นคว้าอย่างอิสระ (Independent   investigation method)  รวมทั้ง  การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based learning) 

 

                ในช่วงแรกของศตวรรษที่ 20    จอห์น  ดิวอี้ (John Dewey)  นักการศึกษาชาวอเมริกันซึ่งเป็น

ผู้คิดค้น วิธีสอนแบบแก้ปัญหา  และเป็นผู้เสนอแนวคิดที่ว่า  การเรียนรู้ เกิดจากการปฏิบัติ หรือ ได้ลงมือกระทำ ด้วยตนเอง (Learning by doing)    จากแนวคิดนี้ ได้นำไปสู่แนวคิดของการสอน ในรูปแบบต่าง ๆ  ดังที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน    แนวคิดของ PBL ก็มีรากฐานมาจาก แนวคิดของ ดิวอี้ เช่นเดียวกัน

 

              PBL มีการพัฒนาขึ้นครั้งแรกโดยคณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ (Faculty of Health Sciences)  ของมหาวิทยาลัย McMaster  ที่ประเทศแคนาดา ได้ถูกนำมาใช้ในกระบวนการติว (tutorial process) ให้กับนักศึกษาแพทย์ฝึกหัด   วิธีการดังกล่าว ต่อมาได้กลายเป็นรูปแบบ (model) ที่ทำให้มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกานำไปเป็นแบบอย่าง ในการจัดการเรียนรู้ โดยเริ่มจากปลายปี ค.ศ. 1950   มหาวิทยาลัย   Case  Western  Reserve   ได้นำมาใช้เป็นแห่งแรก    และได้จัดตั้ง    ห้องทดลอง พหุวิทยาการ (Multidisplinary  Laboratory)  เพื่อทำเป็นห้องปฏิบัติการสำหรับทดลองรูปแบบการสอนใหม่ ๆ    รูปแบบการสอนที่มหาวิทยาลัย Case  Western  Reserve พัฒนาขึ้นมานั้นได้กลายมาเป็นพื้นฐานในการพัฒนาหลักสูตรของโรงเรียนหลายแห่งในสหรัฐอเมริกา ทั้งในระดับมัธยมศึกษา  ระดับอุดมศึกษา  และบัณฑิตวิทยาลัย    ในช่วงปลายทศวรรษที่ 60  มหาวิทยาลัย McMaster  ได้พัฒนาหลักสูตรแพทย์ (medical  curriculum)   ที่ใช้ PBL  ในการสอนเป็นครั้งแรก  ทำให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นที่ยอมรับและรู้จักกันทั่วโลกว่า เป็นผู้นำทางด้าน PBL  (world class leader)

 

              โรงเรียนแพทย์ที่มีชื่อเสียงอย่างเช่นที่ Harvard Medical School   และ   Michigan State University, College of Human Medicine   ก็ได้นำรูปแบบ PBL ไปใช้   จึงทำให้โรงเรียนแพทย์ในมหาวิทยาลัยอื่น ๆ หันมายอมรับรูปแบบ PBL ในการสอนมากขึ้น    จนกระทั่งกลางปี ค.ศ. 1980 

เทคนิคการสอนโดยใช้รูปแบบ PBL ได้เริ่มขยายออกไปสู่การสอนในสาขาอื่น ๆ  เช่น วิศวกรรมศาสตร์  วิทยาศาสตร์  คณิตศาสตร์  ภาษาศาสตร์   สังคมศาสตร์   พฤติกรรมศาสตร์   เป็นต้น    PBL จึงเป็นที่นิยมกันแพร่หลาย และมีการนำไปใช้สอนตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ มากขึ้น  ตัวอย่างมหาวิทยาลัยที่นำ PBL ไปใช้ในการเรียนการสอน  อาทิเช่น  Harvard, New Mexico,  Bowman Gray,  Boston, Illinois,  Southern Illinois,  Michigan State,  Tufts,  Mercer,  Southern Illinois,  Samford,  Northwestern, Indiana and the University of Illinois,  University of Hawaii,  University of Missouri – Columbia,   University of Texas – Houston,  University of California – Irvine,   University of Pittsburgh,  University of Delaware,   เป็นต้น

 

              นอกจากมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาแล้ว  มหาวิทยาลัยของประเทศแทบทุกส่วนของโลกก็ให้ความสนใจในการนำรูปแบบ PBL ไปใช้สอน เช่น มหาวิทยาลัย Maastricht ที่เนเธอร์แลนด์, มหาวิทยาลัย Newcastle,   Monash,  Melbourne  ที่ออสเตรเลีย,     มหาวิทยาลัย Aalborg  ที่เดนมาร์ค ,     มหาวิทยาลัยในประเทศแคนาดา    อังกฤษ     ฝรั่งเศส     ฟินแลนด์     อัฟริกาใต้  สวีเดน  ฮ่องกง   สิงคโปร์  เป็นต้น     ความนิยม PBL ในการสอนที่ต่างประเทศนั้น  สามารถเห็นได้ชัดเจนจากการเชื่อมโยงเครือข่ายการเรียนรู้ของมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่ใช้ PBL ในการสอนเหมือนกันทางอินเตอร์เน็ทและจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-mail)   โดยมีการเผยแพร่ทั้งตำรา  เอกสาร   และบทความจำนวนมาก    มีผลงานวิจัยที่เผยแพร่เฉพาะส่วนบทคัดย่อและงานวิจัยทั้งฉบับเป็นร้อยเรื่อง  โดยส่วนใหญ่จะเป็นผลการวิจัยทางสาขาแพทย์มากที่สุด   มีวารสารเฉพาะชื่อ The Journal of Clinical Problem - based Learning    มีการจัดตั้งศูนย์เพื่อการวิจัยและการเรียนการสอน  (The Center for Problem-based Learning)    

สำหรับในประเทศไทยนั้น  การสอนโดยใช้รูปแบบ PBL ยังไม่แพร่หลาย แต่ก็มีมหาวิทยาลัยบางแห่งที่ส่งเสริมและได้ทดลองนำไปใช้บ้างแล้ว  อย่างเช่น    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  มหาวิทยาลัยขอนแก่น   เฉพาะมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่มีการพัฒนารูปแบบ PBL ในการสอนร่วมกับ ผู้สอนจากมหาวิทยาลัย   Stanford   และ   Vanderbuilt     สำหรับผู้เขียนเอง

ได้ทดลองทำวิจัยในชั้นเรียนโดยใช้รูปแบบ PBL ในการสอน  ในโรงเรียน พบว่า ผู้เรียนมีพัฒนาการทางความคิด อย่างหลากหลาย  จนส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรม เป็นที่พึงประสงค์  เกินความคาดหมาย     

 

 

 

การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานคืออะไร?  What  is  The Problem – based Learning ?     

 

ความหมาย ของ  PBL

 

               เมื่อดูจากรูปคำศัพท์  Problem – based Learning      Problem  พรอบเบลม  แปลว่า ปัญหา   based  เบด  แปลว่า  ฐาน  พื้นฐาน    Learning  เลินนิ่ง  แปลว่า การเรียนรู้   

Problem – based Learning  หรือ PBL  ก็คือ วิธีการเรียนรู้วิธีหนึ่ง  ที่มีรูปแบบการเรียนรู้ โดยการนำปัญหามาเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้     

 

                การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based learning หรือ PBL) เป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจากแนวคิดตามทฤษฎีการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์นิยม (Constructivism) โดยให้ผู้เรียนสร้างความรู้ใหม่ จากการใช้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในโลก  เป็นบริบท (context) ของการเรียนรู้    เพื่อให้ผู้เรียนเกิดทักษะในการคิดวิเคราะห์และคิดแก้ปัญหา   รวมทั้งได้ความรู้ตามศาสตร์ในสาขาวิชาที่ตนศึกษา ไปพร้อมกันด้วย     การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานจึงเป็นผลมาจากกระบวนการทำงานที่ต้องอาศัยความเข้าใจและการแก้ไขปัญหาเป็นหลัก 

 

ถ้ามองในแง่ของ ยุทธศาสตร์การสอน    PBL เป็นเทคนิคการสอน ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง  เผชิญหน้ากับปัญหาด้วยตนเอง    จะทำให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะในการคิดหลายรูปแบบ เช่น การคิดวิจารณญาณ คิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์ ฯลฯ

 

ลักษณะทั่วไปของ การเรียนรู้แบบ PBL

 

                รูปแบบของการจัดการเรียนรู้แบบ การใช้ปัญหาเป็นฐาน หรือ  PBL  พอจะกล่าวได้ดังนี้

                1. ให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้อย่างแท้จริง (student-centered learning)

                2. จัดกลุ่มผู้เรียนให้มีขนาดเล็ก (ประมาณ 3 – 5  คน)

                3. ครูทำหน้าที่ เป็นผู้อำนวยความสะดวก (facilitator)   หรือผู้ให้คำแนะนำ  (guide)

                4.ใช้ปัญหาเป็นตัวกระตุ้น (สิ่งเร้า)ให้เกิดการเรียนรู้

                5. ลักษญะของปัญหาที่นำมาใช้ ต้องมีลักษณะคลุมเครือ  ไม่ชัดเจน   มีวิธีแก้ไขปัญหาได้อย่างหลากหลาย  อาจมีคำตอบได้หลายคำตอบ

                6. ผู้เรียนเป็นผู้แก้ปัญหาโดยการแสวงหาข้อมูลใหม่ ๆ ด้วยตนเอง (self-directed learning) 

                7.การประเมินผล  ใช้การประเมินผลจากสถานการณ์จริง(authentic assessment)  ดูจากความสามารถในการปฏิบัติ ของผู้เรียน

 

ขอบคุณที่มาของข้อมูล 

  รศ.มัณฑรา ธรรมบุศย์. “การพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้โดยใช้ PBL (Problem-Based Learning),”

 วารสารวิชาการ ปีที่ 5. ฉบับที่ 2 กุมภาพันธ์ 2545 หน้า 11-17. ปัจจัยการเรียนรู้.

 

 http://202.143.154.147/~media/data/PDF/PBL.pdf

 

โดย 

   ยรรยง สินธุ์งาม   yanyong007@gmail.com

หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา