วิชาการดอทคอม ptt logo

โครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง หอมรื่น ชื่นใจ กับน้ำอบไทยโบราณ

ตัวอย่างโครงงานภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย ชุมชนย่อยที่ 2 เทศบาลเมืองพนัสนิคม อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี โดย นางเกล้าฟ้า ทองสนธิ โรงเรียนเทศบาล 3 วัดเกาะแก้วนครสวรรค์ เทศบาลเมืองพนัสนิคม อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี
ผู้เขียน: เกล้าฟ้า ชมแล้ว: 98,810 ครั้ง
post ครั้งแรก: Sat 25 October 2008, 5:53 pm ปรับปรุงล่าสุด: Sat 25 October 2008, 6:11 pm
อยู่ในส่วน: ไม่ได้ระบุว่าให้อยู่ห้องใด

หน้าที่ 1 - โครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง หอมรื่น ชื่นใจ กับน้ำอบไทยโบราณ

โครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง หอมรื่น ชื่นใจ กับน้ำอบไทยโบราณ

ชื่อโครงงาน     หอมรื่น ชื่นใจ กับน้ำอบไทยโบราณ

ชื่อผู้ทำโครงงาน         

1..เด็กหญิงจงกลนี  แซ่อึ้ง

2..เด็กหญิงพัชรี  ธารใส

3..เด็กชายสันติสุข  สมบุญ

ชื่อที่ปรึกษาโครงงาน     คุณครูเกล้าฟ้า  ทองสนธิ

ชื่อโรงเรียน      โรงเรียนเทศบาล 3 วัดเกาะแก้วนครสวรรค์ เทศบาลเมืองพนัสนิคม 

                         จังหวัดชลบุรี

บทคัดย่อ

โครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง หอมรื่น ชื่นใจ กับน้ำอบไทยโบราณเป็นโครงงานประเภททดลอง ผลิตน้ำอบไทยแบบโบราณซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น จะผลิตใช้เฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์เท่านั้น จึงเป็นการสืบสานให้ภูมิปัญญาท้องถิ่นยังคงมีต่อไป การนำพืชที่มีกลิ่นหอมมาใช้ในการผลิตน้ำอบทำให้รู้จักพืชที่ให้กลิ่นหอมหลายชนิด จากการสืบค้นเรื่องพืชที่ให้กลิ่นหอมได้ทราบสรรพคุณ คุณสมบัติ และประโยชน์ของพืชเหล่านี้เพิ่มขึ้นด้วย ได้แก่ ชะลูด ขมิ้นชัน กำยาน การบูร พิมเสน มะกรูด ซึ่งบางชนิดไม่คิดว่าคือพืชด้วย โดยใช้วิธีค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมจากหนังสือและอินเตอร์เน็ต น่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจทั่วไป การผลิตน้ำอบไทยแบบโบราณใช้อุปกรณ์ที่บ้านเรามีใช้อยู่โดยทั่วไป หม้อ กระป๋องรีไซเคิลจากกระป๋องขนมปังก็ได้ หรือกระป๋องนมเลี้ยงทารกและที่สำคัญการก่อเตาถ่านเป็นอะไรที่เราไม่ค่อยได้ใช้ จึงเป็นเรื่องที่น่าสนุกตื่นเต้นมากด้วยการที่ลุ้นกันว่าใครจะก่อไฟเตาถ่านได้ติดก่อนกัน ฝาหม้อดินก็เช่นกันวิทยากรกล่าวว่าที่ใช้ฝาหม้อดินเผาให้ร้อนแดงเท่าถ่านเตา แต่เมื่อนำไปใช้ไฟจะร้อนได้นานกว่าโดยที่ฝาหม้อดินยังคงอยู่สามารถนำมาเผาแล้วใช้ได้อีก ไม่เหมือนถ่านถ้าไฟหมดคือหมดถ่านเผาไม่ได้อีกแล้ว เกร็ดเล็กน้อยอีกประการคือห้ามคนในหม้อเป็นอันขาดเพราะจะทำให้น้ำมีสีขุ่นมาก ผลผลิตที่ทำได้มากกว่าการผลิตน้ำอบไทยได้จริง ๆ


กิตติกรรมประกาศ

 

กลุ่มข้าพเจ้าขอขอบคุณผู้มีส่วนร่วมช่วยเหลือในการจัดทำโครงงานนี้ซึ่งสำเร็จได้ด้วยดี ดังต่อไปนี้

คุณครูเกล้าฟ้า  ทองสนธิ

คุณครูพรจิตร  มิ่งเจริญ

ผู้ปกครองเด็กหญิงจงกลนี  แซ่อึ้ง

            ผู้ปกครองเด็กหญิงพัชรี  ธารใส         

            ผู้ปกครองเด็กชายสันติสุข  สมบุญ

            วิทยากรนางสาวเกสร   บุษมาโร  ชุมชนย่อยที่  2  เทศบาลเมืองพนัสนิคม

ผู้แนะนำให้ความรู้  ที่ปรึกษา  เพื่อน ๆ และทุกคนที่เป็นกำลังใจในการทำโครงงานนี้

 

                                                                                                คณะทำงาน

 

  

บทที่ 
บทนำ

ที่มาและความสำคัญของโครงงาน

                        ปัจจุบันมนุษย์ได้รับผลกระทบจากการใช้สารเคมีต่างๆมากมายจากข่าวโทรทัศน์และวิทยุ ทั้งจากการบริโภคและอุปโภค ข้าพเจ้าและเพื่อน ๆ จึงสนใจที่จะศึกษาเรื่องสารเคมีที่ใช้ในชีวิตประจำวันว่า สามารถนำพืชมาใช้ทดแทนกันได้หรือไม่ในชีวิตประจำวัน และชุมชนที่อยู่ข้าง ๆ โรงเรียนของเรามีการผลิตน้ำอบไทยโบราณเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เริ่มค่อย ๆ หายไปเพราะจะผลิตแค่ช่วงเทศกาลสงกรานต์เท่านั้น ถ้าทำการผลิตจะ สามารถจัดหา

อุปกรณ์ได้ไม่ยาก จึงได้จัดทำโครงงานนี้ขึ้น

วัตถุประสงค์           

1. เพื่อศึกษาวิธีการผลิตน้ำอบไทย

2. เพื่อศึกษา หาข้อควรปรับปรุง ส่งเสริม สนับสนุน ให้คุณภาพดีขึ้น และสามารถ

จำหน่ายเป็นรายได้เสริมเพิ่มเติมในช่วงเทศกาลด้วย

สมมติฐานของการศึกษาค้นคว้า

จากการทดลองผลิตน้ำอบไทยแบบโบราณโดยนำพืชชนิดที่มีกลิ่นหอมมาผ่านกรรมวิธีการผลิตตามขั้นตอน จะได้น้ำอบไทย มีกลิ่นหอม สีเหลืองใส จริง

ขอบเขตของการศึกษาค้นคว้า

            กลุ่มของข้าพเจ้าใช้เวลาในการทำโครงงานเป็นเวลา  4  สัปดาห์ โดยทำโครงงานนี้ที่โรงเรียน ที่บ้าน และบ้านวิทยากร โดยการสัมภาษณ์วิทยากรถึงรายละเอียดทุกอย่างในการผลิตน้ำอบไทยโบราณและสืบค้นข้อมูลจากหนังสือและอินเตอร์เนต เพื่อทราบคุณสมบัติของวัสดุต่าง ๆ ที่วิทยากรให้เตรียม นำเรื่องมาปรึกษากับคุณครูและเพื่อน ๆ ถึงความเป็นไปได้ในการที่จะทดลองผลิต เมื่อตกลงได้เรียบร้อยว่าเราจะทดลองผลิตดูว่าเป็นเช่นไร ได้น้ำอบจริงหรือไม่ เมื่อช่วยกันเตรียมอุปกรณ์เรียบร้อยแล้ว จึงนัดหมายให้วิทยากรมาดูแล และให้คำแนะนำติชมพร้อม ๆ กัน กับเชิญเพื่อน ๆ มาชมพวกเราสาธิตเพื่อน ๆ ตื่นตาตื่นใจมากว่าใครจะเป็นคนก่อไฟได้สำเร็จ ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะกลุ่มข้าพเจ้าก่อไฟไม่สำเร็จต้องรบกวนเพื่อน ๆ มาช่วยกัน


บทที่ 2

อุปกรณ์และวิธีการศึกษา

            อุปกรณ์และวัสดุที่ใช้ในการศึกษา

1.  แก่นจันทร์  30        บาท

2.  ชะลูด         30        บาท

3.  ผงขมิ้นชัน  5          บาท

4.  กำยาน        30        บาท

                                    5.  เทียนแผ่น   10        บาท

                                    6.  มะกรูด       5          บาท

                                    7.  การบูร        10        บาท

                                    8.  พิมเสน        20        บาท

                                    9.  ครก

                                    10. หม้อ 2 ใบ

                                    11.  กระป๋องมีฝาปิด 1 ใบ

                                    12.  ฝาหม้อดิน                 2     ใบ

                                    13.  ถ่านและเตาถ่าน

                                    14.  ผ้าขาวม้า

                                    15.  มีด ไม้ขีด ถ้วย ชาม ช้อน

วิธีการศึกษาทดลอง

            1.  คิดชื่อโครงงาน

2.  วางแผนการทำโครงงาน

            3.  ไปศึกษาข้อมูล

            4.  รวบรวมข้อมูลที่ไปศึกษามา

            5.  สรุปผลการทำโครงงาน

            6.  เขียนรายงานเข้าเล่ม

            7.  การนำเสนอผลงาน

วิธีดำเนินการทดลอง

กลุ่มของข้าพเจ้าใช้เวลาในการทำโครงงานเป็นเวลา  4  สัปดาห์ โดยทำโครงงานนี้ที่โรงเรียน ที่บ้าน และบ้านวิทยากร โดยการสัมภาษณ์วิทยากรถึงรายละเอียดทุกอย่างในการผลิตน้ำอบไทยโบราณและสืบค้นข้อมูลจากหนังสือและอินเตอร์เนต เพื่อทราบคุณสมบัติของวัสดุต่าง ๆ ที่วิทยากรให้เตรียม นำเรื่องมาปรึกษากับคุณครูและเพื่อน ๆ ถึงความเป็นไปได้ในการที่จะทดลองผลิต เมื่อตกลงได้เรียบร้อยว่าเราจะทดลองผลิตดูว่าเป็นเช่นไร ได้น้ำอบจริงหรือไม่ เมื่อช่วยกันเตรียมอุปกรณ์เรียบร้อยแล้ว จึงนัดหมายให้วิทยากรมาดูแล และให้คำแนะนำติชมพร้อม ๆ กัน กับเชิญเพื่อน ๆ มาชมพวกเราสาธิตเพื่อน ๆ ตื่นตาตื่นใจมากว่าใครจะเป็นคนก่อไฟได้สำเร็จ ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะกลุ่มข้าพเจ้าก่อไฟไม่สำเร็จต้องรบกวนเพื่อน ๆ มาช่วยกัน วิธีการผลิตน้ำอบไทยมีดังนี้

1. ต้มน้ำให้เดือดใส่ชะลูดและแก่นจันทร์ลงไป เคี่ยวไปเรื่อย ๆ

2. ตำกำยานให้ละเอียด และนำผงขมิ้นชันใส่ลงไปเพื่อปรับสี

3. หั่นเทียนแผ่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ประมาณ          10        ช้อนโต๊ะ

4. หั่นผิวมะกรูดเป็นชิ้นเล็ก ๆ             5          ผล

5.  ผสมเครื่องหอมใส่กำยาน การบูรและพิมเสนผสมคลุกเคล้ากับน้ำตาลทรายผิวมะกรูด เทียนแผ่นสับละเอียด

6. นำกระป๋องใส่น้ำวางไว้กลางหม้ออีกใบและเทน้ำเครื่องหอมที่ต้มเดือดแล้วลงไป

7. ทุบฝาหม้อดินให้เล็กแล้วเผาไฟจนร้อนแดง นำไปวางบนกระป๋องที่ตั้งไว้กลางหม้อ

8. นำเครื่องหอมที่ผสมแล้วโรยลงบนถ่านร้อนจัดจะเกิดควันขึ้น ให้รีบปิดฝาหม้อ

9. นำผ้าขาวม้าหรือผ้าขนหนู ชุบน้ำปิดรอบ ๆ รอยฝาปิดให้มิดชิดป้องกันควันรั่วไหลออกจากหม้อ

10. ทิ้งไว้ 1/2 ชั่วโมง จึงทำแบบเดิมรวมประมาณ 10 ครั้ง

11. ครบแล้วจึงทิ้งไว้ให้เย็น กรองโดยใช้ผ้าขาวบาง ประมาณ 2 3 ครั้ง จะได้น้ำอบไทยใสสีเหลืองนวลและมีกลิ่นหอม

12. บรรจุลงขวดเตรียมจำหน่ายปีหน้าแต่รอบนี้ขอแจกฟรีทดลองนำไปใช้ก่อน

  

บทที่ 3

ผลการศึกษาและอภิปรายผลการศึกษา

 

จากการทดลองผลิตน้ำอบไทยโบราณปรากฏว่าได้ผลผลิตคือ น้ำอบไทยที่มีกลิ่นหอม และมีคุณภาพตามที่ต้องการ ลักษณะน้ำอบไทยใสสีเหลืองนวลและมีกลิ่นหอมติดผิว เพื่อน ๆ ให้ข้อเสนอแนะว่าน่าจะลองปรับสีให้มีหลากสีเหมือนดินสอพองใส่สี เพื่อนได้ทดลองนำดอกอัญชันมาขยำแล้วใส่น้ำที่คั้นได้ลงไปผลปรากฏว่าทำให้น้ำใสเป็นน้ำดำๆ ขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น เพื่อนกลุ่มอื่น ๆ ได้กล่าวว่ามีไม้หอมชนิดใดอีกบ้างที่สามารถนำมาทำได้ ข้าพเจ้าและเพื่อน ๆ กลับไปสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม พบไม้กฤษณา แต่ราคาแพงหายาก มีกฎหมายควบคุม ไม่เหมาะกับการนำมาใช้

เนื่องจากแก่นจันทร์ ชะลูด เป็นไม้ที่มีกลิ่นหอม และการอบร่ำควันเทียนด้วยกำยานผสมมะกรูด พิมเสน การบูร น้ำตาลทราย ทำให้เกิดกลิ่นหอมแบบผสมผสานกันแบบธรรมชาติ คือไม่หอมมาก วิทยากรกล่าวว่าถ้าต้องการให้หอมมากกว่านี้ให้ใส่ชะมดเช็ดเพิ่มเติม แต่เนื่องจากราคาแพงมากเกินไปไม่คุ้มค่ากับการลงทุน

  

 

บทที่ 4

สรุปผลการศึกษา

 

            จากการเริ่มทำโครงงานนี้ ข้าพเจ้าและเพื่อน ๆ ได้รับความรู้ ได้ทำการทดลองสนุกสนานมาก และที่สำคัญคือ ได้รับความรู้เกี่ยวกับพืชให้กลิ่นหอมเพิ่มเติมมาหลายชนิดห้องเราและทั้งโรงเรียนหอมไปด้วยกลิ่นหอมแบบโบราณของน้ำอบไทยนานเป็นสัปดาห์ทีเดียว เพื่อน ๆต้องการให้ผลิตอีก บางกลุ่มอยากตำกำยาน บอกว่าหอมดี บางกลุ่มชอบตอนโรยเครื่องหอมบนถ่านฝาหม้อดิน แดง ๆ ร้อน ๆ เพราะมีไฟลุกฟู่ขึ้นแล้วดับควันเยอะแยะไปหมด อีกคนรีบจ้องขยับปิดฝาหม้อเพราะคุณครูและวิทยากรบอกให้รีบปิดทันทีเกือบหนีบเอามือคนที่ถือไม้คีบที่โรยเครื่องหอม สนุกจริง ๆ ได้ทั้งน้ำอบไทยโบราณ และวิธีการผลิตที่สนุกปนขำ สรุปผลการทดลองครั้งนี้เป็นที่น่าพอใจ ได้รู้จักเพื่อน ๆ อีกมากมาย และเผยแพร่ความรู้ให้กับเขาด้วย

 

 

ประโยชน์ที่ได้จากโครงงาน

 

1.      ข้าพเจ้าและเพื่อนได้ฝึกฝนการทำงานเป็นขั้นตอน

2.      ได้ทราบถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นของคนสมัยก่อนและนำมาศึกษาเพื่อใช้ประโยชน์ให้ลูกหลานคงสืบสานต่อไป

3.      ได้เรียนรู้วิธีการแก้ปัญหา

4.      ได้เรียนรู้การทำโครงงาน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการทำโครงงานระดับสูง

5.      เกิดความภาคภูมิใจผลงานที่จัดทำ

6.      ได้เผยแพร่ผลงานซึ่งเป็นประโยชน์แก่เพื่อน ๆ และผู้ที่สนใจ

 

 

 

 

 

 

 

 




*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา






จำไว้ตลอด

จำนวน 1 ความเห็น, หน้า | 1 |
ความเห็น 1 16 ส.ค. 2553 (14:51)
โครงงานวิทยาศาสตร์

เรื่อง ธูปไล่ยุง

จัดทำโดย
เด็กหญิงพบพลอย แจ่มหม้อ
เด็กหญิงมนสิชา สิทธิสมบัติ
เด็กหญิงจิรภิญญา ทิพย์ทา

อาจารย์ที่ปรึกษา

อ.ชีวรัตน์ เกี๋ยงมณา
อ.ณรงค์ศักดิ์ แซ่เจ๋า

ระดับประถมศึกษา ช่วงชั้นที่ 1 (ป.1 – 3)
โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย
อ.เมือง จ.เชียงใหม่




สารบัญ

หน้า
บทคัดย่อ ก
กิตติกรรมประกาศ ข
คำนำ ค
บทที่ 1 ความเป็นมา 1
วัตถุประสงค์
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
ขอบเขตของการทำโครงงาน 2
บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง 3
บทที่ 3 การดำเนินงาน 4
บทที่ 4 ผลการดำเนินงาน 5
บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 8
สรุปผลการทดลอง
อภิปรายผลการทดลอง
ประโยชน์ที่ได้รับ
ข้อเสนอแนะ
บรรณานุกรม 9








กิตติกรรมประกาศ

โครงงานสามารถบรรลุผลสำเร็จได้ดี ด้วยความร่วมมือจากผู้ปกครอง เพื่อนๆและครู ผู้จัดทำขอขอบพระคุณ คุณพ่อ คุณแม่ ของคณะผู้จัดทำที่ช่วยในการบันทึกผลข้อมูล ขอขอบคุณ คุณครูที่ช่วยให้คำปรึกษาแนะนำในการทำโครงงานครั้งนี้ ผุ้จัดทำขอขอบพระคุณทุกท่านที่ทำให้งานชิ้นนี้สำเร็จไปด้วยดี


คณะผู้จัดทำ
20 ธันวาคม 2546


















บทที่ 1
บทนำ
ที่มาและความสำคัญ

โครงงานนี้จัดทำขึ้นเนื่องจากผู้จัดทำได้เกิดความสงสัยว่าที่บ้านของ ด.ญ. พบพลอย เมื่อทานส้มแล้ว คุณแม่จะชอบเก็บเปลือกส้มแล้วนำไปตากแดดเมื่อเปลือกส้มแห้งแล้ว คุณแม่ก็จะนำมาเผาไล่ยุง ข้าพเจ้าสอบถามคุณแม่ ได้รับคำตอบว่าสามารถไล่ยุงได้เพราะยุงเหม็นกลิ่นฉุนของเปลือกส้ม ข้าพเจ้าจึงคิดว่ายุงอาจเหม็นกลิ่นฉุนของส้มจริงๆ จึงบินหนีไปผู้จัดทำจึงคิดว่าถ้าใช้วัสดุที่มีกลิ่นฉุนจะสามารถไล่ยุงได้

ดังนั้นผู้จัทำจึงตัดสินใจที่จะศึกษาเกี่ยวกับการใช้กลิ่นไล่ยุงเพื่อให้สะดวกในการใช้งานผู้จัดทำได้ปรึกษาครูที่ปรึกษาครูจึงแนะนำให้ทำเป็นธูป เราจึงตั้งชื่อโครงงานว่าธูปไล่ยุง

กลิ่นของธูปที่ผู้จัดทำใช้มีอยู่ 3 กลิ่นที่มีกลิ่นฉุน เพื่อเปรียบเทียบว่ากลิ่นใดไล่ยุงได้ดีที่สุด ซึ่งมีดังนี้
1. กลิ่นของเปลือกส้ม เปลือกส้มมีกลิ่นฉุนและฤดูนี้มีส้มมาก
2. กลิ่นของมะกรูด ใบมะกูดมีกลิ่นฉุนและหาง่าย
3. กลิ่นการบูร มีกลิ่นฉุน ไล่แมลงสาบได้ น่าจะไล่ยุงได้

วัตถุประสงค์การทดลอง
เพื่อศึกษาว่ากลิ่นอะไรสามารถไล่ยุงได้ดีที่สุด

สมมุติฐานการทดลอง
กลิ่นของเปลือกส้มสามารถไล่ยุงได้ดีที่สุด



ตัวแปรที่เกี่ยวข้อง
ตัวแปรต้น ชนิดของกลิ่น (กลิ่นส้ม , กลิ่นมะกรูด , กลิ่นการบูร)
ตัวแปรตาม การหนีของยุง
ตัวแปรควบคุม อัตราส่วนของส่วนผสมในการทำธูป

ขอบเขตของโครงงาน
กลิ่นที่นำมาใช้มี 3 กลิ่นคือ
1. เปลือกส้ม 2. ใบมะกรูด 3. การบูร

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1. รู้ว่าธูปกลิ่นใดสามารถไล่ยุงได้ดีที่สุด
2. สามารถนำไปใช่ในชีวิตประจำวันได้
3. ได้รู้จักการทำงานเป็นกลุ่ม
4. ได้ฝึกวิธีการ กระบวนการทดลองทางวิทยาศาสตร์














บทที่ 2
เอกสารที่เกี่ยวข้อง

“ยุง” มีหลายชนิด บางชนิดเป็นตัวนำเชื้อโรคร้ายมาสู่เรา
เช่น ยุงลาย นำโรคไข้เลือดออกซึ่งออกหากินในตอนกลางวัน
ยุงก้นปล่อง นำเชื้อไข้มาลาเรีย ยุงดำ นำเชื้อโรคเท้าช้าง
ยุงบางชนิดก็นำเชื้อไข้เหลือง ซึ่งยุงเหล่านี้จะมีช่วงเวลาในการ
ออกหากิน แต่ยุงที่มาตอม แล้วส่งเสียงดังที่ข้างหูและดูดเลือด
เราให้คันนั้นเรียกว่า ยุงรำคาญ

ยุง เป็นแมลงชนิดหนึ่ง เฉพาะตัวเมียเท่านั้นที่ดูดกินเลือดเป็นอาหาร เพราะถ้าไม่ได้เลือดก็ไม่สามารถสืบพันธุ์วางไข่แพร่ลูกหลานได้ ยุงตัวผู้ไม่กินเลือด แต่จะกินน้ำหวานดอกไม้ ต้นไม้หรือขนมหวาน

ธรรมชาติของยุงรำคาญนั้นไม่ชอบแสงสว่าง โดยเฉพาะแสงสีเหลืองก็จะไล่ยุงชนิดนี้ให้หนีไปได้ ดังนั้นเพียงแต่เราเปิดไฟสีเหลืองไว้ ก็จะขับยุงชนิดนี้ให้หนีไปได้(แต่ยุงชนิดอื่นไม่กลัวแสงสีเหลือง)

การป้องกันไม่ให้ยุงกัด โดยใช้สารไล่แมลง หรือสารป้องกันแมลง(Repellents)ซึ่งผลิตจากสารธรรมชาติ เช่น ตะไร้หอม ไพล ขมิ้นชัน มะกรูด ยูคาลิปตัส ฯลฯ








บทที่ 3
อุปกรณ์ และ วิธีการดำเนินการ
อุปกรณ์
1. ขี้เลื่อย
2. การบูร / ใบมะกรูด(ป่นแห้ง) / เปลือกส้ม(ป่นแห้ง)
3. แป้งเปียก
4. ดินประสิว
5. ไม้ก้านธูป
วิธีทำการทดลอง
1. ทำธูป
1.1 นำขี้เลื่อยบดละเอียด 1 ส่วน ผสมกับการบูร 1 ส่วน ดินประสิว ¼ ส่วน
ผสมให้เข้ากัน
1.2 นำไม้ก้านธูป ชุบกาวแป้งเปียกให้ทั่วโดยเว้นไว้ตรงบริเวณที่ใช้มือจับแล้วนำ
ไปคลุกส่วนผสมที่คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วในข้อ 1.1
1.3 คลึงให้ขี้เลื่อยติดบนไม้ก้านธูปให้เป็นแท่งสวยงาม แล้วนำไปตากแดดให้
แห้ง
1.4 เปลี่ยนส่วนประกอบจากการบูร เปลี่ยนเป็นใบมะกรูด,เปลือกส้ม ตาม
ลำดับ
2. นำธูปที่ทำเสร็จเรียบร้อยไปจุดตามบริเวณที่มียุงทั้งที่บ้านและที่โรงเรียนสังเกตว่า
ก่อนจุดและหลังจุดยุงมีการตอบสนองอย่างไร
ขั้นตอนการดำเนินงาน
1. นักเรียนนำเสนอหัวข้อโครงงานที่ตนเองสนใจต่อครู
2. คณะผู้จัดทำช่วยกันคิดคำถาม ตั้งสมมุติฐาน
3. ศึกษาวิธีทำธูปจากหนังสือต่างๆ
4. เตรียมอุปกรณ์และลงมือทำธูป
5. ทดลองนำธูปไปใช้ในการไล่ยุง
6. บันทึกผลและสรุปผลการทดลอง
7. สรุปและเขียนรายงานโครงงาน
บทที่ 4
ผลการทดลอง

ตรารางบันทึกผลการทดลอง การใช้ธูปไล่ยุง
วันที่ 23 เดือนธันวาคม พ.ศ. 2546 เวลา 13.45 น.
บันทึกผลโดย
1. ด.ญ. จิรภิญญา ทิพย์ทา
2. ด.ญ. มนสิชา สิทธิสมบัติ
3. ด.ญ. พบพลอย แจ่มหม้อ

สถานที่ /กลิ่น ผลของกลิ่นธูปที่มีผลต่อการไล่ยุง
ก่อนจุดธูป หลังจุดธูป
ห้องน้ำที่ 1
ธูปกลิ่นการบูร มียุงเยอะเต็มไปหมด ยังมียุงบินอยู่ประมาณ 5-6 ตัว
ห้องน้ำที่ 2
ธูปกลิ่นมะกรูด มียุงเยอะเต็มไปหมด ไม่มีเยอะเหมือนตอนแรกเหลือประมาณ 1ตัว
ห้องน้ำที่ 3
ธูปกลิ่นส้ม มียุงเยอะเต็มไปหมด มียุงเยอะกว่าห้องที่ 1 ,2และเหลืออยู่ประมาณ 10 กว่าตัว









ตารางที่ 1 ตารางสรุปผลการทดลองการนำธูปไปใช้ที่บ้าน
ผู้สังเกต ผลของกลิ่นธูปที่มีผลต่อการไล่ยุง
กลิ่นการบูร กลิ่นใบมะกรูด กลิ่นเปลือกส้ม
ก่อนจุดธูป หลังจุดธูป ก่อนจุดธูป หลังจุดธูป ก่อนจุดธูป หลังจุดธูป
ด.ญ. มนสิชา ยุงพยายามจะบินเข้าบ้าน ยุงที่จะพยามบินบินเข้าบ้านเมื่อถูกควันก็บินออกจากบ้านไป ยุงพยายามจะบินเข้าบ้าน อยู่ดีๆก็หายไปหมด หายมากกว่า การบูรและส้ม ยุงบินวนเวียน ยุงวนเวียนบางครั้งยุงที่เหลือมีมากกว่า การบูรและใบมะกรูด
ด.ญ. พบพลอย บินมาตอมและพยามจะกินเลือดมีประมาณ 10 ตัว ยุงเหลือประมาณ5-6 ตัว มียุงเยอะมากเป็น 10 กว่าตัว ยุงไม่คอยมียุงเหลือประมาณ 2-3 ตัว มียุงเยอะมากเป็น 11 กว่าตัว ยุงยังคงเหลือประมาณ 10 กว่าตัว



บทที่ 5
สรุป อภิปรายผล

อภิปรายผลการทดลอง

จากการทดลองจุดธูปทั้ง 3 กลิ่น ปรากฏว่า
กลิ่นใบมะกรูดจะทำให้ยุงบินหนีไปจากบริเวณที่จุดมากที่สุด
กลิ่นการบูรทำให้ยุงบินหนีไปบ้างจากบริเวณที่จุดและยังมียุงบางตัวเหลืออยู่
กลิ่นส้มทำให้ยุงบินหนีไปจากบริเวณน้อยที่สุดและยังมียุงบินอยู่มาก

สรุปผลการทดลอง

ธูปกลิ่นมะกรูดทำให้ยุงบินหนีหรือไล่ยุงได้ดีมากที่สุด

ข้อเสนอแนะ

1. ควรใช้กลิ่นจากส่วนประกอบของพืชให้มีหลายชนิดขึ้น
2. ควรใช้อัตราส่วนผสมของส่วนประกอบต่างๆในอัตราส่วนที่หลากหลายขึ้น
3.อาจจะทำในรูปแบบอื่นๆบ้าง เช่น ทำเป็นขดยากันยุง หรือแผ่นไล่ยุง










บรรณานุกรม

1. หนังสือ เรียน สปช. ป. 3 อ.สมศักดิ์ สินธุระเวชญ์

2. หนังสือชุมนุมนักทดลอง โอภาส อาจอารมณ์

3. www.a4s-thai.com/mcontents/marticle.php ยุง , ริ้น
clintun008
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 50 ดวง






เกล้าฟ้า
(เกล้าฟ้า)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 3,281 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 5 ปี
แบ่งปันความรู้ 1 ครั้ง
ได้รับดาว 51 ดวง

โหวตเพิ่มดาว

Blog อื่น ๆ ของผู้เขียน