ระบบและกลไกการดำเนินธุรกิจขนาดย่อม เพื่อให้ธุรกิจยั่งยืน SMEs | วิชาการ.คอม


ระบบและกลไกการดำเนินธุรกิจขนาดย่อม เพื่อให้ธุรกิจยั่งยืน SMEs

สารบัญ

ระบบและกลไกการดำเนินธุรกิจขนาดย่อม เพื่อให้ธุรกิจยั่งยืน

                 ในการดำเนินธุรกิจสำหรับธุรกิจขนาดย่อมนั้น เป็นที่แน่ใจได้ว่าตัวจักรสำคัญที่จะขับเคลื่อนธุรกิจให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืน ก็คือ ตัวเจ้าของหรือผู้ประกอบการนั่นเอง แต่สำหรับธุรกิจขนาดย่อมของไทยเรานั้น เจ้าของหรือผู้ประกอบการมักจะเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญหรือชำนาญในด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้ชำนาญในทุกด้านหรือทุกๆ แง่มุมสำคัญของการขับเคลื่อนธุรกิจ เช่นเจ้าของหรือผู้ประกอบการที่ชำนาญในเรื่องการผลิตมากเป็นพิเศษ ก็จะมีมาดของการเป็นเจ้าของโรงงานแต่มักจะด้อยในเรื่องของการตลาด เรียกได้ว่า มีความสามารถในการผลิตของ แต่ไม่ค่อยสันทัดว่าจะขายของที่ผลิตมาได้อย่างไร หรือเจ้าของที่มีความชำนาญในการขายและการตลาดเป็นพิเศษ ก็มักจะไม่มีหัวทางด้านการผลิต จึงได้แต่มุ่งไปที่การหาสินค้ามาจำหน่าย หรือที่เรียกว่า "ซื้อมา-ขายไป" ได้แต่เพียงอย่างเดียว               บางคนที่มีหัวในเรื่องการผลิตและสามารถมองเห็นช่องทางในการทำตลาดได้ดี ก็มักจะละเลยในเรื่องการทำบัญชีให้กับธุรกิจไปเสียโดยสิ้นเชิง ทำให้เจ้าของหรือผู้ประกอบการธุรกิจขนาดย่อม ทำธุรกิจไปท่ามกลางปัญหาต่างๆ อยู่เสมอ ในการที่จะบริหารธุรกิจให้เจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน จำเป็นที่เจ้าของหรือผู้ประกอบการธุรกิจขนาดย่อม จะต้องให้ความสำคัญกับระบบและกลไกต่างๆ ที่ผสมผสานกันอยู่ในการทำธุรกิจ ระบบและกลไกที่สำคัญเหล่านี้ ได้แก่ ระบบการตลาดและการขาย ระบบการผลิต ระบบบัญชี ระบบการเงิน และระบบการบริหารจัดการ เบื้องต้น               ระบบต่างๆ เหล่านี้ จะเชื่อมโยงกันเป็นทอดๆ ต่อเนื่องกันเป็นวงจรของการดำเนินธุรกิจคล้ายๆ กับการเชื่อมโยงกันของระบบกลไกเครื่องยนต์ ที่จะผลักดันธุรกิจให้เดินต่อไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน 

                ท่านผู้อ่านลองสร้างมโนภาพคิดไปถึงธุรกิจในช่วงเริ่มแรก การเริ่มต้นธุรกิจจำเป็นจะต้องใช้หลักการทางด้าน "การเงิน" เพื่อประเมินว่า การเริ่มต้นธุรกิจจะต้องใช้เงินทุนสักเท่าใด เงินทุนเหล่านี้ จะมาจากแหล่งเงินทุนใด เช่น จะเป็นเงินทุนหรือเงินออมของผู้เป็นเจ้าของจำนวนเท่าใด จะเรียกเงินทุนจากหุ้นส่วนเท่าใด หรือจะกู้เงินจากแหล่งเงินทุนอื่นมาจำนวนเท่าใด เป็นต้น                เรื่องการจัดสรรแหล่งเงินทุน และเสาะหาแหล่งเงินทุนดังกล่าวนี้ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับกลไกในระบบ "การเงิน" เจ้าของหรือผู้ประกอบการธุรกิจขนาดย่อมที่มีปัญหา หรือไม่ค่อยชำนาญในเรื่อง "การเงิน" อย่างเพียงพอก็อาจทำให้ธุรกิจสะดุดหรือเสียโอกาสในการขยายตัวได้โดยง่าย เพราะไม่สามารถเสาะแสวงหาแหล่งเงินจากภายนอกมาสนับสนุนธุรกิจได้ทันกับช่วงจังหวะและโอกาสเปิดให้                การที่จะรอขยายธุรกิจด้วยเงินกำไรที่เกิดขึ้นจากธุรกิจบางครั้ง ก็อาจจะต้องใช้เวลานานพอสมควรและอาจไม่ทันท่วงทีกับโอกาสที่จะเปิดให้ คิดต่อไปว่าหลังจากที่จัดสรรเงินทุนมาเพื่อเริ่มธุรกิจแล้ว กลไกหรือระบที่สำคัญส่วนต่อไป ก็ได้แก่ ระบบควบคุมและบริหารการผลิตนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นการผลิตสินค้า หรือการให้บริการกิจการจำเป็นที่จะต้องสร้างระบบขึ้นมารองรับ เพื่อควบคุมให้สินค้าหรือบริการที่ผลิตขึ้น มีคุณภาพได้ตามมาตรฐานที่ต้องการอย่างสม่ำเสมอภายใต้ต้นทุนการผลิตที่มีประสิทธิภาพ การละเลยต่อการควบคุมต้นทุนจะทำให้สินค้าที่ผลิตได้มีราคาสูงกว่าคู่แข่งขายได้ยากและทำกำไรได้น้อยลง ระบบการผลิตจะรวมไปถึงการบริหารจัดการสต็อกสินค้าและวัตถุดิบด้วย การบริหารสต็อกสินค้า หรือที่มักเรียกกันว่า ระบบบริหารสินค้าคงคลังนั้น ก็มีส่วนสำคัญที่จะทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงได้มาก สต็อกสินค้าที่ไม่ได้รับการดูแลจะเปรียบเสมือน "เงินจม" ของกิจการที่ไปกองอยู่ที่นั่นโดยไร้ประโยชน์               เมื่อผลิตสินค้าหรือบริการได้แล้ว ระบบกลไกทางธุรกิจก็จะเคลื่อนตัวเข้าสู่วงจรของ "การตลาด" และ "การขาย" เจ้าของธุรกิจหรือผู้ประกอบการบางราย ไม่สามารถแยกแยะความต้องการระหว่าง "การตลาด"  และ "การขยาย" ได้               "การตลาด" หมายถึง การมองหาลูกค้าหรือผู้บริโภค ที่จะมาซื้อหรือใช้บริการของเราว่า เป็นคนกลุ่มใดอยู่ที่ไหน มีความต้องการอย่างไร เรียกง่ายๆ ว่าเป็นการมองหาว่าตลาดอยู่ที่ไหน ส่วน "การขยาย" นั้น จะเริ่มต่อจากการกำหนดตลาด นำสินค้าเข้าสู่ตลาด และหากสินค้าของเราไปวางอยู่เฉยๆ ในตลาด ก็ไม่แน่ว่าจะมีผู้เลือกซื้อไปอย่างอัตโนมัติ จำเป็นต้องอาศัยกลไกลในการขายการเรียกร้องความสนใจจากลูกค้าหรือผู้บริโภคมาสนับสนุนอย่างแข่งขัน               ส่วนต่อเนื่องที่ได้ออกมาจากระบบการขาย ก็คือ "รายได้" หรือ "ยอดขาย" ซึ่งจำเป็นที่กิจการจะต้องจัดหา "ระบบบัญชี" ที่เหมาะสมมารองรับการจัดการกับตัวเลขต่างๆ ที่เกิดขึ้น               วัตถุประสงค์หลักของระบบบัญชี ก็คือ การติดตามข้อมูลตัวเลข เพื่อให้ทราบว่าธุรกิจมีความมั่งคั่งเพียงใด ธุรกิจมีความสามารถในการขายหรือการทำกำไรเพียงใด และธุรกิจมีสภาพคล่องทางการเงินเพียงใด               เจ้าของหรือผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจไปแล้วไม่ทราบว่าธุรกิจของตนมีความมั่งคั่งร่ำรวยเท่าไร สามารถทำกำไรได้กี่บาทต่อปีหรือสภาพคล่องทางการเงินของกิจการ กำลังจะเกิดปัญหาหรือไม่ว่า แสดงว่าเจ้าของธุรกิจนั้นๆ ไม่ได้ให้ความสนใจต่อ "ระบบบัญชี" ตามสมควร การมี "ระบบบัญชี" ที่ดียังจะช่วยให้เจ้าของหรือผู้ประกอบการใช้ตัวเลขและข้อมูลทางธุรกิจที่เกิดขึ้น นำมาเป็นพื้นฐานของการปัองกันความรั่วไหลที่เกิดขึ้นในธุรกิจ ตลอดจนสามารถนำไปช่วงวางแผนการขยายกิจการธุรกิจในอนาคตได้อย่างถูกต้องแม่นยำ จะเห็นว่า ระบบต่างๆ ในวงจรของธุรกิจที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้เจ้าของหรือผู้ประกอบการธุรกิจขนาดย่อมนำพาธุรกิจของตนไปสู่ความมั่งคั่งและยั่งยืนได้ตลอดไป

-------------------------------------------------------------------------------- บทความ : ดร.เรวัต ตันตยานนท์ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 29 ธันวาคม 2546    

หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา