การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน Problem - based Learning ( PBL )

สารบัญ

ลักษณะทั่วไปของการเรียนรู้แบบ PBL

เล่าโดย  ยรรยง สินธุ์งาม  

ลักษณะทั่วไปของการเรียนรู้แบบ PBL

   

รูปแบบของการจัดการเรียนรู้แบบ การใช้ปัญหาเป็นฐาน หรือ  PBL พอจะกล่าวได้ดังนี้    

1. ให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้อย่างแท้จริง (student-centered learning)        

2. จัดกลุ่มผู้เรียนให้มีขนาดเล็ก (ประมาณ 3 – 5  คน)                      

3. ครูทำหน้าที่ เป็นผู้อำนวยความสะดวก (facilitator)  หรือผู้ให้คำแนะนำ  (guide)                       

4.ใช้ปัญหาเป็นตัวกระตุ้น (สิ่งเร้า)ให้เกิดการเรียนรู้        

5. ลักษญะของปัญหาที่นำมาใช้ ต้องมีลักษณะคลุมเครือ  ไม่ชัดเจน   มีวิธีแก้ไขปัญหา

ได้อย่างหลากหลาย  อาจมีคำตอบได้หลายคำตอบ        

6. ผู้เรียนเป็นผู้แก้ปัญหาโดยการแสวงหาข้อมูลใหม่ ๆ ด้วยตนเอง (self-directed learning)         

7.การประเมินผล  ใช้การประเมินผลจากสถานการณ์จริง(authentic assessment)

  ดูจากความสามารถในการปฏิบัติ ของผู้เรียน

 

    7 ข้อที่กล่าวมา  เป็นการสรุป เชิงทฤษฎี  เพื่อให้ผู้ที่ได้ฟัง สามารถทำความเข้าใจ ได้ง่ายๆ 

แต่ในทางปฏิบัติ ดูจากทั้ง 7 ข้อ  ข้อที่ 2 ทำได้ง่ายที่สุด และ ทุกคนจะมีความเข้าใจ ตรงกัน ..

   คือ ...การจัดกลุ่มผู้เรียน หรือ ให้ผู้เรียนแบ่งกลุ่ม โดยให้มีจำนวนสมาชิกของกลุ่ม อยู่ระหว่าง

3 ถึง 5 คน ... ที่ให้เป็นกลุ่มขนาดเล็ก  ...มีที่มา จากไหน ..?   

 ... ก็เพราะจากผลการวิจัย อย่างหลากหลาย ทั่วทุกมุมโลก  พบว่า  กิจกรรมกลุ่ม ที่มีขนาดเล็ก

จะส่งผลดีต่อการพัฒนาศักยภาพของสมาชิก .... นั่นก็คือ

  1. ต่างคนต่างก็ต้องช่วยกัน ...  

  2. สมาชิกไม่อาจหลีกเลี่ยง ภาระหน้าที่ได้ เพราะ คนมีจำนวนน้อยกว่างาน

  3. ใช้เวลาไม่มาก ในการประชุม หรือปรึกษาหารือ กันในกลุ่ม

  4. ลดช่องว่าง ของ สังคมมิติในกลุ่ม  เมื่อทุกคนต่างก็มีภาระหน้าที่ ก็ย่อมมีความสัมพันธ์

      กลมเกลียวภายในกลุ่ม เป็นอย่างดี  เพราะทุกคน ต่างมีจุดมุ่งหมาย ในทิศทางเดียวกัน คือ

      ความสำเร็จของงาน ที่กลุ่ม เลือกจะดำเนินการ  ... และ ยิ่งมีหลายกลุ่ม  พวกเขาก็ยิ่ง อยากจะ

      แสดงศักยภาพของกลุ่มตน ให้ดีเด่น ไม่แพ้กลุ่มอื่นๆ  ...เมื่อเป็นเช่นนี้ ยิ่งเป็นการกระตุ้น ให้

      สมาชิกภายในกลุ่ม มีความสนิทสนมกัน ยิ่งขึ้น  

 

เอาเป็นว่า ขออธิบายความ ข้อที่ 2 ก่อน .. ล่ะกัน  เพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจ ในการที่จะนำทฤษฎี

ลงไปปฏิบัติจริง ในภาคสนาม  ซึ่งก็คือ ห้องเรียน  ห้องประชุม   หรือ  สถานที่ใดๆ ที่ใช้ปฏิบัติกิจกรรม

 

      กลับไปดู ข้อที่ 1 เป็นเรื่องของ  ศูนย์กลาง การเรียนรู้  

ศัพท์ ภาษาอังกฤษ ใช้ว่า  Child Center   หรือ บางทีก็ใช้คำว่า Student Center  เมื่อนำมาแปลความ

ในภาษาไทย บางท่านก็ว่า  " การเรียนรู้ที่เน้นเด็กเป็นศูนย์กลาง"  บางสำนักก็ว่า " การเรียนรู้โดยเน้นผู้

เรียนเป็นสำคัญ"    หรือ อีกหลายต่อหลาย การแปลความ  ... ในมุมมองของผม จากการปฏิบัติจริง

ในภาคสนาม ...เห็นว่า ...การจัดการเรียนรู้โดยผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง หรือผู้เรียนเป็นสำคัญ ... 

    ...  คือ  การจัดการเรียนรู้ เพื่อ  

    1. มุ่งแก้ไขสภาพปัญหาของ ลูกศิษย์  ทั้ง อดีตและปัจจุบัน  

ปัญหาจากอดีต อันเกิดจากการขาดประสบการณ์ ขาดการฝึกฝน ขาดการเรียนรู้ ขาดการแนะนำ ฯลฯ  

ปัญหาในปัจจุบัน ได้แก่ การได้รับประสบการณ์ใหม่  ข้อความรู้ใหม่  วิธีการใหม่ๆ  การเปลี่ยนแปลง

ของเทคโนโลยี  การหลั่งไหลของวัฒนธรรมนานาชาติ  การเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก ฯลฯ

   2. มุ่งปลูกฝังประสบการณ์ใหม่ ให้กับลูกศิษย์  ซึ่งจะเป็นเชิงบวก หรือ เชิงลบ  ก็ได้

   3. มุ่งพัฒนา ศักยภาพภายในของลูกศิษย์ ในสภาพปัจจุบัน ให้เจริญขึ้น

   4. มุ่งป้องกัน ปัญหา อันอาจจะเกิดขึ้น กับลูกศิษย์ ในอนาคต

   5. มุ่งให้ลูกศิษย์ เกิด ปัญญา  ติดตัวไปจนถึงวันตาย

       

   แล้ว  จัดการเรียนรู้อย่างไร คือ   ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้อย่างแท้จริง ...!!

  ... น่าคิดเหมือนกัน นะ ... ในเรื่องนี้ ..!!. ..คำว่า " แท้จริง "

          ... การเรียน การสอน คงไม่ได้มีเพียง แบบเดียว  อย่างแน่นอน ... คำว่า แท้จริง ..

คงเป็นไปได้เฉพาะในทางทฤษฎี     เพราะ ..ในทางปฏิบัติ  การที่เราจะเข้าถึง หรือ หยั่งถึง

จิตใจ ของ ลูกศิษย์ ให้ได้ทุกคนนั้น ทำได้ยาก ... โดยทั่วไปในการปฏิบัติจริง  นักวิชาการจึงใช้

แบบสอบถาม  แบบวัดความสนใจ  แบบวัดไอคิว  แบบวัดความสนใจ  หรือ แบบทดสอบ ต่างๆนานา

เพื่อล้วงความลับ หรือ ควานหา สิ่งที่ซ่อนอยู่ ภายใน ของผู้เรียน อันได้แก่ ศักยภาพทั้งหลายทั้งปวง

รวมไปถึงจุดอ่อน จุดแข็ง ที่มีอยู่  ...โดยมีข้อแม้ว่า ...เขาเหล่านั้น   ต้อง  .. พูดความจริง ..!!

   วิธีการข้างต้น เหมาะสำหรับผู้ที่มีความพร้อม ในการหาเครื่องมือ หรือ แบบวัด ดังกล่าว  และเป็นผู้มี

ฐานะทางการเงิน พอสมควร เพราะ การจัดเตรียมเอกสารต่างๆ ต้องใช้งบประมาณ ไม่นับรวมอุปกรณ์

สำนักงาน พื้นฐาน อาทิ คอมพิวเตอร์  เครื่องพริ๊นเตอร์  กระดาษ  ที่เย็บกระดาษ  ตู้เก็บเอกสาร  ฯลฯ

และ ครู หรือ ผู้ที่จะทำกิจกรรมดังกล่าว ต้องชื่นชอบเกี่ยวกับงานเอกสาร พอสมควร   ...

   อีกวิธี สำหรับ ใครที่ขาดโอกาส ทางการเงิน และ ไม่สันทัดงานเอกสาร ..เหมือนกับผม ...ลองใช้

วิธีนี้ดู ...เป็นเวลาร่วม 18 ปี ที่ใช้วิธีการนี้  ก็สามารถเข้าถึง ก้นบึ้งหัวใจ ของลูกศิษย์แต่ละคน เช่นกัน ...

   แต่วิธีการนี้  ...

ครูผู้ทำกิจกรรม ต้องมีนิสัย ติดดิน ไม่ถือตัว  จริงใจ  มนุษยสัมพันธ์ดี   มีอารมย์ขันบ้าง

เป็นกันเอง  พูดจาสุภาพ  มีทักษะในการฟัง สามารถฟังผู้อื่นคุยได้ทุกเรื่อง  มีทักษะในการตั้งคำถาม

โดยที่ไม่สร้าง ความรำคาญต่อผู้ที่จะตอบคำถาม และเพื่อนคนอื่นๆที่อยู่ในกลุ่ม 

มีทักษะในการสังเกตสูง จนกระทั่ง ผู้ที่เราสนทนาด้วย ก็ไม่สามารถรู้ตัว   ต้องเป็นผู้มีความรู้ ที่หลาก

หลาย เท่าทันกับกลุ่มที่เราจะเข้าไปสนทนา ... 

 ... รู้สึกว่า ..จะต้องใช้ความสามารถส่วนตัว เยอะแยะ เลยนะครับ ...   

.. หลายคน คงกำลังคิด  ...หันไปพึ่ง กระดาษ แบบวัดต่างๆ ...ท่าจะดีกว่า ...ซะล่ะมั๊ง ..!!

 ... เอายังงี้ ครับ  กล่าวโดยรวม  ... คุณ..

                  ...ต้องเป็นคนที่มีความอบอุ่น...และ มีชีวิตชีวา... 

แค่นี้แหละครับ  คุณก็สามารถใช้วิธีการ ที่จะกล่าวถึง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ... แรกๆ อาจจะดู ยาก

ทำบ่อยๆ ก็จะติดเป็นนิสัย ...ซึ่ง  ลักษณะดังกล่าว  ก็คือ บุคลิกของ นักวิจัยเชิงคุณภาพ  นั่นเอง

 

วิธีการหรือเทคนิค ที่จะใช้ ค้นหาความจริง จากผู้เรียน  มีดังนี้   ซึ่งในทางปฏิบัติ ไม่ได้เรียงตาม

 หมายเลข นะครับ  ขึ้นอยู่กับโอกาส ความเหมาะสม  กาละเทศะ  และสถานการณ์ ของใครของเรา 

     

    1. เทคนิค การร่วมสนทนา พบปะพูดคุย อย่างไม่มีพิธีรีตอง หรือ อย่างไม่เป็นทางการ 

       และไม่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์  เช่น บังเอิญเดินผ่านไป แล้วพบ กลุ่มนักเรียน กำลังนั่งสนทนากัน

       อยู่ใต้ร่มไม้  เราก็แวะทักทาย พูดคุยซัก 4 - 5 นาที  ดูบรรยากาศให้เหมาะสม ไม่ไปขัดความสุข

       และ ความเป็นส่วนตัว ของพวกเขา    

    2. เทคนิค การดึงเข้ามาใกล้  เป็นการเรียกให้ผู้เรียนเข้ามาหา กลุ่มเล็กๆ เพื่อช่วยกิจกรรม

      เล็กๆ น้อยๆ เช่น  ช่วยจัดเรียงหนังสือ   ช่วยทำความสะอาดห้อง  ฯลฯ   ในระหว่างที่พวกเขา

      กำลังทำงาน  ก็ใช้การพูดคุย  เพื่อให้ได้ข้อมูล สะสมไป ทีละเล็กละน้อย

    3. เทคนิค การทำงานกลุ่ม  เป็นการกำหนดกิจกรรมขึ้นมา เพื่อให้ผู้เรียนแบ่งกลุ่มกันทำงาน 

      ให้เลือก สมาชิกกลุ่มเอง ในครั้งแรก ครู อาจจะกำหนดแค่ จำนวนกลุ่ม  แต่ไม่กำหนดจำนวน

       สมาชิก  ปล่อยให้พวกเขาจัดการเอง  ภาพที่ปรากฎออกมา เราจะรู้ สังคมมิติของผู้เรียนในทันที

      และ ครั้งต่อมา ครู ลองกำหนด เฉพาะหัวหน้ากลุ่ม ขึ้นมา แล้วให้สมาชิก เลือกเข้ากลุ่มตามชอบใจ

      ภาพของกลุ่มที่ปรากฎ ก็จะมีข้อมูล ที่คล้ายคลึงกัน

    4. เทคนิคการเรียกมาคุยโดยตรง เป็นการเรียกผู้เรียนที่เราต้องการข้อมูล เข้ามาหาเป็นการส่วน

      ตัว โดยให้นำเพื่อนสนิทเข้ามาด้วย 1 หรือ 2 คน  สถานที่ในการสนทนา ควรเป็นที่เปิดเผย แต่มี

      ความเป็นส่วนตัว พอประมาณ  ห้ามเข้ามาคุยในห้องพักครูเพียงลำพัง  โดยเด็ดขาด   

      ในกรณีนี้ ส่วนมากเป็นการร่วมแก้ไขปัญหา ที่เกิดขึ้น หรือ กระทบต่อผู้เรียน หรือเกี่ยวข้องกับ

      กลุ่มผู้เรียน เช่น เรื่องลักขโมย ทะเลาะวิวาท  ชู้สาว  การพนัน  ยาเสพย์ติด  

    5. เทคนิคการเป็นสายลับ  ในกรณีที่เราได้รู้ข่าว ที่เกี่ยวกับพฤติกรรม ในเชิงลบ ของผู้เรียน เช่น

      การลักขโมย  การต่อยตีกัน  การใช้สารเสพติด  ฯลฯ  เราเองก็อยากทราบให้แน่ชัดว่า

      มีเหตุการณ์เช่นนั้น เกิดขึ้นจริงหรือไม่ ?  

      เรื่องราวเป็นมาอย่างไร ?  

      มีอะไรเป็นเหตุจูงใจ ให้กระทำเช่นนั้น ?  

      หากเราจะถามตรงๆ บางทีก็ดูเหมือนว่าเราจะไปตำหนิเขา หรือ เพ่งโทษผู้เรียน  ซึ่งจะทำให้เกิด

      ความหวาดระแวง และ คลายความเชื่อถือ ที่มีต่อเรา  เราก็ต้องใช้ การสังเกตจากพฤติกรรม  จาก

      คำพูด  จากบทสนทนา ระหว่างเพื่อนๆ  สังเกตกลุ่มเพื่อนสนิท ที่เขาคบหา

                 ซึ่งในทางทฤษฎี เขาจะเรียกวิธีการนี้ว่า การตรวจสอบสามเส้า หรือ Trianguration     ก็คือ

      การตรวจสอบข้อมูลในหลากหลายทิศทาง  เพื่อให้ได้คำตอบที่เชื่อถือได้ว่า ...ถูกต้องแล้ว ...หรือ

      ใช่แน่นอน

 

    6. เทคนิคส่งเสริมให้เป็นผู้นำ  เมื่อพบว่า

(10 ก.พ. 57)  นักเรียนผู้นั้น หรือ กลุ่มนั้น มีบุคลิกลักษณะของผู้นำ ซึ่ง บุคลิกดังกล่าว

เป็นไปได้ทั้งในเชิงบวก และในเชิงลบ  ส่วนใหญ่ครูเราก็มักจะเลือกเอาเฉพาะ ผู้มี

พฤติกรรมทางเชิงบวกมาใช้งาน เช่น เป็นผู้กล้าซักถาม แสดงความคิดเห็น ท่ามกลาง

หมู่เพื่อนๆ  เราก็มักจะเลือก ผู้เรียนคนนี้ ให้มาเป็นหัวหน้ากลุ่ม  หัวหน้ากิจกรรม  

หัวหน้าชั้น  เป็นตัวแทนนักเรียนเพื่อเข้าแข่งขันทักษะต่างๆ   ซึ่งแนวคิดอย่างนี้ มักจะ

เกิดกับครูที่มีลักษณะนิสัย มุ่งผลสัมฤทธิ์ ของงาน  จนลืมไปว่าแท้จริงแล้ว

เราต้องพัฒนาฅน ...

 

      จากประสบการณ์  ในการทำงานขอเสนอแนะว่า ...ให้มองตรงที่เป็นปัญหา...

หรือ ...ตรงที่เป็นบาดแผล ...  

 

             เปรียบเหมือนกับ ...นิ้วมือทั้งห้า หากมัวแต่แต่งเล็บ  ด้วยสีสันและลวดลายที่

สดสวย โดยที่ไม่ยอมรักษา บาดแผลซึ่งอยู่โคนนิ้วก้อย  ...

..หากแผลติดเชื้อ อักเสบ มือก็จะบวม  เราก็เจ็บปวด จะหยิบ จับ ทำงานโน่น นี่ นั่น

ก็ลำบาก....

 

ฉะนั้น ต้องมองไปที่เด็กมีพฤติกรรมในเชิงลบด้วย ... โคนนิ้วก้อย แม้จะไม่สามารถ

นำมาตกแต่งได้เหมือนกับเล็บ ...ก็ต้องทำให้เป็น โคนนิ้วก้อย ที่แข็งแรง  สะอาดสะอ้าน

...หาแหวน มาสวมให้ ...ก็จะสวยงาม ตามลักษณะของเขา

 

เปรียบเหมือนกับ เด็กดื้อ เด็กเกเร เด็กอันธพาล ทั้งหลายทั้งปวง  นำเด็กกลุ่มนี้ เข้ามา

เลยครับ  

        1.เริ่มต้นด้วยการสร้างความคุ้นเคย พูดคุย ซักถาม ให้ความเป็นกันเอง

        2.อย่าพูด ว่า ด่้า บ่น โดยเด็ดขาด  เรื่องเก่าๆ ที่เรามีข้อมูลเพียบ ไม่ต้องพูดถึง

          ทำเป็นไม่สนใจ ไม่รู้ไม่ชี้

       3.ต้องมีกิจกรรมให้เกิดการยอมรับ และ การเปิดใจ ซึ่งเรามักจะได้ยินคำว่า 

        "ละลายพฤติกรรม"  แต่ในมุมมองของผม เห็นว่า มันยังไม่ตรงจุด ... เพราะ

        การพัฒนาฅน ...มันต้องเริ่มที่ใจ..!!

                  เมื่อ..ได้ใจ..!!   มันก็จะได้ทุกสิ่งทุกอย่าง  ...

 

      กิจกรรมที่ให้เกิดการยอมรับและการเปิดใจ  ที่ใช้อยู่ มีหลายอย่าง ได้แก่  

 

1.การทานอาหารร่วมกัน  ผู้เรียนแต่ละฅน ห่อข้าว มานั่งล้อมวง ทานด้วยกัน กับครู

  ให้ห่อมาจากบ้าน  ใครมีอะไรก็เอามา

 

2.การร่วมกางเต๊นท์รอบกองไฟ ด้วยบรรยากาศ ที่ไม่เป็นพิธีการ เรียบง่าย ผู้เรียนแต่ละฅน

  ต่างแบ่งหน้าที่กัน ช่วยเหลือกัน  ในการเตรียมที่นอน แสงสว่าง  กองไฟ  อาหารปิ้งย่าง

  น้ำดื่ม  ดนตรี  การเก็บกวาด   

 

 

 

 

 

 

3.การร่วมทัศนศึกษา กลุ่มเล็ก   เหตุที่ต้องระบุว่า ควรใช้กลุ่มขนาดเล็ก ก็เพราะว่า

จะได้มีโอกาสได้พูดคุย สนทนา แลกเปลี่ยน กับทุกๆฅน 

     การหาสถานที่ หรือแหล่งท่องเที่ยว ที่น่าสนใจในท้องถิ่น เป็นจุดในการทำกิจกรรม

ดังกล่าว ยิ่งทำให้ ได้รับการยอมรับ ได้เร็วและง่้ายยิ่งขึ้น หลายเท่าตัว

          ผาขาม อุทยานแห่งชาติผาแต้ม  อ.โขงเจียม  จ.อุบลราชธานี

 

 

            ผาแต้ม  อุทยานแห่งชาติผาแต้ม   อ.โขงเจียม  จ.อุบลราชธานี

 

           หาดทรายริมแม่น้ำโขง  บ้านท่าล้ง  อ.โขงเจียม  จ.อุบลราชธานี

       4.เมื่อผ่านขั้นตอน  กิจกรรมที่ให้เกิดการยอมรับและการเปิดใจ ดังกล่าวแล้ว

เราก็ดึงเขาเข้ามาร่วมงาน โดยจัดให้เป็นหัวหน้ากิจกรรมต่างๆ เช่น   

  ให้ผู้ที่ชอบหลบเรียน เป็น หัวหน้าผู้ตรวจเช็ค กลุ่มหลบเรียน  กลุ่มมาสาย

 ให้ผู้ที่ชอบแต่งกายผิดระเบียบ เป็น หัวหน้ากลุ่มรักษาระเบียบการแต่งกาย  

 ให้ผู้มีนิสัยเกเร เป็น หัวหน้ากลุ่มรักษาความาสงบเรียบร้อยภายในโรงเรียน

 ฯลฯ

   โดยที่ ครูจะต้องแนะนำ บุคลิกลักษณะที่ดี ที่ควรจะเป็น สำหรับแต่ละงาน ให้ผู้เรียน

เหล่านี้ได้รับทราบ และถือเป็นแนวปฏิบัติ ..เพราะ เราได้มอบหัวโขน ให้แล้ว

... คุณต้องทำให้สมกับที่เป็นหัวหน้า... อะไรประมาณนี้  ก็สารพัดที่ครู จะต้องใส่จิตวิทยา

เข้าไป ...แล้ว  เราก็จะได้ หน่วยปฏิบัติการเยาวชน ที่เข้มแข็ง อย่างคาดไม่ถึง 

 

 

 

ยังมีต่อ ..            

 

โดย    ยรรยง สินธุ์งาม   yanyong007@gmail.com

หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา