การรักษาโรคเบาหวาน | วิชาการ.คอม


การรักษาโรคเบาหวาน

สารบัญ

การรักษาโรคเบาหวาน

          โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่มีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นหลายอย่างครับ ดังนั้นเราจึงต้องมีการดูแล รักษาโดยมีเป้าหมายในการควบคุมโรคเบาหวานที่สำคัญ ดังนี้           1. เพื่อให้ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดกลับเป็นปรกติหรือใกล้เคียงปรกติมากที่สุด           2. เพื่อลดอุบัติการของภาวะแทรกซ้อนเรื้อรังของโรคเบาหวาน           แต่ที่สำคัญอย่างยิ่งในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวาน ก็คือ ต้องไม่มีผลข้างเคียงจากการรักษา หรือถ้ามีก็ให้มีผลข้างเคียงจากการรักษาน้อยที่สุดครับ           สำหรับหลักในการรักษาโรคเบาหวานนั้น มีอยู่ 3 ประการซึ่งต้องใช้ควบคู่กันไปนะครับ ได้แก่           1. การควบคุมอาหาร (dietary management) ทำโดยจำกัดปริมาณพลังงานหรือแคลอรีให้เหมาะ สมกับสภาพของผู้ป่วยคือ น้ำหนักตัว (body weight) และ กิจกรรมที่ทำ (physical activity) ครับ และ กำหนดสัดส่วนอาหารให้เหมาะสม ซึ่งโดยทั่วไปแบ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตร้อยละ 55-60,โปรตีนร้อยละ 15-20 และไขมันร้อยละ 25-30   ส่วนใหญ่แล้วอาหารควรจะมีเส้นใยพืช (fiber) มาก แต่ให้มีไขมัน น้อยครับ           2. การออกกำลังกาย (exercise) ที่เหมาะสมกับ สภาพร่างกาย ชีวิตประจำวัน ชนิดของโรค เบาหวาน และยารักษาโรคเบาหวานที่ได้รับอยู่ สำหรับการออกกำลังกายที่ดีนั้นควรเป็นการออกกำลัง กายที่มีการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ร่างกาย เช่น วิ่ง , ว่ายน้ำ เพราะทำให้เกิดกระบวนการหายใจแบบใช้ ออกซิเจน (aerobic respiration) ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดกรดแลคติคที่ทำให้กล้ามเนื้อล้าเร็วและควรออกกำลัง กายนานอย่างน้อย 20-30 นาที สัปดาห์ละอย่างน้อย 3 ครั้งครับ           3. การใช้ยา แบ่งเป็น                   - ยาฉีด คือ อินสุลิน (insulin)                   - ยากินรักษาโรคเบาหวาน ได้แก่ยาในกลุ่มต่อไปนี้                     Sulfonylureas or Sulphonylureas                     Biguanides                     Alpha-glucosidase inhibitors                     Rosiglitazone                     Repaglinide           ต่อไปผมก็จะขอกล่าวถึงยาที่ใช้ในการรักษาโรคเบาหวานพอเป็นสังเขปดังนี้           อินสุลิน มีเฉพาะยาฉีดเท่านั้น แต่ต่อไปในอนาคตจะมีการนำชนิดพ่นทางจมูกมาใช้แล้วครับ จะได้ ไม่ต้องเจ็บตัวอีกไงครับ! อินสุลินในรูปยาฉีดนี้จะมีทั้งฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำ (intravenous injection) , ฉีดเข้ากล้าม (intramuscular injection) และฉีดเข้าใต้ชั้นผิวหนัง (subcutaneous injection) การฉีดอินสุลิน มีข้อดีตรงที่ หลังจากฉีดแล้ว อินสุลินจะถูกดูดซึมเข้าสู่ระบบไหลเวียนเลือดของร่างกาย (systemic circulation) ได้เลย โดยไม่ต้องผ่านตับทาง portal vein ทำให้อินสุลินไม่ถูกตับทำลายไปเสียก่อน เพราะ อินสุลินถูกทำลายได้โดยตับและไต           อินสุลิน ในรูปยาฉีดนี้   ได้ถูกจัดอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ  พ.ศ.2542     ซึ่งเป็นบัญชียาสำหรับ โรงพยาบาลและสถานบริการสาธารณสุขด้วย ยกเว้น insulin lispro ซึ่งเป็นอินสุลินในรูปยาฉีดที่ออกฤทธิ์ ได้เร็วกว่าชนิดอื่นและใช้ได้สะดวก แต่ไม่ได้จัดไว้ในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ.2542 นะครับ           อินสุลิน ออกฤทธิ์ที่สำคัญ ดังนี้           1. กระตุ้นให้มีการขนส่งกลูโคสเข้าเซลล์เพื่อใช้เป็นพลังงาน และกระตุ้นให้มีการเก็บสะสมกลูโคส ในรูปของกลัยโคเจน (glycogenesis) และยับยั้งการสลายกลัยโคเจน (glycogenolysis)           2. กระตุ้นการสังเคราะห์สารคีโตน (ketogenesis) และสังเคราะห์กลูโคส (gluconeogenesis)           3. เพิ่มการขนส่งกรดไขมันเพื่อนำไปสังเคราะห์   triglyceride   (lipogenesis)   และ   ยับยั้งการสลาย triglyceride (lipolysis) ของเซลล์ไขมัน           4. เพิ่มการขนส่งกรดอะมิโนเพื่อสังเคราะห์โปรตีนในเซลล์และลดการสลายโปรตีนของกล้ามเนื้อ           อินสุลินที่มีใช้ในปัจจุบัน มีความแตกต่างกันในเรื่อง ระยะเวลาการออกฤทธิ์ , แหล่งกำเนิด , ความ บริสุทธิ์ของยาและความเข้มข้นดังนั้นจึงได้มีการแบ่งอินสุลินตามระยะเวลาของการออกฤทธิ์เป็น 3 กลุ่มคือ           1. อินสุลินที่ออกฤทธิ์สั้น (short-acting insulin) ได้แก่  regular  insulin  (RI)   เป็นกลุ่มที่ออกฤทธิ์เร็ว (rapid onset) แต่ระยะเวลาการออกฤทธิ์สั้น (short duration) มักใช้ในผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีภาวะสาร คีโตนคั่ง (ketoacidosis) รุนแรง หรือมีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ           2. อินสุลินที่ออกฤทธิ์ปานกลาง(intermediate-acting insulin)ได้แก่ NPH(neutral protamine Hagedorn) insulin และ lente insulin           3. อินสุลินที่ออกฤทธิ์นาน (long-acting insulin) ได้แก่ ultralente insulin เป็นกลุ่มที่ออกฤทธิ์ช้า (slow onset) และระยะเวลาในการออกฤทธิ์ยาว (long duration) นิยมใช้เพื่อให้มีระดับความเข้มข้นของอินสุลิน ต่ำๆ ตลอดทั้งวัน           อินสุลิน สามารถใช้ได้หลายกรณี ดังนี้           1. type 1 diabetes           2. type 2 diabetes ในกรณีที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ด้วยการควบคุมอาหารและยา รักษาโรคเบาหวานชนิดกิน           3. ผู้ป่วยโรคเบาหวานภายหลังผ่าตัดตับอ่อน (postpancreatectomy diabetes mellitus)           4. ผู้ป่วยโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (gestational diabetes mellitus)           5. ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีภาวะสารคีโตนคั่ง (diabetic ketoacidosis;DKA)           6. ผู้ป่วยที่มีอาการโคม่า     เนื่องจากมีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูง     แต่ไม่มีสารคีโตนคั่ง (hyperglycemic , nonketotic coma)           7. ใช้ในช่วงของการผ่าตัด (perioperative period) ในคนที่เป็นโรคเบาหวานทุกชนิด           นอกจากอินสุลินจะมีประโยชน์ในการรักษาโรคเบาหวานแล้ว ยังมีผลข้างเคียงที่ต้องพึงระวังด้วย ครับ ได้แก่           1. ภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ (hypoglycemia) เป็นผลข้างเคียงที่พบบ่อยที่สุด อาจเกิดได้จากการ ให้อินสุลินในระยะเวลาที่ไม่เหมาะสม เช่น ขณะออกกำลังกาย ซึ่งจะมีระดับน้ำตาลในเลือดลดลงแล้วมี การให้อินสุลินเข้าไป ก็ยิ่งทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำยิ่งขึ้น หรืออาจเกิดจากมีภาวะผิดปกติอย่างอื่นเช่น ต่อมหมวกไตเสื่อม (adrenal insufficiency) , ต่อมใต้สมองเสื่อม (pituitary insufficiency) ผู้ป่วยที่มีภาวะ น้ำตาลในเลือดต่ำ จะเกิดอาการต่างๆ เช่น เหงื่อออก , มือสั่น , ใจสั่น , สายตาพร่ามัว , สับสน , อ่อนเพลีย เป็นต้น           2. การแพ้และดื้อต่ออินสุลิน (insulin allergy and resistance) พบน้อยลงเมื่อใช้อินสุลินที่ผลิตจากคน และเป็นอินสุลินที่มีความบริสุทธิ์มากแทนการใช้อินสุลินจากวัวและหมู           3. ไขมันใต้ผิวหนังฝ่อและขยายตัว (lipoatrophy and lipohypertrophy) พบบริเวณที่ฉีดอินสุลิน           4. การบวมที่เกิดจากอินสุลิน (insulin edema) พบในผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง อย่างรุนแรงหรือมีภาวะสารคีโตนคั่ง (ketoacidosis) แล้วได้รับอินสุลินเพื่อควบคุมให้ระดับน้ำตาลในเลือด กลับสู่ระดับปกติ

          Sulfonylureas or Sulphonylureas เป็นกลุ่มยากินเพื่อรักษาโรคเบาหวานที่มียาหลายชนิด มีทั้งยาในรุ่น ที่ 1(first generation) และ รุ่นที่ 2 (second generation) แต่ยาที่ถูกจัดอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ.2542 (แก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 3) ได้แก่ glibenclamide tablet , glipizide tablet และ gliclazide tablet ยาทั้ง 3 ชนิดนี้จัด เป็นยาในรุ่นที่ 2 โดยยาในรุ่นที่ 2 นี้จะมีความแรง (potency) สูงกว่ายาในรุ่นที่ 1 ทำให้สามารถใช้ขนาดยา ที่ต่ำกว่าได้ครับ จึงมีโอกาสที่เกิดผลข้างเคียงและปฏิกิริยากับยาอื่นน้อยกว่ายาในรุ่นที่ 1 ด้วยครับ แต่ยาในรุ่น ที่ 2 นี้มีระยะเวลาการออกฤทธิ์ (duration) สั้นกว่ายาในรุ่นที่ 1           Sulfonylureas ออกฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือดที่สำคัญ ดังนี้           1. กระตุ้นการหลั่งอินสุลินจาก B-cell ของตับอ่อนและลดการสลายกลัยโคเจน (glycogen) ที่ตับ           2. ลดการทำลายอินสุลินที่ตับ           3. เพิ่มตัวรับของอินสุลิน (insulin receptor) และส่งเสริมการออกฤทธิ์ของอินสุลิน           นอกจากการออกฤทธิ์ดังกล่าวข้างต้นแล้ว

หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา