|
อาจารย์ ดร.อมรรัตน์ ถนนแก้ว อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีอาหาร คณะเทคโนโลยีและการพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยทักษิณ ร่วมกับ นิสิตชั้นปีที่ 4 ที่ทำโครงงานนักศึกษา คือ นางสาวนุชรี นาวารัตน์ และนางสาวยุพาวรรณ ก้อนเรือง ผู้ทำวิจัยเรื่อง “ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ไอศกรีมข้าวสังข์หยด” ซึ่งได้รับทุนจากโครงการให้ทุนสนับสนุนโครงงานอุตสาหกรรมสำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี (Industrial and Research Projects for Undergraduate Students: IRPUS) ซึ่งอยู่ในการกำกับของกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์ไอศกรีมในประเทศไทยมีอัตราการขยายตัวสูงตามการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการขยายตัวของธุรกิจการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการส่งออกนั้นมีการขยายตัวสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คาดว่าอนาคตการส่งออกไอศกรีมมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง เนื่องจากปัจจัยเกื้อหนุนการผลิตไอศกรีม ของไทยมีจุดแข็งในแง่ของการมีวัตถุดิบที่หลากหลาย โดยเฉพาะการใช้ผลไม้ท้องถิ่นมาผลิตไอศกรีม ทำให้รสชาติไอศกรีมของไทยมีเอกลักษณ์ที่เป็นจุดขายได้เป็นอย่างดี การมีกำลังการผลิตที่เพียงพอ ต้นทุนการผลิตอยู่ในเกณฑ์ต่ำ จึงทำโอกาสในการเติบโตของธุรกิจไอศกรีมเป็นไปได้สูง
ข้าวสังข์หยด เป็นพันธุ์ข้าวพื้นเมืองของจังหวัดพัทลุง มีลักษณะพิเศษคือข้าวกล้องมีสีแดงเข้ม นิยมบริโภคในรูปแบบข้าวซ้อมมือเป็นข้าวที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง คือมีปริมาณไนอะซินสูงช่วยในการทำงานของระบบประสาทและผิวหนัง นอกจากนี้ยังมีวิตามินบี 1 ซึ่งช่วยป้องกันโรคเหน็บชา วิตามินบี 2 ช่วยป้องกันโรคปากนกกระจอก รวมทั้งมีแร่ธาตุที่สำคัญ คือแคลเซียม และฟอสฟอรัส ซึ่งช่วยป้องกันโรค กระดูกอ่อน กระดูกพรุน สีแดงของข้าวสังข์หยดเป็นรงควัตถุประเภทฟลาวานอยด์ชนิดแอนโทไซยานิน ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ซึ่งช่วยชะลอความชรา และลดความเสี่ยงในการเป็นโรคต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ เป็นต้น
ไอศกรีมข้าวสังข์หยดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีความเป็นเอกลักษณ์ และสามารถบริโภคได้ทุกเพศทุกวัย ความเหมาะสมกับยุคสมัยใหม่ที่ผู้คนให้ความสำคัญในการดูแลสุขภาพของตนเองและให้ความสนใจต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และมีความลงตัวกันอย่างเหมาะเจาะกับจากกระแสสภาวะโลกร้อน เมื่ออากาศร้อนใคร ๆ ก็นึกถึงไอศกรีมอีกทั้งเป็นไอศกรีมเพื่อสุขภาพที่มีรสชาติหอมหวานชื่นใจก็ยิ่งดึงดูดใจ นอกจากข้าวสังข์หยดจะมีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่าข้าวทั่วไปแล้ว ข้าวสังข์หยดยังมีสีแดงและมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ซึ่งทำให้ผลิตภัณฑ์ไอศกรีมที่ได้มีความเป็นเอกลักษณ์
การพัฒนาผลิตภัณฑ์ไอศกรีมข้าวสังข์หยดจึงเป็นแนวทางหนึ่งในการเพิ่มมูลค่าแก่ผลิตภัณฑ์ อีกทั้งผลิตภัณฑ์ไอศกรีมจากข้าวสังข์หยดยังมีโอกาสที่สดใสในการพัฒนาเพื่อเป็นสินค้าสำหรับการส่งออกในอนาคต และสามารถทำการส่งเสริมการตลาดโดยการเน้นเรื่องอาหารเพื่อสุขภาพ
สูตรพื้นฐานทั่ว ๆ ไปที่ทุกคนสามารถทำเองได้ และหาซื้อวัตถุดิบได้ง่าย รสชาติก็จะเป็นแบบกลาง ๆ ถ้าหากใครมีความชอบเฉพาะตัวในเรื่องความหวานความมันก็สามารถเพิ่มลดส่วนผสมได้ ส่วนประกอบโดยประมาณ คือ
1. แป้งข้าวสังข์หยด 4 %
2. แป้งข้าวโพด 0.4 %
3. น้ำตาล 20 %
4. น้ำกะทิ 75 %
6. เกลือ 0.1 %
7. ไข่แดง 0.5 %
วัสดุอุปกรณ์ในการผลิต
1. ถ้วยสำหรับเตรียมวัตถุดิบ
2. ตาชั่ง หรือถ้วยตวง
3. หม้อหรือกะละมังสแตนเลสสำหรับการพาสเจอไรซ์
4. ทัพพี หรือไม้พายสำหรับกวน
5. เครื่องปั่นผสม
6. เครื่องปั่นไอศกรีม
7. กล่องพลาสติก หรือถังเก็บไอศกรีม
กรรมวิธีการผลิตไอศกรีมข้าวสังข์หยด
1. นำส่วนผสมที่เป็นของแห้ง ได้แก่ แป้งข้าวสังข์หยด แป้งข้าวโพด น้ำตาล และเกลือ ผสมให้เข้ากันก่อน
2. นำกะทิไปตั้งไฟปานกลาง อย่าเปิดไฟแรงเกินไปเพราะจะทำให้ไหม้ติดอยู่ที่ก้นหม้อทำให้ไอศกรีมเสียกลิ่นรส คนให้ทั่วจนกะทิร้อนประมาณ 50 - 55 องศาเซลเซียส แล้วค่อย ๆ เติม ส่วนผสมที่เป็นของแข็งที่เตรียมไว้ในขั้นแรก ถ้าหากใส่ส่วนผสมที่เป็นของแข็งคราวละมาก ๆ จะทำให้แป้งเกิดการจับตัวเป็นก้อนทำให้ละลายยากมีผลให้เนื้อของไอศกรีมไม่เนียนนุ่ม
3. เมื่อส่วนผสมต่างละลายเข้ากันดีแล้วให้เติมไข่แดงลงไปแล้วคนให้เข้ากัน
4. นำส่วนผสมที่ได้ไปปั่นผสมให้เข้ากันโดยใช้เครื่องปั่นผสมแต่ในทางอุตสาหกรรมอาจใช้เครื่องโฮโมจิไนเซอร์
5. นำส่วนผสมทั้งหมดมาให้ความร้อนเพื่อทำการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค ซึ่งเรียกว่า กระบวนการพาสเจอไรซ์ โดยให้ความร้อนแก่ส่วนผสมของไอศกรีม ที่อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส เป็นเวลาอย่างน้อย 2 วินาที
6. นำส่วนผสมไปทำให้เย็นโดยใช้อ่างน้ำแข็งหรือ การตั้งไว้ที่อุณหภูมิห้องจนส่วนผสมอุ่นแล้วนำไปเก็บไว้ในห้องเย็น เป็นเวลาอย่างน้อย 2 ชั่วโมง
7. นำส่วนผสมของไอศกรีมไปปั่นด้วยเครื่องปั่นไอศกรีม หากใช้เครื่องปั่นไอศกรีมชนิดที่ใช้ในครัวเรือน (ชนิดที่ใช้น้ำแข็งและเกลือในการให้ความเย็น) จะใช้เวลาประมาณ 40 นาที แต่หากใช้เครื่องปั่นไอศกรีมชนิดอุตสาหกรรมจะใช้เวลาประมาณ 15 นาที
8. นำไอศกรีมข้าวสังข์หยดที่ได้บรรจุในภาชนะบรรจุ หากต้องการให้ไอศกรีมน่าสนใจและมีลักษณะเนื้อสัมผัสที่ได้ความรู้สึกถึงความเป็นข้าวสังข์หยดที่แท้จริง ก็สามารถนำข้าวต้มข้าวสังข์หยดมาผสมกับเนื้อไอศกรีมที่ปั่นได้
9. นำไอศกรีมข้าวสังข์หยดไปเก็บในตู้แช่เยือกแข็งเป็นเวลา 5-10 ชั่วโมง
10. นำไอศกรีมมาตักใส่ถ้วยแล้วตกแต่งให้สวยงามสำหรับการเสิร์ฟ
สำหรับผู้ที่สนใจขอเชิญผู้สนใจเข้าอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่องการผลิตไอศกรีมจากผักและผลไม้ท้องถิ่น เช่น ไอศกรีมข้าวสังข์หยด ไอศกรีมลูกตาล ไอศกรีมข้าวโพด ไอศกรีมมังคุด เป็นต้น ในวันที่ 18 สิงหาคม 2551 เวลา 8.30-16.30 น. ในงานทักษิณวิชาการ - เกษตรแฟร์ ครั้งที่ 4 มีค่าลงทะเบียนคนละ
100 บาท (ค่าอาหารและค่าเอกสาร) โปรดติดต่อ อาจารย์ ดร.อมรรัตน์ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาหาร คณะเทคโนโลยีและการพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง โทร. 074-693-996 หรือ 086-959-8003 E-mail: tamonrut@hotmail.com หรือ ที่งานประชาสัมพันธ์ โทร. 074-609600 ต่อ 7202
น่าชิมแหะ...
ว่าแต่ ข้าวสังข์หยดเนี่ยะ ผมยังไม่เคยเห็นเลย...เหอ เหอ
สวัสดีครับผม


|
||||||
![]() |
สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย. ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง |