วิชาการดอทคอม ptt logo

ความสำคัญของการเพาะเห็ด

เห็ด เป็นพืชชั้นต่ำซึ่งจัดเป็นราชนิดหนึ่ง ไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ ไม่มีสารสีเขียว ต้องอาศัยสารอินทรีย์จากสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตอื่น ๆ เพื่อใช้ในการเจริญเติบโต
ผู้เขียน: wongdian ชมแล้ว: 110,154 ครั้ง
post ครั้งแรก: Thu 31 July 2008, 7:36 pm ปรับปรุงล่าสุด: Thu 31 July 2008, 8:41 pm
อยู่ในส่วน: ไม่ได้ระบุว่าให้อยู่ห้องใด

หน้าที่ 1 - ความสำคัญของการเพาะเห็ด

   หน่วยการเรียนที่ 1

ความสำคัญของการเพาะเห็ด

สาระสำคัญ

                   เห็ด  เป็นพืชชั้นต่ำซึ่งจัดเป็นราชนิดหนึ่ง  ไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้  ไม่มีสารสีเขียว  ต้องอาศัยสารอินทรีย์จากสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตอื่น ๆ เพื่อใช้ในการเจริญเติบโต  มนุษย์สามารถนำมาใช้เป็นอาหารได้  เนื่องจากเห็ดเป็นอาหารที่มีรสชาติดี    นอกจากเห็ดจะมีประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันของมนุษย์ในแง่ของอาหารและยาป้องกันรักษาโรคแล้ว  เห็ดยังมีความสำคัญทางเศรษฐกิจอีกด้วย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทย  ซึ่งมีสภาพแวดล้อมเหมาะสมสำหรับการเพาะเห็ดหลายชนิดประกอบกับต้นทุนในการผลิตเห็ดแต่ละชนิดค่อนข้างต่ำ  จึงทำให้ผู้เพาะเห็ดมีรายได้ดี 

มีฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้น  ซึ่งจะส่งผลไปถึงฐานะทางเศรษฐกิจของชาติด้วย  ดังนั้น  นักเรียนควรศึกษาความสำคัญของการเพาะเห็ดให้มีความรู้  ความเข้าใจ  ก่อนจะเลือกประกอบอาชีพการเพาะเห็ดในอนาคต

 

สาระการเรียนรู้

                   ตอนที่  1   ความหมายและความสำคัญของเห็ด

                   ตอนที่  2   แหล่งผลิตเห็ดทั่วโลก

                   ตอนที่  3   ความเป็นมาของการเพาะเห็ดในประเทศไทย

                   ตอนที่  4   แหล่งผลิตเห็ดที่สำคัญของไทย

 

 

 

 

เนื้อหาสาระ

ตอนที่  1   ความหมายและความสำคัญของเห็ด [1]

                                ความหมายของเห็ด

                                เห็ด  (Mushroom)  หมายถึง  พืชชั้นต่ำประเภทฟังไจ  (Fungi)  ที่มีความแตกต่างไปจากพืชชนิดอื่น  คือ  ไม่มีคลอโรฟิลล์  (Chlorophyll)  หรือสารสีเขียว  ทำให้เห็ดไม่สามารถสร้างอาหารได้เองโดยวิธีสังเคราะห์แสง  ต้องอาศัยอินทรีย์จากสิ่งมีชีวิต  และสิ่งที่ไม่มีชีวิตเพื่อใช้ในการเจริญเติบโต

                                ความสำคัญของเห็ด

                   1.  ความสำคัญของเห็ด­ที่มีต่อชีวิตประจำวัน

                                                มนุษย์ทั่วโลกรู้จักเห็ดมานาน  ทั้งประเภทที่นำมาใช้เป็นอาหารและประเภทที่มีพิษ 

สายพันธุ์ของเห็ดมีมากกว่า  30,000  สายพันธุ์  กระจัดกระจายอยู่ทั่วโลก  ในจำนวนสายพันธุ์ดังกล่าวมีถึงร้อยละ  99  สายพันธุ์  ที่มนุษย์สามารถนำมาบริโภคเป็นอาหารได้  ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ  1 

เป็นเห็ดที่มีพิษหรือเห็ดเมา  ซึ่งถ้าบริโภคเข้าไปอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้  เห็ดที่นำมาบริโภค

เป็นอาหารในอดีตนั้นมีเพียงไม่กี่ชนิด  เช่น  เห็ดฝรั่งหรือเห็ดแชมปิญอง  ซึ่งนิยมบริโภคกันมาก

ในแถบยุโรป  เห็ดหอมเป็นเห็ดที่ชาวจีนนิยมบริโภคกันมากที่สุด  ส่วนคนไทยนั้นนิยมบริโภคเห็ดโคนหรือเห็ดฟาง  แต่เนื่องจากเมื่อนำเห็ดมาประกอบอาหารแล้วมีรสชาติดี  ให้คุณค่าทางอาหารสูงและเห็ดบางชนิดยังมีสรรพคุณเป็นยาป้องกันและรักษาโรคได้อีกด้วย  จึงทำให้มีผู้นิยมบริโภค

กันมากขึ้นตามลำดับ  ซึ่งในปัจจุบันพบว่าหลาย ๆ ประเทศเกือบทั่วโลกหันมาให้ความสนใจและร่วมมือกันในการวิจัย  ค้นคว้า  ทดลอง  คัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์เห็ดให้มีจำนวนมากขึ้น 

ในขณะเดียวกันก็ได้พัฒนาเทคนิควิธีการเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์เห็ดเพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิต

ให้เพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภค  ประเทศที่มีการผลิตเห็ดเป็นจำนวนมากและส่งไป

จำหน่ายยังตลาดโลกได้แก่  ประเทศไต้หวัน  ญี่ปุ่น  อินเดีย  เกาหลี  และประเทศไทย

                                                สำหรับประเทศไทยนั้น  นอกจากจะนิยมบริโภคเห็ดกันมากแล้ว  ยังได้ให้ความสำคัญแก่เห็ดมากจนเห็ดกลายเป็นอาหารที่มีคุณค่าสูงเทียบเคียงกับเนื้อสัตว์  ดังจะเห็นได้จากคำกล่าว

ที่ติดปากคนไทยมาช้านานว่า  หมู  เห็ด  เป็ด  ไก่  เป็นอาหารสำหรับผู้ที่มีอันจะกิน  ซึ่งแสดง

ให้เห็นว่า  เห็ดเป็นอาหารที่คนทั่วไปยอมรับมาช้านานแล้ว  ในเรื่องของรสชาติและคุณค่าทางอาหาร  ซึ่งสามารถแบ่งความสำคัญของเห็ดที่มีต่อชีวิตประจำวันได้ดังนี้

                                                1.  คุณค่าทางอาหารของเห็ด

                                                          จากการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับคุณค่าทางอาหารของเห็ดโดยกรมวิทยาศาสตร์พบว่า 

เห็ดประกอบด้วยสารอาหารที่มีคุณค่าและคุณประโยชน์ต่อร่างกายในปริมาณที่สูงกว่าพืชผักชนิดอื่น ๆ ยกเว้นพืชผักตระกูลถั่ว  ซึ่งเห็ดที่มีจำหน่ายในท้องตลาดทั่วไป  เช่น  เห็ดฟาง  เห็ดหูหนู 

เห็ดนางรม  เห็ดเป๋าฮื้อ  และเห็ดนางฟ้า  เมื่อนำวิเคราะห์จะพบว่าประกอบด้วยสารอาหารพวกคาร์โบไฮเดรต  โปรตีน  ไขมัน  แร่ธาตุต่าง ๆ และวิตามิน  ในปริมาณที่แตกต่างกัน  และพบว่า

เห็ดหูหนูบางชนิดมีปริมาณสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายสูงสุด  และจากการวิจัยของหน่วยงาน วิจัยอุตสาหกรรมการเพาะเห็ดแห่งสหรัฐอเมริกา  (America  Mushroom  Industry  Research)  พบว่าเห็ดที่นิยมบริโภคโดยทั่วไปจะประกอบด้วยวิตามินหลายชนิด  เช่น  ไทอามีน  ไรโบฟลาวิน  ไนอาซีน  และวิตามินซี  ส่วนวิตามินบี  12  จะพบเฉพาะในเห็ดเป๋าฮื้อเท่านั้น  ส่วนแร่ธาตุต่าง ๆ

ที่พบในเห็ดทั่วไปได้แก่  ธาตุเหล็ก  ฟอสฟอรัส  และแคลเซียม  แต่ในเห็ดเป๋าฮื้อจะมีธาตุแมกนีเซียมและโพแทสเซียม  เป็นองค์ประกอบอยู่ด้วย  จากชนิดของสารอาหารที่พบในเห็ดดังกล่าวข้างต้น 

ย่อมพิสูจน์ได้ว่าเห็ดเป็นอาหารที่มีคุณค่าเทียบเท่าเนื้อสัตว์จริงตามคำกล่าวที่ติดปากคนไทยมาแต่โบราณกาล

                                                          ในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน  ราคาอาหารประเภทเนื้อสัตว์ค่อนข้างสูงมาก  เมื่อเปรียบเทียบกับอาหารที่เป็นผลผลิตจากพืช  ดังนั้น  เพื่อเป็นการปรับตัวให้เข้ากับภาวะเศรษฐกิจ

จึงควรเลือกบริโภคพืชผักที่มีคุณค่าทางอาหารสูงทดแทนเนื้อสัตว์บางตามความเหมาะสม  โดย

เฉพาะอย่างยิ่งพืชประเภทเห็ดซึ่งมีสารโปรตีนสูง  และโปรตีนของเห็ดจะไม่มีสารคอเรสเตอรอล

ที่เป็นอันตรายต่อระบบไหลเวียนของโลหิต  ประกอบกับเห็ดมีปริมาณธาตุโซเดียมค่อนข้างต่ำ 

จึงเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคตับ  โรคไต  โรคหัวใจ  และโรคความดันโลหิตสูง  นอกจากนี้อาหารประเภทเห็ดยังนิยมบริโภคกันมากในหมู่นักปฏิบัติมังสวิรัติ  (Vegetarian)  รวมไป

ถึงผู้ที่ต้องการลดความอ้วน  ผู้ป่วยหลังพักฟื้นหรือผู้ต้องการบำรุงร่างกาย  และที่สำคัญที่สุดก็คือ 

มีเห็ดบางชนิดที่สามารถป้องกันและรักษาโรคบางอย่างได้

                                          2.  สรรพคุณทางยาของเห็ด

                                                          เมื่อประมาณ  20  ปีล่วงมาแล้วที่นักวิจัยเห็ดและนักการเพาะเห็ด  ได้ค้นพบสรรพคุณทางยาของเห็ดหลายชนิด  เช่น  เห็ดหอม  เห็ดฝรั่ง  เห็ดหลินจือ  เป็นต้น  ว่าสามารถนำไปใช้เป็นยาธรรมชาติในการป้องกันและบำบัดโรคการสะสมไขมันในหลอดเลือด  โรคความดันโลหิต  และโรคมะเร็งได้อย่างปลอดภัยและได้ผล  อีกทั้งยังมี  สารเรทีน  (Retine)  ซึ่งมีคุณสมบัติต่อต้านและ

ชะลอการเติบโตของเนื้องอกในร่างกายได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งเห็ดหลินจือ  ได้ชื่อว่าเป็นเห็ดวิเศษสำหรับชาวจีนและชาวญี่ปุ่นมาช้านาน  เนื่องจากมีความเชื่อว่าสามารถป้องกันและบำบัดโรคได้

หลายชนิด

                                                          ในปี  พ.ศ. 2530  มีการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับคุณสมบัติของเห็ดหลินจือในประเทศไทย

ขึ้นอย่างแพร่หลายและขยายวงกว้างขึ้นโดยกรมวิชาการเกษตรร่วมกับสมาคมนักวิจัยการเพาะเห็ด

แห่งประเทศไทยภายใต้การสนับสนุน  ด้านวิชาการของรัฐบาลญี่ปุ่น  ทำให้วงการแพทย์ใน

ประเทศไทยและประเทศแถบตะวันออกอื่น ๆ ยอมรับเห็ดหลินจือว่าเป็นยาสมุนไพรที่มีผลต่อ

การบำบัดรักษาโรคได้หลายชนิด  เช่น  โรคความดันโลหิตผิดปกติ  โรคบวมน้ำ  โรคมะเร็ง  โรคตับ  โรคภูมิแพ้  โรคเบาหวาน  โรคกระเพาะและลำไส้  โรคประสาท  เป็นต้น  ในปัจจุบันประเทศญี่ปุ่น

ได้นำเอาดอกเห็ดหลินจือที่เจริญเติบโตเต็มที่มาสกัดเป็นหลินจือผง  เป็นเครื่องดื่มบำรุงรักษาและส่งเสริมสุขภาพ  สำหรับประเทศไทยก็มีผู้ยอมรับเห็ดหลินจือกันมากขึ้น  และเชื่อว่าอีกไม่นานคงมีผลิตภัณฑ์จากเห็ดหลินจือออกมาจำหน่ายเช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่น

                                                          ส่วนเห็ดชนิดอื่น ๆ เช่น เห็ดหอม  เห็ดนางฟ้า  เห็ดหูหนู  เห็ดฟาง  ถึงแม้ว่าจะมีสรรพคุณทางป้องกันและบำบัดโรคได้น้อยกว่าเห็ดหลินจือก็ตาม  แต่เห็ดทุกชนิดดังกล่าวก็มีคุณค่าทางอาหารสูง  ซึ่งหากร่างกายได้รับครบถ้วนจะสามารถสร้างความต้านทานโรคได้ดีเช่นเดียวกัน

 

ตารางแสดงคุณค่าทางอาหารของผงสกัดจากเห็ดหลินจือ

 

สารอาหาร  (%)

ธาตุอาหาร

(มิลลิกรัม/1000  กรัม

วิตามิน

(มิลลิกรัม/1000  กรัม

อื่น ๆ (%)

โปรตีน

26.4

เหล็ก

   82.6

ไทอามีน (บี  1)

  3.49

น้ำ

  6.9

ไขมัน

  4.5

โซเดียม

   375

ไรโบฟลาวีน(บี 2)

17.10

โพลีแซ็กคาไรด์

11.4

คาร์โบไฮเดรต

43.1

แคลเซียม

   832

ไพริด๊อกซิน(บี 6)

  0.71

 

 

เถ้า

19.0

แมกนีเซียม

1,030

โคลีน

1,150

หน้าถัดไป (หน้า 2) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา






จำไว้ตลอด

จำนวน 1 ความเห็น, หน้า | 1 |
ความเห็น 2 26 มิ.ย. 2553 (20:09)
เพาะเห็ด คนยุคใหม่คิดว่า สามารถควบคุมสภาพอากาศตามที่เห็ดต้องการได้ เช่น จะเพาะเห็ดเข็มทองที่กรุงเทพ ก็เพาะได้ ก็สร้างห้องเย็นให้เห็ดเข็มทองได้ เพราะเห็ดชนิดนี้ชอบ อากาศเย็นจัด 15-20 องศา ( แทนที่จะไปเพาะที่เชียงใหม่ ) ผมว่าท่านคิดผิดตั้งแต่ต้นทางแล้ว มีครั้งหนึ่งเห็ดนางฟ้าภูฐานขาดตลาด เพราะว่าอากาศร้อนจัด ราคาพรุ่งสูงที่สุดคือ 70-80 บาท (ปกติ25-35บาท) มีอยู่ฟาร์มหนึ่งมีเห็ดขายตลอด เพราะว่า โรงเพาะเห็ดสร้างใต้ร่มไม้ เรียกว่าอาศัยเงาต้นไม้ บังแดดทำให้ภายในโรงเรือนเย็น สรุปได้ว่า เพาะเห็ดให้สามารถปรับไปตามสภาพอากาศถึงจะอยู่ได้ เห็ดอีกชนิดหนึ่งที่เป็นที่สนใจมากในขณะนี้ คือเห็ดโคนญี่ปุ่น ( เห็ดยานางิ ) ข้อมูลที่ออกมาเป็นในทางบวกทั้งหมด เท่าที่ติดตามหลายฟาร์มเลิกผลิตไปแล้วเพราะว่าไม่คุ้มทุน แต่ไม่เป็นที่รับรู้กันทั่วไป เป็นเห็ดเมืองหนาว ออกดอกดีที่ 25 องศาลงมา ( แล้วจะเพาะได้ทั่วไปจริงหรือ ) รู้สึกเป็นห่วงจริงๆสำหรับมือใหม่ *** ศูนย์ข้อมูลเห็ดเพชรพิจิตร 089-850-5103 *** ( 26 มิ.ย.53 )
phetphichit
ร่วมแบ่งปัน4 ครั้ง - ดาว 50 ดวง






wongdian
(นางวงเดือน พองไสยา)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 1,349 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 5 ปี
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 300 ดวง

โหวตเพิ่มดาว

Blog อื่น ๆ ของผู้เขียน