วิชาการดอทคอม ptt logo

โรงกลั่นน้ำมัน(Oil Refinery)

ลึกแต่ไม่ลับของโรงกลั่นน้ำมัน
ผู้เขียน: BJ ชมแล้ว: 1,003,984 ครั้ง
post ครั้งแรก: Sun 15 June 2008, 3:23 am ปรับปรุงล่าสุด: Mon 30 June 2014, 10:13 pm
อยู่ในส่วน: ไม่ได้ระบุว่าให้อยู่ห้องใด
สารบัญ
1-30 | 31-60 | 61-62 |

หน้า : 1 กระบวนการผลิตของโรงกลั่นน้ำมัน
หน้า : 2 หน่วยกลั่นย่อยของโรงกลั่นน้ำมัน
หน้า : 3 โรงกลั่นน้ำมันในไทย
หน้า : 4 น้ำมันดิบ - วัตถุดิบหลักของโรงกลั่น
หน้า : 5 น้ำมันดิบ 100 บาเรลกลั่นแล้วได้ผลิตภัณฑ์อะไรบ้าง
หน้า : 6 ชนิดและปริมาณน้ำมันดิบที่ใช้กลั่น
หน้า : 7 ชนิดและปริมาณน้ำมันดิบที่ใช้กลั่น(ต่อ)
หน้า : 8 โรงกลั่นน้ำมันไทยผลิตดีเซลได้ 2,000 ล้านลิตรต่อเดือน
หน้า : 9 กระบวนการผลิตน้ำมันเบนซิน(Gasoline)
หน้า : 10 กระบวนการผลิตน้ำมันแก๊สโซฮอล์(Gasohol)
หน้า : 11 กระบวนการผลิตน้ำมันน้ำมันดีเซล( Diesel Fuels)
หน้า : 12 กระบวนการผลิตน้ำมันเครื่องบินเจ็ท(Jet Fuels)
หน้า : 13 ไทยออยล์เดินหน้าผลิตดีเซลยูโร 4
หน้า : 14 ทำไมน้ำมันต้องยูโร 4
หน้า : 15 โรงกลั่นน้ำมันไทยลงทุนกว่า 6หมื่นกว่าล้านบาทเพื่อผลิตน้ำมันยูโร4
หน้า : 16 วิวัฒนาการของน้ำมันเบนซินไทย
หน้า : 17 วิวัฒนาการของน้ำมันดีเซลของไทย
หน้า : 18 ทำไมราคาน้ำมันของไทยต้องอ้างอิงสิงคโปร์
หน้า : 19 เมื่อไหร่ราคาน้ำมันจะเหลือ 10 บาทต่อลิตร
หน้า : 20 ค่าการกลั่นน้ำมันคืออะไร
หน้า : 21 โรงกลั่นน้ำมันไทยออยล์( Thai Oil Refinery)
หน้า : 22 โรงกลั่นน้ำมัน ปตท. อะโรเมติกส์และการกลั่น ( PTTAR Refinery)
หน้า : 23 โรงกลั่นน้ำมันระยองเพียวริฟายเออร์( Rayong Purifier Refinery)
หน้า : 24 โรงกลั่นน้ำมันไออาร์พีซี(IRPC Refinery)
หน้า : 25 โรงกลั่นน้ำมันบางจาก ( Bangchak Refinery )
หน้า : 26 โรงกลั่นน้ำมันเอสโซ่( Esso Refinery)
หน้า : 27 โรงกลั่นน้ำมันสตาร์ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง( SPRC Refinery)
หน้า : 28 มกราคม 52 โรงกลั่นน้ำมันไทยเดินเครื่องแค่85%ของกำลังกลั่น
หน้า : 29 2551 ไทยผลิตน้ำมันดิบได้วันละ23 ล้านลิตร( 8,352 ล้านลิตรต่อปี )
หน้า : 30 10 อันดับของโรงกลั่นน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลก

หน้าที่ 1 - กระบวนการผลิตของโรงกลั่นน้ำมัน

  โรงกลั่นน้ำมันเป็นหน่วยผลิตที่กลั่นน้ำมันดิบ และปรับปรุงคณภาพ จนได้น้ำมันสำเร็จที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น แก๊สหุงต้ม(LPG),น้ำมันเบนซิน(gasoline)น้ำมันดีเซล(diesel) น้ำมันก๊าด(kerosene) น้ำมันเตา(fuel oil) น้ำมันหลื่อลื่น(lubricant) และยางมะตอย(asphalt) เป็นต้น
   

 โรงกลั่นน้ำมันโดยทั่วไปจะประกอบด้วยกระบวนการผลิต  4 กระบวนการหลักคือ
1 Fractional Distillation process( กระบวนการกลั่นลำดับส่วน): กลั่นแยกน้ำมันดิบเพื่อให้ได้น้ำมันองค์ประกอบต่างๆ เพื่อส่งต่อในกระบวนการต่อไป  
                                 
                     

2 Conversion process: กระบวนการแตกสลายและปรับโครงสร้างโมเลกุลเพื่อให้ได้น้ำมันที่มีมูลค่าสูงขึ้น   เช่น Fluidized Catalytic cracking

  3.Treating Process กระบวนการกำจัดสารปนเปื้อน เช่น กำมะถัน เพื่อส่งต่อกระบวนการต่อไป

  4. Blending process(กระบวนการผสมน้ำมัน) ผสมน้ำมันองค์ประกอบต่างๆ และสารเติมแต่ง(additives)  เพื่อให้ได้น้ำมันสำเร็จรูปที่ได้มาตรฐานพร้อมจำหน่าย

                                       

 

เอกสารอ้างอิง
 1.Prof.Dr.J.A. Moulijn, Hydrocarbon Processes in the oil Refinery
 2. Billing Refinery, Refinng the process.

  updated Dec 8, 2012




หน้าที่ 2 - หน่วยกลั่นย่อยของโรงกลั่นน้ำมัน

 

             

ที่มา:wikipedia

หน่วยกลั่นย่อยของโรงกลั่นน้ำมันขึ้นอยู่กับความซับซ้อน(complexity index) โรงกลั่นน้ำมันสมัยใหม่(modern oil refinery) จะประกอบด้วย

1Atmospheric Distillation :หน่วยกลั่นบรรยากาศที่กลั่นแยกแยกน้ำมันดิบเป็นน้ำมันชนิดต่างๆ(fractions)

2 Vacuum Distillation :หน่วยกลั่นสูญญาบรรยากาศที่กลั่นแยกน้ำมันส่วนหนัก(Residaul bottoms)ที่หน่วยกลั่นบรรยากาศไม่สามารถกลั่นต่อได้

3 Gas Proceesing:หน่วยกลั่นแยกเพื่อปรับปรุงคุณภาพของก๊าซ

4 Hydrotreater :หน่วยกำจัดกำมะถันโดยใช้ก๊าซไฮโดรเจน 

5 Isomerization  :หน่วยเปลี่ยนโครงสร้างของ Naphtha เป็น Isomerate ที่มีค่าออกเทนสูงขึ้น

6 Catalytic Reformer :หน่วยที่ใช้ตัวเร่งปฎิกริยา(catalyst) เปลี่ยนโครงสร้างของNaphtha เป็นRefomateที่มีค่าออกเทนสูง

7 Alkylation:หน่วยผลิตองค์ประกอบน้ำมันเบนซินออกเทนสูง(Alkylate)

8 Fluid Catalytic Cracker:หน่วยที่ใช้ตัวเร่งปฎิกริยาแตกสลายน้ำมันหนักให้เป็นน้ำมันเบากว่าที่มีมูลค่าสูงขึ้น

9 Hydrocracker: หน่วยที่ใช้ไฮโดรเจนแตกสลายน้ำมันหนักให้เป็นน้ำมันเบากว่าที่มีมูลค่าสูงขึ้น

10 Asphalt Blowing :หน่วยผลิตยางมะตอยด้วยการเป่าด้วยอากาศ

11 Delayed Coker :หน่วยแตกสลายน้ำมันหนัก(Heavy residual oils)ให้เป็นน้ำมันเบนซินและดีเซล

12 Merox treater  :หน่วยกำจัดสารปนเปื้อนของแก๊สหุงต้ม(LPG) น้ำมันก๊าด(kerosene)และ น้ำมันเครื่องบินไอพ่น( Jet fuel) โดยเปลี่ยน mercaptan เป็นdisulfide

13 Claus Sulfur: หน่วยผลิตกำมะถันจากก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์

14 Amine Treaing : หน่วยกำจัดไฮโดรเจนซัลไฟด์และคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากก๊าซ โดยใช้สารพวกเอมีน

15 Hydrogen Synthesis: หน่วยผลิตไฮโดรเจน

16 Sour Water Steam Stipper: หน่วยกำจัดไฮโดรเจนซัลไฟด์ออกจากน้ำเสียจากหน่วยกลั่นด้วยไอน้ำ




หน้าที่ 3 - โรงกลั่นน้ำมันในไทย

   โรงกลั่นน้ำมันในไทยมีอยู่ 7 โรง  มีกำลังผลิตรวมกัน  1.0922 ล้านบาเรลต่อวัน หรือ 173.6  ล้านลิตรต่อวัน   ความซับซ้อน  และกำลังกลั่นน้ำมันดิบแต่ละโรงในปี 2551 มีรายละเอียดดังนิ้

โรงกลั่น ประเภทโรงกลั่น กำลังการผลิตโรงกลั่น(บาเรลต่อวัน) กำลังการผลิตโรงกลั่น(ล้านลิตรต่อวัน)
ไทยออยล์ (TOP) คอมเพล็กซ์ 275,000 43.7
ไออาร์พีซี (IRPC) คอมเพล็กซ์ 215,000 34.2
เอสโซ่(ESSO) คอมเพล็กซ์ 177,000 28.1
สตาร์ปิโตรเลียมรีไฟน์นิ่ง(SPRC) คอมเพล็กซ์ 150,000 23.8
โรงกลั่นระอง(PTTGC) คอมเพล็กซ์ 145,000 (*) 23.1
บางจาก (BCP) คอมเพล็กซ์ 120,000 19.1
ระยองเพียวริฟายเออร์(RPC) คอนเดนเสท เรซิดิว 17,000 2.7
  รวม 1,099,000 174.7

  

                                           

   หมายเหตุ:(*)= กำลังกลั่นของโรงกลั่นPTTGC ไม่รวมกำลังกลั่นของโรงกลั่นแยกคอนเดนเสท 135,000 บาเรลต่อวัน

  Update Mar 21,2014




หน้าที่ 4 - น้ำมันดิบ - วัตถุดิบหลักของโรงกลั่น

    

       

น้ำมันดิบ(crude oil) หรือเรียกอีกอย่างว่า ปิโตรเลียม (petroleum) วัตถุดิบหลักของโรงกลั่นน้ำมัน เป็นสารประกอบไอโดรคาร์บอนมีสีตั้งแต่สีเหลืองจนถึงสีดำขึ้นอยู่กับแหล่งที่พบ  มีองค์ประกอบหลักคือ ไฮโดรเจน (83-87%)  คาร์บอน(10-14%)กำมะถัน (0.5-6%)  ออกซิเจน(0.1-1.5%)ไนโตรเจน (0.1-2%) และโลหะหนักเจือปนเล็กน้อย 

       ประเทศที่เป็นแหล่งผลิตใหญ่สุดตัวเลขปี2007คือ ซาอุดิอาระเบีย( 10.234ล้านบาเรลต่อวัน) รองลงมาเป็นรัสเซีย( 9.876 ล้านบาเรลต่อวัน)   และอันดับสามคือ อเมริกา( 8.484 ล้านบาเรลต่อวัน)   สำหรับประเทศไทยติดอันดับที่36 ผลิตน้ำมันดิบได้วันละ 0.349 ล้านบาเรล

                  
        

 

 

 




หน้าที่ 5 - น้ำมันดิบ 100 บาเรลกลั่นแล้วได้ผลิตภัณฑ์อะไรบ้าง

   มีตัวเลขจากโรงกลั่นน้ำมันของอเมริกาที่เป็นโรงกลั่นครบวงจร ตังเลขน่าสนใจคือ 100 บาเรลของน้ำมันดิบ ถ้ากลั่นจนหมดเหลือแต่กากของแข็ง(petroleum coke) ปรากฎว่าได้มากถึง 107 บาเรล  เนื่องจากมีการแตกสลายโมเลกุลของน้ำมันและมีการเติมไฮโดรเจนในหลายขั้นตอนของกระบวนการกลั่นย่อย

Show Data By:
 
 
Jan-08
Feb-08 Mar-08
 
 
  Liquefied Refinery Gases แก๊สหุงต้ม 3 3.3 4.4
  Finished Motor Gasoline เบนซินสำหรับรถยนต์ 47 46 44.9
  Finished Aviation Gasoline เบนซินสำหรับเครื่องบินใบพัด 0.1 0.1 0.1
  Kerosene-Type Jet Fuel น้ำมันเครื่องบินเจ็ท 9.8 9.6 9.6
  Kerosene น้ามันก๊าด 0.3 0.2 0.2
  Distillate Fuel Oil น้ำมันดีเซล 26.5 26.3 26
  Residual Fuel Oil  น้ามันเตา 3.8 4.3 4.4
  Naphtha for Petrochemical Feedstock  แนพทาป้อนปิโตรเคมี 1.2 1.1 1.2
  Other Oils for Petrochemical Feedstock  น้ำมันอื่นๆป้อนปิโตรเคมี 1.3 1.2 1.2
  Special Naphthas แนพทาชนิดพิเศษ 0.3 0.3 0.4
  Lubricants น้ำมันหล่อลื่น 1.2 1.1 1.1
  Waxes ไข 0.1 0.1 0.1
  Petroleum Coke ปิโตรเลียม โค๊ก 5.4 5.2 5.2
  Asphalt and Road Oil ยางมะตอย 2.3 2.5 2.4
  Still Gas แก๊สเชื้อเพลิง 4.3 4.5 4.4
  Miscellaneous Products อื่นๆ 0.5 0.5 0.5
  total รวม 107.1 106.3 106.1

   จากตัวเลขจะพบว่าโรงกลั่นของอเมริกา กลั่นน้ำมันดิบ 100 บาเรล จะได้เบนซินมากถึง 46-47 บาเรล  รองลงมาคือ ดีเซล 26 บาเรล  ซึ่งจะตรงข้ามกับโรงกลั่นน้ำมันไทยที่กลั่นได้ดีเซลมากกว่าเบนซิน 




หน้าที่ 6 - ชนิดและปริมาณน้ำมันดิบที่ใช้กลั่น

    น้ำมันดิบไทยที่ป้อนโรงกลั่นน้ำมันไทยมีสัดส่วนแค่ 10% กับอีก90%ต้องนำเข้า    ถ้าจะดูรายละเอียดว่าแต่ละเดือนโรงกลั่นน้ำมันไทย กลั่นน้ำมันดิบอะไรบ้าง มาจากประเทศไหน ปริมาณเท่าไหร่  เดือน พฤษภาคม 2551 มีรายละเอียดดังนิ้ (ข้อมูลของกรมธุรกิจพลังงาน)
 

ชนิดและปริมาณน้ำมันที่ใช้ในการผลิต ปี 2551
        ปริมาณ : ล้านลิตร
ชนิดน้ำมันดิบ พฤษภาคม ประเทศต้นทาง ปริมาณ %
รวม เฉลี่ย/วัน
น้ำมันดิบ
ตะวันออกไกล 535.419 17.272   535.419 10.8
Seria Light 0.285 0.009 บรูไน 0.285 0.0
Geragai 0.996 0.032 อินโดนีเซีย 165.317 3.3
Senipah 39.918 1.288      
Duri 0.462 0.015      
Meslu 0.625 0.020      
Oyong 43.846 1.414      
Walio Cond. 58.570 1.889      
Belanak 20.900 0.674      
Miri Light 0.493 0.016 มาเลเซีย 302.301 6.1
Tapis Blend 44.400 1.432      
Labuan 1.144 0.037      
Dulang 13.002 0.419      
Bintulu 7.281 0.235      
Angsi 57.443 1.853      
Malampaya 36.524 1.178      
Cendor 23.762 0.767      
Kikeh 118.252 3.815      
Bach-Ho 38.091 1.229 เวียตนาม 67.516 1.4
Dai Hung 1.717 0.055      
Rong Doi 27.708 0.894      
ตะวันออกกลาง 3,432.042 110.711   3,432.042 69.0
Oman 324.285 10.461 โอมาน 324.285 6.5
Qatar Marine 110.451 3.563 กาตาร์ 376.082 7.6
North Field 51.326 1.656      
LSC Condensate 4.841 0.156      
Al Shaheen 209.464 6.757      
A.Light 562.968 18.160 ซาอุดิอารเบีย 882.554 17.7
A.Heavy 37.397 1.206      
A.Extra Light 270.125 8.714      
Abu Safah 0.469 0.015      
A.Super Light 11.595 0.374      
Murban 1,146.419 36.981 อาหรับเอมิเรสต์ 1,425.834 28.7
Upper Zakum 74.114 2.391      
Lower Zakum 65.916 2.126      
Umchaeiff 139.385 4.496      
Marib Light 10.275 0.331 เยเมน 423.287 8.5
Masila 413.012 13.323      




หน้าที่ 7 - ชนิดและปริมาณน้ำมันดิบที่ใช้กลั่น(ต่อ)

   

ชนิดและปริมาณน้ำมันที่ใช้ในการผลิต ปี 2551(ต่อ)
        ปริมาณ : ล้านลิตร
ชนิดน้ำมันดิบ พฤษภาคม ประเทศต้นทาง ปริมาณ %
รวม เฉลี่ย/วัน
น้ำมันดิบ
แหล่งอื่นๆ 283.267 9.138   283.267 5.7
Sahara 95.697 3.087 แอลจีเรีย 95.697 1.9
Laminaria 0.006 0.000 ออสเตรเลีย 147.814 3.0
Coszak 78.783 2.541      
Mutineer 0.101 0.003      
Stybarrow 68.537 2.211      
Puffin 0.258 0.008      
Bayu Undan 0.129 0.004      
Tui 6.040 0.195 นิวซีแลนด์ 6.040 0.1
Cao Fei Dian 0.790 0.025 จีน 5.464 0.1
Peng Lai 0.846 0.027      
Bohzong 3.828 0.123      
Dar Blend 24.600 0.794 ซูดาน 24.600 0.5
Azeri light crude 0.002 0.000 รัสเซีย 3.652 0.1
Sokol 3.650 0.118      
ภายในประเทศ 521.025 16.807   521.025 10.5
Phet 108.274 3.493 ไทย 521.025 10.5
Wichean Buri 33.229 1.072      
Bencahmas 16.555 0.534      
B.P. 0.717 0.023      
North Central 8.742 0.282      
Condensate(THA) 77.399 2.497      
Pattani 179.450 5.789      
Tantawan 12.781 0.412      
Jasmine 83.878 2.706      
รวม 4,771.753 153.928   4,771.753 95.9
วัตถุดิบอื่นๆ
LONG RESIDUE 34.359 1.108 รัสเซีย 34.359 0.7
LONG RESIDUE 35.583 1.148 อียิปต์ 35.583 0.7
HIGH SULPHUR DIESEL 36.068 1.163 สิงคโปร์ 36.068 0.7
CONDENSATE RESIDUE 58.411 1.884 ไทย 97.472 2.0
HIGH SULPHUR DIESEL 25.555 0.824      
SLOP 11.265 0.363      
WAXY DISTILLATE 2.241 0.072      
รวม 203.482 6.564   203.482 4.1
รวมทั้งสิ้น 4,975.235 160.491   4,975.235 100.0

แหล่งน้ำมันดิบในไทยส่วนใหญ่อยู่เขตภาคเหนือตอนกลางคือ  กำแพงเพชรซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันดิบเพชร( Phet ) เพชรบูรณ์ที่เป็นแหล่งผลิตน้ำมันดิบวิเชียรบุรี( Wichean Buri )  และ แหล่งใต้ทะเลอ่าวไทยที่เป็นแหล่งผลิตน้ำมันดิลเบญจมาศ(Benchamas ) น้ำมันดิบปัตตานี(Pattani)  น้ำมันดิบทานตะวัน(Tantawan) และน้ำมันดิบจัสมิน (Jasmine)
 




หน้าที่ 8 - โรงกลั่นน้ำมันไทยผลิตดีเซลได้ 2,000 ล้านลิตรต่อเดือน

   ข้อมูลการผลิตประจำเดือน พฤษภาคม 2551   ปริมาณการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงรวมของโรงกลั่นน้ำมันไทย  4,684 ล้านลิตรต่อเดือน หรือเฉลี่ยวันละ 151 ล้านลิตร    โดยน้ำมันดีเซลพื้นฐาน(ก่อนเติมไบโอดีเซล)มียอดผลิตสูงสุด 1940 ล้านลิตรต่อเดือน(41.4%)     รองลงมาคือ เบนซินทุกเกรด(รวมแก๊สโซฮอล์)  739 ล้านลิตรต่อเดือน(15.8%)    และอันดับ3 คือ น้ำมันเตา 575  ล้านลิตรต่อเดือน ( 12.3%)  
  

ชนิดและปริมาณการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงประจำเดือน พฤษภาคม 2551  
  ปริมาณ/ล้านลิตร  
ชนิดน้ำมันเชื้อเพลิง รวม เฉลี่ย/วัน ร้อยละ
แก๊สโซฮอล์ อี10 ออกเทน 91 64.399 2.077 1.4
แก๊สโซฮอล์ อี10 ออกเทน 95 187.368 6.044 4.0
แก๊สโซฮอล์ อี20 ออกเทน 95 2.070 0.067 0.0
เบนซิน ออกเทน 91 375.840 12.124 8.0
เบนซิน ออกเทน 95 109.293 3.526 2.3
น้ำมันก๊าด 60.580 1.954 1.3
เจท เอ 1 515.984 16.645 11.0
เจพี 8 9.579 0.309 0.2
ดีเซลพื้นฐาน 1,940.368 62.593 41.4
น้ำมันเตา 574.814 18.542 12.3
ก๊าซแอลพีจี  746.100 24.068 15.9
ยางมะตอย  97.358 3.141 2.1
รวม 4,683.753 151.089 100
ที่มา: กรมธุรกิจพลังงาน
    

 




หน้าที่ 9 - กระบวนการผลิตน้ำมันเบนซิน(Gasoline)

     น้ำมันเบนซิน หรือ Gasoline (เข้าใจคนไทยเรียกเบนซินตามภาษาเยอรมัน) เป็นสำเร็จรูปที่ได้จากการผสมน้ำมันองค์ประกอบต่างๆจากกระบวนการผลิตย่อยทีมีคุณสมบัติเฉพาะและแตกต่างกัน เช่น   FCC gasoline , Hydrocracked gasoline , Reformate , Isomerate , Coker naphtha และ MTBE เป็นต้น  การผสมน้ำมันจะผ่านกระบวนการผลิตที่ทันสมัย( On-line  Gasoline Blending)  โดยแต่ละชนิดใช้สูตรการผสมที่แตกต่างกัน ด้วยผู้เชี่ยวชาญทีมีประสบการณ์สูง จึงได้น้ำมันเบนซินเกรดต่างๆที่ได้มาตรฐาน เช่น เบนซิน(ไร้สาร) 91 , เบนซิน(ไร้สาร)95 และ เบนซินพื้นฐาน87 ,91(สำหรับผลิตแก๊สโซฮอล์)  เป็นต้น
         

  

     เบนซินไร้สาร  คือน้ำมันเบนซินที่ไม่ได้เติมสารตะกั่วซึ่งใช้เป็นตัวเพิ่มค่าออกเทน  ซึ่งในอดีตนิยมใช้เนื่องจากราคาถูก ปัจจุบันเนื่องจากมันอันตรายมากต่อระบบประสาทจึงเลิกใช้เกือบทั่วโลกไปแล้ว  ยกเว้นประเทศที่กำลังพัฒนา
    
    ข้อกำหนดและคุณภาพน้ำมันเบนซินของประเทศไทย ประกาศโดยกรมธุรกิจพลังงานล่าสุดปี2549  มีรายละเอียดที่สำคัญดังนี้  
         

ข้อกำหนดและคุณภาพของน้ำมันเบนซิน หน่วยวัด ข้อจำกัด เบนซิน 91 เบนซิน 95 เบนซินพื้นฐาน เบนซินพื้นฐาน
          ชนิดที่ 1 ชนิดที่2
สี(color)     แดง เหลืองอ่อน เขียว ส้ม
ค่าออกเทนโดยวิธีวิจัย(RON)   ไม่ต่ำกว่า 91 95 87 89
ค่าออกเทนโดยวิธีมอเตอร์ (MON)   ไม่ต่ำกว่า 80 84 76 78
ค่ากำมะถัน(Sulfur) ส่วนในล้านส่วน ไม่สูงกว่า 500 500  500  500
ค่าเบนซ๊น(Benzene) ร้อยละโดยปริมาตร ไม่สูงกว่า 3.5 3.5 3.8 3.8
ค่าสารอะโรมาติก(Aromatics) ร้อยละโดยปริมาตร ไม่สูงกว่า 35 35 38 38
ค่าการกลั่น            
 - อณหภูมิการระเหยในอัตราร้อย 10 โดยปริมาตร องศาเซลเซียส ไม่สูงกว่า 70 70 70 70
 - อณหภูมิการระเหยในอัตราร้อย 50 โดยปริมาตร องศาเซลเซียส   70-110 70-110 90-110 90-110
 - อณหภูมิการระเหยในอัตราร้อย 90 โดยปริมาตร องศาเซลเซียส ไม่สูงกว่า 170 170 170 170
 - อณหภูมิของจุดเดือดสุดท้าย องศาเซลเซียส ไม่สูงกว่า 200 200 200 200
ค่าความดันไอ ณ อุณหภูมิ 37.8 องศาเซลเซียส กิโลปาสคาล ไม่สูงกว่า 62 62 54.5 54.5
ค่าสารออกซิเจนเนต ร้อยละโดยปริมาตร   - 5.5-11    
หมายเหตุ            
เบนซินพื้นฐานชนิดที่ 1 สำหรับผลิตแกีสโซฮอล์ 91            
เบนซินพื้นฐานชนิดที่ 2 สำหรับผลิตแกีสโซฮอล์ 95            

   กรมธุรกิจพลังงานได้ปรับปรุงข้อกำหนดและคุณภาพน้ำมันเบนซินใหม่ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2555  โดยปรับปรุงคุณภาพอ้างอิงน้ำมันเบนซินมาตรฐานยูโร 4  คือ  ปรับลดค่ากำมะถัน ค่าเบนซีน และกำหนดเพิ่มค่าสารโอเลฟิน  เพื่อใช้กับรถยนต์มาตรฐานไอเสียยูโร 4  เพื่อลดมลพิษจากไอเสียรถยนต์
        
ข้อกำหนดและคุณภาพของน้ำมันเบนซิน หน่วยวัด ข้อจำกัด เบนซิน  เบนซิน 
      2549 2555
ค่ากำมะถัน(Sulfur) ส่วนในล้านส่วน ไม่สูงกว่า 500 50
ค่าเบนซีน(Benzene) ร้อยละโดยปริมาตร ไม่สูงกว่า 3.5 1.0
ค่าสารอะโรมาติก(Aromatics) ร้อยละโดยปริมาตร ไม่สูงกว่า 35 35
ค่าสารโอเลฟิน(Olefins) ร้อยละโดยปริมาตร ไม่สูงกว่า - 18




หน้าที่ 10 - กระบวนการผลิตน้ำมันแก๊สโซฮอล์(Gasohol)

  น้ำมันแก๊สโซฮอล์รู้จักกันดีแล้วว่าคือน้ำมันเบนซินเกรดที่มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ด้วยสัดส่วนต่างๆตามชื่อเรียก    จริงๆแล้วการผลิตแก๊สโซฮอล์สามารถผลิตที่โรงกลั่นร่วมกับกระบวนการผลิตเบนซินทั่วไปได้  และมีหลายโรงกลั่นที่ทำเช่นนั้น    แต่เนื่องจากแก๊สโซฮอล์ชอบน้ำมาก  เมื่อมีการปนเปื้อนด้วยน้ำ  แก๊สโซฮอล์จะดูดและอมน้ำไว้จนถึงปริมาณหนึ่งจะแยกตัวออกจากน้ำมันเบนซิน     ดังนั้นเพื่อป้องกันปัญหาการปนน้ำจึงพยายามผสมแก๊สโซฮอล์ในคลังน้ำมันทีอยู่ใกล้แหล่งจ่ายและสถานีบริการให้มากที่สุด  กระบวนการผสมแก๊สโซฮอล์ทำได้โดยการผสมเบนซินพื้นฐานด้วยเอทานอลด้วยสัดส่วนที่ต้องการ    โดยสามารถผสมในถังน้ำมันก่อน หรือผสมในท่อจ่ายลงรถได้เลย  ซึ่งการผสมที่คลังน้ำมันนั้นน้ำมันเบนซินพื้นฐานและเอทานอลต้องได้มาตรฐานก่อน  การผสมจะควบคุมปริมาณเอทานอลให้ได้ตามสัดส่วนที่ต้องการก็จะได้แก๊สโซฮอล์เกรดต่างๆที่ต้องการ


    ข้อกำหนดและคุณภาพของน้ำมันแก๊สโซฮอล์ของประเทศไทยปี 2555 มีรายละเอียดดังนี้


    Update Dec 23,2012

 




หน้าที่ 11 - กระบวนการผลิตน้ำมันน้ำมันดีเซล( Diesel Fuels)

 น้ำมันองค์ประกอบที่ได้จากกระบวนการกลั่นย่อยแต่ละหน่วย เช่น straight run diesel , hydrotreated diesel,  hydrocracked diesel , catalytic caracked diesel ,  coker diesel    จะถูกนำมาผสมที่กระบวนการผลิตน้ำมันดีเซลที่สมัย( In-line Diesel Blending) เพื่อปรับปรุงคุณภาพน้ำมันโดยเฉพาะค่ากำมะถัน ค่าซีเทน ให้ได้มาตรฐานพร้อมจำหน่าย 
  น้ำมันดีเซลที่จำหน่ายในเมืองไทยมี  2 ชนิด คือ
     1น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว( High Speed Diesel: HSD) สำหรับเครื่องยนต์ดีเซลรอบสูง เช่น เครื่องยนต์รถยนต์ แบ่งย่อยออกเป็น 3 เกรด คือ
      - ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา เป็นดีเซลกำมะถันต่ำ( 0.035%)
      - ดีเซลหมุนเร็วบี5      เป็นดีเซลกำมะถันต่ำที่เติมไบโอดีเซล(B100) 5%
      - ดีเซลหมุนเร็วประมง  เป็นดีเซลกำมะถันสูง(0.7%) สำหรับเรือประมงนอกชายฝั่ง
     2 น้ำมันดีเซลหมุนช้า( Low Speed Diesel : LSD) สำหรับเครื่องยนต์ดีเซลรอบต่ำ เช่น เครื่องยนต์เรือ


   

 ข้อกำหนดคุณภาพน้ำมันดีเซลปี2550 เปรียบเทียบคุณภาพที่สำคัญได้ดังนี้
    

ข้อกำหนดคุณภาพน้ำมันดีเซลปี 2550          
 ข้อกำหนดคุณภาพ ข้อจำกัด   ดีเซลหมุนเร็ว   ดีเซลหมุนช้า
    ธรรมดา บี 5 ประมง  
Color(สี)   ธรรมชาติ น้ำเงิน เขียว ธรรมชาติ
Sulfur(กำมะถัน), wt% ไม่เกิน 0.035 0.035 0.7 1.5
ceatne Number(ค่าซีเทน) ไม่ต่ำกว่า 47 47 47 45
  ในปี 2555 รัฐได้กำหนดคุณภาพน้ำมันดีเซลของไทยโดยอ้างอิงมาตรฐานยุโรปคือ มาตรฐานน้ำมันดีเซลยูโร 4  เพื่อใช้กับรถยนต์มาตรฐานไอเสียยูโร 4 เช่นกัน  ซึ่งคุณภาพน้ำมันที่ต้องปรับปรุงคือ ค่ากำมะถัน  ค่าซีเทน  และสารก่อมะเร็ง ดังนี้คือ
      
ข้อกำหนดคุณภาพน้ำมันดีเซล      
ข้อกำหนดคุณภาพ ข้อจำกัด 2550 2555
    ดีเซลหมุนเร็ว ดีเซลหมุนเร็ว
Sulfur(กำมะถัน), ppm ไม่เกิน 350 50
Ceatne Number(ค่าซีเทน) ไม่ต่ำกว่า 47 50
PAHs(สารก่อมะเร็ง) ,wt%  ไม่เกิน  ไม่กำหนด  11




หน้าที่ 12 - กระบวนการผลิตน้ำมันเครื่องบินเจ็ท(Jet Fuels)

        น้ำมันองค์ประกอบจากหน่วยผลิตย่อยของโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น น้ำมันก๊าด(Kerosene) ที่ผ่านกระบวนการปรับปรุงคุณภาพแล้ว เช่น  Merox kerosene , Hydrotreated Kerosene ,Hydrocracked Kerosene และ Hydrotreated Naphtha   จะส่งมากระบวนการผสมเป็นน้ำมันเครื่องบินเจ็ท( Aviation Turbine  Fuels หรือ  Jet Fuels)  ซึ่งขั้นตอนนี้มีการเติมสารเพิ่มคุณภาพ(Additives)หลายชนิด เช่น Antioxidant และ Static Dissipator เป้นต้น 
        น้ำมันเครื่องบินเจ็ท   จำแนกได้ 2 ประเภทคือ
        1 Commercial Turbine Fuels :น้ำมันเครื่องบินเจ็ทพาณิชย์ เช่น Jet A ,Jet A-1,TS-1 และ Jet B 
        2 Military Turbine Fuels : น้ำมันเครื่องบินเจ็ททหาร  เช่น  JP-4 JP-5, JP-7 และ JP-8

        อาจจะมีคนสงสัยว่าเกรดของCommercial Turbine Fuels จะเทียบกับเกรดของ Military Turbine Fuels ได้อย่างไร มีผู้รู้ได้เทียบเกรดไว้ดังนี้
          

 Aviation Turbine Fuels Classification
Military Commercial
JP-1 -
JP-2 -
JP-3 -
JP-4 Jet B
JP-5 Jet A
JP-7 -
JP-8 Jet A-1

        ข้อกำหนดและคุณภาพของน้ำมันเครื่องบินเจ็ทพาณิชย์     มีคุณภาพที่สำคัญที่สุดคือ จุดเยือกแข็ง( Freezing point)ต้องต่ำมากๆเนื่องจากเครื่องบินพาณิชย์เจ็ทบินสูงมาก โดยทั่วไปเครื่องบินเจ็ทพาณิชย์จะใช้เกรด Jet A-1 ที่มีจุดเยือกแข็งต่ำมากนั่นเอง  
  

       ข้อกำหนดและคุณภาพของน้ำมันเครื่องบินเจ็ททหาร  มีการกำหนดคุณภาพที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการใช้งาน  จะขอคัดลอกข้อกำหนดและคุณภาพของ US Navy และ US Air Force ซึ่งมีรายละเอียดที่สาคัญดังนี้
    
   
      
       
  แหล่งข้อมูล: ChevronTexaco, Aviation Fuel Technical review        




หน้าที่ 13 - ไทยออยล์เดินหน้าผลิตดีเซลยูโร 4

       กรุงเทพฯ  8 พ.ค.2551-นายวิโรจน์ มาวิจักขณ์ กรรมการอำนวยการ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การที่ไทยออยล์ ซึ่งเป็นโรงกลั่นโรงแรกของไทย สามารถผลิตดีเซลมาตรฐานยูโร 4 เริ่มตั้งแต่เดือน ก.พ.ที่ผ่านมา และเร็วกว่ามาตรฐานบังคับของภาครัฐถึง 4 ปี(ซึ่งจะบังคับใช้ 1 มกราคม 2253) เนื่องจากหน่วยกลั่นต่าง ๆ ของไทยออยล์มีศักยภาพในการผลิตอยู่แล้ว เพียงแต่ปรับสภาพการทำงานของกระบวนการผลิตเพียงบางส่วน โดยเฉพาะการเร่งปฏิกิริยาในหน่วยลดกำมะถัน อย่างไรก็ตาม การปรับสภาพการทำงานดังกล่าว ส่งผลให้อายุการใช้งานของ Catalyst สั้นลง จำเป็นต้องเปลี่ยน Catalyst บ่อยครั้งขึ้น ซึ่งบริษัทฯ ก็มีแผนรองรับอยู่แล้ว ทั้งนี้
      ไทยออยล์ผลิตดีเซลยูโร 4 ประมาณ  550 ล้านลิตร/เดือน เป็นน้ำมันดีเซลกำมะถันต่ำ  มาตรฐานเดียวกับน้ำมันดีเซลที่ใช้อยู่ในทวีปยุโรป ออสเตรเลีย และประเทศชั้นนำในเอเชีย โดยน้ำมันประเภทนี้จะมีกำมะถันผสมอยู่ไม่เกิน 50 ส่วนในล้านส่วน หรือปรับลดลงถึง 7 เท่า ซึ่งจะช่วยลดปริมาณกำมะถันในอากาศที่มีผลกระทบต่อสภาวะแวดล้อมค่อนข้างมาก และดีเซลยูโร 4 สามารถใช้ได้กับรถยนต์ทุกรุ่นโดยไม่จำเป็นต้องมีการปรับแต่งเครื่องยนต์ก่อนการใช้ และจากการที่น้ำมันดีเซลยูโร 4 มีการปรับเพิ่มปริมาณซีเทน ซึ่งเป็นดัชนีวัดคุณสมบัติน้ำมัน จึงทำให้เครื่องยนต์ดีเซลเดินเครื่องได้ราบรื่นขึ้น ไม่เกิดอาการน็อคง่าย และราคาจำหน่ายน้ำมันดีเซลยูโร 4 หน้าโรงกลั่นจะเท่ากับน้ำมันดีเซลมาตรฐานเดิมที่ใช้อยู่ในตลาดปัจจุบัน จึงเท่ากับว่าผู้ใช้จะได้ใช้น้ำมันดีเซลมาตรฐานสูง ในราคาเดียวกันกับน้ำมันดีเซลมาตรฐานเดิมที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน(แหล่งข้อมู:สำนักข่าวไทย)
      รายละเอียดมาตรฐานดีเซลไทยที่อ้างอิงมาตรฐานยูโร ที่สำคัญมีดังนี้         


      มาตรฐานดีเซลไทย(อ้างอิงยูโร)
คุณภาพ หน่วย ข้อกำหนด 2543 2555 25XX
      ยูโร 3 ยูโร 4 ยูโร 5
กำมะถัน(Sulfur)  ส่วนในล้านส่วน ไม่สูงกว่า 350 50 10
สารก่อมะเร็ง(Polycylic Aromatics) ร้อยละโดยน้ำหนัก ไม่สูงกว่า - 11 8
ค่าการกลั่น(90% Distillation) องศาเซลเซียส ไม่สูงกว่า 357 357 357
ค่าซีเทน(Cetane No.)   ไม่ต่ำกว่า 47 50 51


    จากข้อกำหนดและมาตรฐานไทยในปี 2555 ซึ่งจะอ้างอิงมาตรฐานยูโร 4  แต่ไม่ได้อ้างอิงทุกรายการ   จะมีการปรับปรุง 3 รายการคือ ปรับลดค่ากำมะถัน เพิ่มการควบคุมค่าสารก่อมะเร็ง(polycyclic aromatic hydrocarbons)  และเพิ่มค่าซีเทน




หน้าที่ 14 - ทำไมน้ำมันต้องยูโร 4

   ทำไมน้ำมันเบนซินและดีเซลของไทยต้องปรับปรุงคุณภาพให้ได้มาตรฐานยูโร 4  คำตอบก็คือ รัฐมีนโยบายที่จะลดมลพิษจากไอเสียรถยนต์ที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศ  โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆที่มีจำนวนยานยนต์ซึ่งในท้องถนนจำนวนวนมาก  รัฐจึงกำหนดรถยนต์ใหม่ที่ขายในเมืองไทยตั้งแต่ 1 มกราคม 2555ต้องผ่านมาตรฐานไอเสียยูโร 4 ( Vehicle Emssion Standard Euro IV)   และรถยนต์มาตรฐานไอเสียยูโร 4 ต้องใช้น้ำมันมาตรฐานยูโรป 4 เช่นกัน   
                           
          มาตรฐานไอเสียของเครื่องยนต์เบนซิน   มีสารมลพิษที่ต้องควบคุมคือ ไนโตรเจนออกไซด์( Nitrogen Oxides) ไฮโดรคาร์บอน(Hydrocarbons) และคาร์บอนมอนอกไซด์(Carbon Monoxide) 
                         

                มาตรฐานไอเสียครื่องยนต์ดีเซล  มีสารมลพิษที่ต้องควบคุมคือไนโตรเจนออกไซด์( Nitrogen Oxides) ไฮโดรคาร์บอน(Hydrocarbons) และฝุ่นควัน(Particulate Matter) 

                          

               ค่ากำมะถันในน้ำมันมีผลต่อประสิทธิภาพของระบบบำบัดไอเสียของเครื่องยนต์ลดลง หรือ เสียหาย เช่น Three Way Catalytic Converterในเครื่องยนต์เบนซิน   สำหรับเครื่องยนต์ดีเซลก็จะมีผลระบบบำบัดไอเสียพวก diesel particulate filters(DPFs), Diesel Oxidation Catalyts(DOCs) , Lean NOx Catalysts  และ Selective Catalytic Reduction with Urea Injection เป็นต้น   เครื่องยนต์จึงต้องการน้ำมันที่มีค่ากำมะถันต่ำๆ     เพื่อคงไว้ซึ่งประสิทธิภาพสูงสุดนั่นเอง

           ( ที่มาของข้อมูล: Bruce Bertelsen,EETPI)                                                                 
                                                               




หน้าที่ 15 - โรงกลั่นน้ำมันไทยลงทุนกว่า 6หมื่นกว่าล้านบาทเพื่อผลิตน้ำมันยูโร4
เนื้อหาถูกซ่อนโดยผู้เขียน



หน้าที่ 16 - วิวัฒนาการของน้ำมันเบนซินไทย

    น้ำมันเบนซินสำหรับรถยนต์ ( Motor Gasoline) ของไทยมีวิวัฒนาการมาอย่างไร จากเป็นน้ำมันเบนซินเติมตะกั่ว-->  น้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่ว-->  น้ำมันแก๊สโซฮอล์ (อี10,อี20 , อี85)--> น้ำมันเบนซิน(แก๊สโซฮอล์)ยูโร 4 ,5  ในอนาคตอันใกล้และไกล   น่าสนใจเชิญติดตาม
                                                             
     ปี 2511  ช่วงแรกไทยยังใช้สารตะกั่วเพื่อเพิ่มค่าออกเทน(ค่าที่บ่งบอกถึงความต้านการน๊อก) ซึ่งมาตรฐานกำหนดไว้ไม่เกิน 0.84 gPb/l(กรัมตะกั่วต่อลิตร) ประมาณคร่าวๆราวๆ 1%   สารตะกั่วที่ใช้จะเป็นพวก TML(Tetramethy lead) และ TEL(Tetraethyl lead)  ซึ่งสามารถเพื่มค่าออกเทนได้ 10-20 หน่วยขึ้นอยู่กับน้ำมันองค์ประกอบ     เกรดของเบนซินจะมี 2เกรด คือ เบนซินธรรมดาออกเทน83   กับเบนซินพิเศษออกเทน95 
    ปี 2527 มีการปรับลดค่าตะกั่วในเบนซินลงเหลือไม่สูงกว่า 0.45 gPb/l  สาเหตุเนื่องจากสารตะกั่วที่เติมลงในเบนซินมีอันตรายอย่างมหันต์  กล่าวคือมีผลกระทบกระทบต่อระบบประสาท กล้ามเนื้ออัมพาต เนื้อเยื่อสมองเสื่อม  และโรคที่ผู้ชายกลัวมากคือ เป็นหมัน
    ปี 2532 มีการปรับลดค่าตะกั่วในเบนซินอีกเล็กน้อยลงเหลือ 0.40 gPb/l
    ปี 2533 เพิ่มเกรดเบนซินออกเทน 87 
    ปี 2534 ด้วยความตระหนักถึงอันตรายของสารตะกั่ว จึงเริ่มพัฒนาเพิ่มเบนซินเกรดใหม่ คือ เบนซินไร้สารออกเทน95 ซึ่งเป็นเบนซินที่เติมสารเอ็มทีบีอี(MTBE)เป็นสารอีเทอร์ช่วยเพิ่มออกเทน(ทดแทนสารตะกั่ว) นับว่าเป็นก้าวใหม่ที่พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม   บริษัทบางจากปิโตรเลียมจำกัด(มหาชน)เป็นเจ้าแรกที่พัฒนาเบนซินไร้สารออกมาในชื่อ บางจากกรีน 
  ปี2535 มีการปรับลดค่าตะกั่วในเบนซินลงเหลือ 0.15 gPb/l 
            ปรับลดสารเบนซีนจาก 5.0-->3.5%vol เนื่องจากเบนซีน(benzene)เป็นสารก่อมะเร็ง
            บังคับใช้สารเอ็มทีบีอีในเบนซินไร้สารออกเทน95  เพื่อช่วยให้เครื่องยนต์เผาไหม้หมดจด ช่วยลดก๊าซพิษจากไอเสียรถยนต์
            บังคับใช้สารเพิ่มคุณภาพ(PFI/IVDC Additive) เพื่อรักษาความสะอาดของหัวฉีดและบ่าวาวล์
            ยกเลิกเบนซินธรรมดาออกเทน83
  ปี2537 ยกเลิกการเติมสารตะกั่วในเบนซินออกเทน87 
            เริ่มบังคับใช้
เบนซินไร้สารออกเทน87    

  ปี2538 ยกเลิกเบนซินพิเศษออกเทน95(ที่เติมตะกั่ว)
  ปี2541 
เริ่มผลิตเบนซินไร้สารออกเทน91
  ปี2542 ยกเลิกเบนซินไร้สารออกเทน87 เนื่องจากมีมากเกรดเกินไป เหลือแค่ไร้สาร 91 กับ 95 ก็พอแล้ว
  ปี2544 ปรับลดสารอะโรมาติกจาก 50-->35%vol  เนื่องจากอะโรเมติกเป็นสารก่อมะเร็งเช่นกัน
  ปี2545 เริ่มผลิตเบนซินเกรดใหม่คือ แก๊สโซฮอล์ 95(อี10) เพื่อสนองพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และส่งเสริมพลังงานทางเลือกที่ผลิตได้ในประเทศ ลดการพึ่งพาน้ำมันที่ต้องนำเข้า  พัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร
  ปี2549 ปรับลดกำมะถันจาก 0.1-->0.05 %wt เพื่อลดมลพิษซัลเฟอร์ไดออกไซด์ของไอเสียรถยนต์
  ปี2550 เริ่มผลิตเบนซินเกรดใหม่คือ แก๊สโซฮอล์ 91(อี10) และ แก๊สโซฮอล์ 95(อี20) เพื่อส่งเสริมการใช้เอทานอล
  ปี2551 เริ่มผลิตเบนซินเกรดใหม่คือ แก๊สโซฮอล์อี85 เพื่อส่งเสริมการใช้เอทานอลที่ผลิตเกินกำลังใช้ในประเทศ
      
    ปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณาในการปรับปรุงคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงคือ
       1.นโยบายของรัฐบาล เช่น ส่งเสริมพลังงานทางเลือก แกสโซฮอล์
       2. เทคโนโลยีของยานยนต์ที่ต้องการน้ำมันสะอาดเพื่อให้ระบบบำบัดไอเสียทำงานเต็มประสิทธิภาพ เช่น กำมะถันต่ำ
       3.ความสมารถของโรงกลั่นน้ำมันที่จะปรับปรุงคุณภาพโดยเฉพาะการลงทุนเพื่อปรับปรุงหรือสร้างหน่วยผลิตใหม่
       4.ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาตร์
       5.คุณภาพอากาศและสุขภาพของประชาชน เช่น ลดเบนซิน ลดสารอะโรเมติก ยกเลิกการเติมสารตะกั่ว และลดสารกำมะถัน เป้นต้น
         

                 
          แหล่งข้อมูล : Experience  of Thailand in Improving  Fuel Quality
      ขอขอบพระคุณแหล่งข้อมูล : Experience  of Thailand in Improving  Fuel Quality ของท่านที่ปรึกษาด้านพลังงาน กระทรวงพลังงาน (นาง ปรียาภรณ์ วิเวกาภิรัต )



                         




หน้าที่ 17 - วิวัฒนาการของน้ำมันดีเซลของไทย
  น้ำมันดีเซลหรือน้ำมันโซล่าที่คนทั่วไปคุ้นกับชื่อหลังกันมากกว่า    น้ำมันดีเซลผูกพันกับวิถีชีวิตของคนไทยมากกว่าน้ำมันเบนซิน  เนื่องจากเป็นใช้เชื้อเพลิงของเครื่องจักรกลการเกษตร  รถขนส่งสินค้า  รถโดยสาร ตลอดจนรถปิคอัพที่กลายเป็นรถยนต์ส่วนบุคคลของคนไทย    
 
   ที่มาของข้อมูล:Cleaning up diesel Fuels(Michel P.Walsh)  

การปรับปรุงคุณภาพของน้ำมันดีเซลที่สำคัญคือ การปรับลดค่ากำมะถัน(Sulfur)  การเพิ่มค่าซีเทน(Cetane)  การปรับลดค่าความหนาแน่น(Density) และ การปรับลดสารก่อมะเร็ง(Polyaromatics)  ซึ่งจุดประสงค์หลักคือการลดสารมลพิษที่ปล่อยจากไอเสียจากการเผ้าไหม้ของเครื่องยนต์เพื่อปรับปรุงคุณภาพของคุณภาพอากาศนั่นเอง
      วิวัฒนาการของน้ำมันดีเซลของไทยตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน   พอจะรวบรวมได้ดังนี้           
ปีพ.ศ. วิวัฒนาการของน้ำมันดีเซลของไทย
2534 ปรับลดค่าการกลั่น90%  370 C-->ไม่เกิน 357 C
2535 ปรับลดค่าความหนืดที่40C  5.0 --> ไม่เกิน4.1 cSt
  ปรับลดค่าความหนาแน่นที่15 C   0.90--> ไม่เกิน0.87 kg/l 
  กำหนดมาตรฐานเติมสารชะล้าง(Detergnt Additive)
2536 ปรับลดค่ากำมะถัน 1.0-->  ไม่เกิน 0.5 %wt 
2539 ปรับลดค่ากำมะถัน 0.5-->  ไม่เกิน 0.25 %wt 
2542 ปรับลดค่ากำมะถัน 0.25--> ไม่เกิน 0.05 %wt 
  กำหนดมาตรฐานค่าการสึกหรอ(HFRR)
  ยกเลิกการบังคับการเติมสารชะล้าง
2543 ปรับลดค่ากำมะถัน 0.05--> ไม่เกิน0.035 %wt 
2547 เติมไบโอดีเซล 2%ในดีเซล(B2)
2548 กำหนดมาตรฐานไบดีเซล 5% (B5)
2551 กำหนดมาตรฐานดีเซลที่จะบังคับใช้ในปี2555 โดยอ้างอิงยูโร 4
         1 ปรับลดกำมะถันจาก 0.035--> ไม่เกิน 0.005%wt 
         2 เพิ่มค่าซีเทนจาก 47--> ไม่น้อยกว่า50 (min)
        3 ควบคุมสารก่อมะเร็ง( Polyaromatics)  ไม่เกิน 11%wt
  ไทยออยล์เริ่มจำหน่ายดีเซลยูโร4 กำมะถัน 0.005%wt เป็นรายแรก




หน้าที่ 18 - ทำไมราคาน้ำมันของไทยต้องอ้างอิงสิงคโปร์
���  
คำถามนี้หลายคนข้องใจว่าทำไมราคาน้ำมันของไทยต้องอ้างอิงราคาสิงคโปร์������ถ้าจะตอบให้ตรง
คำถามก็คือ น้ำมันเป็นสินค้าโภคภัณฑ์��(commodiity ) ที่ตั้งราคาขายตามราคาตลาดเหมือนสินค้าโภคภัณฑ์
ตัวอื่น แล้วที่ต้อง เป็นราคาสิงคโปร์ก้เนื่องจากจากตลาดซื้อขายน้ำมันแหล่งใหญ่
ในโลก มี 3 แหล่งคือ
1.ตลาดนิวยอร์ค(NYMEX) เป็นตลาด กลางซื้อขายขายน้ำมันในอเมริกา
2.ตลาดลอนดอน(IPE)เป็นตลาดกลางซื้อขายขายน้ำมันในยุโรป
3.ตลาดสิงคดปร์(SIMEX)
เป็นตลาดกลางซื้อขายขายน้ำมันในเอเชียแปซิฟิก
คำตอบจึงเป็นราคาสิงคโปร์เนื่องจาก ไทยอยู่ไกล้สิงคโปร์ อีกทั้งราคาสิงคโปร์จะสะท้อนดีมานด์และซัพพลาย
ของน้ำมันในภูมิภาคนี้

ทำไมเวลาขึ้นราคาน้ำมันจึงขยับครั้งละ 20 สตางค์ต่อลิตร เหตุผลก็คือราคาที่สิงค์โปร์ส่วนใหญ่จะ
ขึ้นทีละ 1 เหรียญอเมริกันต่อบาเรล คำนวณคร่าวๆเลขจึงออกมาเป็น
20 สตางค์ต่อลิตรนั่นเอง

                                                                                                                                                                                       
 
                     
            แหล่งข้อมูล:รอบรู้เรื่องน้ำมัน pttplc.com

    
15 มีนาคม
52                                                                                                              




หน้าที่ 19 - เมื่อไหร่ราคาน้ำมันจะเหลือ 10 บาทต่อลิตร

      ราคาน้ำมันที่ขายตามสถานีบริการน้ำมันหรือปั๊มน้ำมันจะเป็นราคาที่รวมราคาหน้าโรงกลั่น (ราคา ณ โรงกลั่น+ภาษีน้ำมัน+กองทุนน้ำมัน + vat )  แล้วราคาแต่ละส่วนมันเท่าไหร่กันล่ะ
 

  
    ราคาหน้าโรงกลั่นเป็นราคาขายที่โรงกลั่นแต่ละโรงประกาศขายหน้าโรงกลั่น   มันจึงเรียกว่าราคาหน้าโรงกลั่น  ซึ่งอ้างอิงราคาสิงคโปร์  เป็นราคาที่ขายส่งหน้าโรงกลั่น  เชื่อหรือไม่ว่าราคาเนื้อน้ำมันจริงหรือ ราคา ณ โรงกลั่น( Ex-refinery)แค่ลิตรละ  10 กว่าบาท   แล้วทำไมราคาหน้าปั๊ม ณ วันที่ 18 มีนาคม 2552 ถึงเป็น 20 กว่าบาททุกเกรด    คำตอบก๊คือ 10 บาทเป็นภาษีน้ำมันและกองทุนน้ำมันนั่นเอง   ถามว่าไม่เก็บภาษีน้ำมันและกองทุนได้มั๊ย  คำตอบคือไม่ได้ รัฐบาลเก็บภาษีก้อนโตไว้ผลาญ เอ้ยบริหารประเทศ   จะเก็บมากหรือน้อยก็แล้วแต่เงินในคลังของประเทศ 
    คำตอบสุดท้ายคือ ชาตินี้ไม่ต้องรอ

PRICE STRUCTURE OF PETROLEUM PRODUCT IN BANGKOK 
18-มี.ค.-09
  EX-REFIN. TAX M. TAX OIL CONSV. WHOLESALE  VAT WS&VAT MARKETING VAT RETAIL
  (AVG) B./LITRE B./LITRE FUND (1) FUND PRICE(WS)     MARGIN   B./LITRE
ULG 95R ; UNL 12.2356 5.0000 0.5000 7.0000 0.7500 25.4856 1.7840 27.2696 6.6079 0.4626 34.34
ULG 91R ; UNL 11.7938 5.0000 0.5000 5.7000 0.7500 23.7438 1.6621 25.4059 1.2469 0.0873 26.74
GASOHOL95 E10 12.9340 4.5000 0.4500 2.3500 0.2500 20.4840 1.4339 21.9179 0.9553 0.0669 22.94
GASOHOL91 12.7403 4.5000 0.4500 1.7500 0.2500 19.6903 1.3783 21.0686 1.0013 0.0701 22.14
GASOHOL95 E20 13.5327 4.0000 0.4000 -0.3000 0.2500 17.8827 1.2518 19.1345 1.8743 0.1312 21.14
GASOHOL95 E85 16.4383 0.7500 0.0750 -5.7000 0.2500 11.8133 0.8269 12.6403 2.2895 0.1603 15.09
H-DIESEL 11.8323 3.3050 0.3305 1.7000 0.7500 17.9178 1.2542 19.1720 1.3252 0.0928 20.59
BIODIESEL (B5)  12.2758 2.1900 0.2190 -0.2000 0.2500 14.7348 1.0314 15.7662 2.1718 0.1520 18.09

  แหล่งข้อมูล สำนักนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงานnergy Policy and Planning Office, Ministry of Energy, Thailand




























nergy Policy and Planning Office, Ministry of Energy, Thailand




หน้าที่ 20 - ค่าการกลั่นน้ำมันคืออะไร

     ค่าการกลั่นน้ำมัน(Gross  Refining margin)ไม่ใช่กำไรสุทธิของโรงกลั่นน้ำมัน  เป็นเพียงส่วนต่างของค่าเฉลี่ยราคาน้ำมันสำเสร็จรูปกับต้นทุนเฉลี่ยของน้ำมันดิบ   
     ค่าการกลั่นน้ำมันจึงเป็นเพียงแต่เป็นรายได้ที่ยังไม่ได้หักค่าใช้จ่ายในการกลั่นน้ำมัน เช่น การลงทุน  ค่าใช้จ่ายในการกลั่น( ค่าเชื้อเพลิง  ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ  ค่าสารเคมี ) ค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน ค่าดอกเบี้ย เป็นต้น 
    ลองมาดูว่าสัดส่วนน้ำมันสำเร็จรูปของโรงกลั่นอเมริกาที่เป็นโรงกลั่นครบวงจร   ค่าเฉลี่ยในปี 2551(2007) มีสัดส่วนอย่างไร
เหตุที่ต้องอ้างอิงโรงกลั่นอเมริกา เนื่องจากตัวเลขของโรงกลั่นของไทยยังจัดเก็บได้ไม่ครบ  ดูจะขาดๆเกินๆอย่างไรไม่รู้

                                  

          จะพบว่าสัดส่วนที่มากที่สุดคือ น้ำมันเบนซิน 45.5% ( Motor Gasoline)  รองลงมาคือ ดีเซล 26.1%
( Distillate Fuel Oil)
          
       31 มีนาคม 2551

           




หน้าที่ 21 - โรงกลั่นน้ำมันไทยออยล์( Thai Oil Refinery)

                                                  
 2504 บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ได้จัดตั้งขึ้น โดยได้เข้าทำสัญญาจัดสร้าง และประกอบกิจการโรงกลั่นน้ำมันที่อำเภอศรีราชาในรูปแบบการสร้าง-บริหาร-โอน (Build-Operate-Transfer : BOT) เป็นระยะเวลายี่สิบปีจากกระทรวงอุตสาหกรรม  
  2507 บริษัทฯ เริ่มดำเนินกิจการโรงกลั่นน้ำมัน เมื่อการก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมันหน่วยแรก (TOC-1) แล้วเสร็จ ด้วยกำลังการกลั่นน้ำมันดิบจำนวน 35,000 บาร์เรลต่อวัน พร้อมใช้หน่วยแตกโมเลกุล ด้วยสารเร่งปฏิกิริยา (Fluidized Catalytic Cracking Unit)
  ปัจจุบัน(2552) บริษัทฯ มีกำลังการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ประมาณ 275,000 บาร์เรลต่อวัน( 43.7 ล้านลิตรต่อวัน)  คิดเป็นประมาณร้อยละ 25 ของกำลังการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียมทั้งหมดในประเทศ 
   นอกจากศักยภาพด้านกำลังการผลิตแล้ว โรงกลั่นไทยออยล์ยังได้รับการออกแบบ ให้สามารถสร้างมูลค่าสูงสุด จากระบบการผลิตได้อย่างเต็มที่ และด้วยเหตุที่เป็นโรงกลั่น Complex Refinery ดังกล่าว จึงมีกระบวนการกลั่นหลายขั้นตอน คือมีทั้งหน่วยกลั่นน้ำมันดิบ หน่วยเพิ่มคุณภาพ และหน่วยเพิ่มคุณค่าผลิตภัณฑ์ ซึ่งสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำเร็จรูป ที่มีคุณค่าสูงในสัดส่วนที่สูงมากที่สุดแห่งหนึ่ง ในเอเชียแปซิฟิก

         ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำเร็จรูป

  • น้ำมันชนิดเบา (Light-Distillate) 33% ได้แก่ ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) , Mixed Xylenes, น้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่ว (ULG) ออกเทน 91, 95
  • น้ำมันชนิดกลาง (Middle Distillate) 56% ได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบิน (Jet) , น้ำมันก๊าด (Kerosene) , น้ำมันดีเซล
  • น้ำมันชนิดหนัก (Heavy Oil) 11% ได้แก่ น้ำมันเตา, ยางมะตอย และกำมะถันเหลว

    บริษัทรับน้ำมันดิบตะวันออกกลาง 75% เอเชียตะวันออก 5% และจากแหล่งในประเทศ (น้ำมันดิบเพชร, น้ำมันดิบปัตตานี และคอนเดนเสทจากอ่าวไทย) 20%


    ภาพและข้อมูลจาก www.thaioil.co.th
    18 เมษายน 2552



หน้าที่ 22 - โรงกลั่นน้ำมัน ปตท. อะโรเมติกส์และการกลั่น ( PTTAR Refinery)

    
    PTTAR เป็นโรงกลั่นน้ำมันและผลิตสารอะโรเมติกส์ครบวงจรที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียโดยปัจจุบัน PTTAR มีหน่วยกลั่นน้ำมันจำนวน 2 หน่วย คือ โรงกลั่นน้ำมันดิบประเภท Complex Refinery ขนาด 145,000 บาร์เรล ต่อวัน และ หน่วยกลั่นแยกคอนเดนเสทเพื่อผลิต รีฟอร์เมท ขนาด 70,000 บาร์เรลต่อวัน ทั้งนี้ บริษัทฯ กำลังก่อสร้างโรงงานอะโรเมติกส์หน่วยที่ 2 ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จสามารถดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ภายในไตรมาส 1 ปี 2552 และจะทำให้ PTTAR มีกำลังการกลั่นเพิ่มขึ้นจากหน่วยกลั่นแยกคอนเดนเสทอีก 65,000 บาร์เรลต่อวัน นอกจากนี้บริษัทยังเป็นผู้ผลิตสารอะโรเมติกส์รายใหญ่อันดับที่ 1 ในประเทศไทยโดยมีกำลังการผลิตสูงถึง 1,189,000 ตันต่อปี และเมื่อ โรงงานอะโรเมติกส์หน่วยที่ 2 แล้วเสร็จ PTTAR จะมีกำลังการผลิตสารอะโรเมติกส์เพิ่มขึ้นเป็น 2,228,000 ตันต่อปี
    PTTAR เป็นโรงกลั่นน้ำมันแบบ Complex ที่มีความทันสมัย และมีประสิทธิภาพสูงแห่งหนึ่งของเอเชีย ด้วยกระบวนการกลั่นแบบ Complex และเทคโนโลยีการผลิตในหน่วยอะโรเมติกส์ที่มีความทันสมัย ต้นทุนการผลิตต่ำ ทำให้ PTTAR มีความสามารถในการเลือกใช้วัตถุดิบหลากหลายที่มีคุณภาพและราคาที่เหมาะสม เพื่อให้ผลิตน้ำมันเบนซิน น้ำมันอากาศยาน น้ำมันดีเซล น้ำมันเตา สารเบนซีน สารพาราไซลีน สารไซโคลเฮกเซน ที่ครบถ้วนตรงกับความต้องการของตลาด 

หน่วยกลั่นน้ำมัน กำลังการกลั่น
(บาร์เรลต่อวัน)
รายละเอียด
หน่วยกลั่นน้ำมันดิบ> 145,000 โรงกลั่นน้ำมันแบบ Complex ที่มีหน่วย Hydrocracker และ Visbreaker ซึ่งสามารถเปลี่ยนน้ำมันเตาเป็นน้ำมันสำเร็จรูปชนิดกึ่งหนักกึ่งเบา ซึ่งทำการกลั่นน้ำมันดิบเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำเร็จรูปเป็นหลัก ซึ่งอาจรวมถึงการผลิตรีฟอร์เมทเพื่อส่งให้กับหน่วยผลิตอะโรเมติกส์
หน่วยกลั่นแยกคอนเดนเสท 1 70,000 >หน่วยกลั่นแยกคอนเดนเสท1 (หน่วยผลิตรีฟอร์เมอร์ 1) จะทำการผลิตรีฟอร์เมทเพื่อส่งให้กับหน่วยผลิตอะโรเมติกส์เพื่อผลิตสารอะโรเมติกส์
หน่วยกลั่นแยกคอนเดนเสท 2 / Upgrading Complex 65,000 หน่วยกลั่นแยกคอนเดนเสท 2 (หน่วยผลิตรีฟอร์เมอร์ 2) และ Upgrading Complex ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง โดยหน่วยผลิตรีฟอร์เมอร์จะหน้าที่ผลิตรีฟอร์เมทเพื่อส่งให้กับหน่วยผลิตอะโรเมติกส์ หน่วย Upgrading จะผลิตน้ำมันปิโตรเลียมสำเร็จรูปจากคอนเดนเสท เรซิดิวที่เกิดขึ้นจากกระบวนการกลั่นแยกคอนเดนเสท
รวม 280,000  

 

 



 ภาพและข้อมูลจาก www.pttar.com
  
   กำลังกลั่นน้ำมันดิบของโรงกลั่นน้ำมันระยอง 145,000 บาเรลต่อวัน(23 ล้านลิตรต่อวัน) แต่ถ้ารวมกำลังกลั่นของหน่วยกลั่นแยกคอนเดนเสทแล้ว กำลังกลั่นจะเป็น 280,000 บาเรลต่อวัน(44.5 ล้านลิตรต่อวัน) ซึ่งจะมากกว่าโรงกลั่นไทยออย์ซึ่งมีกำลังกลั่น275,000 บาเรลต่อวัน(43.7 ล้านลิตรต่อวัน) เล็กน้อย
   คอนเดนเสทเป็นน้ำมันดิบชนิดเบามาก กลั่นแล้วจะได้ผลิตภัณฑ์เบาชนิดแนฟทาเป็นส่วนใหญ่ซึ่งจะใช้เป็นวัตถุดิบขั้นต้นในกระบวนการผลิตสารอะโรมาติกส์

19 เมษายน 2552

ปัจจุบันPTTAR ได้ควบรวมบริษัทกับ PTT CHEM เป็นPTTGC

Update  Dec 29,2012.




หน้าที่ 23 - โรงกลั่นน้ำมันระยองเพียวริฟายเออร์( Rayong Purifier Refinery)

                  
                                     โรงกลั่นน้ำมันคุณภาพเพื่อการบริการเป็นเลิศ

    บริษัท ระยองเพียวริฟายเออร์ จำกัด(มหาชน) ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2538 โดยผู้ถือหุ้นคนไทย และบริหารงานโดยคนไทยทั้งหมด ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญในธุรกิจปิโตรเลียมและปิโตรเคมีมาเป็นเวลานาน ด้วยความมุ่งมั่นในการพึ่งพาตนเองในทุก ๆ ด้าน ทั้งในด้านการลดต้นทุน การผลิต การสร้างความแข็งแกร่งของฐานะการเงิน และการสร้างเครือข่ายพันธมิตรในธุรกิจเดียวกัน บริษัทฯ จึงเป็นโรงกลั่นน้ำมันขนาดกลางที่สามารถผลิตผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงและมีความหลากหลายในการใช้งาน

   บริษัท ระยองเพียวริฟายเออร์ จำกัด(มหาชน) ดำเนินการแปรสภาพคอนเดนเสท เรสสิดิว ที่เป็นผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตของ บริษัท อะโรเมติกส์(ประเทศไทย) จำกัด(มหาชน) โดยถูกส่งผ่านท่อให้บริษัทฯ ซึ่งนอกจากจะเป็นการเพิ่มคุณค่าของวัตถุดิบจากอ่าวไทย เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและปิโตรเคมีที่มีคุณภาพระดับสากลแล้ว ยังช่วยลดการนำเข้าน้ำมันส่วนหนึ่งจากต่างประเทศ นับว่าเป็นการลดการสูญเสียรายได้ออกนอกประเทศอีกทางหนึ่ง

  โรงกลั่นน้ำมันของ บริษัท ระยองเพียวริฟายเออร์ จำกัด(มหาชน) ซึ่งตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง เป็นโรงกลั่นน้ำมันที่มีกำลังการผลิตน้ำมัน 17,000 บาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 80 ล้านลิตรต่อเดือน

                                                
    เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน และช่องทางการจัดจำหน่าย บริษัทฯ จึงได้ขยายคลังน้ำมันให้ครอบคลุมส่วนต่าง ๆ ของประเทศ นอกจากนี้ ยังก่อตั้งสถานีบริการน้ำมัน “เพียว” และมีโครงการขยายเครือข่ายของสถานีบริการน้ำมัน “เพียว” ไปยังแหล่งชุมชนภูมิภาค เพื่อให้บริการครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่ และตอบสนองความพึงพอใจสูงสุดของผู้บริโภค 

   ภาพและข้อมูลจากhttp://www.rpcthai.com
   หมายเหตุ
     คอนเดนเสท เรสสิดิว(Condensate Residue) เป็นผลิตภัณฑ์ส่วนหนักที่ได้จากการกลั่นแยกคอนเดทเสท(condensate)ซึ่งเป็นน้ำมันดิบชนิดเบามาก

 23 เมษายน 2552 06:00 
  บรรจง บุหิรัญ

 




หน้าที่ 24 - โรงกลั่นน้ำมันไออาร์พีซี(IRPC Refinery)

                                                    
                          
บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน)
ชื่อเดิม: บริษัท อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) หรือทีพีไอ เป็นบริษัทประกอบธุรกิจการกลั่นน้ำมันและปิโตรเคมี ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2521 โดยนาย ประชัย เลี่ยวไพรัตน์ โรงกลั่นน้ำมันของบริษัทฯ  ตั้งอยู่ที่จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นเขตประกอบอุตสาหกรรมภายใต้การจัดการของบริษัทฯ พร้อมด้วยสาธารณูปโภคพื้นฐานที่สนับสนุนการผลิต ได้แก่ ท่าเรือน้ำลึก คลังเก็บน้ำมัน และโรงไฟฟ้า

  • ในเดือนกันยายน ปี พ.ศ. 2525 เปิดโรงงานผลิตเม็ดพลาสติก โรงงานแรกของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียอาคเนย์
  • พ.ศ. 2537 เริ่มธุรกิจกลั่นน้ำมันด้วยโรงกลั่นน้ำมันดิบหน่วยแรก กำลังกลั่น 26,000 บาร์เรลต่อวัน
  • พ.ศ. 2539 เพิ่มกำลังกลั่นของโรงกลั่นน้ำมันดิบหน่วยแรก เป็น 65,000 บาร์เรลต่อวัน
  • พ.ศ. 2540 เดินเครื่องโรงผลิตสารอะโรมาติก (Aromatic plant) โรงผลิตก๊าซเอทิลลีน (Ethylene plant) โรงกลั่นน้ำมันหล่อพื้นฐาน (Lube base oil plant) และโรงแตกสลายโมเลกุลด้วยแคทตาลิส ( Deep catatytic cracking plant)
  • พ.ศ. 2543 เดินเครื่องโรงกลั่นน้ำมันดิบหน่วยที่2 กำลังกลั่น 150,000 บาร์เรลต่อวัน ทำให้กำลังกลั่นรวมเป็น 215,000 บาร์เรลต่อวัน
  • พ.ศ. 2549 ทีพีไอ เปลี่ยนชื่อเป็น ไออาร์พีซี
     


    ผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิง
     


       น้ำมันเบนซิน (Gasoline)

     เป็นเบนซินไร้สารตะกั่ว มีชนิด เบนซิน 95 และ เบนซิน 91 โดยผสมสารเพิ่มคุณภาพที่มีประสิทธิภาพในการชะล้างทำความสะอาดสูง ทำให้ระบบเชื้อเพลิงสะอาดอยู่เสมอ ช่วยในการเผาไหม้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ทั้งยังช่วยประหยัดเชื้อเพลิงและลดมลพิษอีกด้วย
       แก๊สโซฮอลล์ 95 (Gasohol 95) เป็นน้ำมันเบนซินที่มีส่วนผสมของเอทานอล ในอัตราส่วนร้อยละ 9 – 10 เพื่อเพิ่มค่าออกเทนให้สูงขึ้น เพื่อทดแทนสาร MTBE ที่ต้องน้ำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งน้ำมันแก๊สโซฮอล์นี้ให้คุณสมบัติการใช้งานเช่นเดียวกับ เบนซิน 95 ทุกประการ และมีสารเพิ่มคุณภาพที่ช่วยทำความสะอาดระบบป้อนเชื้อเพลิงทำให้เครื่องยนต์เผาไหม้ได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ช่วยลดเขม่าในห้องเผาไหม้ ทำให้เครื่องยนต์สะอาด และยังช่วยป้องกันสนิมในระบบเชื้อเพลงด้วย
       น้ำมันดีเซล (Diesel)เป็นน้ำมันดีเซลหมุนเร็วที่มีปริมาณกำมะถันต่ำกว่า 0.035% โดยน้ำหนัก มีค่าดัชนีซีเทนสูง และผสมสารเพิ่มคุณภาพที่เพิ่มประสิทธิภาพในการหล่อลื่นระบบปั๊มฉีดเชื้อเพลิง ช่วยลดการสึกหรอของระบบปั๊มหัวฉีดเชื้อเพลิง
     
     น้ำมันเตา (Fuel Oil)  แบ่งออกเป็น 2 เกรด  
          1.น้ำมันเตาเอ (FOA)  มีค่าความหนืดไม่สูงกว่า 80 เซนติสโตก ซึ่งเป็นความหนืดที่ไม่ต้องอุ่นมากนักก็สามารถฉีดเป็นฝอยได้เผาไหม้ง่าย เหมาะสำหรับโรงงานที่ใช้น้ำมันเตาไม่มากนัก ใช้อุปกรณ์หัวเผาประเภทที่ออกแบบสำหรับน้ำมันที่ค่อนข้างใสและต้องการเผาไหม้ที่สะอาด ไม่มีควันดำ เขม่า ละออง ถ่าน หรือก๊าชกำมะถันสูง เช่น อุตสาหกรรมเซรามิก, กระเบื้อง และโรงงานที่ตั้งใกล้แหล่งชุมชน
         2.น้ำมันเตาซี (FOC)  มีค่าความหนืดไม่สูงกว่า 180 เซนติสโตก การใช้น้ำมันเตาเกรดนี้จำเป็นต้องมีระบบส่งน้ำมันที่ดี สามารถส่งน้ำมันได้ตลอด และกรองสิ่งสกปรกออกได้ นอกจากนี้ หัวเผายังต้องสามารถอุ่นน้ำมันให้ได้ความหนือที่หัวฉีดต้องการ มักใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงงานปานกลาง ถึงขนาดใหญ่

    ก๊าชหุงต้ม (LPG) นำไปใช้เป็นแก๊สหุงต้มในครัวเรือน และเป็นใช้เป็นเชื้อเพลิงในเครื่องยนต์

     

     

  ผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานและยางมะตอย
    น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน( Lube Base Oils )

      60 SNO  เป็นวัตถุดิบในการผลิตน้ำมันหล่อลื่น ประเภทส่งกำลัง น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้า น้ำมันหมักปอ น้ำมันที่ใช้กับเครื่องทำความเย็น เป็นต้น

      150 SNO   นำไปใช้เป็นวัตถุดิบผลิตน้ำมันหล่อลื่นสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตทุกชนิด     

      500 SNO นำไปเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมน้ำมันหล่อลื่นสำหรับรถยนต์ทุกชนิด

      150 BS  นำไปใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องจักรที่มีแรงเสียดทานมาก เช่น เครื่องยนต์รถบรรทุก, รถไฟ, เครื่องเรือเดินทะเล และยางสังเคราะห
    น้ำมันอะโรมาติก(Aromatic Extract)
       ใช้เป็นส่วนผสมในการผลิต SBR (Styrene-butadiene-Rubber)  ยางรถยนต์ และผลิตภัณฑ์ยางต่าง ๆ น้ำมันหล่อลื่นที่ต้องการความหนืดสูงมาก น้ำมันหยอดทิ้ง จาระบี , เป็นส่วนผสมที่ช่วยในการดัดโค้งพลาสติกได้ที่อุณหภูมิต่ำ และผงหมึก เป็นต้น

 
ไขดิบ(Slack Wax)
       เป็นไขผลึกของแข็งที่อยู่ในน้ำมันปิโตรเลียมซึ่งเป็นผลพลอยได้จากหน่วย ( Propane Dewaxing Unit ) ใน Lube Base Refinery ซึ่ง Slack Wax สามารถนำไปเป็นวัตถุดิบเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มมูลค่าต่อไป เช่น  paraffin wax , microcrystalline wax และ lube base oil Group III

  
   ยางมะตอย(ASPHALT)
       แบ่ง 2 เกรดหลัก ได้แก่ แอสฟัสต์ซีเมนต์ AC 60/70 และ AC 80/100 ซึ่งมีคุณสมบัติในการยึดและประสาน พร้อมป้องกันการซึมผ่าน ใช้ราดพื้นถนน , ยางกันซึม 
 


ภาพและข้อมูลจาก www.irpc.co.th

      25 เมษายน 2552
       บรรจง บุหิรัญ




หน้าที่ 25 - โรงกลั่นน้ำมันบางจาก ( Bangchak Refinery )

                                                 
    บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทของคนไทยที่ดำเนินธุรกิจพลังงานและธุรกิจต่อเนื่อง ด้วยความมุ่งหมายตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัทเมื่อปี 2528 ที่จะเป็นบริษัทไทยที่มั่นคงดำเนินธุรกิจพลังงานและธุรกิจต่อเนื่องสอดคล้องกับประโยชน์ส่วนรวม และมีส่วนร่วมในการพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของสังคมไทย จึงได้กำหนดและยึดมั่นในวัฒนธรรมการดำเนินงานที่จะ “พัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืนไปกับสิ่งแวดล้อมและสังคม” มาเป็นกรอบในการขับเคลื่อนธุรกิจ และมีวัฒนธรรมของพนักงานให้“เป็นคนดี มีความรู้ และเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น” ทำให้เกิดนวัตกรรมทางธุรกิจที่เป็นประโยชน์ ควบคู่ไปกับประโยชน์ต่อชุมชนและสังคม ส่งผลให้เกิดมูลค่าเพิ่มต่อองค์กร 
    บริษัทได้ดำเนินการกลั่นในรูปแบบ Complex Refinery กำลังผลิตผลิต120,000 บาร์เรลต่อวัน ด้วยเทคโนโลยีไฮโดรแครกกิ้ง (Hydro Cracking) เพื่อให้สามารถเพิ่มปริมาณการกลั่นและบริหารจัดการค่าการกลั่นให้มีรายได้เป็นไปตามเป้าหมาย เคียงคู่ไปกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม


   บางจากฯ เป็นผู้บุกเบิกสร้างความมั่นคงด้านพลังงานทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เช่น ศูนย์ไโอดีเซล โรงไฟ้พลังแสงอาทิตย์ สวนปาล์มน้ำมันโรงเอทานอล และ เหมืองแร่ โปแตช
       
    ผลิตภัณฑ์บางจาก   ประกอบด้วย 3 กลุ่ม คือ  1.ผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงยานยนต์  2.ผลิตภัณฑ์หล่อลื่นยานยนต์  3.ผลิตภัณฑ์หล่อลื่นอุตสาหกรรม
    ผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงยานยนต์  ประกอบด้วย  น้ำมันบางจากแก๊สโซฮอล์ ซูเปอร์ฟาสต์ 91-95 ใหม่  บางจากแก๊สโซฮอล์ E20
บางจากแก๊สโซฮอล์ E85  บางจาก ซูเปอร์เพาเวอร์ดี  และบางจาก เอ็นจีวี


 

     ผลิตภัณฑ์หล่อลื่นยานยนต์  ประกอบด้วย  บางจาก จีอี แพลตทินัม ,บางจาก จีอี โกลด์ ,บางจาก ดี-3 โกลด์น้ำมันหล่อลื่นเทคโนโลยีสังเคราะห์   และ บางจาก ดี-3 เทอร์โบ พลัส


  ผลิตภัณฑ์หล่อลื่นอุตสาหกรรม ประกอบด้วย  บางจาก เอ็มจี,  บางจาก อาร์แอนด์โอบางจาก ไฮดรอลิค เอดับบลิว แซทเอฟ 10,
บางจาก เกียร์อุตสาหกรรม อีพี,   น้ำมันเครื่องอัดอากาศชนิดสังเคราะห์, บางจาก คอมปา ซินเธติก อาร์  และน้ำมันหล่อลื่นเอนกประสงค์ บางจาก ไพร์เม็กซ์


updated Dec 17,2012              




หน้าที่ 26 - โรงกลั่นน้ำมันเอสโซ่( Esso Refinery)

                                       
                                
                                                        โรงกลั่นเอสโซ่ศรีราชา

           นับเป็นความภาคภูมิใจของบริษัทและเป็นสิ่งยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการจัดหาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ทรงคุณภาพ เพื่อตอบสนองความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นของประเทศไทย จากจุดเริ่มต้นที่มีการผลิตน้ำมันเพียง 7,000 บาร์เรลต่อวัน  ปัจจุบันโรงกลั่นน้ำมันเอสโซ่ศรีราชามีกำลังการผลิตกว่า 177,000 บาร์เรลต่อวัน โรงกลั่นของเอสโซ่ถือเป็นกำลังสำคัญในการจัดหาและผลิตพลังงานเพื่อใช้ภายในประเทศ  ความสำเร็จของโรงกลั่นเอสโซ่ศรีราชา เกิดจกความทุ่มเทในการทำงานของพนักงาน และการถ่ายทอดความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยีระดับโลกจากเอ็กซอนโมบิล
          ในปัจจุบัน โรงกลั่นน้ำมันเอสโซ่ศรีราชา มีหน่วยผลิตสำคัญในกระบวนการกลั่นดังนี้
               1.หน่วยกลั่นน้ำมันดิบ (Atmospheric Pipestill) ทำหน้าที่กลั่นน้ำมันดิบเป็นผลิตภัณฑ์น้ำมันชนิดต่าง
               2.หน่วยแปรสภาพน้ำมันหนักให้เป็นน้ำมันเบา (Fluidized Catalytic Cracking Unit) ทำหน้าที่แปรสภาพน้ำมันเตาให้เป็นน้ำมันดีเซลและเบนซิน
              3 .หน่วยเพิ่มออกเทนเพื่อผลิตน้ำมันเบนซินชนิดต่างๆ (Continuous Catalytic Reformer) ทำหน้าที่เพิ่มค่าออกเทนให้น้ำมันเบนซิน
              4. หน่วยกลั่นสุญญากาศ (Vacuum Pipestil)l ทำหน้าที่ผลิตยางมะตอยคุณภาพสูง และป้อนวัตถุดิบให้หน่วยแปรสภาพน้ำมันหนักให้เป็นน้ำมันเบk
              5.หน่วยแยกกำมะถัน (Sulfur Recovery Unit) ทำหน้าที่แยกกำมะถันในการผลิตน้ำมันดีเซลกำมะถันต่ำ เพื่อช่วยรักษาสภาพแวดล้อม


  • ภาพและข้อมูลจาก www.exxonmobil.com

    26 มีนาคม 2552
    บรรจง บุหิรัญ




หน้าที่ 27 - โรงกลั่นน้ำมันสตาร์ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง( SPRC Refinery)



  การก่อตั้งและการดำเนินงาน
    ปี 2535 ได้รับสัมปทานการกลั่นน้ำมัน
    ปี 2539  เริ่มประกอบกิจการการกลั่นน้ำมัน
    ปี 2542 สิงหาคม ร่วมดำเนินการแบบพันธมิตรกับ บริษัท น้ำมันโรงกลั่นระยอง จำกัด(RRC) หรือ  PTTAR
               บริษัท อัลลายแอนซ์ รีไฟน์นิ่ง จำกัด (ARC) ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินกิจการโรงกลั่นของบริษัท SPRC และ PTTAR

  สัดส่วนผู้ถือหุ้น
    เชพรอน(Chevron)   64%
    ปตท(PTT)              36%
 
  กำลังกลั่นน้ำมันดิบ
    ปัจจุบันโรงกลั่นSPRC มีกำลังกลั่นน้ำมันดิบ  150,000 บาเรลต่อวัน( 23.8 ล้านลิตรต่อวัน) ใหญ่เป็นอันดับ4 ของประเทศ
      

อันดับที่ โรงกลั่น      กำลังกลั่นน้ำมันดิบ 2008
    บาเรลต่อวัน ล้านลิตรต่อวัน
1 ไทย ออยล์ (TOP)          275,000 43.7
2 ไออาร์พีซี (IRPC)          215,000 34.2
3 เอสโซ๋ (ESSO)          170,000 27.0
4 สตาร์ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง(SPRC)          150,000 23.8
5 ปตท อะโรมาติกส์และการกลั่น (PTTAR)          145,000 23.1
6 บางจากปิโตรเลียม (BCP)          120,000 19.1
7 ระยองเพียวริฟายเออร์ (RPC)            17,000 2.7
  รวม       1,092,000 173.6

2 พฤษภาคม 2552




หน้าที่ 28 - มกราคม 52 โรงกลั่นน้ำมันไทยเดินเครื่องแค่85%ของกำลังกลั่น

   จากสถานการณ์ความผันผวนของราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปส่งผลให้โรงกลั่นน้ำมันของไทยเดินเครื่องแค่ 85%ของกำลังกลั่นน้ำมันดิบ โดยที่โรงกลั่นไทยออยล์และสตาร์ปิโตรเลียมรีไฟน์นิ่ง เดินเครื่องเกิน 100%

อันดับที่ โรงกลั่น กำลังกลั่นน้ำมันดิบ กลั่นน้ำมันดิบ มกราคม 52  กลั่นน้ำมันดิบ มกราคม 52 %Utilization
    บาเรลต่อวัน บาเรลต่อวัน ล้านลิตรต่อวัน  
1 ไทยออย์ (TOC)                    275,000         275,497 43.8 100.2
2 ไออาร์พีซี (IRPC)                    215,000         135,171 21.5 62.9
3 เอสโซ๋ (ESSO)                    170,000         140,722 22.4 82.8
4 สตาร์ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง(SPRC)                    150,000         157,946 25.1 105.3
5 ปตท อะโรมาติกส์และการกลั่น (PTTAR)                    145,000         135,780 21.6 93.6
6 บางจากปิโตรเลียม (BCP)                    120,000           79,034 12.6 65.9
7 ระยองเพียวริฟายเออร์ (RPC)                     17,000             8,742 1.4 51.4
  รวม                 1,092,000         932,892 148.3 85.4




ข้อมูลจาก:http://www.eppo.go.th/

5 พฤษภาคม 2552




หน้าที่ 29 - 2551 ไทยผลิตน้ำมันดิบได้วันละ23 ล้านลิตร( 8,352 ล้านลิตรต่อปี )

 
 













     ปี 2551 ไทยผลิตน้ำมันดิบในประเทศได้เฉลี่ย 143,935
บาเรลต่อวัน หรือ 23 ล้านลิตรต่อวัน( 8,352 ล้านลิตรต่อปี ) คิดเป็น 15.6%ของน้ำมันดิบที่กลั่นในปี2551( 925,432 บาเรลต่อวัน )

     แหล่งผลิตใหญสุดคือ 
       อันดับ 1 เบญจมาส   2,609  ล้านลิตรต่อปี
       อันดับ 2 ยูโนแคล    2,063  ล้านลิตรต่อปี
       อันดับ 3 สืริกิตต์      1,215   ล้านลิตรต่อปี
       อันดับ 4 จัสมิน       1,061   ล้านลิตรต่อปี

แหล่งน้ำมันดิบ   กำลังผลิต  
  บาเรลต่อวัน ลิตรต่อวัน ล้านลิตรต่อปี
BUNG YA & MUANG(บึงหญ้า&บึงม่วง)             1,674         266,133                 97
FANG(ฝาง)             1,178         187,278                 68
NEUNG& SAWNG                327           51,986                 19
UNOCAL(ยูโนแคล)           35,559      5,653,170             2,063
SIRIKIT(สิริกิตติ์)           20,942      3,329,359             1,215
WICHIAN BURI(วิเชียรบุรี)               174           27,663                 10
TAN TAWAN(ทานตะวัน)             6,505      1,034,165               377
JUSMIN(จัสมิน)           18,292      2,908,062             1,061
NANG-NUAL(นางนวล)                -                  -                    -  
BENJAMAS(เปญจมาส)           44,960      7,147,741             2,609
OTHERS(อื่นๆ)           14,324      2,277,230               831
TOTAL(รวม)         143,935     22,882,786             8,352
แหล่งข้อมูลจาก:http://www.eppo.go.th



                           
                
        

             
     แหล่งข้อมูลจาก:http://www.eppo.go.th
 
     08 พฤษภาคม 2552




หน้าที่ 30 - 10 อันดับของโรงกลั่นน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลก

         

       โรงกลั่นน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลก คือ Paraguana Refining Complex (CRP) ในประเทศเวเนซุเอลลา มีกำลังกลั่น 940,00 บาเรลต่อวัน( 150 ล้านลิตรต่อวัน)  ใหญ่พอๆกับกำลังกลั่นรวมของโรงกลั่นไทยที่มีกำลังกลั่น 1,092,000 บาเรลต่อวัน(174 ล้านลิตรต่อวัน)
       โรงกลั่นน้ำมันใหญ่อันดับ 2 คือ SK Energy ในประเทศเกาหลีใต้ มีกำลังกลั่น 840,000 บาเรลต่อวัน(134 ล้านลิตรต่อวัน)
       โรงกลั่นน้ำมันใหญ่อันดับ 3 คือ GS Caltex ในประเทศเกาหลีใต้ เช่นกัน มีกำลังกลั่น 700,000
บาเรลต่อวัน(111 ล้านลิตรต่อวัน) สำหรับโรงกลั่นแห่งนี้ผู้เขียนได้มีโอกาสไปฝึกงานเมื่อประมาณ 15 ปีที่แล้ว  ยอมรับว่าแค่อันดับ3 ของโลกก็ใหญ่ตระการตาจริงๆ
       สำหรับโรงกลั่นน้ำมันใหญ่อันดับที่เหลือ จะสังเกตุว่า โรงกลั่นน้ำมันในเอเชีย 6 โรงติดอันดับ 1ใน10 ของโลก

       
        แหล่งที่มา:http://en.wikipedia.org/wiki/List_of_oil_refineries

       

  09 พฤษภาคม 2552 




*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา






จำไว้ตลอด

จำนวน 23 ความเห็น, หน้า | 1 | 2 |
ความเห็น 1 15 มิ.ย. 2551 (22:04)

แวะมาแล้วค่ะ ขั้นตอนเยอะแยะเลยนะคะเนี่ย กว่าจะได้มาแต่ละอย่าง



เห็นเป็นภาพรวมดีค่ะ อลังการงานสร้างมากๆเลย แล้วเวลาทำงานไม่ปวดหัวแย่


raisin
ร่วมแบ่งปัน4 ครั้ง - ดาว 152 ดวง

ความเห็น 3 23 มิ.ย. 2551 (20:22)

เข้ามาแวะอ่าน.....นะคะ



พี่เราเก่งจังเลย


ku-tip
ร่วมแบ่งปัน2 ครั้ง - ดาว 52 ดวง

ความเห็น 4 25 มิ.ย. 2551 (14:04)

ขั้นตอนยุ่งจริงๆด้วยแหะ



นับถือๆคนที่ทำงานตรงส่วนนี้จริงๆเลย...



 



 

98648

จุฬาฐาญี
ร่วมแบ่งปัน66 ครั้ง - ดาว 54 ดวง

ความเห็น 5 27 มิ.ย. 2551 (08:11)

สวัสดี Ku-tip



อย่าลืมแวะห้อง แก๊สโซฮอล์ และ  E85 แก๊สโซฮอล์สายพันธ์ใหม่


BJ
ร่วมแบ่งปัน164 ครั้ง - ดาว 141 ดวง

ความเห็น 6 19 ก.ค. 2551 (18:33)

เป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาก จะแนะนำให้ลูกศิษย์เข้ามาอ่าน ชื่นชมผู้เขียน ที่ทำเรื่องยากเป็นเรื่องง่ายอย่างน่าทึ่ง


kruphupan
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 49 ดวง

ความเห็น 7 19 ก.ค. 2551 (21:06)

Kruphupan
ขอบคุณที่ให้กำลังใจ
ถ้าแนะนำให้ลูกศิษย์เข้ามาอ่าน สังสัยต้องรีบแก้ไขคำผิด และต้องใช้ภาษาให้อ่านง่ายกว่านี้
เจ้าวีโก้สบายดีไม่มีปัญหา

102586

BJ
ร่วมแบ่งปัน164 ครั้ง - ดาว 141 ดวง

ความเห็น 8 26 ก.ค. 2551 (19:56)
103629

สวัสดีครับ vgo เข้ามาดูผลงานพี่ชายที่แสนดี ตอนนี้รับบทนักวิชาการ นับถือครับๆ


nuisurapong
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 49 ดวง

ความเห็น 9 27 ก.ค. 2551 (22:16)

nuisurapong
 สวัสดีครับคุณอา ขอบคุณที่ให้กำลังใจลูกพี่ผม
 เห็นบ่นว่าหลังจากแต่งงานไปแล้วเป็นคนหัวเน่า
ลงชื่อ VIGO

103763

BJ
ร่วมแบ่งปัน164 ครั้ง - ดาว 141 ดวง

ความเห็น 10 1 ส.ค. 2551 (15:44)

ของเล่นเจ้า  vgo  หน้าเหมือนกันยังกะแกะเลยนะพี่  BJ


ku-tip
ร่วมแบ่งปัน2 ครั้ง - ดาว 52 ดวง

ความเห็น 12 8 ธ.ค. 2551 (17:04)

ข้อมูลมีประโยชน์มากเลย

Thank you na ja


ดินสอสีทิม
ร่วมแบ่งปัน24 ครั้ง - ดาว 91 ดวง

ความเห็น 50 15 มี.ค. 2552 (21:43)

ช่วยกันใช้แก๊สโซฮอล์นะครับ ประหยัดเงินคุณ ประหยัดเงินชาติ ลดมลพิษ
ยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร


BJ
ร่วมแบ่งปัน164 ครั้ง - ดาว 141 ดวง

ความเห็น 54 18 มี.ค. 2552 (22:36)

สงสัยค่ะว่าแก๊สโซฮอลล์นี่ถ้าเติมทิ้งไว้แล้วนานๆ โดยที่เราไม่ค่อยได้ใช้รถนี่มันจะมีการตกตะกอน จิงป่าวค่ะ ทำให้เครื่องยนต์มีปัญหา ไม่สะอาด แบบว่าได้ยินเค้าพูดกันมาแต่ไม่แน่ใจอ่ะคะ รบกวนช่วยแก้ไขข้อข้องใจให้ด้วยนะคะ


Unyong
ร่วมแบ่งปัน2 ครั้ง - ดาว 53 ดวง

ความเห็น 55 18 มี.ค. 2552 (23:13)

Unyong
ขอบใจที่เข้ามาให้กำลังใจ(คิดเองน่ะ)
ตอบ แก๊สโซฮอล์ที้งไว้ได้เป็นปีไม่ตกตะกอนถ้าไม่ปนหยดน้ำปริมาณมากๆ
      ถ้าปนหยดน้ำมันประมาณ1%ขึ้นไปแค่ไม่กี่นาทีแอลกอออล์จะแยกชั้นทันที
      เครื่องยนต์มีปัญหาอาจจะมาจากใช้กับรถเก่าๆมากที่ไม่ได้ออกแบบไว้  แอลกอฮอล์อาจจะกัดท่อทาง จนเกิดตะกอนได้
      รถยนต์ที่ผลิตตั้งแต่ปี2538 ออกแบบให้ใช้ อี 10 ได้
      รถยนต์(ส่วนใหญ่)ผลิตตั้งแต่ปี 2552 ออกแบบให้ใช้ อ๊  20 ได้
      รถยนต์รุ่นพิเศษเท่านั้นที่เติม อี 85 ได้ 
      


BJ
ร่วมแบ่งปัน164 ครั้ง - ดาว 141 ดวง

ความเห็น 56 20 มี.ค. 2552 (12:57)

ลิตรละ 10 บาทเลยเหรอคะ เป็นไปได้มั้ยนะเหรอ ก็อาจจะเป็นได้แต่ก็คงต้องรอว่าจะมีพลังงานทดแทนอะไรออกมาใช้จนเหลือลิตรละ 10 บาท ถ้าเป็นไปได้ก็ดี คนใช้รถจะได้หายใจหายคอสะดวกขึ้นค่ะ


cutiebuffy

ความเห็น 57 20 มี.ค. 2552 (21:40)

ขอบพระคุณมากครับ


teayza33

ความเห็น 69 29 มี.ค. 2552 (07:43)

ขอบคุณสำหรับสาระความรู้ดีๆจ้า น่าสนใจมากๆ


Ryhme

ความเห็น 71 19 เม.ย. 2552 (16:48)
เห็นด้วยน่ะค่ะ
melinda

ความเห็น 72 6 ก.ค. 2552 (20:00)
โหลดเพลงฟรี
kanka

ความเห็น 73 14 ก.ค. 2552 (21:04)

คคนที่ สองแสน ดันกันขึ้นไป


Unyong
ร่วมแบ่งปัน2 ครั้ง - ดาว 53 ดวง

ความเห็น 76 22 ส.ค. 2552 (20:56)
ได้ความรุ้มากๆ เลยค่ะ
kanda_125
ร่วมแบ่งปัน6 ครั้ง - ดาว 49 ดวง






BJ
(นาย บรรจง บุหิรัญ)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 30,628 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 7 ปี
แบ่งปันความรู้ 164 ครั้ง
ได้รับดาว 141 ดวง

โหวตเพิ่มดาว

Blog อื่น ๆ ของผู้เขียน