วิชาการดอทคอม ptt logo

งบประมาณแผ่นดิน

งบประมาณแผ่นดิน กล่าวทั่วไป ในการจัดทำงบประมาณแผ่นดินในระยะแรกนั้น มีวัตถุประสงค์ทางการเมืองและการคลัง เพื่อให้ฝ่ายนิติบัญญัติใช้งบประมาณแผ่นดินเป็นเครื่องมือควบคุมการบริหารงานของ รัฐบาล และจัดระเบียบการใช้จ่ายเงินของรัฐบาล แต่ในปัจจุบันการจัดทำง
ผู้เขียน: Jasmin ชมแล้ว: 37,422 ครั้ง
post ครั้งแรก: Tue 21 October 2008, 12:01 pm ปรับปรุงล่าสุด: Tue 21 October 2008, 12:08 pm
อยู่ในส่วน: ไม่ได้ระบุว่าให้อยู่ห้องใด

หน้าที่ 1 - งบประมาณแผ่นดิน
งบประมาณแผ่นดิน

 

 

กล่าวทั่วไป

ในการจัดทำงบประมาณแผ่นดินในระยะแรกนั้น มีวัตถุประสงค์ทางการเมืองและการคลัง เพื่อให้ฝ่ายนิติบัญญัติใช้งบประมาณแผ่นดินเป็นเครื่องมือควบคุมการบริหารงานของ    รัฐบาล และจัดระเบียบการใช้จ่ายเงินของรัฐบาล แต่ในปัจจุบันการจัดทำงบประมาณแผ่นดินยังมีวัตถุประสงค์ในทางเศรษฐกิจและสังคมอีกด้วย โดยถือว่างบประมาณแผ่นดินเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐศาสตร์ภาครัฐบาล และเป็นเครื่องมือทางการคลังที่สำคัญย่างหนึ่งของรัฐบาล ที่ใช้ในการจัดการควบคุมสถานภาพทางเศรษฐกิจภายในประเทศให้เป็นไปในทิศทางที่ต้องการ ในแต่ละปี      งบประมาณแผ่นดิน จะมีการจัดทำแผนการหารายได้ ซึ่งครอบคลุมถึงแหล่งรายรับต่าง ๆ       ของรัฐบาล เพื่อแสดงถึงวิธีการที่รัฐบาลจะหาเงินมาจุนเจือรายจ่ายที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาหนึ่ง ในขณะเดียวกันก็ต้องจัดทำแผนการใช้จ่ายหรือแผนทางการเงิน เพื่อให้รัฐบาลสามารถเลือกใช้ทรัพยากรทางการเงินไปสนับสนุนโครงการ ตามความต้องการของชาติ ตลอดจนความจำเป็น  ก่อนหลัง โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติมากที่สุด

 

ความหมายของ งบประมาณ

เมื่อพิจารณาคำว่า   งบประมาณ  ตามตัวอักษรแล้ว งบประมาณก็คือเอกสารอย่างหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วย ข้อความและตัวเลขที่เสนอขอรายจ่าย เพื่อรายการและวัตถุประสงค์  ต่าง ๆ ข้อความจะพรรณนาถึงรายการค่าใช้จ่าย เช่น เงินเดือน ครุภัณฑ์ ค่าใช้สอย ฯลฯ หรือวัตถุประสงค์ เช่น การเศรษฐกิจ การศึกษา การป้องกันประเทศ ฯลฯ  และมีตัวเลขแนบอยู่ด้วยทุกรายการหรือทุกวัตถุประสงค์ สิ่งที่เขียนไว้ในงบประมาณนั้นย่อมเกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุการณ์ในอนาคต จึงอาจพิจารณาคำของบประมาณได้ว่าเป็น พฤติกรรมที่ตั้งใจไว้” (INTENDED BEHAVIOR) และ การพยากรณ์” (PREDICTION) และหากได้รับอนุมัติตามที่เสนอขอและได้มีการใช้จ่ายตามที่เขียนเอาไว้ รวมทั้งมีผลการปฏิบัติงานเป็นไปตามที่ต้องการ   วัตถุประสงค์ต่าง ๆ ที่ระบุไว้ในเอกสารก็จะบรรลุถึงเป้าหมายได้  ดังนั้น งบประมาณจึงเกี่ยวข้องกับการแปรเปลี่ยนทรัพยากรทางการเงินให้เป็นวัตถุประสงค์ของมนุษย์ เป็นกลไกในการเลือก   การใช้จ่ายในด้านต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ อาจกล่าวได้ว่า งบประมาณเป็น แผน” (PLAN) การเงินที่ใช้เป็นรูปแบบสำหรับการปฏิบัติการในอนาคตและเป็นเครื่องมือ       ควบคุมการปฏิบัติการเหล่านั้น อันเป็นการคาดคะเนค่าใช้จ่ายและรายรับที่จะเกิดขึ้นในกาลข้างหน้า

 

ความสำคัญของงบประมาณ

งบประมาณเป็นปัจจัยสำคัญและมีประโยชน์ต่อการบริหารงานของรัฐบาล  ในด้านต่าง ๆ หลายประการ คือ

1. รัฐบาลใช้งบประมาณเป็นเครื่องมือในการบริหารประเทศตามที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายไว้ กล่าวคือ รัฐบาลสามารถบรรลุงานที่รัฐบาลต้องการที่จะดำเนินการตามนโยบาย  เพื่อพัฒนาและแก้ปัญหาของประเทศตลอดจนงานที่รัฐบาลพิจารณาแล้วเห็นว่ามีความจำเป็นและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ไว้ในแผนงานและโครงการต่าง ๆ ในแผนการใช้จ่ายของรัฐบาล    ตามกำลังเงินที่มีอยู่ และให้ทุกส่วนราชการดำเนินงานตามที่กำหนดไว้ในแผนงาน โครงการต่าง ๆ และรัฐบาลก็สามารถใช้แผนงานหรือโครงการเหล่านั้น ตรวจสอบการทำงานของหน่วยงาน      ของรัฐบาลว่าหน่วยงานต่าง ๆ สามารถดำเนินงานบรรลุเป้าหมายได้มากน้อยเพียงใด และมีประสิทธิภาพหรือไม่

2. รัฐบาลใช้งบประมาณเป็นเครื่องมือในทางเศรษฐกิจ กล่าวคือ รัฐบาลสามารถใช้ประโยชน์จากงบประมาณทั้งในด้านการหารายได้ และการใช้จ่ายของรัฐบาลในการดำเนินงาน  เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในทางเศรษฐกิจ เช่น ใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยการจัดสรรงบประมาณและใช้จ่ายงบประมาณในโครงการในด้านการลงทุนเพื่อก่อให้เกิดความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ใช้เป็นเครื่องมือในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงิน การคลังของประเทศ โดยการจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับสภาวะทางเศรษฐกิจ   ในกรณีที่เศรษฐกิจมีภาวะเงินเฟ้อ ปริมาณเงินในท้องตลาดหรือประเทศมีมากกว่าปริมาณสินค้าและบริการที่ผลิตออกมาขาย รัฐบาลจะต้องดำเนินนโยบายแก้ปัญหาภาวะเงินเฟ้อใช้งบประมาณเกินดุล เพื่อลดปริมาณเงินในท้องตลาดให้น้อยลง โดยการใช้จ่ายให้น้อยกว่ารายรับที่ได้มา เป็นต้น

3. รัฐบาลใช้งบประมาณเป็นเครื่องมือในทางสังคม กล่าวคือ รัฐบาลสามารถใช้ประโยชน์จากงบประมาณ โดยการจัดสรรงบประมาณให้มีการสร้างสาธารณูปโภค ถนน ไปสู่ประชาชนที่ยากจนในชนบทให้มากขึ้น เพื่อให้ประชาชนที่ยากจนสามารถใช้ในการขนส่งผลผลิตของตนเองออกขายสู่ตลาดภายนอกได้เอง โดยไม่ต้องอาศัยพ่อค้าคนกลาง ก็จะช่วยให้สามารถขายผลผลิตได้ในราคาที่สูงขึ้น มีรายได้สูงขึ้น ก่อให้เกิดความเป็นธรรมในการกระจายรายได้ของประชาชน และช่วยให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

4. รัฐบาลใช้งบประมาณเป็นเครื่องมือในทางการเมือง กล่าวคือ รัฐบาลสามารถใช้ประโยชน์จากงบประมาณเป็นเครื่องมือในการประชาสัมพันธ์งานและผลงานที่รัฐบาลจะ     ดำเนินการให้แก่ประชาชนและประเทศชาติ เนื่องจากในเอกสารงบประมาณจะแสดงงานและ แผนงานที่รัฐบาลจะดำเนินงานในแต่ละปี ทั้งในด้านสังคม ด้านอุตสาหกรรม ด้านการเกษตร ฯลฯ รัฐบาลจึงสามารถใช้เอกสารนี้เผยแพร่และประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนทราบว่า รัฐบาลได้   นำเงินภาษีอากรต่าง ๆ ที่ประชาชนได้เสียให้แก่รัฐในแต่ละปี มาทำประโยชน์อะไรให้แก่      ประชาชนบ้าง ซึ่งจะมีผลให้ประชาชนเข้าใจถึงกระบวนการและความก้าวหน้าของการดำเนินงานของรัฐบาลและจะให้การสนับสนุนรัฐบาล ถ้าประชาชนเห็นว่ารัฐบาลได้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย

 

แหล่งที่มาของเงินงบประมาณ

ตามปกติในแต่ละปีงบประมาณ รัฐบาลจะต้องกำหนดงบประมาณขึ้น 2 วงเงิน คือ งบประมาณรายรับและงบประมาณรายจ่าย การประมาณการงบประมาณรายรับเป็นสิ่งสำคัญ และมีอิทธิพลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ จึงควรมีการกำหนดงบประมาณรายรับอย่างละเอียดและรอบคอบ โดยคำนึงตัวแปรหลาย ๆ อย่างประกอบ เช่น รายได้ประชาชาติ ระบบและเวลาของการจัดเก็บภาษีอากร ภาวะเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ฯลฯ สำหรับงบประมาณรายรับ มีแหล่งที่มา ๓ แหล่ง ดังนี้

1. รายได้ ประกอบด้วย

1.1 รายได้ที่เป็นภาษีอากร (TAX REVENUE) เป็นรายได้หลักที่สำคัญที่สุดของรัฐบาล ในแต่ละปี ประเด็นแรก รัฐจะต้องพิจารณาว่า การเก็บภาษีแต่ละชนิดนั้นจะก่อให้เกิดความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีอากรมากน้อยแค่ไหน และจะก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจ    อย่างไร ประเด็นที่สอง ความสามารถในการเสียภาษีของประชาชน (TAX CAPACITY)            ประเด็นที่สาม ความพยายามในการจัดเก็บภาษี (TAX EFFORT) ของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม สามารถแบ่งรายได้ที่เกิดจากภาษีอากรตามลักษณะของการใช้จ่ายได้ ๒ ประเภท คือ

1.1.1 ภาษีอากรทั่วไป (GENERAL TAXES) หมายถึงภาษีอากรต่าง ๆ        ที่รัฐบาลจัดเก็บ เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้บริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล       ภาษีการค้า อากรขาเข้า อากรขาออก เป็นต้น รายได้จากการจัดเก็บภาษีอากรดังกล่าว รัฐบาลจะนำไปใช้จ่ายในกิจการใดก็ได้ ไม่มีข้อบังคับเกี่ยวกับการใช้เงิน เช่น รัฐบาลอาจจะนำรายได้จากภาษี  ที่เก็บได้ไปใช้จ่ายในด้านการป้องกันประเทศ หรือเพื่อลงทุนในทางเศรษฐกิจก็ได้

1.1.2 ภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะอย่าง (EARMARKED TAXES)      หมายถึง รายได้ที่จัดเก็บได้จากภาษีชนิดนั้นจะต้องนำไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้    เท่านั้น รัฐบาลจะนำไปใช้จ่ายในกิจการอื่นไม่ได้ เช่น การจัดเก็บพรีเมียมข้าว แต่เดิมมีลักษณะเป็นภาษีอากรทั่วไป ตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ เป็นต้นมา ได้มีกฎหมายว่าด้วยกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร       ใช้บังคับ โดยกำหนดให้เงินค่าพรีเมียมที่เก็บได้จากข้าวและน้ำตาลที่ส่งออกนั้น จะต้องนำไปเข้าเงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร และใช้จ่ายเงินดังกล่าวตามที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น เป็นต้น

1.2 รายได้ที่มิใช่ภาษีอากร (NONTAX REVENUE)

1.2.1 รายได้จากการประกอบธุรกิจของรัฐบาล ซึ่งอาจในรูปของ             รัฐวิสาหกิจหรือในรูปของหน่วยงานอื่น ๆ รายได้ที่เกิดขึ้นในกรณีนี้ เป็นกรณีที่รัฐดำเนินการผลิตหรือจำหน่ายสินค้าและบริการต่าง ๆ แก่ประชาชนในทำนองเดียวกับการค้าของเอกชน ประชาชนจะซื้อสินค้าบริการด้วยความสมัครใจ ไม่มีการบังคับ ส่วนที่ถือเป็นรายได้ของรัฐบาลนั้น ก็คือกำไรซึ่งเกิดจากการประกอบกิจการดังกล่าว โดยทั่วไปแล้วรัฐบาลจะเข้าไปประกอบธุรกิจเพื่อเหตุผลต่าง ๆ ดังนี้

 

1.2.1.1 เพื่อดำเนินการผลิตสินค้าหรือบริการบางอย่างที่จำเป็นต่อความเป็นอยู่ของประชาชน เช่น บริการสาธารณูปโภคต่าง ๆ เป็นต้น หรือกิจการบางอย่างที่ต้องใช้เงินทุนเป็นจำนวนมาก และเอกชนไม่อยู่ในฐานะที่จะทำได้ เช่น การสร้างเขื่อนเพื่อผลิต   ไฟฟ้าโดยใช้พลังน้ำ เป็นต้น

1.2.1.2 เพื่อเป็นการให้สวัสดิการแก่ประชาชน โดยรัฐบาล     เป็นผู้ผลิตสินค้า หรือบริการบางอย่างและขายให้แก่ประชาชนในราคาที่ต่ำ ซึ่งรัฐบาลไม่หวังที่จะเอากำไรหรือเอากำไรแต่น้อยในการดำเนินดังกล่าว เช่น การจัดบริการรถโดยสารประจำทาง หรือการสร้างอาคารสงเคราะห์ เป็นต้น

1.2.1.3 เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการหารายได้ รัฐบาลอาจจะ     ทำการผูกขาดการผลิตหรือจำหน่ายสินค้า และบริการบางอย่างเพื่อเป็นเครื่องมือในการหารายได้ของรัฐบาล เช่น การผูกขาดในการผลิตหรือจำหน่ายสุราและยาสูบ เป็นต้น

1.2.2 รายได้จากการบริหารงาน รายได้ประเภทนี้มีลักษณะคล้ายคลึงกับรายได้ที่เกิดจากการประกอบกิจการโดยรัฐ ได้แก่ ค่าธรรมเนียม ค่าใบอนุญาต และค่าปรับ เป็นต้น ลักษณะการจัดเก็บรายได้มักจะเป็นไปตามหลักผลประโยชน์ (BENEFIT PRINCIPLE) ที่ผู้เสีย   ค่าธรรมเนียมหรือค่าใบอนุญาตได้รับประโยชน์จากบริการบางอย่างโดยตรงจากรัฐบาล เช่น        ค่าธรรมเนียมหนังสือเดินทางไปต่างประเทศ หรือค่าใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ เป็นต้น สำหรับ      ในกรณีค่าปรับ ผู้เสียค่าปรับมิได้เป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์ แต่ต้องเสียค่าปรับ เนื่องจากเป็นผู้ละเมิด กฎระเบียบ หรือกฎหมายของสังคม

1.2.3 รายได้จากการบริจาค รายได้ประเภทนี้ ถือเป็นการให้เปล่า   โดยสมัครใจของผู้ให้     ซึ่งอาจเป็นการบริจาคของเอกชนในประเทศหรือต่างประเทศ      หรือการบริจาคของรัฐบาลต่างประเทศ เช่น การบริจาคเงินหรือทรัพย์สินให้แก่โรงพยาบาล โรงเรียน หรือสถานที่ราชการของรัฐบาล  เงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ เป็นต้น

2. การกู้ยืมหรือการก่อหนี้สาธารณะในแต่ละปี หากรัฐบาลจัดเก็บรายได้หรือมีรายรับไม่เพียงพอที่จะนำมาใช้จ่ายในกิจการต่าง ๆ ของรัฐบาลตามแผนงานและโครงการที่จำเป็นและก่อให้เกิดความก้าวหน้าของประเทศ รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องหาเงินมาใช้จ่าย อาจจะโดยการใช้วิธีกู้ยืมเงินจากประชาชน หรือกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ การกู้ยืมเงินหรือการก่อหนี้สาธารณะของรัฐบาลนั้น มิได้มีลักษณะเป็นรายได้ของรัฐบาล แต่มีลักษณะเป็นการ ใช้จ่ายก่อนแล้วเก็บภาษี ทีหลังกล่าวคือ การกู้ยืมนั้น เป็นการกู้ยืมเพื่อที่จะนำเงินมาใช้จ่าย แต่เมื่อถึงเวลาชำระหนี้ รัฐบาลก็จะต้องนำรายได้จากการเก็บภาษีอากรจากประชาชนมาชำระหนี้ ดังนั้น ในการก่อหนี้สาธารณะของรัฐบาลแต่ละครั้ง รัฐบาลจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ คำนึงถึงความคุ้มค่า ความเหมาะสมหรือสอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อภาวะเศรษฐกิจ ตลอดจนภาระในการชำระหนี้ดังกล่าว

3. เงินคงคลัง คือเงินที่เก็บอยู่ในคลัง ซึ่งสะสมและได้มาจากหลายทาง อาทิ     งบประมาณเหลือจ่ายจากปีงบประมาณก่อน จากการรับชำระหนี้คืน ฯลฯ ซึ่งรัฐบาลมีสิทธินำออกมาใช้ได้ตามกฎหมายพระราชบัญญัติเงินคงคลัง แต่จะต้องไม่ก่อให้เกิดผลเสียหายต่อสภาวะ      การคลังและการเงินของประเทศ (ณรงค์  สัจพันโรจน์ ๒๕๓๖:๗๔)

สำหรับงบประมาณรายรับของประเทศไทย จะมีแหล่งที่มา 2 แหล่ง คือ แหล่งแรก ได้แก่ รายได้ซึ่งประกอบด้วย รายได้หลัก 4 ประเภท คือ รายได้จากภาษีอากรต่าง ๆ  รายได้จากการขายสิ่งของและบริการ  รายได้จากรัฐพาณิชย์ หรือรายได้จากรัฐวิสาหกิจและกิจการในเชิงพาณิชย์ของรัฐบาล และรายได้อื่น เช่น เงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ และการบริจาคทรัพย์สินของประชาชน เป็นต้น แหล่งที่สอง ได้แก่ เงินกู้ โดยรัฐบาลสามารถกู้ยืมเงินจากแหล่งต่าง ๆ คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารพาณิชย์ทั่วไป และสมาคม มูลนิธิ เอกชน ซึ่งจะแสดงให้เห็นตัวอย่างตามตารางแสดงรายรับ ดังนี้

 

รูปแบบของงบประมาณ

ประเทศต่าง ๆ มีการดำเนินการทางด้านงบประมาณในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไปตามสถานการณ์ของแต่ละประเทศ การเลือกใช้รูปแบบใดนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยทางด้านการบริหาร ปัจจัยทางการเมือง ปัจจัยทางสังคม ความรู้ความสามารถ และปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง สำหรับงบประมาณในแต่ละรูปแบบนั้น มีรายละเอียดสรุปได้ดังนี้

1. งบประมาณแบบแสดงรายการ (LINE ITEM BUDGET) งบประมาณแบบนี้ จะจำแนกและจัดหมวดหมู่ของงบประมาณรายจ่ายออกตามหน่วยงาน (ORGANIZATION CLASSIFICATION) และลักษณะของการใช้จ่าย (OBJECT – OF – EXPENDITURE CLASSIFICATION) อย่างละเอียด โดยแสดงรายละเอียดของหน่วยงาน รายการและจำนวนเงินที่ต้องการไว้ตายตัว เมื่อหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณนำเงินไปใช้จ่าย จะต้องใช้จ่ายตามรายการและจำนวนเงินที่กำหนด จะนำเงินงบประมาณไปใช้จ่ายในรายการอื่นที่ผิดไปจากรายการหรือวงเงินที่กำหนดไว้ไม่ได้ หากมีความจำเป็นจะต้องเปลี่ยนแปลงรายการหรือวงเงินใช้จ่าย จะต้องทำความตกลงกับหน่วยงานที่มีหน้าที่ควบคุมก่อน งบประมาณแบบแสดงรายการ จึงเน้นในด้านการ     ควบคุมรายการใช้จ่ายให้เป็นไปตามที่ได้รับอนุมัติอย่างเข้มงวด โดยมิได้คำนึงถึงประสิทธิภาพของการบริหารงานและผลงานที่ได้รับจากการใช้จ่ายงบประมาณนั้น ๆ มากนัก ทำให้ขาดความ ยืดหยุ่นและการปฏิบัติงานไม่คล่องตัว งบประมาณแบบนี้ จึงอยู่ในประเภทระบบงบประมาณ   เพื่อการควบคุม (CONTROL ORIENTATION)

2. งบประมาณแบบปฏิบัติการ (PERFORMANCE BUDGETING) หรือ  งบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงาน/ผลลัพธ์ (PERFORMANCE – BASED BUDGETING หรือ PBB) เป็นรูปแบบงบประมาณที่ได้พัฒนามาจากงบประมาณแบบแสดงรายการ การจัดทำงบประมาณแบบนี้ จะมุ่งเน้นผลงานเป็นแนวทางที่ครบวงจรตั้งแต่ การวางแผน การจัดสรรงบประมาณ        การจัดการที่เน้นผลผลิต (OUTPUTS) และผลลัพธ์ (OUTCOMES) ที่เกิดขึ้น โดยมีการระบุ     พันธกิจขององค์กรเป้าหมาย และวัตถุประสงค์ และแสดงเงินงบประมาณที่จะใช้ในรูปแบบ      ของงานหรือกิจกรรมที่จะทำ แทนที่จะจำแนกออกเป็นหน่วยงาน มีการแสดงค่าใช้จ่ายสำหรับงานหรือกิจกรรมที่จะทำ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการปฏิบัติงานหรือกิจกรรมนั้น ๆ ออกมาในรูปของค่าใช้จ่ายต่อหน่วย นอกจากนี้ยังมีการประเมินผลสำเร็จอย่างสม่ำเสมอ โดยการเชื่อมโยงข้อมูลเกี่ยวกับทรัพยากรที่ใช้เพื่อให้ได้ผลผลิตและผลลัพธ์เข้ากับเป้าหมายของนโยบายและวัตถุประสงค์    เนื่องจากสิ่งสำคัญในการจัดทำงบประมาณที่มุ่งเน้นผลงาน  คือ  การวัดผล  การดำเนินงาน   (PERFORMANCE   MEASURES)     ที่เป็นการกำหนดหน่วยนับในการตรวจวัด  

และประเมินผลการดำเนินงาน งบประมาณแบบนี้   จึงต้องอาศัยปัจจัยในการคิดผลงาน  (PERFORMANCE FACTOR) หรือมาตรการในการวัดผลงาน (WORK MEASUREMENT) และระบบบัญชีต้นทุน (COST ACCOUNT SYSTEM) เป็นเครื่องมือในการคำนวณค่าใช้จ่ายของงานต่าง ๆ ที่จะปฏิบัติจริงให้ถูกต้องยิ่งขึ้น เพื่อให้การวัดผลการดำเนินงาน ชัดเจน สมบูรณ์ สามารถ   นำมาใช้ได้จริงและเหมาะสมกับเวลา โดยทั่วไปหน่วยนับในการตรวจวัดจะต้องครอบคลุม        ทั้งปริมาณ คุณภาพ ค่าใช้จ่าย มีประสิทธิผลและทันตามความต้องการ อย่างไรก็ตามการนำ     งบประมาณแบบนี้มาใช้  จึงมักมีปัญหา เช่น การขาดกำลังคนผู้มีความสันทัดในการบริหารงานและวิเคราะห์โครงการ การขาดระบบบัญชีที่ทันสมัย การขาดประสิทธิภาพ และสมรรถภาพ       ในการบริหารการเงินตลอดจนการขาดการจัดงานงบประมาณตามแบบฉบับสากล เป็นต้น     งบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานนี้ จัดอยู่ในประเภทระบบงบประมาณเพื่อการจัดการ (MANAGEMENT ORIENTATION)

3. งบประมาณแบบแสดงแผนงาน (PLANNING BUDGET) เป็นรูปแบบงบประมาณที่เน้นความสำคัญในเรื่อง ประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรหรือเงินงบประมาณ ในการจัดทำงบประมาณแบบแสดงแผนงาน จะมีการกำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายของแผนงาน   ต่าง ๆ ไว้อย่างชัดเจน โดยหน่วยงานที่ของบประมาณจะจัดโครงสร้างของแผนงานหรืองาน    โครงการขึ้นมา ในแต่ละแผนงานหรือโครงการ จะแสดงค่าใช้จ่ายและผลที่จะได้รับจากแผนงานหรือโครงการดังกล่าวไว้ด้วย นอกจากนี้ในการจัดสรรงบประมาณจะมีการวิเคราะห์การเลือก   แผนงานหรือโครงการที่มีความเหมาะสมตามลำดับก่อนหลังไว้อย่างสมเหตุ สมผลโดยใช้หลักการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ทั้งด้าน มหภาพ” (MACRO) และ จุลภาพ” (MICRO) และ          ความก้าวหน้าทางเทคนิคใหม่ ๆ ในด้านการให้ข่าวสารและการวินิจฉัย (INFORMATIONAL AND DECISIONAL TECHNOLOGIES) การวิเคราะห์ความเที่ยงธรรม (OBJECTIVE ANALYSIS) มาใช้ในการกำหนดนโยบาย รวมทั้งได้มีการนำกระบวนการบริหารและการวางแผนเข้าช่วย โดยคำนึงถึงอนาคตเพื่อให้การใช้ทรัพยากรหรือเงินงบประมาณที่มีอยู่จำกัดเป็นไปอย่างมี   ประสิทธิภาพ  และประหยัด งบประมาณแบบนี้สำนักงบประมาณจะไม่ควบคุมในรายละเอียด แต่จะเป็นผู้อนุมัติงบประมาณให้แผนงานหรือโครงการที่เลือก และจะควบคุมตรวจสอบและประเมินผลงานของแต่ละแผนงานหรือโครงการ ว่าสามารถดำเนินการบรรลุเป้าหมายของแผนงานหรือโครงการนั้น ๆ อย่างไร รูปแบบงบประมาณแบบแผนงานนี้ อาจพิจารณาได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นหรือส่วนหนึ่งของระบบงบประมาณแบบ PPBS (PLANNING PROGRMMING AND BUDGETING SYSTEM) สำหรับตัวอย่างงบประมาณแบบแสดงแผนงานจะพิจารณาได้จากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2544 ตามตารางที่ 2 ดังนี้

4. งบประมาณแบบแสดงการวางแผนการ กำหนดโครงการ และระบบงบประมาณ (PLANNING PROGRAMMING AND BUDGETING SYSTEM – PPBS) รัฐบาลสหรัฐอเมริกาในสมัยประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี ได้ริเริ่มจัดทำงบประมาณแบบ PPBS ขึ้น แนวความคิดในการจัดทำงบประมาณแบบ PPBS นั้นเป็นรูปแบบที่ดีที่สุดในหลักวิชาทางเศรษฐศาสตร์      กล่าวคือ เป็นรูปแบบที่มีการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างโครงการหรือกิจกรรมต่าง ๆ ที่รัฐบาลดำเนินการ โดยเน้นย้ำการกำหนดวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายต่าง ๆ ของรัฐบาล หน่วยงานย่อยของรัฐบาล กิจกรรมและแผนงานต่าง ๆ ที่จะดำเนินการได้ เพื่อนำไปสู่การบรรลุวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายเหล่านั้น ระบบงบประมาณแบบนี้เป็นระบบที่มีการแสดงตัวเลขค่าใช้จ่ายระยะยาวของโครงการที่มีการวางแผนไว้เรียบร้อยแล้ว โดยมีข้อมูลที่ถูกต้อง ในการสนับสนุนโครงการนั้น ๆ เป็นการรวมแนวความคิดของระบบงบประมาณแบบแสดงแผนงาน แนวความคิดในการวิเคราะห์ค่าหน่วยสุดท้ายทางเศรษฐศาสตร์ (MARGINAL ANALYSIS) และการวิเคราะห์ที่เกี่ยวกับผลอันพึงจะได้รับจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินการนั้น ๆ (COST    BENEFIT  ANALYSIS  หรือ  COST    EFFECTIVENESS  ANALYSIS)  ด้วยการวิเคราะห์อย่างมีระบบ เพื่อหาทางเลือกในการดำเนินการใช้จ่ายงบประมาณให้เป็นไปอย่างมี    ประสิทธิภาพมากที่สุด และจะเป็นประโยชน์ในการเสนอของบประมาณของส่วนราชการอย่างเหมาะสม ซึ่งสาระสำคัญของงบประมาณรูปแบบนี้จะเกี่ยวข้องกับเรื่องดังต่อไปนี้

4.1   การแสดงวัตถุประสงค์หรือเจตจำนงค์ของรัฐบาล

4.2 การแสดงทางเลือกในการดำเนินงาน (ALTERNATIVES) ที่จะให้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างชัดเจนและเป็นธรรม

4.3 ประมาณการค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกี่ยวข้องของทางเลือกในการดำเนินการ     แต่ละทางเลือก

4.4 ประมาณผลอันพึงจะได้รับจากทางเลือกในการดำเนิ




*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา






จำไว้ตลอด






anna-v-
(แอนนา)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 1,063 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 5 ปี
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 50 ดวง

โหวตเพิ่มดาว

Blog อื่น ๆ ของผู้เขียน