โครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง หอมรื่น ชื่นใจ กับน้ำอบไทยโบราณ | วิชาการ.คอม


โครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง หอมรื่น ชื่นใจ กับน้ำอบไทยโบราณ

สารบัญ

โครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง หอมรื่น ชื่นใจ กับน้ำอบไทยโบราณ

โครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง หอมรื่น ชื่นใจ กับน้ำอบไทยโบราณ

ชื่อโครงงาน     หอมรื่น ชื่นใจ กับน้ำอบไทยโบราณ

ชื่อผู้ทำโครงงาน         

1..เด็กหญิงจงกลนี  แซ่อึ้ง

2..เด็กหญิงพัชรี  ธารใส

3..เด็กชายสันติสุข  สมบุญ

ชื่อที่ปรึกษาโครงงาน     คุณครูเกล้าฟ้า  ทองสนธิ

ชื่อโรงเรียน      โรงเรียนเทศบาล 3 วัดเกาะแก้วนครสวรรค์ เทศบาลเมืองพนัสนิคม 

                         จังหวัดชลบุรี

บทคัดย่อ

โครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง หอมรื่น ชื่นใจ กับน้ำอบไทยโบราณเป็นโครงงานประเภททดลอง ผลิตน้ำอบไทยแบบโบราณซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น จะผลิตใช้เฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์เท่านั้น จึงเป็นการสืบสานให้ภูมิปัญญาท้องถิ่นยังคงมีต่อไป การนำพืชที่มีกลิ่นหอมมาใช้ในการผลิตน้ำอบทำให้รู้จักพืชที่ให้กลิ่นหอมหลายชนิด จากการสืบค้นเรื่องพืชที่ให้กลิ่นหอมได้ทราบสรรพคุณ คุณสมบัติ และประโยชน์ของพืชเหล่านี้เพิ่มขึ้นด้วย ได้แก่ ชะลูด ขมิ้นชัน กำยาน การบูร พิมเสน มะกรูด ซึ่งบางชนิดไม่คิดว่าคือพืชด้วย โดยใช้วิธีค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมจากหนังสือและอินเตอร์เน็ต น่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจทั่วไป การผลิตน้ำอบไทยแบบโบราณใช้อุปกรณ์ที่บ้านเรามีใช้อยู่โดยทั่วไป หม้อ กระป๋องรีไซเคิลจากกระป๋องขนมปังก็ได้ หรือกระป๋องนมเลี้ยงทารกและที่สำคัญการก่อเตาถ่านเป็นอะไรที่เราไม่ค่อยได้ใช้ จึงเป็นเรื่องที่น่าสนุกตื่นเต้นมากด้วยการที่ลุ้นกันว่าใครจะก่อไฟเตาถ่านได้ติดก่อนกัน ฝาหม้อดินก็เช่นกันวิทยากรกล่าวว่าที่ใช้ฝาหม้อดินเผาให้ร้อนแดงเท่าถ่านเตา แต่เมื่อนำไปใช้ไฟจะร้อนได้นานกว่าโดยที่ฝาหม้อดินยังคงอยู่สามารถนำมาเผาแล้วใช้ได้อีก ไม่เหมือนถ่านถ้าไฟหมดคือหมดถ่านเผาไม่ได้อีกแล้ว เกร็ดเล็กน้อยอีกประการคือห้ามคนในหม้อเป็นอันขาดเพราะจะทำให้น้ำมีสีขุ่นมาก ผลผลิตที่ทำได้มากกว่าการผลิตน้ำอบไทยได้จริง ๆ

กิตติกรรมประกาศ

 

กลุ่มข้าพเจ้าขอขอบคุณผู้มีส่วนร่วมช่วยเหลือในการจัดทำโครงงานนี้ซึ่งสำเร็จได้ด้วยดี ดังต่อไปนี้

คุณครูเกล้าฟ้า  ทองสนธิ

คุณครูพรจิตร  มิ่งเจริญ

ผู้ปกครองเด็กหญิงจงกลนี  แซ่อึ้ง

            ผู้ปกครองเด็กหญิงพัชรี  ธารใส         

            ผู้ปกครองเด็กชายสันติสุข  สมบุญ

            วิทยากรนางสาวเกสร   บุษมาโร  ชุมชนย่อยที่  2  เทศบาลเมืองพนัสนิคม

ผู้แนะนำให้ความรู้  ที่ปรึกษา  เพื่อน ๆ และทุกคนที่เป็นกำลังใจในการทำโครงงานนี้

 

                                                                                                คณะทำงาน

 

  

บทที่ บทนำ

ที่มาและความสำคัญของโครงงาน

                        ปัจจุบันมนุษย์ได้รับผลกระทบจากการใช้สารเคมีต่างๆมากมายจากข่าวโทรทัศน์และวิทยุ ทั้งจากการบริโภคและอุปโภค ข้าพเจ้าและเพื่อน ๆ จึงสนใจที่จะศึกษาเรื่องสารเคมีที่ใช้ในชีวิตประจำวันว่า สามารถนำพืชมาใช้ทดแทนกันได้หรือไม่ในชีวิตประจำวัน และชุมชนที่อยู่ข้าง ๆ โรงเรียนของเรามีการผลิตน้ำอบไทยโบราณเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เริ่มค่อย ๆ หายไปเพราะจะผลิตแค่ช่วงเทศกาลสงกรานต์เท่านั้น ถ้าทำการผลิตจะ สามารถจัดหา

อุปกรณ์ได้ไม่ยาก จึงได้จัดทำโครงงานนี้ขึ้น

วัตถุประสงค์           

1. เพื่อศึกษาวิธีการผลิตน้ำอบไทย

2. เพื่อศึกษา หาข้อควรปรับปรุง ส่งเสริม สนับสนุน ให้คุณภาพดีขึ้น และสามารถ

จำหน่ายเป็นรายได้เสริมเพิ่มเติมในช่วงเทศกาลด้วย

สมมติฐานของการศึกษาค้นคว้า

จากการทดลองผลิตน้ำอบไทยแบบโบราณโดยนำพืชชนิดที่มีกลิ่นหอมมาผ่านกรรมวิธีการผลิตตามขั้นตอน จะได้น้ำอบไทย มีกลิ่นหอม สีเหลืองใส จริง

ขอบเขตของการศึกษาค้นคว้า

            กลุ่มของข้าพเจ้าใช้เวลาในการทำโครงงานเป็นเวลา  4  สัปดาห์ โดยทำโครงงานนี้ที่โรงเรียน ที่บ้าน และบ้านวิทยากร โดยการสัมภาษณ์วิทยากรถึงรายละเอียดทุกอย่างในการผลิตน้ำอบไทยโบราณและสืบค้นข้อมูลจากหนังสือและอินเตอร์เนต เพื่อทราบคุณสมบัติของวัสดุต่าง ๆ ที่วิทยากรให้เตรียม นำเรื่องมาปรึกษากับคุณครูและเพื่อน ๆ ถึงความเป็นไปได้ในการที่จะทดลองผลิต เมื่อตกลงได้เรียบร้อยว่าเราจะทดลองผลิตดูว่าเป็นเช่นไร ได้น้ำอบจริงหรือไม่ เมื่อช่วยกันเตรียมอุปกรณ์เรียบร้อยแล้ว จึงนัดหมายให้วิทยากรมาดูแล และให้คำแนะนำติชมพร้อม ๆ กัน กับเชิญเพื่อน ๆ มาชมพวกเราสาธิตเพื่อน ๆ ตื่นตาตื่นใจมากว่าใครจะเป็นคนก่อไฟได้สำเร็จ ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะกลุ่มข้าพเจ้าก่อไฟไม่สำเร็จต้องรบกวนเพื่อน ๆ มาช่วยกัน

บทที่ 2

อุปกรณ์และวิธีการศึกษา

            อุปกรณ์และวัสดุที่ใช้ในการศึกษา

1.  แก่นจันทร์  30        บาท

2.  ชะลูด         30        บาท

3.  ผงขมิ้นชัน  5          บาท

4.  กำยาน        30        บาท

                                    5.  เทียนแผ่น   10        บาท

                                    6.  มะกรูด       5          บาท

                                    7.  การบูร        10        บาท

                                    8.  พิมเสน        20        บาท

                                    9.  ครก

                                    10. หม้อ 2 ใบ

                                    11.  กระป๋องมีฝาปิด 1 ใบ

                                    12.  ฝาหม้อดิน                 2     ใบ

                                    13.  ถ่านและเตาถ่าน

                                    14.  ผ้าขาวม้า

                                    15.  มีด ไม้ขีด ถ้วย ชาม ช้อน

วิธีการศึกษาทดลอง

            1.  คิดชื่อโครงงาน

2.  วางแผนการทำโครงงาน

            3.  ไปศึกษาข้อมูล

            4.  รวบรวมข้อมูลที่ไปศึกษามา

            5.  สรุปผลการทำโครงงาน

            6.  เขียนรายงานเข้าเล่ม

            7.  การนำเสนอผลงาน

วิธีดำเนินการทดลอง

กลุ่มของข้าพเจ้าใช้เวลาในการทำโครงงานเป็นเวลา  4  สัปดาห์ โดยทำโครงงานนี้ที่โรงเรียน ที่บ้าน และบ้านวิทยากร โดยการสัมภาษณ์วิทยากรถึงรายละเอียดทุกอย่างในการผลิตน้ำอบไทยโบราณและสืบค้นข้อมูลจากหนังสือและอินเตอร์เนต เพื่อทราบคุณสมบัติของวัสดุต่าง ๆ ที่วิทยากรให้เตรียม นำเรื่องมาปรึกษากับคุณครูและเพื่อน ๆ ถึงความเป็นไปได้ในการที่จะทดลองผลิต เมื่อตกลงได้เรียบร้อยว่าเราจะทดลองผลิตดูว่าเป็นเช่นไร ได้น้ำอบจริงหรือไม่ เมื่อช่วยกันเตรียมอุปกรณ์เรียบร้อยแล้ว จึงนัดหมายให้วิทยากรมาดูแล และให้คำแนะนำติชมพร้อม ๆ กัน กับเชิญเพื่อน ๆ มาชมพวกเราสาธิตเพื่อน ๆ ตื่นตาตื่นใจมากว่าใครจะเป็นคนก่อไฟได้สำเร็จ ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะกลุ่มข้าพเจ้าก่อไฟไม่สำเร็จต้องรบกวนเพื่อน ๆ มาช่วยกัน วิธีการผลิตน้ำอบไทยมีดังนี้

1. ต้มน้ำให้เดือดใส่ชะลูดและแก่นจันทร์ลงไป เคี่ยวไปเรื่อย ๆ

2. ตำกำยานให้ละเอียด และนำผงขมิ้นชันใส่ลงไปเพื่อปรับสี

3. หั่นเทียนแผ่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ประมาณ          10        ช้อนโต๊ะ

4. หั่นผิวมะกรูดเป็นชิ้นเล็ก ๆ             5          ผล

5.  ผสมเครื่องหอมใส่กำยาน การบูรและพิมเสนผสมคลุกเคล้ากับน้ำตาลทรายผิวมะกรูด เทียนแผ่นสับละเอียด

6. นำกระป๋องใส่น้ำวางไว้กลางหม้ออีกใบและเทน้ำเครื่องหอมที่ต้มเดือดแล้วลงไป

7. ทุบฝาหม้อดินให้เล็กแล้วเผาไฟจนร้อนแดง นำไปวางบนกระป๋องที่ตั้งไว้กลางหม้อ

8. นำเครื่องหอมที่ผสมแล้วโรยลงบนถ่านร้อนจัดจะเกิดควันขึ้น ให้รีบปิดฝาหม้อ

9. นำผ้าขาวม้าหรือผ้าขนหนู ชุบน้ำปิดรอบ ๆ รอยฝาปิดให้มิดชิดป้องกันควันรั่วไหลออกจากหม้อ

10. ทิ้งไว้ 1/2 ชั่วโมง จึงทำแบบเดิมรวมประมาณ 10 ครั้ง

11. ครบแล้วจึงทิ้งไว้ให้เย็น กรองโดยใช้ผ้าขาวบาง ประมาณ 2 – 3 ครั้ง จะได้น้ำอบไทยใสสีเหลืองนวลและมีกลิ่นหอม

12. บรรจุลงขวดเตรียมจำหน่ายปีหน้าแต่รอบนี้ขอแจกฟรีทดลองนำไปใช้ก่อน

  

บทที่ 3

ผลการศึกษาและอภิปรายผลการศึกษา

 

จากการทดลองผลิตน้ำอบไทยโบราณปรากฏว่าได้ผลผลิตคือ น้ำอบไทยที่มีกลิ่นหอม และมีคุณภาพตามที่ต้องการ ลักษณะน้ำอบไทยใสสีเหลืองนวลและมีกลิ่นหอมติดผิว เพื่อน ๆ ให้ข้อเสนอแนะว่าน่าจะลองปรับสีให้มีหลากสีเหมือนดินสอพองใส่สี เพื่อนได้ทดลองนำดอกอัญชันมาขยำแล้วใส่น้ำที่คั้นได้ลงไปผลปรากฏว่าทำให้น้ำใสเป็นน้ำดำๆ ขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น เพื่อนกลุ่มอื่น ๆ ได้กล่าวว่ามีไม้หอมชนิดใดอีกบ้างที่สามารถนำมาทำได้ ข้าพเจ้าและเพื่อน ๆ กลับไปสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม พบไม้กฤษณา แต่ราคาแพงหายาก มีกฎหมายควบคุม ไม่เหมาะกับการนำมาใช้

เนื่องจากแก่นจันทร์ ชะลูด เป็นไม้ที่มีกลิ่นหอม และการอบร่ำควันเทียนด้วยกำยานผสมมะกรูด พิมเสน การบูร น้ำตาลทราย ทำให้เกิดกลิ่นหอมแบบผสมผสานกันแบบธรรมชาติ คือไม่หอมมาก วิทยากรกล่าวว่าถ้าต้องการให้หอมมากกว่านี้ให้ใส่ชะมดเช็ดเพิ่มเติม แต่เนื่องจากราคาแพงมากเกินไปไม่คุ้มค่ากับการลงทุน

  

 

บทที่ 4

สรุปผลการศึกษา

 

            จากการเริ่มทำโครงงานนี้ ข้าพเจ้าและเพื่อน ๆ ได้รับความรู้ ได้ทำการทดลองสนุกสนานมาก และที่สำคัญคือ ได้รับความรู้เกี่ยวกับพืชให้กลิ่นหอมเพิ่มเติมมาหลายชนิดห้องเราและทั้งโรงเรียนหอมไปด้วยกลิ่นหอมแบบโบราณของน้ำอบไทยนานเป็นสัปดาห์ทีเดียว เพื่อน ๆต้องการให้ผลิตอีก บางกลุ่มอยากตำกำยาน บอกว่าหอมดี บางกลุ่มชอบตอนโรยเครื่องหอมบนถ่านฝาหม้อดิน แดง ๆ ร้อน ๆ เพราะมีไฟลุกฟู่ขึ้นแล้วดับควันเยอะแยะไปหมด อีกคนรีบจ้องขยับปิดฝาหม้อเพราะคุณครูและวิทยากรบอกให้รีบปิดทันทีเกือบหนีบเอามือคนที่ถือไม้คีบที่โรยเครื่องหอม สนุกจริง ๆ ได้ทั้งน้ำอบไทยโบราณ และวิธีการผลิตที่สนุกปนขำ สรุปผลการทดลองครั้งนี้เป็นที่น่าพอใจ ได้รู้จักเพื่อน ๆ อีกมากมาย และเผยแพร่ความรู้ให้กับเขาด้วย

 

 

ประโยชน์ที่ได้จากโครงงาน

 

1.      ข้าพเจ้าและเพื่อนได้ฝึกฝนการทำงานเป็นขั้นตอน

2.      ได้ทราบถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นของคนสมัยก่อนและนำมาศึกษาเพื่อใช้ประโยชน์ให้ลูกหลานคงสืบสานต่อไป

3.      ได้เรียนรู้วิธีการแก้ปัญหา

4.      ได้เรียนรู้การทำโครงงาน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการทำโครงงานระดับสูง

5.      เกิดความภาคภูมิใจผลงานที่จัดทำ

6.      ได้เผยแพร่ผลงานซึ่งเป็นประโยชน์แก่เพื่อน ๆ และผู้ที่สนใจ

 

 

 

 

 

 

 

 

หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา