มาทำความรู้จักกับ starter กัน (Starter) | วิชาการ.คอม

มาทำความรู้จักกับ starter กัน

ในการผลิตไวน์ ไม่ว่าจะเป็นไวน์ขาว ไวน์แดง...ซึ่งที่ขาดไม่ได้ในกระบวนการผลิตนั้น ก็คือสิ่งที่เรียกว่า "Starter" มาดูวิธีการเตรียม starter ที่ใช้ในการผลิตไวน์กันค่ะ
ผู้เขียน: nokkonk ชมแล้ว: 19,121 ครั้ง
post ครั้งแรก: Sat 19 July 2008, 10:55 am ปรับปรุงล่าสุด: Wed 23 July 2008, 9:49 am
อยู่ในส่วน: ไม่ได้ระบุว่าให้อยู่ห้องใด

หน้าที่ 1 - Starter

ก่อนที่เราจะได้ไวน์ขาว ไวน์แดงมากินกันอย่างสุขสมนั้น ในกระบวนการผลิตสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ Starter หรือจะหมายความกันง่ายๆ ก็คือตัวเริ่มต้นในการทำไวน์ ซึ่งบางคนอาจะคิดว่า การทำไวน์ก็ง่ายๆ ใส่ yeast เข้าไปไง..แต่อันที่จริงแล้วเค้าไม่ได้ใส่ yeast เพียวๆ ที่แซะมาจากหลอดทดลองแล้วใส่มันลงไปในกรรมวิธีการผลิตค่ะ...เราจะต้องการเลี้ยงบ่มเพาะเจ้า yeast เหล่านี้ให้เติบโตเสียก่อนค่ะ..สำหรับวิธีการเตรียม starter ดูเผินๆ มันก็เหมือนกับการผลิตไวน์นั่นแหล่ะค่ะ...เพียงแต่ว่าวัตถุดิบที่ใช้ไม่ใช่องุ่นเท่านั้นเอง..โดยมากนิยมใช้สับปะรดค่ะ

วัตถุดิบ,อุปกรณ์ และสารเคมีที่ต้องใช้ในการเตรียม starter

1. สัปปะรด

2. Yeast : saccharomyces cerevesiae

3. น้ำตาล

6. เครื่องปั่นน้ำผลไม้

7. ผ้าขาวบาง

8. refractometer

 

วิธีการเตรียม

         1. นำสัปปะรดมาปอกเปลือกและหั่นให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ



         2. นำเอาสัปปะรด มาปั่นในเครื่องปั่นให้ละเอียด


         3. บีบคั้นเอาแต่น้ำโดยใช้ผ้าขาวบาง


         5. ตวงวัดปริมาตรน้ำสัปปะรดที่ได้


         6. ปรับปริมาตร (Ameliozation) โดยการเติมน้ำเพิ่มไป 1 เท่าของปริมาตรเดิม


         7. และทำการวัดปริมาณน้ำตาล โดยใช้ refractometer (เป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งที่ใช้วัดปริมาณน้ำตาล) และปรับปริมาณความหวานด้วยน้ำตาลให้ได้ความหวานประมาณ 13 brix โดยปริมาณน้ำตาลที่เติมเพิ่มลงไปนั้นสามารถคิดได้จากสูตร


ปริมาณน้ำตาล (kg)        =          brix ที่ต้องการ – brix เดิม   x  ปริมาตร (liter) ของน้ำผลไม้

                                                     100 – brix ที่ต้องการ


** brix คือ หน่วยวัดความเข้มข้นของน้ำตาลมีสีเหลืองเจือสีน้ำตาล **

         8. ต้มเดือดนาน 30 นาที

         9. ใส่ภาชนะที่ทำการลวกแล้ว (อันนี้ก็เพื่อป้องกันเชือตัวอื่นมาปนเปื้อนหรือที่เรียกกันในภาษาวิทย์ๆ ก็คือ contaminate)

         10. ปิดจุกแล้วรอให้เย็น (ต้องรอให้เย็นก่อนนะค่ะ..อย่าลืม!! ไม่งั้นมีหวัง yeast ที่เราจะใส่ไปต้องตายอยู่ในขวดแน่นอน)

         11. ทำการถ่ายเชื้อ yeast จากหลอดในอาหารแข็ง ลงไปในน้ำสัปปะรดที่เตรียมไว้ แล้วทิ้งไว้ประมาณ ประมาณ 48 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิห้อง เพื่อให้ yeast เจริญเติบโต
                                                      


         12. ได้ starter ที่พร้อมจะทำการหมักไวน์ต่าง ๆ  

         สำหรับยีสต์ (yeast) ที่เราต้องใส่ไปในกระบวนการผลิตนั้น ก็เพราะว่ามันมีความสามารถที่จะเปลี่ยนน้ำตาลในน้ำผลไม้ให้เป็นแอลกอฮอล์และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการหมักได้ นอกจากนี้ยังสามารถผลิตสารหอมระเหยบางชนิดออกมาได้ด้วย ซึ่งทำให้เราได้ไวน์ที่มีกลิ่นและรสชาติที่เฉพาะตัวขึ้นอยู่กับว่าในการผลิตนั้นจะใช้ยีสต์สายพันธ์ใด ดังนั้นไวน์ประเภทเดียวกันที่ผลิตจากบริษัทที่ต่างกัน ก็จะได้ไวน์ที่ไม่เหมือนกัน มีลักษณะที่เฉพาะตัว ของใครของมัน ก็ขึ้นอยู่กับเจ้ายีสต์ที่ใช่นั่นเอง

         ยีสต์เป็นสิ่งมีชีวิต จัดอยู่จำพวกราเซลล์เดียว โดยยีสต์ที่ใช้หมักไวน์เป็นยีสต์ในสกุล saccharomyces cerevisiae ซึ่งมีอยู่มากมายหลายสายพันธุ์ เนื่องจากยีสต์ในกกุลนี้มีความทนทานต่อสภวะแวดล้อมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น อุณหภูมิ ความเป็นกรดด่าง ดีกรีของแอลกอฮอล ฯลฯ ได้ดี และยังให้ปริมาณแอลกอฮอล์สูง ใช้ระยะเวลาในการหมักเร็ว และหลังหมักไวน์ ไวน์ที่ได้จะมีลักษณะที่ค่อนข้างใส สามารถแยกตะกอนออกได้ง่าย เพราะเป็นยีสต์ที่เจริญที่ก้นภาชนะ ๆ (ไม่เหมือนกับยีสต์ขนมปัง (baker’s yeast) ซึ่งจะใช้น้ำตาลมากแต่ให้แอลกฮอล์น้อย ซึ่งไม่ควรนำมาใช้ในการหมักไวน์ เพราะนอกจากจะทำให้ไวน์ขุ่น ได้ปริมาณแอลกอฮอล์ต่ำ กลิ่น รสไม่กลมกล่อมแล้ว ยังมีสารตกค้าที่เป็นอันตรายด้วยหากมีการนำยีสต์ขนมปังนี้มาใช้ในการผลิตไวน์)

         ดังนั้นยีสต์ที่จะนำมาใช้ควรเป็นยีสต์ที่มีความบริสุทธิ์ ทนต่อปริมาณแอลกอฮอล์สูง ใช้น้ำตาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถรวมตัวและตกตะกอนได้หลังสิ้นสุดการหมัก โดยทั่วไปนิยมใช้ 2 รูปแบบ คือ ยีสต์ผง และยีสต์สด




*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา






จำไว้ตลอด






nokkonk
(janny P)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 41,990 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 6 ปี
แบ่งปันความรู้ 328 ครั้ง
ได้รับดาว 281 ดวง

โหวตเพิ่มดาว

Blog อื่น ๆ ของผู้เขียน




Google  
ผู้สนับสนุน คลิีกดูสถิติ
อีเมล : star@vcharkarn.com
โทรศัพท์ : 02-9620127
Creative Commons License สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง
Page generated in0.0354 seconds !